Skip to content

Library Of Heaven’s Path 497

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 497 หัวหน้าหานหมดสภาพ

“มันเป็นใคร?”

C

หัวหน้าหานมองไปรอบๆ และยกมือขึ้นตั้งการ์ดอย่างหวาดระแวง

ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าผู้อาวุโสหูและคนอื่นๆ ไม่ได้เป็นตัวการ

แต่…ถ้าไม่ใช่คนเหล่านี้ แล้วจะเป็นใคร? ใครกันที่จะกินเนื้ออสูรฝูงกวางเข้าไปโดยที่เขาไม่รู้?

มันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว!

“หัวหน้า ดูนั่น!” ผู้อาวุโสหูชี้มือไป

เมื่อก้มลงดู หัวหน้าหานก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น หนอนสีทองจำนวนมากได้ไชเข้าไปในเนื้ออสูรฝูง กวาง แต่ละตัวมีขนาดพอๆ กับมด และไม่ว่าพวกมันจะเคลื่อนตัวไปที่ไหน เนื้อบริเวณนั้นก็จะหายไปหมด เหลือไว้แต่กระดูก

ชัดเจนแล้วว่า เนื้อทั้งสองซีกหมดเกลี้ยงเพราะหนอนพวกนี้

มันตัวเล็กมากและมีสีเดียวกับเนื้อที่ย่างแล้ว ด้วยเหตุนี้ หากไม่จับจ้องอย่างใกล้ชิด ก็จะมองข้ามพวกมันไปได้ง่าย

“มัน…คือตัวอะไร?”

หัวหน้าหานถึงกับผงะ

แม้เขาจะเป็นนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาว แต่ก็ไม่เคยเห็นหนอนพวกนี้มาก่อน

“หัวหน้า หรือว่ามัน…”

เมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ ผู้อาวุโสหูก็ตัวแข็งทื่อไป นัยน์ตาของเขาฉายแววหวาดกลัวออกมา

“คุณกำลังจะบอกว่า…” เห็นท่าทีของอีกฝ่าย หัวหน้าหานก็ตัวแข็งไปเหมือนกัน ก่อนที่ความกลัวจะคืบคลานเข้ามา

“ต้องใช่แน่ เพราะไม่มีตัวอะไรที่กินเนื้ออสูรฝูงกวางได้เร็วขนาดนี้…” ผู้อาวุโสหูกลืนน้ำลายเอื๊อก

“ถ้าเป็นไอ้ตัวนั้นจริงๆ …พวกเราเสร็จแน่!”

เมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ หัวหน้าหานรีบเงยหน้ามองจอ เขาเห็นนัยน์ตาของอสูรห้าสะพรึงเบิกโพลงและวาววับด้วยพลังงานเต็มเปี่ยม

ริมฝีปากใหญ่โตของมันเชิดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะอย่างเลือดเย็น

“ปรมาจารย์จาง นั่นมันอะไร?”

เมื่อเห็นภาพประหลาดนั้น ประธานไซ่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้

ในฐานะประธานสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ แม้ความรอบรู้ของเขาจะถือว่าเหนือชั้นกว่าใครอีกหลายคน แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินเรื่องสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวนี้

ทุกคนต่างหันไปมอง

ปรมาจารย์จางได้ทำนายไว้แล้วว่าจะเกิดเรื่องประหลาด และพาพวกเขาออกมา ซึ่งเท่าที่ดู ก็น่าจะเป็นอย่างที่เขาพูดไว้

“พวกมันคือมดกลืนกินวิญญาณ” จางเซวียนพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“มดกลืนกินวิญญาณ?”

ฝูงชนถึงกับงงงัน

พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน นึกภาพไม่ออกว่ามันคืออะไร

แต่ทันที่หลัวจู้ได้ยิน เขาก็ตัวแข็งทื่อไปและมีสีหน้าที่แทบไม่อยากเชื่อ “ตำนานกล่าวไว้ว่ามดเหล่านี้ คือบัญชาสวรรค์ที่ลงทัณฑ์เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้ด้วยการกลืนกินจิตวิญญาณและพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อม…”

มดกลืนกินจิตวิญญาณคือสิ่งมีชีวิตประหลาดชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการกลืนกินจิตวิญญาณและพลังจิตวิญญาณ

ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงได้ชื่อว่าเป็นบัญชาสวรรค์ที่ลงทัณฑ์เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ

แล้วทำไมแมลงพวกนี้ถึงมาอยู่ใกล้กับถ้ำที่อสูรห้าสะพรึงอาศัยอยู่?

แทนที่จะตอบคำถามของเขา จางเซวียนหันมาถามกลับ “ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด สุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่คุณพูดถึงตั้งอยู่ใต้ทะเลสาบใช่ไหม?”

“คะ-คุณ…คุณรู้ได้อย่างไร?”

หลัวจู้ถึงกับผงะ

เขาเคยพูดเพียงว่าสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันนี้ แต่ไม่เคยระบุตำแหน่งที่ตั้งที่ชัดเจน แล้วปรมาจารย์จางรู้ได้อย่างไร?

สุสานคือเรื่องของฮวงจุ้ย และการถูกฝังอยู่ใต้ทะเลสาบก็เป็นที่รู้กันว่าคือตำแหน่งอัปมงคล ไม่มีคนสติดีคนไหนจะเลือกทำแบบนั้น

ด้วยเหตุนี้ หากใครสักคนไปเที่ยวบอกคนอื่นๆ ว่ามีสุสานอยู่ใต้น้ำ ก็คงจะถูกหาว่าเสียสติ

เมื่อครั้งที่เขาเสาะหาหนังสือที่เกี่ยวข้องเพื่อค้นตำแหน่งที่แท้จริงของมัน เขาก็ยังแทบจะไม่เชื่อ

นี่คือเหตุผลที่เขามั่นใจว่าไม่น่าจะมีใครค้นพบสุสาน

แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าสามารถระบุตำแหน่งได้ในทันที หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับมดกลืนกินวิญญาณ?

“มดกลืนกินวิญญาณมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกลืนกินจิตวิญญาณ ทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นบัญชาสวรรค์ที่ลงทัณฑ์เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แต่…มันกลัวน้ำ ดังนั้น วิธีเดียวที่จะหลีกหนีมัน ก็คือฝังไว้ใต้น้ำ” จางเซวียนพูด

หนังสือเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่ประธานไซ่รวบรวมไว้ให้เขาอาจไม่มีความรู้ที่เป็นประโยชน์มากนัก แต่ก็ยังพอมีความรู้พื้นฐานให้จางเซวียนนำมาใช้

อีกอย่าง มดกลืนกินวิญญาณก็เป็นอสูรวิเศษชนิดหนึ่งที่มีระบุไว้ในหนังสือที่อยู่ในหอสมุดของดงอสูร หลังจากที่ใช้ดวงตาหยั่งรู้จ้องมองพื้นดิน จางเซวียนจึงจับความผิดปกติได้

ด้วยข้อสรุปที่ว่ามา เขาจึงเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

“การถูกฝังอยู่ใต้น้ำเป็นตำแหน่งอัปมงคลสำหรับทั้งคนเป็นและคนตายหรือเปล่า?” คราวนี้จ้าวเฟยอู่เป็นผู้ตั้งคำถาม

การได้รู้ว่ามีสุสานอยู่ใต้ทะเลสาบทำให้เธออัศจรรย์ใจมาก

เธอได้พิจารณาทะเลสาบทันทีที่มาถึง และด้วยกระแสน้ำตกที่ไหลเซาะมาเนิ่นนานนับปีไม่ถ้วนความลึกของมันจึงสุดที่จะจินตนาการได้ การฝังศพของใครสักคนไว้ที่ก้นบึ้งทะเลสาบนั้น ไม่กลัวบ้างหรือว่าสุสานจะถูกน้ำกัดเซาะ จนแม้ตายไปแล้วก็ยังไม่ได้พักผ่อนอย่างสงบ?

“สำหรับพวกผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ พวกเขามีกายเนื้ออีกร่างหนึ่งที่พร้อมจะฟื้นคืนชีพอยู่แล้ว ความตายเป็นเพียงการหลับไหลไปชั่วคราว และฮวงจุ้ยก็ดูเหมือนจะไม่ส่งผลอะไรต่อพวกเขา ด้วยเหตุนี้ สุสานจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ” จางเซวียนอธิบาย

“อ๋อ!” ผู้ฟังพากันถึงบางอ้อ

เหตุผลหลักที่สุสานทั่วๆ ไปจะถูกฝังไว้ในตำแหน่งที่พิจารณากันแล้วว่าเป็นมงคล ก็เพราะคนเหล่านั้นหวังว่าจะสามารถนำโชคลาภมาให้พวกเขาในชาติหน้า แต่สำหรับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ พวกเขาไม่คิดว่าความตายจะคงอยู่ตลอดไป ด้วยเหตุนี้ สุสานของพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

“แต่นั่นไม่ถูกนะ!”

หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง หลัวจู้ก็พลันนึกบางอย่างได้ เขาพูดว่า “แม้สุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจะถูกฝังอยู่ใต้ทะเลสาบ แต่มันก็ไม่ได้จมอยู่ในน้ำทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ถึงมดกลืนกินวิญญาณจะลงไปในน้ำไม่ได้ แต่พวกมันก็ยังสามารถเข้าสู่สุสานด้วยการขุดโพรงและชอนไชเข้าไป เพราะฉะนั้น ทำไม…”

ถ้าสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจมอยู่ในน้ำทั้งหมด เขาคงไม่อาจสำรวจพบมัน และคงไม่ถูกจิตวิญญาณที่อยู่ในสุสานเข้าครอบงำอย่างที่ผ่านมา ในวันนั้น เมื่อเขาไปถึงสุสานที่ถูกฝังอยู่ แม้ว่ามันจะถูกปิดตายมาเนิ่นนานนับปีไม่ถ้วน แต่อากาศบริเวณนั้นก็ยังแห้งพอให้หายใจได้

ในเมื่อมนุษย์สามารถเข้าถึงสุสาน มดกลืนกินวิญญาณก็ต้องทำได้เหมือนกัน ก็แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมจิตวิญญาณในสุสานถึงยังอยู่รอดมาได้เนิ่นนานหลายปี?

“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คุณนั่นแหละที่เป็นคนนำมดกลืนกินวิญญาณพวกนี้เข้าไป!” จางเซวียนพูด

“ผม?” หลัวจู้ถึงกับผงะ

แม้เขาจะเคยได้ยินเรื่องมดกลืนกินวิญญาณมาแล้ว แต่ก็ไม่เคยเจอตัวเป็นๆ สักครั้ง แล้วเขาจะเป็นคนที่นำพวกมันเข้าไปได้อย่างไร?

“สุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณถูกปิดตายไว้อย่างแน่นหนา มันอยู่โดดเดี่ยวจากโลกภายนอกมาเนิ่นนาน แต่เมื่อคุณเข้าไป ไม่เพียงแต่คุณจะเปิดสุสาน แต่ยังนำพาจิตวิญญาณของคุณไปด้วย จึงเป็นธรรมดาที่กลิ่นของจิตวิญญาณจะรั่วไหลออกไป ดังนั้น เจ้ามดที่กินจิตวิญญาณเป็นอาหารจึงถูกดึงดูดให้ไปที่นั่น แต่ด้วยระยะเวลาจำกัด พวกมันจึงยังหาทางเข้าไม่พบ หากเรามาช้าไปอีกสักหนึ่งเดือน ต่อให้เข้าไปได้ ก็คงไม่เจออะไรอยู่ในนั้นแล้ว!” จางเซวียนพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

มดกลืนกินวิญญาณคือบัญชาสวรรค์ที่ลงทัณฑ์เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ จึงเป็นธรรมดาที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจะต้องเรียนรู้วิธีการป้องกันตัวจากพวกมัน พวกเขารู้วิธีที่จะปกปิดกลิ่นของจิตวิญญาณของตัวเองไม่ให้รั่วไหลออกไปดึงดูดความสนใจของอีกฝ่าย

แต่เพราะหลัวจู้ไม่รู้วิธีปกปิด ถ้าจางเซวียนเข้าใจไม่ผิด มดกลืนกินวิญญาณพวกนี้คงเพิ่งมาถึงไม่นาน ไม่อย่างนั้น พวกมันคงขุดโพรงใต้ทะเลสาบไปแล้ว แทนที่จะมัวมาเดินเพ่นพ่านอยู่ด้านนอก และคงไม่ถูกกลิ่นอสูรฝูงกวางดึงดูดเข้าไปแบบนี้

“เอ่อ…” หลัวจู้หน้าซีด

เขาคือคนที่ชักนำเจ้าสิ่งน่าสะพรึงมาที่นี่จริงๆ แค่คิดถึงมัน…ก็เล่นเอาเย็นเยือกไปถึงกระดูกสันหลังแล้ว

เมื่อหายตกใจ หลัวจู้ก็พลันนึกบางอย่างได้ เขาถามอย่างสงสัย “ในเมื่อมดกลืนกินวิญญาณชอบกินจิตวิญญาณและเนื้ออสูรฝูงกวาง พวกเราก็ไม่น่าจะต้องหนีมาไกลขนาดนี้นี่ ใช่ไหม? ในสถานการณ์ทั่วไป พวกมดคงไม่ทำร้ายมนุษย์หรอกกระมัง?”

มดกลืนกินวิญญาณเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทั้งประหลาดและน่าสะพรึง แถมยังเป็นบัญชาสวรรค์ที่ลงทัณฑ์เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณด้วย แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดาสามัญ พวกมันไม่น่าจะมีพิษภัยอะไร พวกเขาจำเป็นต้องหนีมาไกลหลายร้อยเมตรแบบนี้ด้วยหรือ?

“คุณพูดถูกที่ว่ามดกลืนกินวิญญาณไม่ทำร้ายเรา แต่คุณจะต้องไม่ลืมว่านอกจากกินจิตวิญญาณแล้ว มดพวกนี้ยังกินพลังจิตวิญญาณเป็นอาหารด้วย และสิ่งที่ขับเคลื่อนค่ายกลอยู่ก็คือพลังจิตวิญญาณ!” จางเซวียนอธิบาย

“ค่ายกล?”

ทุกคนถึงกับอึ้งตะลึงไปชั่วขณะ พวกเขาหรี่ตาและรีบหันกลับไปมอง

“บรรลัยสิ!”

เมื่อเห็นนัยน์ตาเบิกโพลงของอสูรห้าสะพรึง หัวหน้าหานก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ ร่างของเขาแข็งทื่อไป

ในเมื่อมดกลืนกินวิญญาณซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ถึงเขาจะเป็นนักฝึกอสูร ก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนักที่เขาจะมองไม่เห็นมัน แต่กับอสูรห้าสะพรึงนั้นไม่ใช่

อสูรวิเศษมีความรู้สึกไวเป็นเลิศต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว แถมตรงนี้เป็นรังของมันด้วย แล้วมันไม่รู้ได้อย่างไรว่ามี ‘แขก’ เหล่านี้มา?

ดูเหมือนมันจะรู้อยู่แล้วว่า ‘แขก’ จะถูกกลิ่นเนื้ออสูรฝูงกวางดึงดูดให้เข้ามา และก็รู้ดีด้วยว่าแขกเหล่านี้กลืนกินพลังจิตวิญญาณเป็นอาหาร มันจึงไม่หวาดกลัวอะไร และเป็นเหตุผลที่ทำให้มันเลือกที่จะทรุดตัวลงนอนหลับตาและรอคอย

เมื่อไรก็ตามที่พลังจิตวิญญาณภายในค่ายกลถูกมดกลืนกินวิญญาณกินเข้าไปจนหมด ค่ายกลก็จะเหมือนกับรถม้าที่ไม่มีม้าลาก และเมื่อปราศจากแรงผลักดัน มันจะทำงานได้อย่างไร?

เมื่อนึกได้ หัวหน้าหานก็รีบสั่งการ “เพิ่มพลังงาน และรักษาระดับของค่ายกลไว้…”

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เสียงกู่ร้องอย่างเกรี้ยวกราดก็ดังกึกก้อง อสูรห้าสะพรึงที่ถูกกักขังไว้ เคลื่อนไหวขึ้นมาทันที ทำให้พื้นสั่นสะเทือนไปหมด

แคร้ง!

โซ่ของพลังจิตวิญญาณที่ล็อคตัวมันไว้ก็เหมือนกับถูกอะไรสักอย่างแทะ มันหักเป็นท่อนๆ ในชั่วพริบตา หลังจากนั้น รังสีอันแสนจะทรงพลังก็พุ่งออกมาจากร่างของอสูรวิเศษ มันกระพือปีกอย่างเกรี้ยวกราดและบินปราดออกจากค่ายกล

ฟึ่บ!

ค่ายกลนั้นพังยับเยิน และม่านหมอกที่ขวางกั้นสายตาก็หายวับไป เมื่อมองเข้าไป ทุกคนก็เห็นอสูรห้าสะพรึงตัวมหึมากำลังพุ่งเข้าใส่ผู้อาวุโสหูกับคนอื่นๆ

ฮื่อออออ!

เกิดเสียงคำรามอย่างดุเดือด

มันกระพือปีก ก่อเกิดเป็นลมหวีดหวิวหอบใหญ่

“อะไรกัน?”

ยังไม่ทันที่ผู้อาวุโสหูกับคนอื่นๆ จะได้ตอบโต้ พวกเขาก็ถูกกระแทกจนลอยโด่งไป และถึงกับต้องกระอักเลือดออกมากลางอากาศ

อสูรที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 4 -สูงสุดย่อมแข็งแรงกว่านักรบที่มีวรยุทธระดับเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นมันก็เพิ่งจะถูกจับและถูกบีบบังคับให้ยอมจำนน ความเกลียดชังที่สะสมอยู่ในหัวใจทำให้มันระเบิดความเกรี้ยวกราดออกมา แล้วบรรดาผู้อาวุโสของดงอสูรจะต้านทานพละกำลังระดับนั้นได้อย่างไร?

แค่ออกตัวครั้งเดียว พวกเขาก็บาดเจ็บกันถ้วนทั่ว

“โว้ยยยย!”

นึกไม่ถึงว่าเจ้านั่นจะโหดร้ายขนาดนี้ ไม่ได้นึกถึงความสัมพันธุ์ตลอด 3 ปีเลยสักนิด หัวหน้าหานหน้าตาถมึงทึง เขายกมือขึ้น และหอกยาวเล่มหนึ่งก็ปรากฎ

แม้เขาจะเป็นนักฝึกอสูร แต่ความสามารถในการต่อสู้ตัวต่อตัวก็ไร้เทียมทานอยู่ไม่น้อย แถมยังเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดด้วย

ทันทีที่หอกพุ่งออกจากมือของเขาไป มันก็พุ่งฉิวราวกับมังกรผงาด และตรงเข้าใส่อสูรห้าสะพรึงตัวนั้น

เมื่อเจอกับการโจมตี อสูรห้าสะพรึงไม่แม้แต่จะหลบ มันยืนจังก้า ใช้ร่างกายขนาดมหึมาเผชิญหน้ากับการโจมตีนั้น

ปึ้ก!

หอกอันคมกริบพุ่งเข้าใส่แผงอกของอสูรห้าสะพรึง แต่ก็ไม่อาจเจาะทะลุผิวหนังของมันได้ นับประสาอะไรกับจะทำให้มันบาดเจ็บ

“ทักษะการป้องกันตัวแบบไหนกันนี่…”

จางเซวียน ประธานไซ่ และคนอื่นๆ ถึงกับตาค้างมองหน้ากัน

พวกเขารู้ว่าอสูรวิเศษที่มีสายเลือดมังกรจะมีทักษะการป้องกันตัวเหนือชั้นกว่าอสูรทั่วไปที่มีวรยุทธระดับเดียวกัน และอาวุธทั่วไปไม่อาจทำให้มันบาดเจ็บได้ แต่ในการโจมตีเมื่อครู่ หัวหน้าหานก็ได้ปล่อยพละกำลังออกมาเต็มพิกัดแล้ว ช่างเป็นภาพที่น่าสะพรึงเหลือเกินเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรระคายผิวมันได้เลย

ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมมันถึงมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งสมาพันธุ์นานาอาณาจักร และทำไมความพยายามไม่รู้กี่ครั้งกี่หนของบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่ต้องการกำจัดมันถึงล้วนแต่ล้มเหลว มันเป็นอสูรที่รับมือได้ยากจริงๆ

ฮื่อออออ!

เมื่อเจอหอกปะทะแผงอกของมัน อสูรห้าสะพรึงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว เสียงอันทรงพลังของมันที่ดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่โดยรอบ ให้ความรู้สึกปั่นป่วนราวกับพายุใหญ่

หัวหน้าหานที่เพิ่งจะโจมตีมันไปก็ยังรู้สึกเวียนหัวและเกือบกระอักเลือดออกมา

เมื่อสิ้นเสียงคำราม อสูรห้าสะพรึงก็ตวัดปีกมหึมาทั้งคู่ของมัน

เกิดฝุ่นฟุ้งตลบและพื้นดินร้าวเป็นรอยขนาดใหญ่ หัวหน้าหานเรียกหอกกลับคืนมาปกป้องตัวเองทันที แต่พละกำลังของทั้งคู่เหลื่อมล้ำกันเกินไป เขารู้สึกชาหนึบที่แขน และถูกสอยกระเด็นราวกับลูกบอลที่ถูกเตะโด่งไปไกล

พลั่ก!

ขนาดอยู่กลางอากาศ เลือดก็ยังทะลักออกจากปากของเขา ทำให้หัวหน้าหานหน้าซีดเผือด

ด้วยแรงปะทะหนักหน่วงที่พุ่งเข้าใส่อวัยวะภายใน ทำให้เขารู้สึกเหมือนทั้งร่างจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ และในตอนนั้นก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

“นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวคนนั้น…ทำนายไว้แล้วนี่ว่าจะเกิดสิ่งนี้?”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!