Skip to content

Library Of Heaven’s Path 496

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 496 เรื่องประหลาด

อันที่จริง หากคำพูดนี้หลุดออกจากปากนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวคนอื่น หัวหน้าหานก็จะไม่กริ้วโกรธอะไรมากมาย

C

แต่สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดก็คือสีหน้าท่าทางของคนพูด หมอนั่นทำท่าราวกับว่าพวกเขาจะต้องเดือดร้อนหนักหากไม่ทำตาม แถมยังแววตาดูถูกคู่นั้นอีก มันชัดเจนไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว…

ไม่นึกเลยว่านักฝึกอสูรระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดอย่างตัวเขาจะถูกเด็กหนุ่มคนหนึ่งส่งสายตาเหยียดหยาม…เหยียดหยามอะไรของแกวะ!

อสูรห้าสะพรึงมีสายเลือดมังกร ทำให้มันมีนิสัยหยิ่งผยอง จะฝึกให้เชื่องด้วยวิธีการธรรมดาย่อมเป็นไปไม่ได้ คุณคิดว่าผมอยากลงทุนลงแรงขนาดนี้หรือไง? เพราะมันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วต่างหากเล่า!

โว้ยยยย! ไอ้คนอวดดี!

ไม่เข้าใจเลยว่าประธานไซ่เป็นเพื่อนกับคนแบบนี้ได้อย่างไร

“อย่าไปสนใจพวกนั้น ย่างต่อ ยิ่งหอมอบอวลเท่าไหร่ยิ่งดี!”

หัวหน้าหานข่มความหงุดหงิดไว้และสั่งการ

“ขอรับ!” ผู้อาวุโสหูและคนอื่นๆ พยักหน้า พวกเขาเร่งเปลวไฟให้โหมหนักขึ้นอีก กลิ่นหอมอบอวลของอสูรฝูงกวางย่างยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เรียกเสียงครวญครางจากกระเพาะของทุกคน

ขณะที่ฝั่งหนึ่งกำลังจะปรี๊ด จางเซวียนกับพรรคพวกก็เดินออกมา และหยุดยืนห่างออกไปจากจุดเดิมหลายร้อยเมตร

“ใช้ได้แล้ว!” จางเซวียนโบกมือ

“ปรมาจารย์จาง…” ทั้งกลุ่มมองหน้าเขาอย่างสงสัย

ทุกคนเชื่อมั่นในความสามารถของจางเซวียนจนหมดใจ หากเขาบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ

“ปรมาจารย์จางกังวลว่าจะเกิดเรื่องโกลาหลหรือ?”

ประธานไซ่เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขาขมวดคิ้ว “ด้วยกลิ่นหอมอบอวลของซากอสูรฝูงกวางที่กระจายตัวออกไปโดยรอบ อสูรวิเศษทั้งหลายแหล่อาจจะยั้งใจไม่ไหว เป็นไปได้ว่าอาจจะมีสักฝูงหนึ่งบุกพรวดพราดเข้ามา…แต่ถ้าจะเกิดเหตุแบบนั้นจริงๆ เราถอยออกมาอยู่ตรงนี้…ก็ยังไม่น่าจะรับไหวกระมัง?”

ถ้ามีอสูรวิ่งพรวดพราดเข้ามาเป็นพันๆ ตัว ทุกคนย่อมและไม่เหลือซาก แต่หากจะเกิดเหตุโกลาหลแบบนั้นจริงๆ ต่อให้พวกเขาหลบลี้ไปไกลหลายสิบกิโลเมตร ก็ยังน่าจะต้องเดือดร้อนอยู่

“เอ่อ! ก็จริง!”

ทุกคนพลันเห็นด้วยขึ้นมา

ที่ประธานไซ่พูดก็ฟังขึ้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดเหตุโกลาหล เพราะด้วยกลิ่นหอมอบอวลของซากอสูรฝูงกวางย่าง ก็ไม่น่าแปลกอะไรที่บรรดาอสูรวิเศษจะหลงใหลคลั่งไคล้ แต่ถ้าจะเกิดเหตุแบบนั้นจริง ทำไมพวกเขาถึงไม่เผ่นหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ มาอ้อยอิ่งอยู่ตรงนี้ จะไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือ?

“เรื่องโกลาหลเรอะ คุณก็คิดไกลไป!”

“ในเมื่อแม้แต่พวกคุณก็ยังบอกได้ว่าบรรดาอสูรวิเศษจะต้องถูกกลิ่นหอมอบอวลของซากอสูรฝูงกวางดึงดูดให้เข้ามา แล้วพวกคุณคิดว่านักฝึกอสูรระดับ 4 ดาวทั้งกลุ่มจะละเลยความเป็นไปได้ข้อนี้หรือ?”

“เอ่อ…”

ทุกคนหน้าแดงก่ำ

พูดอีกก็ถูกอีก ขนาดคนนอกอย่างพวกเขายังบอกได้ แล้วนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาวผู้ช่ำชองจะไม่รู้ได้อย่างไร?

ในเมื่ออีกฝ่ายถึงขนาดมองออกว่าอสูรห้าสะพรึงจะต้องปฏิเสธ และได้เตรียมการตอบโต้ไว้รองรับแล้ว พวกเขาก็ย่อมจะเตรียมการสำหรับเหตุโกลาหลไว้เช่นกัน

“ไม่ต้องห่วง ไม่เกิดเรื่องแบบนั้นหรอก” จางเซวียนส่ายหน้า

“ทำไมล่ะ?” จ้าวเฟยอู่สงสัย

ขนาดมนุษย์ยังแทบยั้งใจไม่ไหวกับกลิ่นเย้ายวนของอสูรฝูงกวาง แล้วอสูรวิเศษจะทนไหวได้อย่างไร?

เห็นคุณชายผู้ดูดีมีสง่าตั้งคำถามไม่เข้าท่า จางเซวียนถึงกลับกลอกตา “ถึงจะหอมแค่ไหนก็เถอะ คุณคิดว่ากลิ่นมันจะลอยไปได้ไกลเท่าไหร่กันเชียว?”

“เอ่อ…” จ้าวเฟยอู่ผงะไป

แน่นอนว่าเนื้อนั้นมีกลิ่นหอมอบอวล แต่กลิ่นก็ลอยไปไกลได้ระยะหนึ่งเท่านั้น เมื่ออยู่ห่างออกไป ก็แน่นอนว่าไม่มีทางได้กลิ่น ถึงอสูรวิเศษจะมีประสาทการดมกลิ่นที่ดีเยี่ยมกว่ามนุษย์ แต่ก็ไม่มีทาง ที่พวกมันจะได้กลิ่นจากระยะหลายกิโลเมตร

“อีกอย่าง คุณคิดว่าพวกเราอยู่ที่ไหน? เราอยู่ในอาณาเขตของอสูรห้าสะพรึงนะ ต่อให้อสูรวิเศษตัวอื่นๆ ได้กลิ่นเนื้อ คุณคิดว่าพวกมันจะกล้าเข้ามาหรือ?” จางเซวียนถามต่อ

“มัน…” จ้าวเฟยอู่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย

ทั้งอสูรวิเศษและอสูรทั่วไปต่างก็หวงถิ่น และไม่มีอสูรที่อ่อนแอกว่าตัวไหนจะกล้าเหยียบย่างเข้าไปในอาณาเขตของตัวอื่น หากกล้ำกรายเข้าไปในถิ่นของใคร ก็มีโอกาสที่จะต้องกลายเป็นเหยื่อ และอสูรห้าสะพรึงก็ถือเป็นอสูรวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดตลอดทั่วทั้งเทือกเขาเก้าโค้งแห่งนี้ ด้วยระยะเวลาเนิ่นนานที่มันมีชีวิตอยู่ จะมีอสูรที่ไหนกล้าล้ำเส้นอาณาเขตของมัน?

ไม่เรียกว่ารนหาที่ตายหรือไง?

“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ในรัศมี 10 กิโลเมตรจากบริเวณที่อสูรห้าสะพรึงอาศัยอยู่ จะไม่มีอสูรวิเศษชนิดอื่นๆ เลย ต่อให้กลิ่นซากอสูรฝูงกวางจะหอมอบอวลแค่ไหน ก็ไม่มีทางจะทำให้อสูรวิเศษที่อยู่ห่างออกไปกว่า 10 กิโลเมตรปั่นป่วนขึ้นได้!” จางเซวียนอธิบาย

“10 กิโลเมตร?” ถึงตอนนั้นทุกคนก็แจ่มแจ้ง

ตอนที่พวกเขาร่อนลงจอดในจุดที่ห่างออกไปจากตรงนี้ 2 กิโลเมตร ก็ไม่เห็นอสูรวิเศษตัวไหนเลย แม้จะพบรอยเท้าอยู่ 2 – 3 รอย แต่ก็บางตามาก แถมรอยเท้าพวกนั้นยังเป็นของอสูรวิเศษที่บังเอิญผ่านเข้ามา ซึ่งพวกมันก็รีบเผ่นหนีไปทันทีที่ได้กลิ่นอสูรห้าสะพรึง

ถ้าไม่อย่างนั้น ต่อให้พวกเขามากันกลุ่มใหญ่ ก็คงจะแปลกอยู่หากไม่มีอสูรที่ไหนสักตัวเข้ามาระราน

ต่อให้ซากอสูรฝูงกวางย่างจะหอมหวนแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่อสูรวิเศษที่อยู่ห่างออกไปกว่า 10 กิโลเมตรจะได้กลิ่น หรือต่อให้มันได้กลิ่น ก็ไม่กล้าเข้ามา

ตรงนี้คืออาณาเขตของอสูรวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดในเทือกเขาเก้าโค้ง!

ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมหัวหน้าหานจึงไม่หวาดกลัว เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีทางที่จะเกิดเหตุโกลาหลขึ้น

“ก็ถ้าไม่ใช่เรื่องโกลาหล…จะเกิดเหตุแบบไหนกัน?”

สุดท้าย ทุกคนก็วกกลับมาที่คำถามเดิม

“รอดูไปเถอะ ไม่ช้าพวกคุณก็จะเข้าใจ!” จางเซวียนไม่อธิบาย

ในเมื่อเขาไม่เต็มใจจะพูด คนอื่นๆ ก็ไม่คิดว่าการเซ้าซี้ตั้งคำถามจะเป็นเรื่องเหมาะสมนัก

ประธานไซ่อึกอักและเอ่ยปากขึ้นมาอย่างเกรงใจ “ถ้าเกิดอันตรายขึ้น ผมขอวิงวอนให้ปรมาจารย์จางช่วยชีวิตหัวหน้าหานด้วย เหตุผลเดียวที่เขาแสดงกิริยาไม่ดีกับคุณก็เพราะเขาไม่รู้ว่าคุณเก่งกาจแค่ไหน อันที่จริง เขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร…”

ถึงอย่างไรหัวหน้าหานก็เป็นเพื่อนของเขา เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้หากอีกฝ่ายต้องตกอยู่ในอันตราย

“ได้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ผมจะช่วยเขา แต่เกรงว่าพวกนั้นจะไม่พอใจน่ะสิถ้าผมทำอะไรลงไป!” จางเซวียนหัวเราะเบาๆ และเลิกคิ้ว “เอาเถอะ พวกคุณรอดูต่อไปก็แล้วกัน อีกไม่นานหรอก!”

เมื่อได้ยินคำนั้น ทุกคนก็พากันมองไปข้างหน้า

ซากอสูรฝูงกวางที่กำลังย่างอยู่ใกล้จะเสร็จแล้ว กลิ่นนั้นหอมอบอวลจนเกินต้านทาน

ผู้อาวุโสเหล่านี้ล้วนมีทักษะการเอาตัวรอด พวกเขานำเครื่องเทศบางอย่างมาด้วยก็เพื่อการนี้ แม้จะเป็นการปรุงอาหารอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่ทักษะที่พวกเขามีก็ไม่ด้อยไปกว่าพ่อครัวชั้นนำของเมืองหงไห่เลย ไม่เพียงแต่กลิ่นและรส แม้แต่สีสันของเนื้อก็เหมาะเจาะลงตัว แค่มองดูก็แทบอดใจไม่ไหว

“พี่ห้าสะพรึง, พี่ได้กลิ่นไหม? หากยอมมาเป็นอสูรของผมล่ะก็ สิ่งนี้จะเป็นของพี่ทันที อีกอย่าง ก็แค่มาอยู่เคียงข้างผมเท่านั้น ไม่มีอะไรต้องเสียสักหน่อย เมื่ออายุขัยของผมสิ้นสุด พี่ก็จะได้เป็นอิสระอีกครั้ง ยังมีอะไรต้องคิดมากอีกเล่า?”

รู้ดีว่ากลิ่นนั้นซึมซาบเข้าไปตลบอบอวลทั่วทั้งค่ายกล หัวหน้าหานรุกต่อ “รีบตัดสินใจเข้าเถอะ เรากำลังจะกินอสูรฝูงกวางแล้วนะ ขืนพี่คิดนานก็จะช้าไป ผมเชื่อว่าพี่รู้คุณค่าของเนื้ออสูรฝูงกวางดี ทั่วทั้งเทือกเขาเก้าโค้งก็มีแค่ตัวเดียว พลาดไปล่ะก็ ต้องเสียดายไปชั่วชีวิตแน่!”

คำพูดของหัวหน้าหานช่างมีอำนาจหว่านล้อม หากเป็นอสูรวิเศษตัวอื่นก็คงใจอ่อนไปแล้ว แต่อสูรห้าสะพรึงยังคงหลับตานิ่ง ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ทำเหมือนกำลังหลับ

“ทำไมอสูรห้าสะพรึงถึงนิ่งแบบนั้น?”

มาถึงตอนนี้ จ้าวเฟยอู่ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

ตามตำนานที่ตกทอดกันมาในสมาพันธุ์นานาอาณาจักร อสูรชนิดนี้ดุร้ายและโหดเหี้ยม สมัยก่อน เคยมีใครสักคนพยายามจะใช้ค่ายกลกักขังมัน แต่ก็น่าเสียดายที่อสูรห้าสะพรึงนั้นดูเหมือนจะมี พละกำลังไร้ขีดจำกัด ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่มันกระเสือกกระสนดิ้นรนอยู่พักใหญ่ หินวิเศษที่อยู่ในค่ายกลก็ถูกซึมซับพลังจิตวิญญาณจนเหือดแห้งไป และสุดท้ายมันก็ฝ่าค่ายกลออกมาได้!

ค่ายกลนั้นรักษาสภาพของตัวเองได้โดยใช้ทั้งพลังจิตวิญญาณที่อยู่โดยรอบและพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษ โดยค่ายกลแบบแรกต้องการระยะเวลายาวนานในการชาร์จพลัง ในขณะที่แบบหลัง ต้องการแค่หินวิเศษในจำนวนที่มากพอ

แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ค่ายกลก็ต้องการพลังงานที่จะถูกส่งเข้าไปเพื่อรักษาสภาพของมัน หากต้องรับมือกับการต่อสู้ดิ้นรนของนักโทษ มันก็ต้องใช้พลังงานมากกว่าเดิม และเมื่อพลังจิตวิญญาณในหินวิเศษถูกซึมซับไปจนเหือดแห้ง แม้ผู้ที่ติดอยู่ข้างในจะไม่รู้วิธีทำลายค่ายกล ค่ายกลนั้นก็จะพังพินาศไปด้วยตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ทะเลค่ายกลแห่งสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลมีระยะเวลาจำกัดอยู่ที่ 2 ชั่วโมง

เพราะถ้าไม่กำหนดแบบนั้น ตราบใดที่การทดสอบยังดำเนินต่อไป ไม่ช้า พลังงานในค่ายกลก็จะเหือดแห้ง ซึ่งหากฝ่าค่ายกลออกมาได้ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น ก็จะไม่ถือว่าเป็นการทดสอบทักษะใดๆ ทั้งสิ้น

แม้อสูรห้าสะพรึงจะมีนิสัยดุร้าย แต่มันก็เลือกที่จะลงนอนนิ่งราวกับเด็กว่านอนสอนง่าย แม้ก่อนหน้านี้มันจะแสดงทีท่าสนอกสนใจเนื้ออสูรฝูงกวาง แต่ตอนนี้กลับไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่ามันอยากจะฝ่าค่ายกลออกมาเลย ทุกอย่างล้วนตรงกันข้ามกับธรรมชาติของมัน

“หัวหน้า เรียบร้อยแล้ว!”

ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัย ผู้อาวุโสหูและคนอื่นๆ ก็ย่างเนื้ออสูรฝูงกวางเสร็จเรียบร้อย เนื้อนั้นเป็นสีทองอร่ามและมีกลิ่นหอมหวนล้ำลึกเกินห้ามใจ

“ดี เอามาเลย!”

หัวหน้าหานพยักหน้า

ผู้อาวุโสหูและคนอื่นๆ รับคำ ขณะนำเนื้ออสูรฝูงกวางที่ย่างแล้วออกมา

“เห็นไหม ถ้ายังลังเลอีกล่ะก็ เราจะกินละนะ…”

หัวหน้าหานหัวเราะหึๆ ขณะจับจ้องเนื้ออสูรฝูงกวาง ขณะที่เขากำลังจะหยิบมันขึ้นมายั่วใจเจ้ายักษ์ใหญ่ ก็ต้องตาถลนจนแทบปะทุออกมา เขาตวาดด้วยความตกใจ “นี่มันอะไร ใครกิน!”

“กิน?”

ทุกคนหันขวับมามอง และได้เห็นเนื้ออสูรฝูงกวางหายไปซีกหนึ่ง เหลือแต่กระดูกเรียงเป็นแถว

พูดง่ายๆ ก็คือ…มีคนกินเนื้ออสูรฝูงกวางไปแล้ว!

หัวหน้าหานแทบคลั่ง

ใครกันที่กินเข้าไป?

แม้เขาจะพูดว่ากำลังจะกิน แต่ก็เป็นแค่การยั่วอสูรห้าสะพรึงเท่านั้น เพราะหากพวกเขากินเข้าไปจริงๆ ภารกิจในวันนี้ก็ย่อมพังไม่เป็นท่า

พูดอีกอย่างก็คือ เขาพูดไปอย่างนั้นเอง ไม่มีทางทำจริงแน่ แต่ในพริบตาเดียว…เนื้อครึ่งตัวหายไปได้อย่างไร? แถมกระดูกกระเดี้ยวที่ยังเหลือก็ไม่มีเนื้อติดอยู่แม้แต่น้อย

จะเหิมเกริมไปหน่อยไหม? ไม่รู้หรือไงว่าผมต้องพยายามแค่ไหนในการจับไอ้ตัวนี้?

หัวหน้าหานจ้องหน้าผู้อาวุโสหูและคนอื่นๆ อย่างคาดคั้น

ประธานไซ่และนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวที่แสนจะกวนประสาทคนนั้นได้ออกไปทันทีที่เริ่มย่าง จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเป็นตัวการ ผู้ต้องสงสัยก็มีแค่บรรดาผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเท่านั้น

“หัวหน้า! พวกเรา…ไม่ได้ทำ!”

เมื่อถูกจ้องหน้าแบบนั้น ทั้งผู้อาวุโสหูและคนอื่นๆ ก็พากันตัวสั่นด้วยความตกใจ พวกเขารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ

ทุกคนได้แต่กลืนน้ำลายและข่มความอยากกินเอาไว้ขณะที่ย่างมัน ไม่กล้าแม้แต่จะคิดและเล็มสักนิด ก็สงสัยเหมือนกันว่าจู่ๆ เนื้อหายไปหมดได้อย่างไร?

“พวกคุณไม่ได้ทำ? จะบอกว่าเนื้อมันบินหนีไปเองงั้นสิ?”

หัวหน้าหานตวาดลั่น

นี่เราพาลูกทีมแบบไหนมา…บอกให้ย่างเนื้อเพื่อเอาไว้หลอกล่ออสูรห้าสะพรึงให้ยอมจำนน แต่ลงท้ายพวกคุณก็กินเสียเอง…

เป็นอะไรกันไปหมด!

“หัวหน้า…พวกเราไม่ได้ทำจริงๆ ผมสาบานได้…”

เมื่อเห็นหัวหน้าไม่เชื่อ ผู้อาวุโสยกมือขึ้นสบถสาบานกับสรวงสวรรค์ และจากนั้นก็ยืนตัวแข็งทื่อพร้อมกับหน้าถอดสี “หัวหน้า…”

“มีอะไร?”

เมื่อเห็นอาการนั้น หัวหน้าหานก็มองตามสายตาของผู้อาวุโสหูไปที่ซากอสูรฝูงกวาง และเกือบกระอักเลือดออกมา

ซากอสูรฝูงกวางที่เดิมเนื้อหายไปซีกหนึ่ง ตอนนี้หายไปทั้งสองซีกแล้ว ทุกคนจ้องมองกระดูกเปลือยเปล่า กลิ่นอายของความแปลกประหลาดตลบอบอวลไปทั่ว

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!