ตอนที่ 457 ทำไมเราไม่พนันกันล่ะ?
เห็นอีกฝ่ายยืนกราน ไซ่เสี่ยวหยูจึงต้องเออออ “ถ้าคุณอยากลองจริงๆ ผมก็จะพาไป!”
แม้ว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาจะมองเห็นปัญหาที่แม้แต่ตัวเขาก็ยังไม่เห็น แต่ลึกๆ แล้ว ไซ่เสี่ยวหยูก็คิดว่าไม่มีทางที่เขาจะผ่านการทดสอบไปได้ จึงไม่ได้ใส่ใจที่จางเซวียนประกาศว่าจะใช้คืนให้เขาเพิ่มขึ้นอีกเท่า เอาจริงๆ ก็คือเขาพร้อมจะมอบหินวิเศษ 100 ก้อนให้จางเซวียนเป็นของขวัญอยู่แล้ว
ทั้งกลุ่มเดินออกจากซุ้มชั้นหนึ่งและมุ่งหน้าไปชั้นบน
บริเวณสองชั้นล่างของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติเป็นตลาด ส่วนชั้นอื่นๆ ที่สูงขึ้นไปคือส่วนของสมาคม เมื่อเดินเข้าไป พวกเขาก็เห็นคนจำนวนหลายสิบกำลังยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบสองแถว พร้อมกับถือสมบัติล้ำค่านานาชนิดไว้
ข้าวของเหล่านี้ไม่ได้แพงอะไรมากมาย ส่วนมากเป็นสินค้าทั่วไปที่ซื้อหาได้ในตลาดชั้นล่าง โดยใช้หินวิเศษแค่ไม่กี่ก้อนแลกมา
มีชายหนุ่มสองคนทำหน้าที่ตรวจสอบข้าวของที่ลูกค้าแต่ละคนถือมาอย่างถี่ถ้วน หลังจากประเมินโดยละเอียดแล้ว พวกเขาจะทำเครื่องหมาย และเขียนเอกสารรับรองการประเมินให้
ลูกค้าคนไหนที่ทรัพย์สมบัติของตัวเองได้รับการประเมินก็จะกลับไปอย่างยินดีปรีดา ส่วนคนที่เหลือก็หงอยไป
ในตลาดชั้นล่างมีทั้งของจริงของปลอมปะปนกัน หากตาดีก็ได้กำไรก้อนใหญ่ ตาร้ายก็ก้มหน้ายอมรับไป เมื่อดูจากสีหน้าของคนกลุ่มนี้ ก็ชัดเจนว่าอย่างหลังมีมากกว่า
“มีคนจํานวนหนึ่งที่ยังกังวลใจหลังจากที่ซื้อสินค้าไปแล้ว พวกเขาจึงมาที่นี่เพื่อรับการประเมิน ผู้ทำการประเมินในชั้นนี้เป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 1 ดาวที่เพิ่งผ่านการทดสอบ” ไซ่เสี่ยวหยูพูด
“อือ!” จางเซวียนพยักหน้า
เขาก็เห็นดาว 1 ดวงเปล่งประกายอยู่บนตราสัญลักษณ์ที่ติดอกเสื้อของชายหนุ่มสองคนนั้น
นักตรวจสอบสมบัติระดับ 1 ดาวสามารถระบุและแยกแยะของมีค่าในแบบทั่วๆ ไปได้ ซึ่งข้าวของที่ลูกค้าส่วนใหญ่นำมาก็เป็นของระดับนั้น
“สายน้ำมหาสมบัติอยู่ตรงหน้านี่เอง ไปกันเถอะ!”
ทั้งกลุ่มไม่ได้อ้อยอิ่งอยู่นานนัก ด้วยการนำของไซ่เสี่ยวหยู ไม่ช้าทุกคนก็มาถึงห้องๆ หนึ่ง
“ประธานไซ่!”
“ท่านอาจารย์!”
เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง ผู้อาวุโสหลายคนก็ตรงเข้ามาทักทายไซ่เสี่ยวหยูอย่างนอบน้อม
ในฐานะประธานสมาคม ไซ่เสี่ยวหยูคือผู้ทรงเกียรติของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติแห่งนี้ มีนักตรวจสอบสมบัติระดับ 3 ดาวหลายคนที่เป็นลูกศิษย์ของเขา
เมื่อมองไปรอบๆ ห้อง ก็เห็นคนราว 6 – 7 คน จ้าวเฟยอู่ถามอย่างสงสัย “ที่นี่มีนักตรวจสอบสมบัติทั้งหมดกี่คน?”
เมื่อได้ยินคำถาม ไซ่เสี่ยวหยูก็ยิ้มเจื่อนๆ และส่ายหน้า “แม้ว่าชื่อเสียงของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติจะดูน่าทึ่ง รวมทั้งตัวผมเองด้วย แต่ที่นี่ก็มีนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาว แค่สามคน ระดับ 3 ดาวอีกแปดคน ส่วนที่เหลือเป็นระดับ 2 ดาวและ 1 ดาว”
“น้อยจัง?” ผู้ฟังถึงกับชะงัก
ด้วยความโอ่อ่าของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ พวกเขาคิดว่าอย่างน้อยก็คงมีนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาวเป็นโหล แต่กลับตรงกันข้าม มีแค่สามคนเท่านั้น
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมผู้คนถึงพูดกันว่ากว่าจะได้เป็นนักตรวจสอบสมบัตินั้นยาก เท่าที่ดู ก็ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่สิ่งที่ร่ำลือกันไปเอง
“ถูกแล้ว!” ไซ่เสี่ยวหยูส่ายหน้า และเปลี่ยนเรื่องด้วยการหันไปทางนักตรวจสอบสมบัติระดับ 3 ดาวอีกสองคน เขาพูดว่า “ตามผู้อาวุโสเฉินกับผู้อาวุโสลู่มาที บอกพวกเขาว่ามีคนอยากเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติ!”
“ท้าทายสายน้ำมหาสมบัติ?”
ทั้งคู่ถึงกับผงะ พวกเขารีบเดินออกไปทันที
ในฐานะนักตรวจสอบสมบัติระดับ 3 ดาว ทั้งคู่รู้ดีว่าสายน้ำมหาสมบัตินั้นยากเย็นแค่ไหน ผ่านมาก็หลายปีดีดักแล้ว แต่ยังไม่มีใครทำสำเร็จแม้แต่คนเดียว ไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนคิดพยายามอีก เขาคงจะหน้ามืดตามัวกับเงินรางวัลก้อนใหญ่
ไม่ช้า ผู้อาวุโสเคราขาว 2 คนก็เดินมา แต่ยังไม่ทันจะถึงห้อง เสียงล้งเล้งก็ลอยมาก่อน “ประธานไซ่ ยังมีคนคิดจะเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติอีกหรือ? เป็นตาเฒ่าหูหรือตาเฒ่าตู้หรือเปล่า? สองคนนั้นยังไม่ถอดใจอีกหรือไง?”
ตาเฒ่าหูและตาเฒ่าตู้ที่เขาพูดถึงคือนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาวจากสาขาอื่น
ทั้งคู่เคยมาที่เมืองหงไห่หลายต่อหลายหนเพื่อหวังจะเอาชนะสายน้ำมหาสมบัติให้ได้ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สำเร็จ
ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา มีแต่สองคนนี้ที่พยายามจะเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติ ซึ่งนักตรวจสอบสมบัติส่วนใหญ่ก็ไม่แม้แต่จะทดลอง เพราะรู้ดีว่ามันยากเย็นแค่ไหน ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ผู้อาวุโสทั้งสองรู้ว่ามีใครคนหนึ่งคิดจะเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติ จึงนึกถึงตาเฒ่าสองคนนั้นก่อน
“อ้าว? อยู่ไหนล่ะ?”
มองไปรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่เห็นคนที่คาดว่าจะได้เจอ เสียงล้งเล้งของผู้อาวุโสจึงค้างเติ่ง
“ผู้อาวุโสเฉิน ผู้เข้าท้าทายครั้งนี้น่ะไม่ใช่สองคนนั้นหรอก แต่เป็นน้องชายคนนี้, จางเซวียน!”
เห็นผู้อาวุโสเฉินเหลียวซ้ายแลขวา ไซ่เสี่ยวหยูได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะเข้าไปบอก
“เขา?”
ไม่เพียงแต่ผู้อาวุโสสองคนนั้นจะงง นักตรวจสอบสมบัติคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องก็มีสีหน้าประหลาดใจ
พวกเขาคิดว่าผู้ที่เข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติคงจะเป็นนักตรวจสอบสมบัติที่เก่งกาจสักคนหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเด็กหนุ่มที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี
ไซ่เสี่ยวหยูแนะนำโดยไม่สนใจว่าใครจะมีทีท่าอย่างไร “น้องจาง นี่คือผู้อาวุโสเฉินหยู่ ส่วนอีกคนหนึ่งคือผู้อาวุโสลู่ชี ทั้งคู่เป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาว”
จางเซวียนพยักหน้า
ถึงไม่แนะนำ เขาก็เดาได้ แม้ผู้อาวุโสทั้งสองจะไม่ได้แต่งกายด้วยเสื้อคลุมนักตรวจสอบสมบัติ แต่รังสีที่พวกเขาแผ่ออกมาก็ล้ำลึกและเข้มข้นมาก แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าระดับวรยุทธของทั้งคู่น่าจะพอๆ กับจินชงไห่
ทั้งพละกำลังและท่าทีสบายๆ ที่พวกเขาแสดงออกกับไซ่เสี่ยวหยู ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งคู่คงเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาวอีกสองคนที่เหลือ
“ท่านประธาน คุณเรียกเขาว่าอย่างไรนะ? น้องชาย?”
ผู้อาวุโสเฉินเป็นคนแรกที่รู้สึกได้ถึงวิธีการเรียกชื่อจางเซวียนอันแปลกประหลาดของไซ่เสี่ยวหยู เขาทำหน้างง
ในฐานะประธานสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ สถานภาพของไซ่เสี่ยวหยูสูงส่งกว่าทุกคนที่นี่ ทุกคนต้องเรียกเขาว่า ‘อาจารย์’ ทั้งนั้น ยกเว้นเขาสองคน แต่ไซ่เสี่ยวหยูกลับเรียกเด็กหนุ่มคนนี้ว่า ‘น้องชาย’ …เจ้าหนุ่มคนนี้มีภูมิหลังแบบไหนกัน?
“อ้อ, ถึงน้องจางจะยังเด็ก แต่ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบสมบัติของเขาไม่ได้ด้อยกว่าผมเลยนะ!” ไซ่เสี่ยวหยูหัวเราะหึๆ
“ไม่ได้ด้อยกว่าคุณ…จะชมเชยเขาหนักไปหน่อยไหม?” ผู้อาวุโสเฉินส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ นักตรวจสอบสมบัติคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องก็คิดแบบเดียวกัน
นอกจากความปราดเปรื่อง การตรวจสอบสมบัติยังต้องใช้ประสบการณ์และความรู้ด้วย
ความรู้คือพื้นฐานการประเมินของนักตรวจสอบสมบัติ มีแต่ความรอบรู้อย่างไร้ขอบเขตเท่านั้นที่จะทำให้นักตรวจสอบสมบัติสักคนหนึ่งไปได้ไกล
เท่าที่ดูรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่ม เขาน่าจะมีอายุ 18 – 19 ปีเท่านั้น ต่อให้ร่ำเรียนตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ อย่างมากที่สุดก็มีเวลาสั่งสมความรู้แค่ 20 ปี แล้วจะเทียบชั้นกับประธานไซ่, นักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาวที่ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการตรวจสอบสมบัติได้อย่างไร?
“เป็นความจริงนะ ไผ่เขียวสดที่ท่านอาจารย์ซื้อมามีปัญหาจริงๆ …” เมื่อเห็นความฉงนของผู้ฟัง หลิ่วชางรีบอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
“คุณหมายความว่า…แค่มองดู เขาก็รู้ว่ามีพิษปนเปื้อนอยู่ในไผ่เขียวสด และบอกได้ว่าไม่ควรนำมันไปใช้หลอมยา?”
“ดูไม่เหมือนวิธีการของนักตรวจสอบสมบัติเลย ใช่ไหม?”
เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของหลิ่วชาง ไม่เพียงแต่ผู้ฟังจะไม่ประทับใจ ยังสงสัยหนักขึ้นอีก
นักตรวจสอบสมบัติจะต้องพิจารณาต้นไผ่อย่างถี่ถ้วน อาจจะต้องเก็บตัวอย่างบางส่วนมาทำการทดลอง ก่อนจะหาข้อสรุป แต่ชายหนุ่มคนนี้…แค่มองก็ตัดสินได้ ทำตัวเหมือนหมอดูเสียมากกว่า?
“เอาเถอะ น้องจาง เราจะเปิดห้องให้คุณเข้าไปยังสายน้ำมหาสมบัติเดี๋ยวนี้ คุณต้องเข้าไปคนเดียวนะ ในนั้นมีของล้ำค่าทั้งหมดสิบชิ้น หากคุณประเมินหนึ่งชิ้นได้ถูกต้อง ก็จะถือว่าสอบผ่าน!” ไซ่เสี่ยวหยูโบกมืออย่างไม่ใส่ใจกับสีหน้าแคลงใจของทุกคนในห้องนั้น
“ได้!” จางเซวียนตอบ
มันดูไม่ยากเย็นเลย เขาแค่ต้องระบุของล้ำค่าให้ถูกต้อง 1 ชิ้นเท่านั้น
“เริ่มได้!”
ไซ่เสี่ยวหยูเรียกผู้อาวุโสเฉินกับผู้อาวุโสลู่ให้มาที่กำแพง ทั้งสามคนถือกุญแจไว้คนละดอก และสอดมันเข้าไปในช่องว่างของกำแพงนั้น
แอ๊ด!
กำแพงแยกออกจากกัน เผยให้เห็นประตูบานหนึ่ง
ของล้ำค่าที่อยู่ในสายน้ำมหาสมบัตินั้นมีมูลค่าสูงมาก เพื่อความปลอดภัย ห้องนี้จะเปิดออกได้ก็ต่อเมื่อใช้กุญแจ 3 ดอกพร้อมกันเท่านั้น
หากไม่มีกุญแจทั้ง 3 ดอก ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ก็เข้าไปไม่ได้
ไซ่เสี่ยวหยูสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง เขานำหินวิเศษกองหนึ่งออกมา และวางมันลงไปในช่องว่างสีเทาบนกำแพง จากนั้น ก็ดูเหมือนจะมีค่ายกลถูกเปิดใช้งาน แสงเจิดจ้าเรืองออกมาจากบริเวณนั้น
“คุณเข้าไปได้!”
ไซ่เสี่ยวหยูพูด
จางเซวียนจึงเดินเข้าไป แต่ยังไม่ทันจะผ่านประตู ผู้อาวุโสเฉินก็เข้าขวาง
“คุณรู้ไหมว่าการท้าทายสายน้ำมหาสมบัตินั้นยากเย็นแค่ไหน?”
ถึงประธานไซ่จะเพิ่งยกย่องอีกฝ่ายไปหมาดๆ แต่เขาก็ยังไม่ค่อยมั่นใจในตัวเด็กหนุ่มคนนี้
ถ้าสายน้ำมหาสมบัติมันง่ายขนาดนั้น ก็คงมีใครสักคนทำสำเร็จไปนานแล้ว
“ผมไม่รู้หรอก” จางเซวียนส่ายหน้า “เท่าที่ฟังมา ว่ากันว่าหากผ่านการทดสอบก็จะได้รับหินวิเศษ 5000 ก้อนเป็นรางวัล ผมจึงอยากทดลอง!”
“คุณคิดจะเข้าท้าทายมัน…หลังจากได้ฟัง?”
ผู้อาวุโสเฉินถึงกับหน้ามืด
เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงเป็นอัจฉริยะที่เตรียมตัวเพื่อสิ่งนี้มานานแล้ว ประธานไซ่จึงพาเขามา นึกไม่ถึงเลยว่าจะบุ่มบ่ามเข้ามาทันทีที่ได้ฟัง…
แล้วที่พูดถึงหินวิเศษ 5000 ก้อนนั้นหมายความว่าอย่างไร? คงไม่ใช่ว่ามาเพราะรางวัลหรอกนะ?
ผู้อาวุโสเฉินหงุดหงิด
สายน้ำมหาสมบัติไม่ใช่แค่การท้าทาย มันคือการทดสอบเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาว ดังนั้น จึงมีแต่นักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาวเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเพียงพอ แต่เจ้าหนุ่มคนนี้คิดจะเข้าท้าทายเพียงเพราะหวังเงินรางวัล ง่ายไปหน่อยไหม?
“ประธานไซ่ คุณปล่อยให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติเพียงเพราะหวังเงินรางวัล มันถือเป็นการลบหลู่ศักดิ์ศรีของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติหรือเปล่า?”
ผู้อาวุโสเฉินหันไปประท้วงกับไซ่เสี่ยวหยูอย่างอดรนทนไม่ไหว
พยายามจะเข้ารับการทดสอบของนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาวเพียงเพราะหวังเงินรางวัล ดูเหมือนเจ้าหนุ่มคนนี้จะสบประมาทอาชีพนักตรวจสอบสมบัติเกินไปแล้ว
“ผู้อาวุโสเฉิน คุณคิดมากไปแล้วล่ะ น้องจางมาที่นี่เพื่อหินวิเศษก็จริง แต่เขาเก่งพอที่จะทำได้!”
ไซ่เสี่ยวหยูคิดจะออกรับให้จางเซวียน แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พลันนึกได้ว่าหมอนี่มาเพื่อหินวิเศษเท่านั้นจริงๆ
“เก่งพอที่จะทำได้? สายน้ำมหาสมบัตินั้น, ความหมายของมันก็เรียบง่าย ผู้เข้าท้าทายจะต้องระบุชื่อ ชนิด ต้นกำเนิด มูลค่า และคุณสมบัติอื่นๆ ของสมบัติล้ำค่าที่ลอยผ่านมา…คิดจะเข้าท้าทายมันเพียงเพราะหินวิเศษ มันไม่ใช่…” ผู้อาวุโสเฉินทักท้วงอย่างไม่พอใจ
ไซ่เสี่ยวหยูขัดเสียงทักท้วงของอีกฝ่าย “พอเถอะ การทดสอบก็เริ่มแล้ว ปล่อยให้เขาพยายามไปก่อน ใครจะรู้ บางทีน้องจางอาจจะสร้างปาฏิหาริย์ก็ได้”
เขาก็ไม่ได้หวังอะไรในตัวจางเซวียนมากมาย แต่ในเมื่อออกปากอนุญาตให้อีกฝ่ายทดลองแล้ว ก็ต้องเลยตามเลย
อีกอย่าง จางเซวียนก็มีบุญคุณกับเขามาก แล้วเขาจะไปสู้หน้าใคร ถ้าแค่รักษาสัญญาก็ยังทำไม่ได้?
เห็นไซ่เสี่ยวหยูพยายามปรามผู้อาวุโสเฉิน จางเซวียนก็ไม่อยากพูดอะไรอีก เขาเดินเข้าไปในห้อง
ปัง!
ทันทีที่เข้าไป ประตูก็ปิดตามหลัง
“ไร้สาระ! ไร้เหตุผลที่สุด!”
ผู้อาวุโสเฉินสะบัดแขนเสื้ออย่างเดือดดาล
“ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ตรงนี้ คุณกำลังจะบอกว่านายน้อยของผมจะท้าทายสายน้ำมหาสมบัติไม่สำเร็จใช่ไหม?”
ขณะที่ผู้อาวุโสเฉินกำลังหงุดหงิดกับการกระทำของประธานไซ่จนคิดจะประท้วงต่อ เสียงเรียบเฉยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไป ผู้อาวุโสเฉินก็เห็นชายร่างอ้วนจนไขมันกระเพื่อมยืนอยู่ไม่ห่างออกไปนัก
“ก็ใช่น่ะสิ ผู้ที่จะเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติน่ะจะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการตรวจสอบสมบัติ ขนาดตาเฒ่าหูกับตาเฒ่าตู้ยังทำไม่ได้เลย แล้วเด็กหนุ่มอายุ 18 – 19 ปีอย่างเขาจะทำได้อย่างไรกัน?”
ผู้อาวุโสเฉินพ่นไม่หยุด
“ในเมื่อคุณแน่ใจแบบนั้น…ทำไมเราไม่พนันกันล่ะ?” ชายร่างอ้วนพูด
“พนัน?” อีกฝ่ายถึงกับชะงัก
“ใช่แล้ว ผมขอพนันว่านายน้อยของผมจะต้องผ่านการทดสอบอย่างแน่นอน ส่วนคุณก็พนันตรงกันข้าม เดิมพันก็…ไม่ใหญ่ไม่โตหรอก หินวิเศษ 3000 ก้อนเป็นไง?”
ชายร่างตุ้ยนุ้ยยิ้มแฉ่งให้ผู้อาวุโสเฉิน



