ตอนที่ 498 หัวหน้าหานท้อใจ
นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวคนนั้นได้แนะนำเขาว่าไม่ควรย่างเนื้ออสูรฝูงกวาง แต่ตัวเขาเองคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ จึงไม่สนใจที่จะรับฟังคำแนะนำของอีกฝ่าย และจากนั้น หมอนั่นก็พาทั้งกลุ่มเดินจากไป เพราะไม่อยากจะติดร่างแหไปด้วย ตอนแรกเขาคิดว่าก็เป็นแค่ไอ้คนตื่นตูมคนหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นจริงๆ
เป็นไปได้ไหมว่า…เขามองเห็นล่วงหน้าว่าจะมีมดกลืนกินวิญญาณปรากฏตัว, ค่ายกลพังพินาศ, และสุดท้าย ก็สถานการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นหายนะ?
“ไม่มีทางหรอก! มดกลืนกินวิญญาณเป็นอสูรวิเศษที่หายากมาก ขนาดเราก็ยังหาความเชื่อมโยงเรื่องนี้ไม่ได้เลย แล้วนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวที่ยังหนุ่มจะมองเห็นล่วงหน้าได้อย่างไร?”
แม้เขาจะรู้ดีว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง แต่ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเหลือเชื่อเกินจะรับไหว
ในสมัยโบร่ำโบราณ เป็นที่รู้กันว่ามดกลืนกินวิญญาณคือบัญชาสวรรค์ที่ลงทัณฑ์เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แต่เนื่องจากยุคนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว และสายพันธุ์ของพวกมันก็หายสาบสูญไปเนิ่นนานแล้วด้วย จึงมีผู้คนเพียงน้อยนิดที่รู้จักนิสัยใจคอ ถิ่นที่อยู่ และรายละเอียดอื่นๆของมัน
แล้วนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวที่ยังหนุ่มจะวิเคราะห์อะไรได้มากขนาดนั้นภายใน 2 – 3 นาทีได้อย่างไร?
ขนาดนักฝึกอสูรระดับ 5 ดาวยังทำไม่ได้เลย!
ความคิดนี้หายวับไปทันทีที่มันผุดขึ้นมา
เมื่อตกลงมากระแทกพื้น เขาพยายามข่มความแน่นหน้าอกไว้และยืดตัวตรง จากนั้นก็ขยับหอกในมือและมองหน้าอสูรวิเศษ พร้อมกับพูดว่า “พี่ห้าสะพรึง ไม่ว่าอย่างไร เราก็อยู่ด้วยกันมา 3 ปีแล้ว พี่คงจะรู้จักนิสัยใจคอของผมดี ผมไม่มีเจตนาจะทำร้ายพี่เลย เอาอย่างนี้ไหม…ทำไมเราไม่ลืมเรื่องนี้เสีย เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมก็แล้วกัน…พะ-พี่…หยุดก่อน! ทำไมถึงโจมตีไม่เลิกล่ะ?”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ร่างมหึมานั้นก็พรวดเข้ามาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง มันกางกรงเล็บและตะปบลงมาที่ตัวเขา
ตึ้ง!
หัวหน้าหานใช้หอกยันไว้ และลอยโด่งไปอีกครั้งหนึ่ง
แม้ทั้งคู่จะมีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 4 -สูงสุดและเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด ซึ่งถือว่าทัดเทียมกัน แต่ในเรื่องพละกำลังก็ยังเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก เขาไม่อาจสู้กับอสูรตัวนั้นได้เลย
“อย่ากดดันฉัน! แกคิดว่าค่ายกลอันนี้เป็นไพ่ใบสุดท้ายของฉันแล้วหรือไง…ไอ้สารเลว!” เมื่อถูกอีกฝ่ายโจมตีไม่หยุดหย่อน หัวหน้าหานรู้สึกแน่นหน้าอกเพราะแรงปะทะหนักหน่วงนั้น เขาหงุดหงิดจนต้องตวาดลั่น
แต่ยังไม่ทันจะตวาดจบ ก็ถูกอสูรห้าสะพรึงใช้ปีกตบเข้าอีกครั้งหนึ่ง เขากลิ้งหลุนๆอยู่กลางอากาศหลายตลบ ก่อนจะตกแอ้กลงมา
ถึงตอนนี้ หัวหน้าหานรู้สึกละเหี่ยใจอย่างมาก
ถ้าเพียงแต่เขารู้ว่าการย่างอสูรฝูงกวางจะดึงดูดให้มดกลืนกินวิญญาณเข้ามาทำลายค่ายกล จะไม่มีวันทำแบบนั้นเลย!
เพราะสุดท้าย ไม่เพียงแต่เนื้ออสูรฝูงกวางจะกลายเป็นส้มหล่นให้มดเหล่านั้น เป้าหมายที่เขาตั้งใจจะจับมันให้ได้ก็คลุ้มคลั่งไปเสียอีก ดูเหมือนมันจะไม่ยอมลดราวาศอกเลยหากเขายังมีลมหายใจอยู่
หัวหน้าหานชำเลืองมองนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวคนนั้นกับประธานไซ่และพรรคพวก เพียงแวบเดียวที่ได้เห็นก็ทำให้เขาต้องกระอักเลือดออกมาอีกรอบ
ในระยะห่างออกไปหลายร้อยเมตร ชายหนุ่มคนนั้นกำลังมองเขาอย่างไร้อารมณ์ขณะที่สั่งสอนลูกศิษย์
“พวกคุณเห็นไหม? นี่คือผลที่ตามมาจากการไม่ยอมรับฟังคำแนะนำของคนอื่น ต่อไป เมื่อพวกคุณรู้อะไรๆมากพอแล้ว ก็ให้ถ่อมตัวไว้ และเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นด้วย…อย่าได้ทำตัวแบบเขาเด็ดขาด!”
“อีกอย่าง แม้การออกตัวของเขาเมื่อครู่จะดูน่าทึ่ง แต่อันที่จริงถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง หากเขาออกตัวเร็วกว่านั้นครึ่งอึดใจ กระบวนท่าของอสูรห้าสะพรึงจะต้องถูกขัดจังหวะอย่างแน่นอน การที่ทำได้แค่นั้น…แปลว่าเทคนิคการต่อสู้ของเขายังธรรมดามาก!”
“เพราะฉะนั้น พวกคุณทุกคนจะต้องหมั่นฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้ของตัวเอง อย่ามัวไปวุ่นวายกับเรื่องอื่นๆ แทนที่จะเสียเวลากับความสำเร็จที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน พวกคุณควรจะฝึกหนักและตั้งใจยกระดับความสามารถในการต่อสู้ของตัวเองให้ได้…”
ชายหนุ่มออกความเห็นพร้อมๆกับสั่งสอนลูกศิษย์ของเขา
เมื่อได้ยินคำเหล่านั้น หัวหน้าหานเลิกคิ้วสูงด้วยความโกรธ หากทำได้ คงจะพุ่งเข้าจัดการไอ้หนุ่มนั่นเสียแล้ว
พล่ามอะไรออกมา!
ฉันเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด และหัวหน้าดงอสูร แต่คนต่ำต้อยด้อยค่าอย่างแกกล้ามองฉันเป็นคนไร้ความสามารถ?
แต่…สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดหนักกว่านั้นก็คือ เมื่อวิเคราะห์คำพูดของอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วน ก็รู้ทันทีว่า ทุกคำพุ่งเข้าเป้าอย่างเหมาะเหม็ง ต่อให้เขาอยากปฏิเสธแค่ไหน ก็คิดไม่ออกเลยว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร
“หมอนี่มีอะไรสักอย่างที่ไม่ธรรมดา จัดการเจ้าอสูรห้าสะพรึงเรียบร้อยเมื่อไหร่ จะต้องถามประธานไซ่ให้รู้เรื่อง!”
ถึงเขาจะโง่เง่าแค่ไหน ก็เห็นกันชัดๆแล้วว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา มีความเป็นไปได้สูงว่าเขารู้หลายเรื่องล่วงหน้า จึงพูดแบบนั้นออกมาได้
แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลาจะมาคิดมากเรื่องนี้ เขาเอี้ยวตัวหลบการโจมตีของอสูรห้าสะพรึงอีกครั้งและเงยหน้าขึ้น
“พี่ห้าสะพรึง ในเมื่อไม่ยอมรับการประนีประนอมของผม ก็อย่าต่อว่าที่ผมหยาบคายก็แล้วกัน!”
จากนั้นเขาก็สูดหายใจลึก และสะบัดข้อมือ
ขณะที่เขากำลังรับมือกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องของอสูรห้าสะพรึง ผู้อาวุโสหูและคนอื่นๆก็กำลังเตรียมการ
แม้พวกเขาจะถูกอสูรห้าสะพรึงสอยร่วง แต่บาดแผลส่วนใหญ่ก็เป็นแค่อาการบาดเจ็บผิวเผิน แค่ทำสมาธิชั่วครู่ ก็เกินพอที่จะทำให้ฟื้นคืนพละกำลังได้ดังเดิมแล้ว
เมื่อได้ยินคำนั้น บรรดาผู้อาวุโสก็เข้าประจำตำแหน่งและถืออาวุธในท่าเตรียมพร้อมทันที
รังสีของพวกเขาแผ่ออกมาและสอดประสานเข้าด้วยกัน เกิดเป็นค่ายกลประสานกาย
“นี่มันค่ายกลชนิดเดียวกับที่นักฝึกอสูรกลุ่มก่อนหน้าเพิ่งใช้ไป แต่อันนี้แข็งแกร่งและล้ำลึกกว่ากันมาก!”
จากระยะไกล จางเซวียนอดพยักหน้าไม่ได้
การได้เฝ้าดูการต่อสู้ของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 เป็นโอกาสหายาก จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะต้องถือโอกาสอธิบายการต่อสู้ให้เด็กๆฟัง เพื่อที่พวกเขาจะได้เรียนรู้และนำไปปรับปรุงตัวเอง
“จริงด้วย ค่ายกลนี้เป็นการผนวกพละกำลังของแต่ละคนเข้าด้วยกัน ทำให้ความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า” จินชงไห่พยักหน้า
เขาหวนนึกถึงเมื่อครู่ที่รับมือกับค่ายกลประสานกายของนักฝึกอสูรรุ่นหนุ่มที่ด้านนอก หากไม่ใช่เพราะประสบการณ์และระดับวรยุทธที่เหนือกว่าของเขา คงยากที่จะเอาชนะได้
ขนาดรุ่นเล็กยังทรงพลังแบบนั้น คงไม่ต้องพูดว่าเมื่อรุ่นเดอะผนึกพละกำลังเข้าด้วยกัน จะทรงพลังขนาดไหน แถมระดับวรยุทธของพวกเขาก็สูงกว่านักฝึกอสูรรุ่นเล็กมาก ทำให้ค่ายกลที่ได้มีอานุภาพแตกต่างกันมหาศาล!
“หากเมื่อครู่นี้เราต้องสู้กับพวกเขาล่ะก็ ต่อให้พวกเรามีกัน 8 คน ก็ไม่มีทางรับมือกับพวกเขาได้เลย!” ประธานไซ่อดออกความเห็นไม่ได้
เหตุผลที่ประธานไซ่กับจินชงไห่สามารถรับมือกับค่ายกลของนักฝึกอสูรรุ่นเล็กได้ ไม่ใช่เพราะค่ายกลของพวกเขาอ่อนด้อย แต่เป็นเพราะทั้งคู่มีระดับวรยุทธที่เหนือกว่าอีกฝ่ายมาก และนักฝึกอสูรรุ่นเล็กเหล่านั้นก็ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ค่ายกลประสานกายด้วย
แต่หัวหน้าหาน ผู้อาวุโสหู และคนอื่นๆไม่ได้มีข้อบกพร่องแบบนั้น เห็นได้ชัดว่าทุกคนฝึกฝนการใช้ค่ายกลมาหลายปี และทุกท่วงท่าก็ล้วนแต่มีเป้าหมาย อีกอย่าง ทีมเวิร์คของพวกเขาก็ถือว่าเป็นเลิศ ทันทีที่ค่ายกลถูกเปิดใช้งาน พละกำลังในการต่อสู้ก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มพิกัด เกิดเป็นแรงกดดันมหาศาลกับอสูรห้าสะพรึงตัวนั้น
ประธานไซ่ออกความเห็นอย่างยำเกรง “แสดงว่านี่คือไม้ตายของเขา ค่ายกลที่มีอานุภาพมากขนาดนี้ ดูเหมือนพวกเขาจะฝึกฝนค่ายกลประสานกายนี้มาตลอด…ตั้งแต่ล้มเหลวเมื่อ 3 ปีก่อน!”
ค่ายกลกักกันที่พวกเขาเพิ่งใช้ไปเมื่อครู่ก็ไม่ธรรมดา แต่หากอีกฝ่ายตัดสินใจจะไม่ยอมแพ้ แล้วจะทำอะไรได้? สุดท้าย ไม่ช้าค่ายกลก็จะหมดพลัง และอสูรห้าสะพรึงก็จะเป็นอิสระ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประธานไซ่จึงยังสงสัยอยู่ว่าหัวหน้าหานมีแผนสำรองเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้หรือไม่ แต่เท่าที่ดู ก็คงจะเป็นค่ายกลประสานกายอันนี้
ค่ายกลประสานกายที่เกิดจากการรวมตัวกันของผู้อาวุโสหลายคนที่มีพละกำลังแข็งแกร่ง ทำให้พวกเขารับมือได้แม้แต่กับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 -ขั้นต้น การจะเอาชนะอสูรห้าสะพรึงที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 4 -สูงสุดก็ไม่น่าจะใช่เรื่องใหญ่
“คุณคิดว่าพวกเขาจะเอาชนะได้ไหม?”
ราวกับอ่านใจประธานไซ่ได้ จางเซวียนหัวเราะหึๆ
“ทีมเวิร์คของพวกเขาไม่มีที่ติ พละกำลังและอานุภาพของค่ายกลก็ถือว่าไร้เทียมทาน พวกเขาน่าจะปราบอสูรห้าสะพรึงได้อย่างราบคาบ” ประธานไซ่พูด
ในฐานะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 เขาเองก็สามารถประเมินความสามารถในการต่อสู้ของผู้อาวุโสเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ
ค่ายกลประสานกายเป็นค่ายกลที่มีความล้ำลึก มันผนึกเอาพละกำลังของแต่ละคนเข้าไปรวมกัน ต่อให้อสูรห้าสะพรึงจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ยากที่จะรับมือกับการรวมพลังกันของคนกลุ่มหนึ่ง
“ปราบได้?” จางเซวียนส่ายหน้า “ในเมื่อพวกเขามีไม้ตาย แล้วอะไรทำให้คุณคิดว่าอสูรตัวนั้นไม่มีไม้ตายล่ะ? ถ้าค่ายกลประสานกายเพียงอันเดียวสามารถปราบมันได้ มันคงจะถูกกลุ่มอำนาจต่างๆในสมาพันธ์นานาอาณาจักรกำจัดไปเสียนานแล้ว!”
ก่อนหน้านี้ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญมากมายที่สมาพันธ์นานาอาณาจักรส่งมาก็ล้วนแต่ล้มเหลวกลับไป การคิดว่าค่ายกลเพียงอันเดียวจะเอาชนะอสูรตัวนี้ได้ถือเป็นการสบประมาทมันอย่างร้ายแรง
“อีกอย่าง อันที่จริงค่ายกลนี้คือค่ายกลสังหาร แต่ในเมื่อหัวหน้าหานยังไม่อยากฆ่าอสูรห้าสะพรึงเพราะยังมีความหวังว่าจะจับมันได้ การโจมตีของเขาก็ย่อมทำได้จำกัด ซึ่งก็ยิ่งเป็นการกดค่ายกลไว้ไม่ให้สำแดงอานุภาพออกมาได้เต็มกำลังของมัน!”
หลังจากศึกษาศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้า ความรู้ความเข้าใจเรื่องค่ายกลของจางเซวียนก็อยู่ในระดับที่เรียกว่าน่าอัศจรรย์
แม้เขาจะไม่รู้ชื่อของค่ายกลประสานกาย แต่ก็สามารถระบุคุณสมบัติและอานุภาพของมันได้อย่างแม่นยำ
หัวหน้าหานตั้งใจจะจับอสูรห้าสะพรึงให้ได้ ทำให้เขาต้องออมมือให้มันโดยไม่รู้ตัว พูดอีกอย่างก็คือเขากำลังกดระดับอิทธิฤทธิ์ของค่ายกลสังหารลงไปให้เหลือแค่ค่ายกลกักกัน ด้วยพละกำลังที่ลดลงฮวบฮาบแบบนี้ ไม่ช้าทั้งกลุ่มก็คงต้องแตกฉานซ่านเซ็น
โครม ครืนนนนน!
แล้วก็เป็นอย่างที่จางเซวียนพูดไว้ ตอนแรก หัวหน้าหานกับคนอื่นๆถือไพ่เหนือกว่า แต่เมื่ออสูรห้าสะพรึงเลิกสงวนท่าทีและพุ่งเข้าโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน ค่ายกลก็พังยับเยิน
2 – 3 นาทีต่อมา เหล่าผู้อาวุโสก็ถูกอสูรห้าสะพรึงใช้ปีกกวาดเรียบ พวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและกระอักเลือดกองใหญ่ออกมา
ตึ้ง!
สุดท้าย ด้วยการโจมตีหนึ่งในหลายครั้งของอสูรห้าสะพรึง หอกของหัวหน้าหานก็หลุดจากมือ เขาร่วงลงมากองกับพื้น
เมื่อค่ายกลพังยับเยิน อสูรห้าสะพรึงที่กำลังโกรธเกรี้ยวก็เงื้อขาใหญ่โตของมันขึ้น และเตรียมพร้อม กระทืบหัวหน้าหาน
ถ้าเขาถูกเจ้ายักษ์ใหญ่ตัวนี้กระทืบจริงๆ ต่อให้ทรงพลังแค่ไหน คราวนี้ก็คงไม่รอด
“แก…”
เมื่อเห็นแล้วว่าชีวิตหมิ่นเหม่เต็มที หัวหน้าหานข่มความเจ็บปวดแสนสาหัสไว้และกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืน เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดเข้าสู่ฝ่ามือ และเตรียมตัวรับการโจมตีของอีกฝ่าย
ปั้ก!
ฝ่าเท้าของมันปะทะกับฝ่ามือของเขา เกิดการยันคุมเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง
แต่แรงกดจากฝ่าเท้านั้นก็หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่หัวหน้าหานกำลังจะทนไม่ไหวและคิดว่าต้องบี้แบนแน่แล้ว ก็มีเสียงตะโกนขึ้นอย่างร้อนรน “ปรมาจารย์จาง ผมขอวิงวอนให้คุณช่วยชีวิตหัวหน้าหานด้วย!”
ผู้ตะโกนคือประธานไซ่
ด้วยมิตรภาพยาวนาน เขาไม่อาจทนดูเพื่อนเก่าต้องตายลงตรงหน้า แต่ก็รู้ขีดความสามารถของตัวเองดี ตัวเขายังเก่งกาจไม่เท่าเพื่อนด้วยซ้ำ นับประสาอะไรจะไปสู้กับปีศาจตัวนี้
ดังนั้น หนทางเดียวที่มีก็คือขอร้องให้ปรมาจารย์จางช่วย
จางเซวียนมีระดับวรยุทธต่ำกว่าเขามาก แต่หลังจากที่ได้ใช้เวลาร่วมกันมา 2 – 3 วัน เขาพบว่าตัวเองต้องอัศจรรย์ใจครั้งแล้วครั้งเล่ากับปาฏิหาริย์ที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นอยู่เนืองๆ บางทีอีกฝ่ายอาจจะมีวิธีช่วยชีวิตหัวหน้าหานก็ได้
“ผมสู้มันไม่ไหวหรอก คุณคิดได้อย่างไรว่าจะให้ผมช่วยชีวิตเขา?”
แต่กลับตรงกันข้ามกับที่คิดไว้ ชายหนุ่มปฏิเสธหน้าตาเฉย
เมื่อได้ยินคำนั้น หัวหน้าหานก็ท้อใจถึงขีดสุด
เขาคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับอสูรห้าสะพรึงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งสิ่งที่เขาเตรียมการเอาไว้มากมาย ทุกอย่างจะต้องลงเอยด้วยการประสบความสำเร็จ คิดไม่ถึงเลยว่าอสูรห้าสะพรึงจะมีพละกำลังเหนือกว่าเขามาก สุดท้ายก็กลายเป็นเขาโดนมันยำอยู่ฝ่ายเดียว!
“ได้โปรดเถอะ คุณต้องมีวิธีแก้สิ…อีกอย่าง ถ้าอสูรห้าสะพรึงฆ่าหัวหน้าหานได้จริงๆ มันก็จะต้องฆ่าพวกเราเป็นรายต่อไป…” ประธานไซ่วิงวอนอย่างร้อนรน
“อือ…วิธีแก้…ผมก็มีอยู่นะ!” เสียงเฉื่อยเนือยของชายหนุ่มดังขึ้นอีก
“อะไรล่ะ?” ประธานไส้ลนลานถาม
หัวหน้าหานก็เครียดเต็มทีแล้ว เมื่อเห็นแสงเรืองรองของความหวัง เขาก็ตั้งใจฟังหูผึ่ง
“ง่ายนิดเดียว ก็แค่ขอให้มันปล่อยเขา!” ชายหนุ่มตอบ
พลั่ก!
แสงเรืองรองของความหวัง พังทลายไปทันที หัวหน้าหานกระอักเลือดกองใหญ่ออกมา และท้อใจจนคิดอะไรไม่ออก



