ตอนที่ 470 จางเซวียนออกโรง
ปลดปล่อยมันให้คุณได้?
ทั้งหอประมูลเงียบกริบ บรรดาผู้ทรงเกียรติของเมืองหงไห่มองหน้ากันอย่างหงุดหงิด พวกเขาแทบจะระเบิดความขัดใจออกมา
นี่มันบ้าบออะไรกัน?
พ่อวีรบุรุษบนที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 1 นั้นเป็นใคร?
ความสนใจของคุณ…
…จะหนักไปหน่อยไหม!
ยิ่งกว่านั้น เขาพูดคำสกปรกแบบนั้นออกมาต่อหน้าธารกำนัลอย่างไม่มีอับอาย ถึงขนาดยืดอกประกาศเสียงดังฟังชัด…
พี่ชาย เอาความมั่นอกมั่นใจมาจากไหนกัน?
พลั่ก!
เมื่อได้ยินประโยคนั้น ชายหนุ่มบนที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 23 ก็สำลักชาที่เพิ่งดื่มพรวดเข้าใส่ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงกันข้าม
จะบ้ารึ! ผมเสนอตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะระยะยาว มีค่าเทียบเท่าเมืองทั้งเมือง ไม่ได้ด้อยไปกว่าอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นสูงเลย…ถ้าคุณยื่นข้อเสนอแบบมีเหตุผล ผมก็ยังพอรับได้ เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม ผมก็จะยอมรับว่าสถานภาพทางการเงินของผมเทียบเท่ากับคุณไม่ได้
แต่ไอ้… ‘ปลดปล่อยมันให้คุณได้’ มันหมายความว่าอย่างไร?
ชายชราผู้เป็นเจ้าของหุ่นโลหะไร้วิญญาณก็อยู่ในบั้นปลายชีวิตแล้ว ดูพร้อมจะขาดใจตายได้ทุกขณะ แต่คุณก็ยังคิดจะช่วยเขาปละ-ปลดปล่อยมันออกมา?
นี่ผมจิตใจสกปรก หรือรสนิยมของคุณมันบ้า?
ผู้อาวุโสที่อยู่กับชายหนุ่มเช็ดน้ำชาที่เปียกโชกใบหน้า ใช้เวลาอีกนานกว่าเขาจะตั้งตัวได้ “นายน้อย ชายชราผู้นี้คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ผมคิดว่าเขาคงอยากหาความสุขทางเนื้อหนังบ้าง แต่ถึงอย่างนั้น หากต้องการจริงๆ …ไปสำนักโคมเขียวที่ไหนก็ได้ ไม่เห็นต้องมาหาผู้ชาย…”
“แค่ก แค่ก…”
หลังจากไออย่างหนัก ชายหนุ่มก็พยายามจะไม่ให้ตัวเองสำลักตาย “ผมก็รู้ แต่ดูเหมือน…ชายหนุ่มจากที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 1 คนนั้นจะน่าทึ่งเสียจนพูดคำแบบนั้นออกมาได้…ไม่ใช่แค่พวกเราหรอกที่ตะลึงพรึงเพริดกับคำพูดของเขา แม้แต่ชายชราคนนั้นก็ใกล้ลมจับเต็มที!”
“จริงด้วย! ไม่มีนักรบที่ไหนจะยอมรับข้อเสนอแบบนี้อย่างหน้าตาเฉยหรอก ใครกันจะหน้าไม่อายได้ถึงขนาดนั้น?” ผู้อาวุโสตอบอย่างไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เสียงเซ็งแซ่ที่ดังอยู่ด้านล่างก็เงียบกริบไปทันที ตามติดมาด้วยเสียงตั้งคำถามอย่างร้อนรนและตื่นเต้น
“คะ-คุณ คุณหมายความว่าอย่างไร?” ชายชราที่อยู่บนเวทีประมูลตัวสั่นไม่หยุด เขาหน้าแดงก่ำอย่างไม่อยากจะเชื่อคำพูดของอีกฝ่าย
“แน่นอนว่าผมทำได้! แค่คุณมอบหุ่นโลหะไร้วิญญาณให้ผมเท่านั้นแหละ ผมจะทำเต็มที่เพื่อช่วยคุณปลดปล่อยมันออกมา!” เสียงเฉื่อยเนือยจากที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 1 ตอบ
“ได้ ถ้าอย่างนั้นผมตกลง!” เมื่อได้ยินคำยืนยันของอีกฝ่าย ชายชราพยักหน้าทันที
“ถ้ารู้เสียก่อนล่ะก็ ผมจะเตรียมสาวสวยสองสามคนมาให้…หรือหนุ่มๆ ก็ยังไหว…”
เมื่อได้ยินชายชราตกปากรับคำเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็แทบกระอักเลือดออกมา อยากจะลงไปกองกับพื้นเต็มที
แบบนี้ก็ได้เหรอ?
ทั้งเทคนิควรยุทธ อาวุธ ต้นพันใบ และแม้แต่ตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะระยะยาวของปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาว…คุณปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเพื่อการนี้? ความสนใจของคุณนี่ช่างพิลึกพิลั่นจริงๆ !
ยอมละทิ้งของล้ำค่าเหล่านั้นเพียงเพื่อความพึงพอใจชั่วครู่…แถมอีกฝ่ายก็เป็นผู้ชาย…วันนี้คุณทำให้เราตาสว่างจริงๆ
อะไรจะทำให้อึ้งทึ่งไปกว่าการที่ชายหนุ่มคนหนึ่งในที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 1 พูดคำสกปรกแบบนั้นออกมาในที่สาธารณะโดยไม่มีความอับอายแม้แต่น้อย…
และที่สำคัญที่สุด คุณรู้ได้อย่างไรว่าชายชรามีความต้องการแบบนั้น?
หรือว่าตัวคุณก็เหมือนกัน…
ทุกคนตัวสั่น
“เขาตอบตกลง?”
ชายหนุ่มบนที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 23 ก็ตัวสั่น เขารู้สึกเหมือนฟ้าถล่มทลายใส่
นี่เขามาร่วมการประมูลอันทรงเกียรติเพื่อการแลกเปลี่ยนสิ่งนี้หรือ?
ไม่ว่าจะเป็นหินวิเศษ, ตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะของปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว, ต้นพันใบ และแม้แต่ตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะระยะยาวของปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาว ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด เพียงเพื่อ…ความสบายตัวชั่วคราว!
ดูเหมือนทุกอย่างจะพังทลายไปหมด
“เขา…ตอบตกลง!” ผู้อาวุโสพึมพำผ่านริมฝีปากที่ยังสั่นเทา
“บ้าที่สุด! ถ้าผมรู้สักหน่อยว่าเขาจะมีรสนิยมแบบนี้ จะไม่ลงทุนลงแรงให้เหนื่อยยากเลย!” หลังจากหงุดหงิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าของชายหนุ่มก็ฉายความชั่วร้ายออกมา เขาหันไปสั่งการ “ยื่นข้อเสนอไปเลยว่าเราก็ปลดปล่อยให้เขาได้ แถมเราจะยอมทำตามเงื่อนไขของเขาทุกอย่าง ต้องการท่าไหนก็ได้หมด!”
“นะ-นายน้อย คุณ…” ผู้อาวุโสตัวแข็งทื่อ “คุณจะเสียสละ…มากไปหน่อยไหม?”
ยอมทำขนาดนี้เพื่อหุ่นโลหะไร้วิญญาณ…นายน้อยก็เกินไป!
“เสียสละ? เสียสละกะผีอะไร! คุณคิดว่าผมจะทำเองหรือ? คุณคิดว่าผม, ซ่งเชา ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว…จะยอมทำเรื่องแบบนั้น? ล้อเล่นแล้ว! ถ้าใครสักคนจะต้องทำล่ะก็ เป็นคุณนั่นแหละ! ขอแค่เขายอมมอบหุ่นโลหะไร้วิญญาณให้ผม คุณก็ต้องรับใช้เขาอย่างดีนะ!”
ชายหนุ่มที่ชื่อซ่งเชาคำราม
“ผม?” เพิ่งจะเมื่อครู่นี้เองที่ผู้อาวุโสคิดว่านายน้อยช่างทุ่มเทเสียเหลือเกิน แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็ตัวสั่นและแทบปล่อยโฮ
คุณจะต้องโหดร้ายขนาดนี้เลยหรือ?
ผมฟูมฟักดูแลคุณมาอย่างดีตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่ม ตามติดคุณมาหลายต่อหลายปี จะขายผมแบบนั้น…คิดว่ามันถูกหรือ…
ผมไปทำอะไรให้ใครขัดใจ? แก่ขนาดนี้แล้ว คุณก็ยังขายชื่อเสียงของผมได้…ไม่ใช่ให้ไปเอาอกเอาใจสาวน้อยคนไหน แต่เป็น…ชายแก่นี่นะ?
“เร็วเข้าเถอะ! ถ้าพวกเขาตกลงใจกันแล้ว มันก็จะสายไป!” เห็นอีกฝ่ายหน้าถอดสี ซ่งเชาเร่ง
“ก็ได้!” แม้ผู้อาวุโสจะไม่เต็มใจ แต่ก็ตะโกนลงไป “นายน้อยของผมขอยื่นข้อเสนอเหมือนกัน เขาก็เต็มใจจะปลดปล่อยมันให้คุณ!”
“ฮะ? อีกคนแล้ว?”
“จะบ้าหรือไง! นี่ไม่มีศีลธรรมกันแล้วใช่ไหม? มันเรื่องอะไรหอประมูลถึงกลายเป็นสถานที่ทำข้อตกลงแบบนี้ไปได้?”
“พวกนั้นเสียสติไปแล้วหรือเปล่า?”
ทั้งหอประมูลถึงกับคุ้มคลั่ง
ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีผู้ยื่นข้อเสนอแบบเดียวกันอีกคนหนึ่ง เกียรติยศศักดิ์ศรีของเขาอยู่ที่ไหน? ศีลธรรมคุณธรรมหายไปไหนหมด?
แค่หุ่นโลหะไร้วิญญาณตัวเดียว ถึงกับต้องมอบกายถวายชีวิตเลยหรือ?
ขณะที่ผู้คนด้านล่างคลุ้มคลั่งกันไปหมด บนที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 1,จางเซวียนก็งง เขาลุกขึ้นยืนและมองไปที่ชายคนที่เพิ่งยื่นข้อเสนอ และตั้งคำถาม “คุณช่วยเขาปลดปล่อยมันได้เหมือนกันหรือ? คุณคิดจะทำอย่างไร? เรามาแข่งกันไหมว่าเทคนิคของใครจะดีกว่า เขาจะได้มีตัวเลือก?”
เท่าที่เขารู้ การจะเอาสิ่งนั้นออกมานั้นยากมาก ต่อให้มีหอสมุดเทียบฟ้าที่รอบรู้ทุกเรื่อง จางเซวียนก็ยังรู้สึกว่าภารกิจนี้ไม่ใช่ง่ายๆ ดังนั้น เขาจึงอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีการแบบไหนจัดการกับมัน
เว้ยยยย!
เมื่อได้ยินคำนั้น ซ่งเชาก็รู้สึกเหมือนกับมีงูพันอยู่รอบอก เขาเกือบทึ้งผมตัวเอง
นี่คุณจะมีสติหน่อยได้ไหม?
ถึงกับแข่งขันกันว่าเทคนิคของใครเด็ดกว่า…เรื่องอะไรคุณถึงต้องพูดเรื่องแบบนี้ออกมาในที่สาธารณะ?
แล้วอีกอย่าง จะแข่งกันเอาอะไร? เรื่องด่วนตอนนี้ก็คือต้องทำให้เขาพอใจไม่ใช่หรือ?
ผู้อาวุโสที่อยู่ข้างซ่งเชาก็หน้าตาเหยเก น้ำตาไหลอาบหน้า พังหมดแล้ว เขารู้ว่าคราวนี้ชื่อเสียงของเขาต้องป่นปี้ไม่มีเหลือ…
“ทำไมล่ะ? ไม่ยอมพูดหรือ? กล้าประกาศตัวทั้งๆ ที่ทำไม่ได้ คิดจะโก่งราคาหรือไง?” เมื่อไม่ได้คำตอบจากที่นั่งเบอร์ 23 ชายที่นั่งเบอร์ 1 ก็พูดต่อ
“ผะ-ผม…จะให้ผมใช้เทคนิคแบบไหนล่ะ? ของแบบนี้ …ทุกคนก็รู้ๆ กันอยู่…” เห็นผู้อาวุโสตกตะลึงจนพูดไม่ออก ซ่งเชาก็อดไม่ไหว เขาคำรามตอบ
“ทุกคนรู้ๆ กันอยู่?”
ได้ยินคำตอบแบบคนประสาทกินของอีกฝ่าย จางเซวียนยิ่งงงหนัก “เทคนิคอะไรกัน? คุณพูดมาให้ชัดนะ เขาถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายเข้าครอบงำและมักจะมีอารมณ์เดือดพล่านอยู่เสมอ แล้วเทคนิคชนิดไหนกันที่คุณจะใช้ปลดปล่อยมันออกมา? ถ้ามันดูดีล่ะก็ ผมพร้อมจะให้คุณทดลองก่อนเลย”
“ถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายเข้าครอบงำ? ปลดปล่อยมันออกมา? อะ-เอ่อ…” ซ่งเชาหน้าซีดเผือด ถ้ามีร่องมีรูอยู่บนพื้น เขาคงโดดลงไปเสียแล้ว
นี่มันบ้าบออะไร!
จะพูดจาให้มันดีกว่านี้ไม่ได้หรือไง?
คุณก็ใช้คำว่า ‘ปลดปล่อยมันออกมา’ อยู่นั่น ผมก็เลยคิดว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องนั้น…ถึงกับยอมให้บริวารคนสนิทพลีกายถวายชีวิตเพื่อแข่งกับคุณเลยนะ แต่กลับกลายเป็นว่ามันคือการปลดปล่อยจิตวิญญาณชั่วร้ายออกมา…
นี่ปั่นหัวผมใช่ไหม?
“ตกลงมันก็คือการปลดปล่อยจิตวิญญาณชั่วร้าย…”
“การถูกครอบงำโดยจิตวิญญาณชั่วร้ายนั้นเป็นอันตรายมาก ใครที่โดนเข้าไปก็เรียกได้ว่าชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงปฏิเสธของล้ำค่าทุกอย่าง ก็ถ้าชีวิตหมิ่นเหม่แบบนั้น จะเอาของล้ำค่าไปทำอะไร? สิ่งที่เขาต้องการก็คือวิธีขับไล่จิตวิญญาณชั่วร้าย แต่ถ้าเป็นแบบนั้น…ทำไมถึงไม่พูดออกมาล่ะ?”
“ผมก็สงสัยเหมือนกัน…แต่การถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายเข้าครอบงำนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนะ ผมเคยอ่านมาจากหนังสือโบราณ แล้วชายชราคนนี้ถูกมันเข้าครอบงำได้อย่างไร?”
“ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณมีความสามารถในการโจมตีจิตวิญญาณของผู้อื่น เป็นไปได้ว่าเขาถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายจากสุสานของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณตอบโต้เอา เมื่อครั้งที่เขาไปขุดมัน…”
เมื่อได้ยินคำตอบของชายบนที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 1 ทุกคนก็ถึงบางอ้อทันที ต่างพากันปาดเหงื่อ
ตกลงก็ไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิด สิ่งที่อีกฝ่ายพูดถึงคือการปลดปล่อยจิตวิญญาณชั่วร้ายออกมา ดูเหมือนเป็นพวกเขาเองที่เข้าใจผิด…
“เข้าใจแล้ว…”
ประธานไซ่ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาหน้าแดงก่ำ
คำพูดเมื่อครู่ก่อนหน้าของจางเซวียนทำให้เขากลัวจนแทบจะขาดใจตาย นึกไปว่าอีกฝ่ายมีความชอบแบบนั้น…เมื่อได้ยินอย่างนี้แล้วถึงค่อยคลายใจ
อันที่จริง จางเซวียนก็ไม่คิดว่าคำพูดของเขาจะทำให้เข้าใจผิดกันไปใหญ่โตขนาดนี้ เขาแค่จดจ่ออยู่กับความต้องการหุ่นโลหะไร้วิญญาณเสียจนไม่ทันคิดว่าคำพูดนั้นฟังดูแย่อย่างไร
ก็อย่างที่ใครๆ คาดเดา เหตุผลที่ชายชราต้องการขายหุ่นโลหะไร้วิญญาณก็เพราะเขาถูกรังควานจากผู้พยากรณ์จิตวิญญาณผู้เป็นเจ้าของสุสานที่เขาไปขุด เมื่อชีวิตตกต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ก็เป็นธรรมดาที่ไม่ว่าสมบัติล้ำค่าขนาดไหนก็ไม่อาจทำให้เขาสนใจได้ และเป็นเพราะเขาพยายามจะข่มจิตวิญญาณชั่วร้ายนั้นไว้ จึงต้องใช้เทคนิคการต่อสู้ที่หอสมุดเทียบฟ้าประมวลออกมาให้จางเซวียนอ่าน
ก็เป็นเพราะสิ่งนั้นที่ทำให้จางเซวียนเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อหายกระอักกระอ่วนกันแล้ว ซ่งเชาก็ตั้งคำถาม “เท่าที่ผมรู้ การครอบงำของจิตวิญญาณชั่วร้ายนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตวิญญาณ ในเมื่อคุณบอกว่าสามารถ…ปลดปล่อยมันออกมาได้ ก็หมายความว่าคุณมีทักษะในเรื่องนั้นด้วยหรือเปล่า?”
ความสลับซับซ้อนของจิตวิญญาณนั้นเป็นปัญหาแม้กระทั่งกับเหล่าปรมาจารย์ ซึ่งเมื่อฟังจากน้ำเสียงของอีกฝ่าย เขาก็ดูยังเด็กมาก ซ่งเชาจึงอยากรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้นมีวิธีการแบบไหนอยู่ในใจ
ฝูงชนก็พากันหันขวับและเงี่ยหูฟัง และถึงแม้ชายชราที่อยู่บนเวทีจะดูลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย แต่เขาก็ยังห่วงว่าชายหนุ่มที่อยู่บนชั้นสวีทอาจจะให้คำสัญญาแบบเลื่อนลอย
“การถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายครอบงำก็เหมือนกับการที่คนผู้หนึ่งถูกยาพิษร้ายแรงกัดกร่อนจิตวิญญาณ ผมทำอะไรไม่ได้หรอก!” เสียงจากชั้นสวีทดังขึ้น
“คุณทำอะไรไม่ได้? แล้วอย่างนั้น…” ทุกคนแทบลมจับ ก็เพิ่งจะประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจไปหยกๆ มาตอนนี้กลับบอกว่าทำอะไรไม่ได้ จะพลิกท่าทีอะไรกันรวดเร็วขนาดนั้น?
เมื่อความหวังพังทลายไปต่อหน้าต่อตา ชายชราก็อดรนทนไม่ไหว เขาตั้งคำถามอย่างร้อนใจ “แล้วทำไมคุณถึงบอกว่าจะปลดปล่อยมันให้ผมได้…”
“ในเมื่อผมระบุสภาวะของคุณและอธิบายมันได้ขนาดนี้ ก็แน่นอนว่าผมต้องมีวิธีของผมเอง!”
ชายหนุ่มจากชั้นสวีทหัวเราะหึๆ
“เอ่อ…” ชายชราถึงกับงงงัน
ก็คุณเพิ่งจะบอกไปว่าไม่มีปัญญาทำอะไรกับการที่เขาถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายครอบงำ แต่มาตอนนี้ก็บอกว่ามีวิธีแก้อยู่ในใจแล้ว นี่เห็นเขาเป็นตัวตลก หรือมีความลับบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจกันแน่?
ขณะที่ชายชรายังงุนงงสงสัยอยู่ เสียงจากชั้นสวีทก็ดังมาอีก “เอาล่ะ ส่งหุ่นโลหะไร้วิญญาณมาให้ผม แล้วผมจะแก้ปัญหาให้คุณ ตรงนี้มีคนมากมายเกินไป ผมจะพูดเยอะก็ไม่ค่อยสะดวกใจเท่าไหร่!”
“ได้สิ!” หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชายชราก็มองไปรอบๆ และโค้งคำนับ “ผมขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมการประมูลหุ่นโลหะไร้วิญญาณ แต่ผมหาผู้ซื้อได้แล้ว ต้องขออภัยทุกท่านในที่นี้ด้วย!”
เมื่อพูดจบ ชายชราก็คว้าหุ่นโลหะไร้วิญญาณ
ควั่บ!
ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ชายชราคว้าหุ่นโลหะไร้วิญญาณที่นอนนิ่งอยู่บนเวทีก่อนจะเดินลงไป
“นายน้อย เราจะทำอย่างไรกันดี?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนยันซื้อขายกันแล้ว ผู้อาวุโสที่อยู่ในที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 23 ก็เริ่มตระหนก
นายน้อยของเขาตั้งใจมาที่นี่พร้อมกับสินทรัพย์ก้อนใหญ่เพื่อจะซื้อหุ่นโลหะไร้วิญญาณ แต่ลงท้ายก็ไม่ได้ใช้เงินสักแดงเดียว หากเป็นเพราะว่าสถานภาพทางการเงินของพวกเขาไม่ดีพอ ก็ยังพอรับได้ แต่ปัญหาก็คือ…อีกฝ่ายคว้าหุ่นโลหะไร้วิญญาณไปได้เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียว ไม่ได้ใช้เงินสักนิด…
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
“จะให้ทำอะไรล่ะ? คุณขับไล่จิตวิญญาณชั่วร้ายที่ครอบงำเขาอยู่ได้หรือ?” ซ่งเชาถามอย่างหงุดหงิด
“ผม…ทำไม่ได้!” ผู้อาวุโสส่ายหน้า
การถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายครอบงำนั้นเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ แม้ว่าระดับวรยุทธและความรู้ของเขาจะมีไม่น้อย แต่ก็ไม่มีอะไรที่เขาสามารถใช้แก้ปัญหาของชายชราผู้นี้ได้เลย
“ช่างมันเถอะ ไปดูซิว่าคนที่อยู่ในที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 1 เป็นใคร เรื่องประมูลไว้ทีหลัง!” ซ่งเชาสั่งการ
“ขอรับ!” ผู้อาวุโสพยักหน้า
หากยังไม่รู้ว่าศัตรูเป็นใคร จะเตรียมการอย่างไรได้?
“ถึงกับวาดภาพขั้น 7 ได้, บอกได้ว่าเจ้าของหุ่นถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายครอบงำ, ไม่สนใจตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะของปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวแม้แต่น้อย…เขาจะต้องเป็นบุคคลลึกลับอย่างแน่นอน ต้องรู้ให้ได้! ขุดคุ้ยข้อมูลมาให้หมด!”
ไม่ใช่ซ่งเชาคนเดียวที่อยากรู้ ทุกคนที่อยู่ในการประมูลก็อยากรู้แทบตายว่าบุคคลผู้น่าทึ่งที่อยู่ในที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 1 คือใคร โดยเฉพาะอยากรู้ว่าเขามีความพิเศษขนาดไหน ประธานไซ่ถึงยอมให้ใช้ที่นั่งของตัวเอง
“นี่คือหุ่นโลหะไร้วิญญาณ?”
ในห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่งของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ จางเซวียนพิจารณาหุ่นที่นอนอยู่บนพื้นอย่างสนใจ
เมื่อมีการตกลงซื้อขายหุ่นโลหะไร้วิญญาณ ก็หมายความว่าการประมูลได้จบลงแล้ว ภายใต้การนำของผู้จัดการหลัว ชายชราก็ถูกพามาที่ห้องนี้
หุ่นโลหะมีขนาดเท่าคนจริง แต่รูปร่างกำยำล่ำสันกว่ากันมาก มันถูกหลอมขึ้นจากโลหะ มีผิวสีทอง และบอกได้ยากว่ารูปลักษณ์ดั้งเดิมของบุคคลที่ถูกโลหะหุ้มไว้นั้นเป็นอย่างไร
รู้ดีว่าไม่ใช่เวลาจะมานั่งพินิจพิจารณามัน จางเซวียนจึงเก็บหุ่นไว้ในแหวนเก็บสมบัติของเขาทันทีที่แน่ใจแล้วว่ามันเป็นของแท้ จากนั้นก็หันมาทางชายชราที่อยู่ตรงหน้า
“คุณ ได้โปรดรักษาอาการป่วยของผมด้วยเถอะ!” ชายชรารีบประสานมือคารวะ
อันที่จริง หลังจากได้เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ชายหนุ่มคนหนึ่ง ก็เล่นเอาเขาอยากจะทรุดเต็มแก่
เพราะถึงอย่างไร ต่อให้คนๆ หนึ่งปราดเปรื่องสักแค่ไหน ปริมาณความรู้ของเขาก็ย่อมถูกจำกัดด้วยอายุ เขานึกว่าผู้ที่สามารถบอกได้ว่าเขาถูกจิตวิญญาณชั่วร้ายเข้าครอบงำนั้น อย่างน้อยๆ ก็คงเป็นชายสูงวัยอายุราว 60 ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อยขนาดนี้…เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะรักษาอาการป่วยให้เขาได้ ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเพิ่งชี้ชัดถึงสภาวะของเขาไปหมาดๆ เขาจะต้องคิดว่านี่เป็นการตบตา
จางเซวียนพยักหน้าและเดินวนรอบตัวเขา จากนั้นก็เลิกคิ้วและพูดว่า “ประธานไซ่กับผู้อาวุโสจิน ผมมีเรื่องที่จะต้องรบกวนคุณทั้งสองคน!”
“ปรมาจารย์จางไม่ต้องมีพิธีรีตองหรอก บอกมาเลยว่าคุณต้องการอะไร!”
ทั้งคู่พยักหน้า
แม้ระดับวรยุทธของเขาจะสูงกว่าจางเซวียน แต่เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้สร้างปาฏิหาริย์หลายครั้งหลายหนเสียจนพวกเขาไม่อาจมองเป็นศิษย์น้องได้
“ง่ายนิดเดียว…” จางเซวียนส่งโทรจิต
“เอ่อ…”
เมื่อได้ยินข้อความทางโทรจิตของจางเซวียน ทั้งคู่ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
หลังจากอึ้งกันไปแล้ว ประธานไซ่ก็ถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ปรมาจารย์จาง…มันจะดีหรือ?”
“แค่ทำตามที่ผมบอก…ผมรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร!” จางเซวียนพยักหน้า
“ก็ได้!”
ทั้งคู่กัดฟัน
เห็นสีหน้าลำบากใจของผู้อาวุโสทั้งสอง ทุกคนก็พากันงง โดยเฉพาะชายชราผู้เป็นอดีตเจ้าของหุ่นโลหะไร้วิญญาณ
การจะรักษาผม ต้องให้สองคนนี้ช่วยด้วยหรือ?
“ขอโทษนะ!”
ขณะที่เขากำลังงงงันอยู่ ก็ได้ยินประธานไซ่กับจินชงไห่พึมพำขึ้นพร้อมกัน จากนั้นทั้งคู่ก็ยกฝ่ามือขึ้น กระแสพลังปราณ 2 สายพุ่งออกมาสู่บริเวณโดยรอบ ปิดกั้นพื้นที่นั้นไว้จากโลกภายนอก
“คุณคิดจะทำอะไร?”
ชายชราขมวดคิ้ว
ทำแบบนี้ ก็เท่ากับทั้งคู่สกัดกั้นหนทางหนีของเขา
พูดอีกอย่างก็คือ ทั้งคู่กำลังคิดจะโจมตีเขา!
“นี่พวกคุณ…คิดจะขโมยหุ่นโลหะไร้วิญญาณหรือ?”
เมื่อนึกได้ ชายชราก็หรี่ตา
หุ่นโลหะไร้วิญญาณเป็นของล้ำค่าอย่างยากจะหาอะไรเทียบ ในฐานะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -สูงสุด เขายังห่างไกลนักจากการเป็นนักรบแถวหน้าของสมาพันธุ์นานาอาณาจักร เขารู้ดีว่าหากแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป จะต้องมีใครสักคนมาตามล่าเอาชีวิตเขาเพื่อครอบครองหุ่นตัวนั้น
ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่เขาได้หุ่นมา จึงรีบเดินทางมาที่สมาคมนักตรวจสอบสมบัติทันที เขาคิดว่า…ด้วยชื่อเสียงของสมาคม พวกเขาคงจะไม่คิดการชั่วร้ายอย่างการขโมยของล้ำค่าที่ลูกค้าของตัวเองนำมา แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า…ประธานสมาคมผู้น่าเชื่อถือจะถึงกับโจมตีเขาด้วยตัวเอง!
“ปรมาจารย์จาง…”
หลัวฉิงก็นึกไม่ถึงว่าจะมีเรื่องแบบนี้ เขาหน้าซีดเผือด ปรมาจารย์จางจะลงมือเอง!
ถ้าสมาคมนักตรวจสอบสมบัติคิดจะทำแบบนี้จริงๆ ชื่อเสียงของหอประมูลจะต้องป่นปี้ไม่มีเหลือ จะไม่มีลูกค้าคนไหนให้ความเชื่อถือหอประมูลอีกต่อไป
“อย่าห่วงน่ะ ถ้าผมคิดจะฆ่าเขาจริงๆ ล่ะก็ ป่านนี้เขาตายไปนานแล้ว ไม่จำเป็นที่พวกเราจะต้องปิดล้อมพื้นที่แบบนี้หรอก” จางเซวียนกลอกตา
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นปรมาจารย์ มันเรื่องอะไรถึงมาทำกับเขาราวกับเป็นไอ้ชั่วร้ายที่คิดจะก่ออาชญากรรมขี้ปะติ๋วแบบนี้?
ฆ่าเขาเพื่อขโมยสมบัติ…คุณก็คิดได้!
มันก็แค่หุ่นโลหะไร้วิญญาณ ไม่ได้มีค่ามากพอที่จางเซวียนจะต้องทำการใหญ่แบบนั้น
“ค่อยยังชั่ว…”
เมื่อได้ยินคำมั่นของจางเซวียน หลัวฉิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาหันกลับไปและเห็นประธานไซ่กับผู้อาวุโสจินออกตัวพร้อมกัน ชายชรารับมือกับการโจมตีได้แค่ 2 ครั้งก็ต้องยอมแพ้ จากนั้นทั้งคู่ก็สกัดวรยุทธของเขาไว้ ทำให้ชายชราไร้เรี่ยวแรงไปโดยสิ้นเชิง
ทั้งสองคนเป็นนักรบแถวหน้า ด้วยพละกำลังระดับนี้ นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -สูงสุดไม่มีทางทำอะไรได้
เห็นอีกฝ่ายแค่สกัดวรยุทธของเขา ชายชราก็รู้แล้วว่าเขาคิดมากไปเอง จึงได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสงสัยอยู่ เขาตั้งคำถาม “พวกคุณคิดจะทำอะไร?”
“ก็คุณขอให้ผมขับไล่จิตวิญญาณชั่วร้ายที่ครอบงำคุณอยู่ไม่ใช่หรือ? ถ้าไม่สกัดการเคลื่อนไหวของคุณไว้ แล้วเราจะขับไล่มันออกไปได้อย่างไรล่ะ?”
จางเซวียนยิ้ม
เมื่อรู้ว่าการสกัดกั้นวรยุทธของเขาจำเป็นต่อกระบวนการขับไล่จิตวิญญาณชั่วร้าย ชายชราก็พยักหน้า “ผมเข้าใจแล้ว! ก็แล้วแต่คุณเถอะ!”
“อือ!”
จางเซวียนพยักหน้าและเดินเข้ามาใกล้ เขายิ้มมุมปากขณะที่เงื้อมือขึ้น
เพียะ!
ฝ่ามือของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างจัง
“คุณ…”
แรงปะทะนั้นทำให้ชายชราล้มกลิ้งลงไปกองอยู่กับพื้น เขามองจางเซวียนตาค้างและทำอะไรไม่ถูก
นี่มันอะไรกัน?
เพื่อแลกกับหุ่นโลหะไร้วิญญาณ คุณควรจะขับไล่จิตวิญญาณชั่วร้ายในตัวผมไม่ใช่หรือ? แต่คุณกลับให้คนอื่นสกัดวรยุทธของผมไว้…แล้วก็เข้ามาตบหน้า…นี่คุณคิดอะไร?
ชายชรากำลังจะถามอีก ก็พอดีกับที่เจอหน้าแข้งปลิวเข้าใส่
ปั้ก!
“อะไรกัน…”
คำพูดของเขาจุกอยู่ในคอเพราะแรงเตะนั้น แถมยังกระเด็นไปไกลกว่าสองสามเมตร
เมื่อกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนได้ นัยน์ตาของเขาก็แดงก่ำด้วยความโกรธ เขาใกล้จะเสียสติเต็มที
แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่ใกล้เสียสติ ทุกคนในห้องก็ทำหน้าเหมือนเห็นผี
โดยเฉพาะหลัวฉิง เขากลั้นน้ำตาไม่ไหวอีกต่อไป
คุณบอกว่า…ไม่ได้คิดจะฆ่าอีกฝ่ายเพื่อขโมยสมบัติของเขาใช่ไหม? ต่อให้ไม่ฆ่าเขา แค่ซ้อมจนน่วมแล้วขโมยสมบัติของเขาไป…มันก็ไม่ถูกเหมือนกันนะ…



