ตอนที่ 482 ค่ายกลภาพลวงตาอันน่าสะพรึง
สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลมีหนังสือจำนวนน้อยกว่าสมาคมนักตรวจสอบสมบัติอยู่เล็กน้อย ราว 70 % ของหนังสือทั้งหมดเป็นเนื้อหาสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาวและต่ำกว่า
ในเมื่อจางเซวียนมีความรู้ความเข้าใจถึงระดับที่ว่าแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือพวกนั้นอีก
การถ่ายโอนหนังสือครั้งนี้จึงใช้เวลาไม่นาน ราว 2 ชั่วโมง จางเซวียนก็ถ่ายโอนทุกเล่มเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าได้สำเร็จ
ด้วยการถ่ายโอนครั้งนี้ เขามีปริมาณหนังสือมากพอที่จะ ประมูล ศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้าขั้น 3 และขั้น 4 แล้ว
อีก 2 ชั่วโมงผ่านไป สุดท้ายจางเซวียนก็เชี่ยวชาญศาสตร์เหล่านั้น เขานวดหว่างคิ้วอย่างเหนื่อยอ่อนและระบายลมหายใจยาว
ทั้งถ่ายโอนหนังสือและฝึกปรือศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้าอีก 2 ขั้น, แม้ว่าจางเซวียนจะเป็นนักรบกึ่งเหนือมนุษย์แล้ว เขาก็ยังรู้สึกมึนหัวเล็กน้อยและใบหน้าก็ซีดเผือดไป
แต่ความเหนื่อยยากครั้งนี้ก็ทำให้เขาได้ประโยชน์มหาศาล
ในแง่ของความรู้เรื่องค่ายกล เขาอาจยังไม่ทัดเทียมกับประธานเจิ้ง แต่ในเรื่องการประกอบค่ายกลนั้น อีกฝ่ายยังห่างไกลกับเขามากนัก
ที่สำคัญไปกว่านั้น…
“เป็นแบบนี้นี่เอง แน่นอนว่าการจารึกอักขระค่ายกลรวบรวมจิตพลังจิตวิญญาณไม่ใช่เรื่องง่าย…”
เมื่อมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องแผ่นค่ายกลแล้ว ในที่สุดจางเซวียนก็เข้าใจว่าทำไมประธานเจิ้งถึงโมโหมากมายตอนที่เขาบอกให้ประดิษฐ์แผ่นค่ายกลให้เสร็จภายใน 2 ชั่วโมง
การประดิษฐ์แผ่นค่ายกลคือการจารึกอักขระเพื่อย่อส่วนและบีบอัดค่ายกลขนาดมหึมาให้เหลือเท่าฝ่ามือ ทั้งยังต้องเชื่อมโยงกันได้กับสภาพแวดล้อมด้วย ดังนั้นระดับความยากจึงถือว่าเอาการ
โดยเฉพาะสำหรับค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ ระยะเวลาครึ่งเดือนที่ประธานเจิ้งบอกมานั้นถือเป็นความเร็วสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว
“การใช้วิธีทั่วๆ ไปเพื่อย่อส่วนและบีบอัดแผ่นค่ายกลนั้นเป็นเรื่องยากจริงๆ แต่ถ้าเราใช้ศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้า ก็จะง่ายขึ้นมาก!”
การประดิษฐ์ค่ายกลด้วยวิธีการทั่วไปจะต้องทำตามพิมพ์เขียวอย่างเคร่งครัด และต้องตรวจดูให้แน่ใจว่าแผนผังนั้นเชื่อมโยงสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม จึงเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยปัญหาจุกจิก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้ค่ายกลเสียหายไปเลยทั้งอัน
แต่ศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้าจะเน้นความลื่นไหลและต่อเนื่อง จึงมีความยืดหยุ่นกว่ากันมาก
ดังนั้น การใช้ศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้าเพื่อทำการจารึกอักขระค่ายกลและย่อส่วนตามพิมพ์เขียวเดียวกันก็ย่อมง่ายกว่าการใช้วิธีแบบเดิมๆ หลายเท่า
“การจัดเตรียมทะเลค่ายกลน่าจะเรียบร้อยแล้ว เราควรไปดูเสียหน่อย!”
จางเซวียนส่ายหน้าและตัดสินใจจะวางเรื่องแผ่นค่ายกลไว้ก่อน เขาเดินออกจากหอสมุดไป
เมื่อถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดในหอสมุดแล้ว ความรู้ความเข้าใจเรื่องค่ายกลของเขาก็ถือว่าลึกซึ้ง จึงได้เวลาที่จะลองเข้าท้าทายทะเลค่ายกล เพื่อให้ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอย่างเป็นทางการเสียที
“ทะเลค่ายกลนั้นเป็นแค่ชื่อ หน้าตาของมันจริงๆ จะเป็นทางเดินยาว ไม่ใช่ทะเลหรอก ทางเดินนี้อยู่บนชั้น 3 ของสมาคม และมีค่ายกลจำนวนนับไม่ถ้วนติดตั้งไว้ในบริเวณนั้น เมื่อใครสักคนหนึ่งเดินเข้าไป ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกกักกัน, ล่อลวง หรือแม้แต่…เสียชีวิต!”
“นั่นก็เป็นเพราะ…บริเวณนั้นมีค่ายกลทุกชนิดอยู่ รวมถึงค่ายกลสังหารด้วย”
“แต่คุณไม่ต้องกังวลไป ผู้เข้ารับการทดสอบทุกคนจะได้รับเครื่องรางหยกค่ายกล หากเจอกับอันตรายสาหัสจริงๆ ก็แค่ทุบมัน แล้วค่ายกลพวกนั้นก็จะหยุดทำงานทันที!”
บริเวณทางเดินยาวที่เรียกว่าทะเลค่ายกล มีชายหนุ่มคนหนึ่งมองไปรอบๆ ขณะที่อธิบายขั้นตอนทั้งหมดให้ศิษย์น้องอีก 2 คนฟัง
ทั้งสามมีอาจารย์คนเดียวกัน และเป็นครั้งแรกที่ศิษย์น้องทั้งสองเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ในขณะที่ศิษย์พี่ผู้กำลังอธิบายนั้นมาเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาว
ตอนนี้ ศิษย์น้องทั้งสองออกจะกระวนกระวาย ทั้งคู่ปากซีดและฝ่ามือชุ่มเหงื่อ
“ไม่ต้องกังวลไป หลังจากที่ผมผ่านด่านแรกแล้ว ผมจะมาบอกคุณว่าข้างในนั้นมีอะไร แต่จำไว้ว่าค่ายกลที่แต่ละคนได้เจอนั้นจะถูกปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น ประสบการณ์ของผมจึงเป็นแค่ข้อมูลไว้ใช้อ้างอิง คุณไม่อาจใช้วิธีการเดียวกับผมเป๊ะๆ ในการรับมือกับสิ่งที่คุณเจอได้…พวกคุณเข้าใจใช่ไหม?” ศิษย์พี่ถาม
“ศิษย์พี่วางใจเถอะ พวกเราจะระมัดระวังให้ดี!”
“เราต้องผ่านการทดสอบให้ได้ เพื่อไม่ให้ท่านอาจารย์ผิดหวัง!”
ศิษย์น้องทั้งสองกำหมัดแน่น
“ดีมาก ผมจะอธิบายให้พวกคุณฟัง จำไว้ให้ดีนะ ไม่ว่าคุณจะเจอกับค่ายกลชนิดไหน อย่ารีบร้อนหรือหุนหันพลันแล่นฝ่ามันเข้าไป แต่ต้องวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนก่อน เมื่อคุณหาประตูแห่งชีวิตเจอแล้วเท่านั้น ถึงจะฝ่ามันออกมาได้!”
เห็นความนอบน้อมถ่อมตัวของศิษย์น้องทั้งสอง ศิษย์พี่ก็พยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ และเดินเข้าไปยังทางเดินยาวซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลค่ายกล
วิ้ง!
ทันทีที่เขาก้าวเข้าไป หมอกควันก็ปรากฎขึ้นทันที ค่ายกลเริ่มทำงาน และกลืนกินเขาไว้ทั้งตัว
ทะเลค่ายกลด่านแรก – ค่ายกลเกรด 1!
“กำแพงนั่น…” ศิษย์น้องทั้งสองมองกำแพงที่อยู่ข้างๆ
ด้านข้างทางเดินนั้นมีกำแพงที่ทำจากคริสตัลชนิดพิเศษ ซึ่งจะเผยให้เห็นสิ่งที่ผู้เข้าท้าทายกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน
บนกำแพงนั้นปรากฎร่างของศิษย์พี่ให้เห็นอย่างชัดเจน ตอนนี้เขากำลังมองสถานการณ์รอบตัวด้วยคิ้วขมวดมุ่น
ในการฝ่าด่านค่ายกล ผู้เข้าทดสอบจะต้องเรียนรู้ค่ายกลนั้นเสียก่อน โดยจะต้องรู้ว่ามันเป็นค่ายกลชนิดไหน ‘ประตูแห่งชีวิต’ , ‘ประตูมรณะ’ และจุดอ่อนอยู่ตำแหน่งใด…ซึ่งหากหาไม่เจอ ก็ไม่มีทางฝ่าค่ายกลออกมาได้ ต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหนก็ตาม
ฟึ่บ!
เข็มทิศปรากฎขึ้นในฝ่ามือของศิษย์พี่ เขาก้มหน้าลงพิจารณามัน จากนั้นก็เดินไปทางซ้ายสามก้าว และขวาอีกสามก้าว พยายามทดสอบปฏิกิริยาของค่ายกล
หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว เขาก็ตาโตราวกับเพิ่งค้นพบบางอย่าง ศิษย์พี่หัวเราะหึๆ และเดินไปตามทิศทางที่เขาตัดสินใจเอาไว้
และในตอนนั้นเอง เขาก็รวบรวมพละกำลังไว้ที่ฝ่ามือและฝ่ามันออกมา
ครืน!
เสียงหึ่งดังขึ้น และหมอกควันหายวับไป ร่างหนึ่งปรากฎตัวตรงหน้าทั้งคู่อีกครั้ง – ศิษย์พี่ของพวกเขานั่นเอง
“พวกคุณเห็นหรือยัง? นี่คือด่านแรก ตราบใดที่คุณวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและหาต้นกำเนิดของกระแสพลังจิตวิญญาณ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับท่วงท่าของคุณได้ คุณก็จะสรุปได้เองว่ามันเป็นค่ายกลชนิดไหน รวมถึงจะสามารถระบุตำแหน่งของตัวเองในตอนนั้น และหาประตูแห่งชีวิตได้ด้วย…ถ้าทำได้ตามนั้น ก็ฝ่าด่านค่ายกลออกมาได้!”
เมื่อผ่านด่านแรกแล้ว ศิษย์พี่ไม่ได้ไปต่อด่านที่ 2 ในทันที เขาหันกลับมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทั้งคู่ฟัง
เขามาที่นี่เพื่อรับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาว การทดสอบระดับ 1 ดาวจึงไม่สร้างความท้าทายให้กับเขาอีกต่อไป เหตุผลเดียวที่เขาเข้าไปก็เพื่อจะได้อธิบายให้ศิษย์น้องฟัง ทั้งคู่จะได้ไม่ประสาทกินมากนัก
“ขอรับ!” ศิษย์น้องทั้งสองพยักหน้า
สิ่งที่ศิษย์พี่บอกนั้นไม่มีข้อผิดพลาด แต่สถานการณ์ย่อมแตกต่างกันไป เวลาที่ใครสักคนเข้าไปติดกับอยู่ในค่ายกล สภาพแวดล้อมจะไม่เหมือนเดิม -ไม่มีจุดไหนให้ยึดถือหรืออ้างอิงได้ จึงมีโอกาสที่ผู้นั้นจะทำพลาดได้ง่ายมาก ดีที่สุดที่ทำได้ก็คือวิเคราะห์ทิศทางของกระแสพลังจิตวิญญาณ ส่วนการระบุให้ได้ว่าเป็นค่ายกลชนิดไหน และตัวเองติดอยู่ในตำแหน่งใดนั้นเป็นเรื่องยากมาก
อย่างค่ายกลกักกันเกรด 1 นั้นก็มีแตกต่างกันไปหลายพันชนิด และค่ายกลชนิดเดียวกันก็ยังแบ่งออกเป็นอีกหลายร้อยชนิดย่อย หากผู้เข้ารับการทดสอบไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างกว้างขวางในเรื่องค่ายกลล่ะก็ การระบุรายละเอียดและฝ่ามันออกมาก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
“เอาล่ะ ผมจะเข้าไปท้าทายด่านที่ 2 แล้ว ไม่ว่าผมจะทำสำเร็จหรือไม่ พวกคุณก็ควรจะตั้งใจดูให้ถี่ถ้วนและเรียนรู้จากประสบการณ์ของผมด้วย!”
เมื่อพูดแล้ว ศิษย์พี่ก็สูดหายใจลึกด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 1 ดาวขั้นสูงสุด เขายิ่งกว่ามั่นใจในการฝ่าด่านแรก แต่สำหรับด่านที่สองนั้นก็ยังถือว่ายากอยู่
ฟึ่บ!
เมื่อก้าวเข้าไป ค่ายกลด่านที่สองก็ทำงานทันที และก็เหมือนกับครั้งก่อน ร่างของเขาปรากฎขึ้นบนกำแพง
“ทำไมศิษย์พี่ถึงไม่ขยับเลย?”
เมื่อมองไป ศิษย์น้องทั้งสองก็พลันรู้สึกว่าท่วงท่าของศิษย์พี่ดูแปลกไป
ก่อนหน้านี้ เขาหยิบเข็มทิศออกมาทันที ทั้งยังเดินไปรอบๆ เพื่อวิเคราะห์ค่ายกล แต่มาตอนนี้ ดูเหมือนเขาจะตกอยู่ในภวังค์ ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเลย
ศิษย์น้องที่สวมเสื้อคลุมสีขาวพลันนึกบางอย่างได้ เขาถามขึ้นมา “บรรลัยแล้ว! หรือว่ามันเป็นค่ายกลภาพลวงตา?”
“ค่ายกลภาพลวงตา?” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวถึงกับตาค้าง
ค่ายกลภาพลวงตาเป็นเรื่องของสภาวะจิตโดยตรง ทันทีที่ค่ายกลเริ่มทำงาน ผู้ที่อยู่ในนั้นจะถูกดูดเข้าไปในสถานการณ์ที่ผู้ประดิษฐ์ค่ายกลเตรียมการไว้ล่วงหน้า ทำให้คนที่อยู่ข้างในสูญเสียสามัญสำนึกของตัวเองไป ด้วยเหตุนี้ มันจึงน่าสะพรึงกว่าค่ายกลกักกันหลายเท่า
ค่ายกลกักกันก็เหมือนกับกรงในแง่ที่ว่า แม้ผู้ที่ติดอยู่ไม่อาจหนีออกมา แต่อย่างน้อยก็ยังคงความคิดและสติสัมปชัญญะในแบบของตัวเองไว้ได้ แต่สำหรับค่ายกลภาพลวงตา ความคิดจิตใจของผู้ที่ติดอยู่ข้างในจะร่อนเร่เรื่อยเปื่อย อาจลืมแม้กระทั่งชื่อของตัวเอง และไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในนี้เพื่ออะไร ซึ่งหากเป็นแบบนั้น ก็แทบไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาได้เลย
ฟู่ ฟู่ ฟู่!
ขณะที่ทั้งคู่ยังงุนงงสงสัยอยู่ ใบหน้าซีดเผือดของศิษย์พี่ที่อยู่ในค่ายกลก็ยิ่งดูดุดันขึ้นเรื่อยๆ พลังปราณของเขาเริ่มผิดแปลกไป เขาหวดซ้ายป่ายขวากับลมกับแล้งราวกับคนบ้า
หลังจากเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง ดูเหมือนเขาจะใช้พลังปราณไปจนหมดและกระอักเลือดกองใหญ่ออกมา ในตอนนั้นเองที่เขากลับฟื้นคืนสติ และรีบทุบตราหยกในมือ
หมอกควันหายวับไป และร่างของเขาก็มาปรากฎตรงหน้าศิษย์น้องทั้งสองอีกครั้ง แต่คราวนี้ด้วยใบหน้าห่อเหี่ยว
ด่านที่สอง ล้มเหลว!
“ศิษย์พี่…”
ทีท่ามั่นอกมั่นใจของศิษย์พี่ที่มีอยู่เมื่อครู่หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ตอนนี้เขาซึมเซื่องราวกับไก่ชนที่ดวลแพ้ ทำเอาศิษย์น้องทั้งสองปั่นป่วนหนักขึ้นอีก
“ความล้มเหลวในการท้าทายทะเลค่ายกลเป็นเรื่องธรรมดา ผมพูดได้แค่ว่าตัวเองโชคร้ายที่ไปเจอกับค่ายกลภาพลวงตาเข้า…”
เมื่อกลืนยาลงไปเม็ดหนึ่งแล้ว สีหน้าของศิษย์พี่ก็กระเตื้องขึ้นเล็กน้อย เขายิ้มเจื่อนๆ ให้ศิษย์น้องทั้งคู่
“จริงด้วย ค่ายกลภาพลวงตามันยากไป…” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวพูด
“ถ้ามันเป็นค่ายกลกักกันล่ะก็ ศิษย์พี่จะต้องผ่านไปได้ และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาวแน่ๆ …” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีขาวพูด
“ก็จริง! ถ้าเป็นค่ายกลกักกัน ผมมั่นใจว่าจะต้องผ่านไปได้!”
เมื่อเห็นว่าอย่างน้อย ความยกย่องนับถือที่ศิษย์น้องทั้งคู่มีให้เขาก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลง ผู้เป็นศิษย์พี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก “ผมได้ค้นคว้าเรื่องนี้มาแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา มีผู้เข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาวทั้งหมด 88 คน และใน 88 ครั้งนั้น มีอยู่ 22 ครั้งที่ค่ายกลภาพลวงตาถูกนำมาใช้ ซึ่งทั้ง 22 ครั้งที่ว่า ก็ไม่มีใครผ่านไปได้เลย! ผู้ที่ผ่านด่านที่ 2 ไปได้ส่วนใหญ่จะเจอกับค่ายกลกักกันและค่ายกลล่อลวง”
“แล้วค่ายกลสังหารล่ะ?”
“ค่ายกลสังหาร?” ศิษย์พี่ส่ายหน้า “นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ ผิดพลาดนิดเดียวก็อาจถึงตาย ใครยังมีชีวิตรอดอยู่ในนั้นได้ก็ถือว่าบุญโขแล้ว เรื่องจะหนีออกมาน่ะไม่ต้องพูดถึง…”
“ยากขนาดนั้น?”
เมื่อรู้ว่าค่ายกลสังหารน่าสะพรึงแค่ไหน ศิษย์น้องทั้งคู่ก็ประสาทกินขึ้นอีก
“ให้ผมบอกพวกคุณตามตรงนะ ไม่เคยมีใครฝ่าด่านค่ายกลภาพลวงตาหรือค่ายกลสังหารได้มาก่อน ดังนั้น เมื่อคุณเข้าไป ทันทีที่รู้สึกว่ามีบางอย่างที่สู้ไม่ไหว ให้ทุบตราหยกนั้นทันที กระเสือกกระสนไปก็ไม่มีประโยชน์!”
ศิษย์พี่แนะนำอย่างเคร่งเครียด
“ขอรับ!”
ศิษย์น้องทั้งคู่พยักหน้า “วางใจได้เลยศิษย์พี่ ถ้าพวกเราเจอกับค่ายกลภาพลวงตาหรือค่ายกลสังหาร เราจะถอยทันที! ในเมื่อระดับศิษย์พี่ยังฝ่าออกมาไม่ได้ แล้วคนอื่นจะทำสำเร็จได้อย่างไร? อย่างน้อยๆ ผมก็ยังสงสัยว่าในสมาคมนี้จะมีใครทำได้สักคนหรือเปล่า…”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังยกย่องความปราดเปรื่องของศิษย์พี่ ที่ปากทางเดินของทะเลค่ายกล ชายหนุ่มคนหนึ่งก็กำลังเดินเอื่อยเฉื่อยเข้าไป
ชายหนุ่มคนนั้นดูเด็กกว่าพวกเขาเสียอีก น่าจะอายุไม่ถึง 20 ปีนัยน์ตาของเขาแดงก่ำด้วยสีเลือด ดูเหมือนไม่ได้หลับได้นอนมาหลายคืนติดๆ ความเหนื่อยล้าเป็นสิ่งเดียวที่เห็นได้จากใบหน้าของเขา
“ใครกันนี่? ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน?”
ทั้งสามคนชะงัก
พวกเขาอยู่ในสมาคมนี้มาอย่างน้อยก็ 5 ปีแล้ว ไม่มีผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ช่วยคนไหนที่พวกเขาไม่รู้จัก แต่ชายหนุ่มคนนี้ดูไม่คุ้นเอาเสียเลย
“เขาอาจเป็นผู้ช่วยสักคนที่เพิ่งเข้ามา…ดูแล้ว สภาพจิตก็คงไม่ปกตินัก คงจะกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันเพราะกังวลเรื่องการทดสอบ ถึงได้หน้าตาเป็นแบบนั้น!”
“จริงด้วย! ตาแดงก่ำเสียขนาดนั้น ไม่นึกเลยว่าทะเลค่ายกลจะทำให้ใครสักคนหวาดกลัวได้แบบนี้!”
ศิษย์น้องทั้งสองพึมพำ
อาการประสาทกินเมื่อครู่ก่อนหน้าก็ทำให้พวกเขาอับอายตัวเองพอแล้ว แต่ชายหนุ่มคนนี้ล้ำหน้าพวกเขาไปเสียอีก เสื้อผ้าก็ยับยู่ยี่ไม่เรียบร้อย กิริยาอาการก็ไม่เอาไหน แค่มองก็เห็นชัดแล้วว่าเขาคงหวาดกลัวอย่างหนักจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายคืน
“ทางสมาคมนี่ยังไงนะ? ไม่จำกัดเงื่อนไขของผู้เข้ารับการทดสอบบ้างหรือ? มันเรื่องอะไรที่คนพรรค์นี้ยังได้เข้าท้าทายทะเลค่ายกลด้วย?”
ศิษย์พี่ขมวดคิ้ว



