ตอนที่ 455 ข่าวใหญ่เรื่องหุ่นโลหะไร้วิญญาณ
ชาใบเฉา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ชาเฉาสด’ ถือเป็นของดีของบึงหงฉู่แห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักร เป็นที่รู้จักกันทั่วไป
ชานี้เติบโตในบึง และในแต่ละปีพวกมันจะมีชีวิตอยู่แค่เดือนเดียวเท่านั้น ส่วนในเดือนอื่นๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวไปแล้ว
มีใบอ่อนงอกใหม่ขึ้นจากกิ่งก้านที่ตายไป สิ่งหนึ่งเหี่ยวเฉา ขณะที่อีกสิ่งหนึ่งงอกงาม ชีวิตและความตายสอดประสานกันอย่างลึกลับ เป็นที่มาของชื่อชาชนิดนี้
เมื่อผ่านกระบวนการผลิตแล้ว ใบชาชนิดนี้จะให้กลิ่นหอมสดชื่นของทั้ง 4 ฤดู ทำให้เป็นชาที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดทั่วทั้งสมาพันธุ์นานาอาณาจักร
แต่บึงหงฉู่ก็เป็นสถานที่อันตรายมาก มีนักรบเหนือมนุษย์หลายคนที่ต้องสังเวยชีวิตให้ ไม่มีโอกาสได้พบเจอโลกภายนอกอีก ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวใบชาได้ก็มีเพียงแค่เดือนเดียว และผลผลิตที่ได้ก็น้อยมาก ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้คนเพียงแค่หยิบมือที่มีโอกาสได้ลิ้มรสมัน
“อันที่จริง สถานที่นี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นแหล่งผลิตชาใบเฉา แต่ยังมีสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ป้วนเปี้ยน อยู่ใกล้ๆ ใบชา…งูใบเฉา!” จางเซวียนพูด
งูใบเฉาเป็นอสูรวิเศษที่อาศัยอยู่ในดงชาใบเฉา มันมีพิษร้ายแรงมาก แม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 ก็ตายได้ง่ายๆ หากถูกมันฉก
“หรือว่าพิษที่ปนเปื้อนในไผ่เขียวสด…มาจากงูใบเฉา? แต่ไม่น่าเป็นไปได้! เพราะถึงแม้พิษของงูใบเฉาจะร้ายแรงมาก แต่มันก็มีกลิ่นเฉพาะตัว แถมน้ำลายของมันก็ยังทิ้งร่องรอยไว้ ทำให้มองเห็นได้ง่าย แต่เท่าที่เห็น ไม่มีร่องรอยอะไรบนไผ่เขียวสดต้นนี้เลย มันดูสดใหม่…”
ผู้อาวุโสอดออกความเห็นไม่ได้
งูใบเฉาเป็นอสูรวิเศษที่น่าสะพรึงจนถึงขั้นที่นักรบเหนือมนุษย์ยังต้องระมัดระวัง ด้วยความโด่งดังของมัน หากงูใบเฉาทิ้งคราบน้ำลายไว้บนไผ่เขียวสดต้นนี้ เขาก็ต้องมองเห็นแล้ว
“ไม่ใช่น้ำลายงูหรอก แต่ไผ่เขียวสดต้นนี้เป็นรังของงูใบเฉา พูดอีกอย่างก็คือ ต้นไผ่ที่ดูเรียบเนียนนี้มีงูใบเฉาอิงแอบแนบชิดอยู่ทุกวัน” จางเซวียนตอบ
เมื่อได้ยินคำนั้น พนักงานต้อนรับที่ถือหนังสืออยู่ก็หน้าซีดเผือด แทบจะทรุดลงไปเดี๋ยวนั้น
เขามีหน้าที่ดูแลต้นไผ่ และตลอดสองสามวันมานี้ก็เช็ดถูมันอยู่บ่อยครั้ง ความคิดที่ว่ามันเคยเป็นรังงูทำให้เขาทั้งปั่นป่วนและขยะแขยง
“ดังนั้น ของเสียที่งูใบเฉาปล่อยออกมาจึงติดอยู่กับไผ่เขียวสดต้นนี้ นานวันเข้ามันก็ซึมซาบเข้าไปสะสมภายในท่อน้ำเลี้ยงของใบไผ่”
จางเซวียนพูดต่อ ไม่สนใจว่าใครจะกระอักกระอ่วนหรือไม่ “ในเมื่อมันซ่อนอยู่ลึก จึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมองเห็น และการสัมผัสแตะหรือใกล้ชิดต้นไผ่ก็ไม่ทำให้ได้รับผลกระทบอะไร เว้นเสียแต่ว่าหากไผ่เขียวสดเจอกับความร้อนสูงเข้า พิษนั้นจะซึมซาบออกมา และผู้ที่แตะต้องมันก็จะต้องทุกข์ทรมานอย่างสาหัส”
“ถ้าไผ่เขียวสดต้นนี้ถูกนำไปใช้เป็นแกนกลางค่ายกลหรือทำอาวุธ ก็ไม่มีปัญหามากนัก แต่ถ้านำไปใช้หลอมยา จะต้องเกิดหายนะอย่างแน่นอน ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 ก็ต้องตายทันทีหากกินยาเม็ดนั้นเข้าไป นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่าถ้าคุณตั้งใจจะเอามันไปใช้หลอมยาเม็ดผลึกเขียวล่ะก็ ไผ่เขียวสดต้นนี้เป็นของปลอม!” จางเซวียนอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง!”
เมื่อเข้าใจกันถ้วนทั่วแล้ว ผู้ฟังต่างก็มองชายหนุ่มอย่างชื่นชม
แค่มองต้นไผ่ก็รู้ได้ว่ามีพิษซ่อนอยู่ภายใน ความรู้ความเข้าใจที่เขามีในเรื่องคุณสมบัติถิ่นที่อยู่และต้นกำเนิดของพืชนั้นล้ำลึกขนาดไหนกัน?
“น่าทึ่งจริงๆ !”
ผู้อาวุโสประสานมือคารวะ
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ความสามารถในการหยั่งรู้ของอีกฝ่ายก็เหนือชั้นกว่าเขามากแล้ว
“คุณชายช่างเก่งกาจน่าทึ่งนัก วันนี้คุณได้ให้บทเรียนล้ำค่ากับผม ถ้าคุณอยากได้หญ้าสงบใจล่ะก็ ขอให้ผมได้มอบให้คุณเป็นการแสดงความซาบซึ้งในบุญคุณด้วยเถอะ!” ผู้อาวุโสพูดอย่างวางมาด
“ท่านอาจารย์…”
หลิ่วชางถึงกับอึ้ง
เมื่อครู่นี้เอง ตอนที่เจ้าหนุ่มคนนี้บอกว่าจะเสนอราคา 500 เหรียญทองเพื่อซื้อหญ้าสงบใจ เขาก็ยังคิดว่าหมอนี่คงสติไม่ดี แต่เมื่อนึกทบทวน อีกฝ่ายคงคิดไว้แล้วว่าเหตุการณ์จะเป็นแบบนี้
แต่นั่นแหละ หญ้าสงบใจมีราคาเท่ากับหินวิเศษถึง 500 ก้อน! ให้กันง่ายๆ แบบนี้…ท่านอาจารย์ของเขาจะใจกว้างไปหน่อยไหม?
ต่อให้อีกฝ่ายชี้ให้เห็นว่าไผ่เขียวสดมีพิษปนเปื้อน ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องซาบซึ้งในบุญคุณกันถึงขนาดนั้น
“หรือว่า…แต่จะเป็นไปได้อย่างไร! หรือว่าเขารู้อยู่แล้ว?”
หลิ่วชางพลันนึกอะไรได้บางอย่าง เขาสั่นไปทั้งตัว
เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านอาจารย์ถึงใจกว้างนัก
นักตรวจสอบสมบัติจะประเมินพลาดได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้นในช่วงชีวิตหนึ่ง หากผิดพลาดเกิน 3 ครั้ง ก็จะถือว่าขาดคุณสมบัติและถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ท่านอาจารย์ของเขาได้ตรวจสอบของล้ำค่ามาแล้วนับไม่ถ้วน และประเมินพลาดไปแล้ว 3 ครั้งพอดิบพอดี ถ้าพลาดอีก คงต้องถูกถอดถอนใบอนุญาตแน่!
พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าเจ้าหนุ่มคนนี้ไม่เข้ามาทักท้วง และอาจารย์ของเขานำไผ่เขียวสดไปหลอมยาจริงๆ ต่อให้ไม่มีใครตาย อาจารย์ก็ต้องขาดคุณสมบัติในการเป็นนักตรวจสอบสมบัติไป
เขาอยู่ในตำแหน่งสูงส่งมาหลายปี ย่อมจะต้องขัดแย้งกับผู้คนและมีศัตรูมากมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอาจารย์สูญเสียสถานภาพของตัวเองไปล่ะก็ บรรดาศัตรูของเขาจะต้องดาหน้ากันมาเอาคืน พูดง่ายๆ ก็คือ…ชายหนุ่มคนนี้ได้ช่วยชีวิตอาจารย์ของเขาไว้ อย่าว่าแต่หญ้าสงบใจเลย ต่อให้เป็นของล้ำค่ากว่านี้ ท่านอาจารย์ของเขาก็ย่อมเต็มใจมอบให้
แต่ว่า…เรื่องที่อาจารย์ประเมินพลาดไปถึง 3 ครั้งแล้วนั้นเป็นที่รู้กันเฉพาะในหมู่ญาติมิตรและเพื่อนสนิท แล้วหมอนี่รู้ได้อย่างไร? หรือต่อให้ไม่รู้ เขาแน่ใจได้อย่างไรว่าท่านอาจารย์จะมอบหญ้าสงบใจให้เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ?
หลิ่วชางหวนนึกถึงการต่อรองเมื่อครู่ก่อนที่ร้านค้าชั้นล่าง
หรือว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะเป็นผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบสมบัติอย่างหาตัวจับยาก?
เมื่อเกิดความคิดนั้นขึ้นมา หลิ่วชางก็หันขวับไปมองชายหนุ่มอีกครั้งอย่างพยายามจะประเมินให้แน่ใจ ก็พอดีกับที่เขาตอบด้วยมาดของผู้ผดุงคุณธรรม “ผมจะรับของล้ำค่าขนาดนี้เป็นของขวัญได้อย่างไร ซุนฉาง, มอบเงิน 500 เหรียญทองให้ผู้อาวุโส เราจะต้องจ่ายตามที่ตกลงกันไว้ ผู้อาวุโสคนนี้จะได้ไม่ขาดทุน!”
เว้ยยยยย!
เพิ่งจะเมื่อครู่นี้เองที่หลิ่วชางคิดว่าชายผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่เมื่อได้ยินคำนั้น เขาก็ถึงกับเซและแทบกระอักเลือดออกมา
จะบ้าหรือไง!
พูดจาหน้าไม่อายแบบด้านๆ ศักดิ์ศรีของคุณอยู่ที่ไหน?
500 เหรียญทอง…มันต่างอะไรกับไม่ได้จ่ายเลย?
ผู้เชี่ยวชาญเขาทำตัวแบบนี้หรือ?
เขาหันขวับไปมองท่านอาจารย์ และเห็นอาจารย์ยืนโงนเงนเหมือนพร้อมกระอักเลือดเต็มที หน้าตาของเขาบูดเบี้ยวอย่างท้อใจ “คุณชาย นี่คือความซาบซึ้งจากใจของผม ไม่ต้อง…มอบเงินให้หรอก!”
“ผู้อาวุโสอย่าได้เกรงใจผมเลย” ชายหนุ่มยืนกราน “500 เหรียญทองน่ะ…ผมพอจ่ายไหว!”
“….” หลิ่วชาง
ขยะที่ไหนสักชิ้นก็ได้ราคานี้แหละ แน่นอนว่าคุณต้องจ่ายไหว…
รู้ดีว่าคงกระอักเลือดตายหากยังต้องทักท้วงกันต่อ ผู้อาวุโสจึงตัดสินใจรับ 500 เหรียญทองไว้ “ผมเห็นแล้วว่าคุณชายมีความคุ้นเคยในการตรวจสอบสมบัติเป็นอย่างดี ไม่ทราบว่าใครเป็นอาจารย์ของคุณ เขาเป็นนักตรวจสอบสมบัติหรือเปล่า?”
หลิ่วชางหันมาสนใจทันที
ในเมื่ออีกฝ่ายมองเห็นในสิ่งที่แม้แต่ท่านอาจารย์ยังไม่เห็น ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบสมบัติของเขาจะต้องน่าทึ่งทีเดียว
ผู้เชี่ยวชาญที่อายุเพียงเท่านี้จะต้องมีอาจารย์เก่งๆ อยู่เบื้องหลัง เขาอยากรู้เหลือเกินว่าบรมครูผู้เป็นอาจารย์ของจางเซวียนคือใคร
“นายน้อยของผมคือปรมาจารย์จางเซวียน และอาจารย์ของเขาก็คือปรมาจารย์หยางชวน” ซุนฉางก้าวออกมาและยืดอกแนะนำ
“ปรมาจารย์?”
ผู้อาวุโสตัวแข็งไปชั่วขณะก่อนจะเข้าใจแจ่มแจ้ง เขารู้สึกเคารพยกย่องในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นอีก
หลิ่วชางก็ผงะ
ถ้ารู้เสียก่อน คงไม่คิดฉะกับเขาตั้งแต่แรก
แม้นักตรวจสอบสมบัติจะเป็นหนึ่งในอาชีพที่ร่ำรวยที่สุด แต่ก็เทียบไม่ได้กับปรมาจารย์
ก็เหมือนขุนนางกับพ่อค้า ต่อให้ร่ำรวยล้นฟ้าแค่ไหน อิทธิพลและเกียรติยศศักดิ์ศรีของทั้งสองอาชีพก็ห่างกันคนละโลก
แถมความสามารถการตรวจสอบสมบัติของปรมาจารย์ผู้นี้ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าอาจารย์ของเขาเลย
“ผมเข้าใจแล้ว นั่นอธิบายได้ว่าทำไมทักษะการหยั่งรู้ของคุณจึงเป็นเลิศ ได้โปรดให้อภัยกับความหยาบคายของผมเมื่อครู่ก่อนด้วย”
เมื่อหายตะลึงแล้ว ผู้อาวุโสก็ประสานมือคารวะและพูดว่า “ผมคือไซ่เสี่ยวหยู อย่าเรียกผมว่าผู้อาวุโสเลย เรียกว่าพี่ไซ่ดีกว่า!”
ทักษะการตรวจสอบสมบัติของอีกฝ่ายไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าเขา แถมยังเป็นถึงปรมาจารย์ ผู้อาวุโสจึงคิดอยากผูกมิตรเป็นสหายกับชายหนุ่มคนนี้
“ไซ่เสี่ยวหยู? หรือว่าคุณคือ…ประธานไซ่แห่งสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ?”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น จ้าวเฟยอู่ถามอย่างร้อนรน
ในฐานะองค์หญิงแห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักรและนักอ่านตัวยง เธอพอรู้จักผู้เชี่ยวชาญชั้นยอดของหลากหลายสาขาอาชีพที่มีอยู่ในสมาพันธุ์
ว่ากันว่า ประธานสมาคมนักตรวจสอบสมบัติคือชายที่มีชื่อว่าไซ่เสี่ยวหยู เขาเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาว ตรวจสอบและประเมินของล้ำค่ามาแล้วนับไม่ถ้วน และหัวหน้าสมาพันธุ์นานาอาณาจักรยังยกย่องให้เขาเป็นแขกผู้ทรงเกียรติด้วย
เธอคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีโอกาสได้พบผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้พบเขาในสภาพที่ได้รับบทเรียน และต้องสูญเสียหญ้าสงบใจไปต่อหน้าต่อตา
“ตำแหน่งประธานสมาคมก็เป็นแค่การยกยอกันของเพื่อนเก่าเท่านั้น ไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึงหรอก” เมื่อมีคนจำได้ ไซ่เสี่ยวหยูก็ส่ายหน้ายิ้มๆ
“ผมเข้าใจแล้ว คุณคือประธานไซ่นี่เอง เยี่ยมมาก ผมมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือคุณ”
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร จางเซวียนก็ตาโตและรีบตั้งคำถาม “ผมได้ยินมาว่ามีการค้นพบหุ่นโลหะไร้วิญญาณที่เมืองหงไห่ มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า และถ้ามีจริง มันอยู่ที่ไหน?”
นี่คือเหตุผลที่เขาเดินทางมาที่นี่
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงประธานสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ ถ้าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง เขาต้องรู้รายละเอียดแน่ๆ
“หุ่นโลหะไร้วิญญาณ? น้องจางมาที่นี่เพราะเรื่องนี้นี่เอง!”
ประธานไซ่หัวเราะหึๆ “ข่าวนี้เป็นเรื่องจริง และตอนนี้มันก็อยู่ในสมาคมนักตรวจสอบสมบัติแล้ว จะมีการประมูลในคืนนี้”
“คืนนี้?”
จางเซวียนกำหมัดแน่น หน้าตากังวลขึ้นมาทันที
ตอนที่พวกเขามาถึงเมืองหงไห่ ก็บ่ายแล้ว แถมยังใช้เวลาอีกพักหนึ่งเดินชมสินค้าที่สมาคมนักตรวจสอบสมบัติ เท่าที่ดูเวลา ไม่ใช่ว่าการประมูลเริ่มไปแล้วหรือ?
แต่…เขาก็ไม่มีหินวิเศษอยู่กับตัวแม้แต่ก้อนเดียว
ถ้าไม่มีเงินล่ะก็ คงถูกเฉดหัวออกมาตั้งแต่หน้าประตู อย่าว่าแต่จะเข้าไปร่วมการประมูลเลย
เป็นเรื่องธรรมดาที่การประมูลใหญ่ๆ จะต้องมีค่าผ่านประตู เพื่อสกัดพวกตัวก่อปัญหาออกจากผู้ซื้อตัวจริง เพราะหากใครก็เข้าไปได้ การประมูลจะต้องโกลาหลแน่
“อันที่จริง การประมูลจะจัดขึ้นในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า ถ้าน้องจางสนใจการประมูล ผมจองที่ให้คุณได้!” ไซ่เสี่ยวหยูพูด
จางเซวียนรีบพยักหน้าและถามต่อ “ต้องมีหินวิเศษมากแค่ไหนถึงจะชนะการประมูลหุ่นโลหะไร้วิญญาณ?”
มีแต่ข้อมูลที่มากพอเท่านั้นที่จะทำให้เขาเตรียมการได้ทัน
“หุ่นโลหะไร้วิญญาณเป็นสิ่งที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณทิ้งไว้ จึงยากที่จะประเมินราคาของมัน ราคาประเมินขั้นต่ำของเราคือหินวิเศษ 1500 ก้อน แต่เท่าที่ดูจากบรรยากาศของการประมูล ราคาเคาะน่าจะขึ้นไปได้อย่างน้อยก็…หินวิเศษ 3000 ก้อน!”
ไซ่เสี่ยวหยูอธิบายก่อนจะมองหน้าจางเซวียน “ทำไมล่ะ? น้องจางสนใจของชิ้นนี้หรือ?”
“ผมสนใจ แต่ว่า…เงินขาดอยู่นิดหน่อย…”
จางเซวียนเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน
“ทุนทรัพย์ไม่พอ?” ไซ่เสี่ยวหยูหัวเราะหึๆ “ไม่ต้องกังวลหรอก ผมพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง สามารถให้คุณยืมเพื่อเอาไปทบกับส่วนที่ยังขาดอยู่ได้ ไม่ทราบว่าคุณยังขาดเงินอีกเท่าไหร่?”
“คุณจะให้ผมยืมเงินหรือ? เยี่ยมเลย!”
จางเซวียนมองหน้าไซ่เสี่ยวหยูอย่างซาบซึ้งในบุญคุณ “ผมยังขาดหินวิเศษอีก 3000 ก้อน คุณจะ…ให้ผมยืมเงินสักหน่อยได้ไหม?”
“….” ไซ่เสี่ยวหยู
“….” หลิ่วชาง
“….” คนอื่นๆ ที่เหลือ



