ตอนที่ 491 สันเขาเว้าวอน
อสูรวิเศษทะยานไปในท้องฟ้ากว้างไกลไร้ขอบเขต
ล่วงเข้าวันที่ 3 นับจากวันที่จางเซวียนออกจากเมืองหงไห่
ที่ตั้งของสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณนั้นอยู่คนละทิศกับเส้นทางไปสมาพันธุ์นานาอาณาจักร
ภูมิประเทศเบื้องล่างเป็นสันเขามากมายลดหลั่นกัน ดูคล้ายมังกรตัวมหึมาที่นอนหมอบอยู่บนพื้น และพร้อมจะโผขึ้นสู่สรวงสวรรค์ได้ทุกขณะ
ภายในห้องโดยสารบนหลังอสูรพาหนะ จางเซวียนยืนหันหน้าเข้าหาหน้าต่าง และหลับตา
ตลอด 3 วันที่ผ่านมา เขาได้ปรับระดับวรยุทธของตัวเองที่สำเร็จเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุดจนเข้าที่เข้าทางแล้ว และตอนนี้ก็กำลังนึกทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่ได้รู้มา
ก่อนหน้านี้ เพื่อให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้องของหุ่นโลหะไร้วิญญาณ ประธานไซ่จึงรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณมาให้เขาจำนวนหนึ่ง หลังจากถ่ายโอนหนังสือเหล่านั้นแล้ว จางเซวียนก็ยังไม่มีเวลาพลิกดู ในเมื่อตอนนี้พอมีเวลาว่าง จึงคิดจะใช้เป็นโอกาสศึกษาข้อมูลเหล่านั้นเสียหน่อย
“ประมวล!”
จางเซวียนพึมพำ และข้อมูลจากหนังสือหลายสิบเล่มที่อัดแน่นอยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าก็ได้ถูกเรียบเรียงเป็นหนังสือใหม่เล่มหนึ่ง
หนังสือทุกเล่มที่เกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณได้ให้คำจำกัดความของอาชีพนี้ไว้ตรงกัน – ลึกลับและน่าสะพรึง
เพราะความรอบรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ จึงทำให้พวกเขาเป็นผู้ที่สร้างความหวาดกลัวให้ใครต่อใคร
ไม่ช้าจางเซวียนก็อ่านจบ เขาได้แต่ส่ายหน้า
มรดกตกทอดของเหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณนั้นหายากและไม่มีข้อมูลบันทึกไว้มากนัก หนังสือที่หลงเหลืออยู่ก็ล้วนแต่คลุมเครือ มีข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้จริงอยู่จำกัด
หลังจากพลิกดูแล้ว จางเซวียนยิ่งงุนงงสงสัยกว่าตอนเริ่มอ่านเสียอีก
“ช่างมันเถอะ อะไรจะเข้ามาก็ช่าง เราก็สู้กับมันไป!”
เมื่อรู้แล้วว่าข้อมูลจากหนังสือเหล่านั้นไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ จางเซวียนก็ได้แต่ถอนหายใจ เขาลืมตาขึ้นและหันไปทางซุนฉางกับจ้าวหย่าและพรรคพวก จากนั้นก็ร้องเรียก “พวกคุณทุกคนมานี่!”
“ท่านอาจารย์!”
“นายน้อย!”
ทุกคนเข้ามารุมล้อมจางเซวียน
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเขา จ้าวเฟยอู่ก็เปรย “ดูเหมือนจางเซวียนจะมีเรื่องสำคัญต้องหารือ พวกเราเลี่ยงไปก่อนดีกว่า”
ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ มีความลับหลายอย่างที่คนนอกไม่ควรล่วงรู้
จางเซวียนโบกมือ “ไม่ต้องหรอก ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ผมแค่อยากย้ำบางสิ่งที่พวกเขาจะต้องจดจำให้ขึ้นใจเมื่อไปถึงสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ”
“อ้อ? สิ่งที่ต้องจดจำให้ขึ้นใจ? ถ้าอย่างนั้น…พวกเราฟังด้วยได้ไหม?” จ้าวเฟยอู่ ประธานไซ่ และคนอื่นๆ ต่างตาโต พวกเขาหันมาสนใจทันที
ก็ชายหนุ่มคนนี้เป็นใครกันเล่า?
เขาเป็นปรมาจารย์ที่เก่งกาจถึงขนาดขับไล่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่เข้าครอบงำร่างคนอื่นได้ แถมยังเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาวและผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับเสี้ยว 4 ดาวด้วย คำแนะนำของคนระดับนี้จะธรรมดาได้หรือ?
หากพวกเขาได้ฟัง ก็คงมีโอกาสมากขึ้นในการเอาชีวิตรอดจากสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ
“ได้สิ เชิญตามสบาย!”
จางเซวียนไม่ใส่ใจ เขาหันมาพูดกับซุนฉางและบรรดาลูกศิษย์อย่างขึงขัง
“จำไว้ให้ขึ้นใจนะ เมื่อพวกเราไปถึงสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณแล้ว หากใครสักคนถูกจิตวิญญาณเข้าครอบงำ…อย่าเพิ่งหุนหันกำจัดจิตวิญญาณดวงนั้น เพราะผมมีคำถามที่อยากถามพวกเขา!”
ถ้าจิตวิญญาณดวงที่ครอบงำหลัวจู้ยังมีชีวิตอยู่ จางเซวียนคงเค้นเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้อีกมาก ซึ่งบางที…ก็อาจจะไม่ต้องเสี่ยงด้วยการเข้าไปผจญภัยในสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณด้วยซ้ำ
ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย จางเซวียนจึงอยากกำชับทุกคนให้เข้าใจ เพื่อที่จะปฏิบัติตัวได้ถูกต้องเมื่อถึงเวลา
เพราะหากเด็กกลุ่มนี้และซุนฉางรีบร้อนจัดการจิตวิญญาณที่เข้าครอบงำ ทุกอย่างก็จะสายไปอีก
“พวกเราเข้าใจ”
จ้าวหย่ากับพรรคพวกพยักหน้า
เพื่อปกป้องพวกเขา ท่านอาจารย์ได้ถ่ายทอดพลังปราณไว้ในตัวของทุกคนแล้ว หากผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเข้าโจมตี อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ยังสามารถเอาตัวรอดจากการถูกครอบงำได้
“ดี เท่านั้นแหละ! พวกคุณไปฝึกฝนวรยุทธต่อได้แล้ว”
เมื่อกำชับจบ จางเซวียนก็โบกมือ
คนเหล่านั้นพยักหน้าและแยกย้าย
“แค่นี้?”
คนอื่นๆ คิดว่าจางเซวียนกำลังจะแนะนำและสรุปรายละเอียดบางอย่าง ต่างก็พากันตั้งตารอ แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทั้งจ้าวเฟยอู่ ประธานไซ่ และคนที่เหลือก็อ้าปากค้าง ปวดจิตกันขึ้นมาทันที
ไม่มีใครที่จะไม่กลัวจนตัวสั่นงันงกหากกำลังมุ่งหน้าไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แต่ปรมาจารย์ผู้นี้ทำท่าอย่างกับตัวเขาและบรรดาลูกศิษย์กำลังจะไปปิกนิก
ไอ้คำพูดขึงขังที่มีความหมายเทียบเท่ากับ ‘ให้ผมกัดคำหนึ่งก่อนแล้วคุณค่อยกินให้หมด’ มันหลุดออกมาได้อย่างไร…
“แค่ก แค่ก!”
หลัวจู้ถึงกับสำลัก
เขาได้ตระเตรียมข้าวของไว้มากมายสำหรับการเดินทางไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณครั้งนี้ อันที่จริง ถึงกับเขียนพินัยกรรมแล้วด้วย…แต่อีกฝ่ายกลับทำเหมือนจะไปเดินเล่น ไม่มีความวิตกหรือกระวนกระวายสักนิด
คนเราก็ช่างเกิดมาต่างกันจริงๆ …
หลัวจู้ข่มความละเหี่ยเพลียใจไว้และมองลงไปที่ภูมิประเทศเบื้องล่าง เขานึกคำนวณตำแหน่งที่ตั้งของมันอย่างคร่าวๆ และเดินไปหาจางเซวียน
“ปรมาจารย์จาง เราใกล้ถึงสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณแล้ว!”
จางเซวียนมองไปรอบๆ “ใกล้ถึงเรอะ? แล้วตอนนี้เราอยู่ที่ไหน?”
“เราอยู่ที่เทือกเขาเก้าโค้งแห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักร”
“พันลี้จากเทือกเขาเก้าโค้ง พันลี้จากทะเลริ้วแดง นี่คือชายแดนที่ติดกับจักรวรรดิหมิงเซี่ยใช่ไหม?” จางเซวียนเลิกคิ้ว
ที่สมาคมนักตรวจสอบสมบัติมีแผนที่ของสมาพันธุ์นานาอาณาจักรอยู่ ซึ่งจางเซวียนไปส่องมาแล้ว จึงพอรู้เขตแดนคร่าวๆ เขาคิดว่าสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณน่าจะอยู่ใจกลางสมาพันธุ์ จึงออกจะประหลาดใจเมื่อรู้ว่ามันอยู่บริเวณชายแดน
จักรวรรดิหมิงเซี่ยเป็นอีกจักรวรรดิที่มีสถานภาพเทียบเท่ากับสมาพันธุ์นานาอาณาจักร และเป็นหนึ่งใน 27 กลุ่มอำนาจที่เข้าร่วมการประลองปรมาจารย์
เทือกเขาเก้าโค้งทอดตัวยาวเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างสองกลุ่มอำนาจ เกิดการสู้รบขึ้นบริเวณนี้อยู่บ่อยครั้ง จึงถือเป็นหนึ่งในพื้นที่อันตราย
“ยังไม่ถึงชายแดนหรอก มันอยู่ที่โค้งสาม สันเขาเว้าวอน” หลัวจู้ตอบ
เทือกเขาเก้าโค้งประกอบด้วยแนวคดโค้งทั้งหมด 9 แนว และแต่ละแนวก็มีชื่อเรียกเฉพาะ ซึ่งสันเขาเว้าวอนก็อยู่ในแนวโค้งที่ 3
ตำนานกล่าวไว้ว่า ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งถูกอสูรวิเศษที่อยู่ในดินแดนนั้นโจมตี เขาจึงพยายามหว่านล้อมมันอย่างใจเย็น จนสุดท้าย อสูรวิเศษตัวนั้นก็ตัดสินใจถอยกลับไป จึงเป็นที่มาของชื่อสันเขาเว้าวอน
ดินแดนนี้มีพลังจิตวิญญาณรวมตัวกันอย่างเข้มข้น ทำให้อสูรวิเศษและอสูรทั่วไปมากมายพากันมาวนเวียนอยู่ ดังนั้น ต่อให้ตรงนี้ไม่ใช่ชายแดนของสองจักรวรรดิ ก็ยังจัดเป็นพื้นที่อันตรายอยู่ดี ผู้คนส่วนใหญ่ต่างหลีกเลี่ยงหากเป็นไปได้
“ที่สันเขาเว้าวอนมีสูรวิเศษอยู่มากมาย พวกเราบินผ่านบริเวณนั้นไม่ได้หรอก ต้องถูกพวกอสูรวิเศษที่บินได้โจมตีเอาแน่ๆ !”
เมื่อได้ยินชื่อสถานที่ที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไป จินชงไห่ก็ขมวดคิ้ว
ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ก็ยังบินไม่ได้ เพราะฉะนั้น หากถูกอสูรวิเศษที่บินได้เข้าโจมตีก็ย่อมเป็นอันตรายอย่างแน่นอน เพราะถ้าพวกเขาร่วงลงมาจากความสูงระดับนี้ คงตายทันทีที่ตกกระแทกพื้น
ด้วยเหตุผลที่ว่า จึงมีผู้คนเพียงน้อยนิดที่กล้าขี่อสูรพาหนะบินผ่านบริเวณที่มีอสูรวิเศษบินได้อยู่หนาแน่น
“ผู้อาวุโสจินพูดถูก แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะอสูรวิเศษของคุณชายสำเร็จวรยุทธเหนืออสูรขั้น 3 -สูงสุดแล้ว อสูรวิเศษส่วนใหญ่ไม่กล้าระรานหรอก พวกเราบินตรงไปยังที่หมายได้เลย”
“แต่ก็แน่นอนว่าเราไปร่อนลงจอดที่นั่นไม่ได้ เพราะบริเวณโดยรอบสุสานมีอสูรวิเศษบินได้ที่มีวรยุทธสูงๆ อยู่มากมาย ผมเกรงว่าพวกเราจะถูกมันทำร้าย หากลงจอดโดยไม่ได้ดูหน้าดูหลังให้ดี”
“คุณหมายถึง ‘อสูรห้าสะพรึง’ ?” จินชงไห่ถาม
“ผู้อาวุโส คุณรู้จักมันด้วยหรือ?” หลัวจู้ถึงกับผงะ
“แน่นอนว่าผมรู้จัก! นอกจากมันจะบินเก่ง ยังสำเร็จวรยุทธเหนืออสูรขั้น 4 -สูงสุดด้วย ทำให้เป็นที่น่าพรั่นพรึงของใครๆ มันเข้ายึดหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียงและสังหารผู้คนมากมายอยู่บ่อยๆ ทางสมาพันธุ์ได้พยายามส่งผู้เชี่ยวชาญหลายต่อหลายคนไปสังหารมันหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ!”
จินชงไห่พูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ยิ่งกว่านั้น นอกจากพละกำลังและความเร็วเป็นเลิศ ว่ากันว่ามันมีสายเลือดมังกรด้วย ทำให้ป้องกันตัวได้ดี ใครที่รับมือกับมันจะต้องเหนื่อยยากสุดๆ แม้แต่ดงอสูรก็ยังจัดการไม่ได้ คุณบอกว่าสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณอยู่ใกล้รังของมัน ไม่ทราบว่าใกล้กันแค่ไหน?”
“อยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้นเอง ครั้งล่าสุดที่ผมมา ผมได้ศึกษานิสัยใจคอของมันและลอบเข้าไประหว่างที่มันออกไปหาอาหาร แต่ครั้งนี้พวกเรามีกันมาก จึงมีโอกาสถูกมันจับได้ง่ายกว่าเดิม ผมคิดว่าครั้งนี้เราจึงควรเดินหน้าด้วยความระมัดระวัง” หลัวจู้พูด
“ไม่กี่ร้อยเมตร? ใกล้ไปหน่อยนะ…”
จินชงไห่ขมวดคิ้ว
ในฐานะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -ขจัดสิ่งมัวหมอง จิตวิญญาณกับร่างกายจะเป็นอิสระต่อกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในสภาวะนั้น นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 จะสามารถรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดในรัศมีห่างออกไปหลายร้อยเมตรจากตัวเองได้
แต่ด้วยระยะห่างเพียงเท่านั้น ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะทำอะไรโดยที่อสูรตัวนั้นไม่รับรู้
แม้จินชงไห่จะเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 แล้ว แต่ก็ยังอยู่แค่ขั้นต้น ส่วนอสูรห้าสะพรึงเป็นอสูรวิเศษบินได้ที่มีสายเลือดมังกร ถึงอย่างไร ตัวเขาก็ยังเทียบชั้นกับมันไม่ได้อยู่ดี
แม้เขาจะวางยามันได้ แต่ก็ต้องรอให้มันอยู่ในสภาวะที่ไม่ระวังตัวเสียก่อน แต่อสูรห้าสะพรึงมีนิสัยหวาดระแวงมนุษย์ แถมสายเลือดมังกรในตัวก็ยังทำให้มีภูมิต้านทานสูงต่อยาพิษ หากเขาสังหารมันไม่ได้ในครั้งเดียวล่ะก็ มีแต่จะทำให้มันโมโหหนัก และทุกคนจะต้องตายกันหมด
ลำพังสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็อันตรายอยู่แล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีไอ้ตัวดุร้ายมาอาศัยอยู่ใกล้ๆ เสียอีก
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง หลัวจู้พูด “มันอยู่ใกล้กันมากจริงๆ แต่หลังจากที่ผมฝังตัวอยู่ในพื้นที่นี้มาสามเดือน ก็พอจับทางพฤติกรรมของมันได้ หากเราทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง มันจับเราไม่ได้หรอก”
“ในเมื่อคุณพอจับทางพฤติกรรมของมันได้ ทำไมเราไม่ทำแบบนี้ล่ะ?” หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง จินชงไห่ก็หันไปถามจางเซวียน “ปรมาจารย์จาง เราร่อนลงจอดห่างออกไปจากรังของอสูรห้าสะพรึงสัก 2 กิโลเมตร แล้วเดินเข้าไป ดีไหม?”
จางเซวียนกลายเป็นผู้นำกลุ่มไปโดยไม่รู้ตัว
ทุกคนติดนิสัยเสียแล้วที่จะต้องให้เขาเป็นคนตัดสินใจ
“ตามนั้น” จางเซวียนพยักหน้า
เขาไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนและไม่รู้จักอสูรห้าสะพรึง ทั้งยังไม่รู้ว่ามันแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ในเมื่อทั้งคู่เห็นพ้องกัน เขาจึงคิดว่าทำตามนั้นก็น่าจะดี
ระยะทาง 2 กิโลเมตรไม่ได้ไกลเกินไปสำหรับนักรบระดับพวกเขา
“ถ้าอย่างนั้น ใกล้ถึงแล้วบอกผมด้วย ผมจะได้สั่งการให้อสูรของเราร่อนลงจอด” จินชงไห่พูด
“ได้!” หลัวจู้พยักหน้า
ขณะที่คนอื่นๆ หารือกันอยู่ ซุนฉางที่เห็นประธานไซ่หน้าซีดหลังจากรู้เรื่องอสูรห้าสะพรึงก็อดใจไม่ไหว เขาโพล่งออกมา “คุณเคยได้ยินเรื่องอสูรห้าสะพรึงด้วยหรือ?”
“ผมต้องเคยได้ยินอยู่แล้ว!” ประธานไซ่ยิ้มเจื่อนๆ “เจ้านั่นแข็งแกร่งมาก ว่ากันว่าครั้งหนึ่งหัวหน้าดงอสูรเคยนำผู้อาวุโส 12 คนเข้าล้อมปราบมัน แต่สุดท้ายปฏิบัติการนั้นก็ล้มเหลว!”
“ผู้อาวุโสสิบสองคน?”
“ใช่แล้ว คนที่จะได้เป็นผู้อาวุโสของดงอสูรจะต้องมีวรยุทธระดับเดียวกับผมเป็นอย่างน้อย คนเหล่านั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอสูรห้าสะพรึงร้ายกาจมาก!”
ประธานไซ่ส่ายหน้า “ไม่เพียงแต่มันจะบินได้ แต่สายเลือดมังกรในตัวยังทำให้มีความสามารถในการป้องกันตัวเป็นเลิศ ขนาดอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นกลางก็ยังไม่ระคายตัวมันสักนิด”
“ที่หนักกว่านั้น มันยังอารมณ์ร้ายและหวงอาณาเขต…ถ้ามันเฝ้าพื้นที่นั้นอยู่ล่ะก็ ไม่มีทางที่เราจะเข้าไปได้เลย…”
“คุณกลัวรึ?”
ซุนฉางโพล่งออกมาด้วยสีหน้าดูถูก “ถ้ากลัวล่ะก็ ถอนตัวเสียตอนนี้ก็ได้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นถึงประธานสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ…”
“ผม…กลัว?” เห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ประธานไซ่ก็แทบลมจับ
นึกไม่ถึงว่านักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 อย่างเขาจะโดนพ่อบ้านต๊อกต๋อยดูถูกถากถางเอาแบบนี้…
เขากำลังจะตวาดกลับ ก็พอดีกับที่หลัวจู้ส่งเสียง
“ถึงแล้ว…”
จากนั้น อสูรพาหนะก็ค่อยๆ ร่อนลง มันมุ่งหน้าไปทางสันเขาคดเคี้ยวที่อยู่เบื้องล่าง



