ตอนที่ 527 ประธานคัง
สภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรคือสำนักงานใหญ่ที่ดูแลสภาปรมาจารย์อีกหลายสาขาของบรรดาอาณาจักรในสังกัด
มันตั้งอยู่ไม่ไกลจากสำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์เท่าไรนัก ทั้งสามใช้เวลาไม่นานก็ไปถึง
สภาปรมาจารย์ตั้งอยู่ในตึกขนาดใหญ่ที่มีห้องโถงอันโอ่อ่า ทันทีที่เข้าไปข้างใน ก็เห็นอนุสาวรีย์ขนาดมหึมา เป็นรูปคนผู้หนึ่งกำลังถือม้วนกระดาษและมองไปเบื้องหน้าไกลแสนไกล นัยน์ตาของเขาฉายความเมตตาต่อสรรพชีวิตในโลก
แค่ได้เห็นอนุสาวรีย์ อารมณ์และความรู้สึกด้านลบทุกอย่างก็จะมลายไป ทำให้ผู้นั้นเข้าสู่สภาวะจิตที่สงบเยือกเย็น
ปรมาจารย์เซียนขง!
เมื่อมองไปรอบๆ จางเซวียนเห็นผู้คนในชุดเสื้อคลุมยาวอย่างน้อยๆ ก็ราว 100 คน
“ปรมาจารย์เยอะจริงๆ …” จางเซวียนถึงกับตะลึง
ผู้ที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะได้สวมเสื้อคลุมยาวก็มีแต่ปรมาจารย์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์แล้วเท่านั้น ยังไม่ต้องพูดถึงระดับขั้นของปรมาจารย์ แค่จำนวนของพวกเขาก็ทำให้อัศจรรย์ใจแล้ว
พูดก็พูดเถอะ อาณาจักรเทียนเซวียนไม่มีปรมาจารย์แม้แต่คนเดียว แต่ที่นี่น่าจะมีเกินร้อยคน แถมส่วนใหญ่ก็เป็นระดับ 2 ดาวด้วย
สมกับที่เป็นศูนย์กลางของสมาพันธ์ เป็นศูนย์รวมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของหลากหลายอาณาจักร ช่างน่าสะพรึงจริงๆ !
“อันที่จริง ปรมาจารย์ส่วนใหญ่ที่คุณเห็นไม่ได้มาจากเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์หรอก ในทุกๆ เดือน จะมีปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวมาเปิดการบรรยายที่จัตุรัสด้านนอกสภาปรมาจารย์ ทำให้มีปรมาจารย์มากมายแวะเวียนมาที่สมาพันธ์นานาอาณาจักรเพื่อรับฟังการบรรยายนี้” ปรมาจารย์สู่วอธิบาย
ทรัพยากรปริมาณมหาศาลที่ไหลเข้าออกผ่านเมืองหลวงของสมาพันธ์คือเหตุผลที่ทำให้นักรบที่นี่มีความแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือที่นี่มีปรมาจารย์ระดับสูงๆ อยู่
การบรรยายของปรมาจารย์ระดับนั้นย่อมนำมาซึ่งการหยั่งรู้ และหากใครได้รับตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะ ก็ย่อมจะได้รับคำชี้แนะในการยกระดับวรยุทธตัวต่อตัว ทำให้ปรับปรุงวรยุทธของตัวเองได้เร็วขึ้นอีก
พูดได้เลยว่าหากเมืองนี้ไม่มีสภาปรมาจารย์ตั้งอยู่ ก็ไม่มีทางที่นักรบเหนือมนุษย์จำนวนมากมายจะมาปรากฏตัวที่นี่
หลังจากมองไปรอบๆ จางเซวียนก็พยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ไม่เพียงแต่จะมีปรมาจารย์อยู่มาก แต่ยังมีผู้คนบางส่วนที่มาศึกษาเล่าเรียนด้วย ในตึกนี้มีห้องเรียนอยู่มากมาย และขอแค่เต็มใจจ่ายเงินตามที่กำหนด ผู้นั้นก็สามารถเข้ารับฟังคำชี้แนะตัวต่อตัวได้ตลอดเวลา
แต่ก็แน่นอนว่า ยิ่งผู้ให้คำชี้แนะเป็นปรมาจารย์ระดับสูงขึ้นเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และการนัดหมายกับพวกเขาก็จะยากขึ้นอีก
ซึ่งที่นี่ก็มีปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวอยู่ไม่มาก และพวกเขาก็ไม่อาจใช้เวลาทั้งหมดไปกับการให้คำชี้แนะได้
นอกจากห้องเรียนตัวต่อตัว ก็ยังมีห้องขนาดใหญ่ซึ่งเป็นห้องเรียนรวม บรรดานักรบที่มีทุนทรัพย์ไม่มากจะเข้ารับฟังการบรรยายในห้องเรียนรวมนี้แทน แม้ผลที่ได้จะด้อยกว่าการรับฟังคำชี้แนะตัวต่อตัวอยู่มาก แต่ก็ประหยัดเงินไปได้อีก วิธีนี้จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมไม่น้อย
“การบรรยายเรื่อง ‘วรยุทธจงซรือขั้นต้น’ ของปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว, หวงเฉิน ยังว่างอยู่ 2 ที่ มีใครสนใจจะลงชื่อเข้ารับฟังไหม?”
“การบรรยายเรื่อง ‘นักรบจื้อจุนขั้นสูงควรทำการประลองอย่างไร’ ของปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว, ไป๋มู่, ยังว่างอยู่ 3 ที่ เป็นชั้นเรียนขนาดเล็กที่มีเพียง 10 คนเท่านั้น ราคาค่าเรียนก็แค่หินวิเศษขั้นต่ำ 5 ก้อน…”
เมื่อเดินลึกเข้าไป จางเซวียนก็เห็นผู้คนจำนวนมากยืนชูป้ายเพื่อตามหาผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยาย สิ่งที่เขียนไว้บนป้ายคือชื่อปรมาจารย์ผู้สอน, ระดับความเป็นปรมาจารย์ของเขา, เรื่องที่จะบรรยาย และช่วงเวลาในการบรรยาย
มีปัญหามากมายที่เหล่านักรบจะต้องเผชิญในระหว่างการฝึกฝนวรยุทธ และเพราะความจำเป็นเหล่านี้ พวกเขาจึงมักจะมาลงชื่อเข้ารับฟังการบรรยายในเรื่องที่ตรงกับปัญหาที่เผชิญอยู่มากที่สุด
แม้ผู้ที่เข้ารับฟังการบรรยายจะสามารถคัดลอกและทบทวนรายละเอียดของการบรรยายให้คนอื่นฟังได้ แต่หากปราศจากการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะของเหล่าปรมาจารย์ เนื้อหาและคำพูดเหล่านั้นก็ย่อมส่งผลที่แตกต่างออกไปมาก
เพราะหากใครก็เล่นตามบทบาทของปรมาจารย์ได้เพียงเพราะคัดลอกเนื้อหาของการบรรยายออกมา ปรมาจารย์ก็คงไม่เป็นอาชีพที่มีเกียรติและไม่มีใครแทนที่ได้อย่างที่เป็นอยู่
“ยิ่งเป็นอาณาจักรขั้นสูงเท่าไหร่ ตำแหน่งและสถานภาพของปรมาจารย์ก็ยิ่งสูงส่งกว่าเดิม ในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรแห่งนี้ แม้แต่หัวหน้าสมาพันธ์ก็ยังปฏิบัติตัวต่อปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวด้วยความเคารพสูงสุด!” ปรมาจารย์สู่วลูบเคราขณะที่พูด น้ำเสียงของเขาเจือความภาคภูมิใจเอาไว้
การได้เป็นปรมาจารย์ก็คือการได้มีอาชีพที่เป็นอันดับ 1 ของโลก และระดับ 4 ดาวก็เป็นระดับที่ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนได้แต่ฝันถึง
“จริง!” จางเซวียนพยักหน้า
ตัวเขาก็รู้ดีถึงสถานภาพอันทรงเกียรติของเหล่าปรมาจารย์ หากไม่ใช่เพราะความสูงส่งของอาชีพนี้ที่เป็นเกราะคุ้มกันเขาไว้ วีรกรรมลือลั่นต่างๆ ที่เขาทำลงไปคงจะทำให้เขาถูกลักพาตัว ถูกกำจัด หรือไม่ก็เอาตัวเขาไปใช้ทำการทดลองพิลึกพิลั่นต่างๆ นานาไปแล้ว
เป็นเพราะผู้คนรู้กันทั่วว่าเขาเป็นปรมาจารย์ แถมยังมีท่านอาจารย์ผู้แข็งแกร่งคอยหนุนหลัง คนเหล่านั้นจึงคิดว่าการที่เขาประสบความสำเร็จขนาดนี้ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
อีกอย่าง ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวก็เป็นบุคคลแบบที่อยู่เหนือจินตนาการของคนเหล่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวจะทำสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้
“แม้เหล่าปรมาจารย์จะมีเกียรติยศสูงส่ง แต่พวกเขาก็แบกรับภาระใหญ่หลวงไว้ด้วย ในครั้งนั้น ปรมาจารย์ขงได้กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า เหล่าปรมาจารย์จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับชาวโลก และนำแสงสว่างมาสู่ทุกคน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะมาจากไหน…ซึ่งตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา สภาปรมาจารย์ได้แพร่ขยายไปทั่วทุกอาณาจักร และระดับความแข็งแกร่งของมวลมนุษย์ก็พุ่งสูงขึ้นมาก!” ปรมาจารย์สู่วพูด
แม้เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจ แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีอะไรจะให้โอ้อวด เพราะสิ่งที่มาพร้อมกันกับความภาคภูมิใจก็คือความรับผิดชอบใหญ่หลวงที่พวกเขาต้องแบกรับ
สิ่งที่ปรมาจารย์ควรแสวงหาไม่ใช่ความรุ่งโรจน์ของตัวเอง แต่เป็นความยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ
ซึ่งเกียรติยศสูงสุดที่ปรมาจารย์คนหนึ่งจะได้รับก็คือการมีลูกศิษย์ที่เก่งกาจเหนือชั้นยิ่งกว่าตัวเอง
“จริงด้วย!” จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ยิ่งเขาเข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบของปรมาจารย์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นด้วยมากขึ้นเท่านั้น
เพราะเมื่อได้เห็นลูกศิษย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกที่เขามีก็คือยินดีปรีดา ไม่มีความอิจฉาแม้แต่น้อย
นี่คือหัวใจของ ‘อาจารย์’
ไม่มีอาชีพไหนจะเทียบได้!
“เอาล่ะ อย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลย ผมจะพาคุณไปพบประธานคังก่อน แล้วเราค่อยว่ากันเรื่องการแข่งขันรอบคัดเลือก!”
ปรมาจารย์สู่วส่ายหน้าและพูดอย่างจริงจัง “ประธานคังคืออัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องที่สุดในสภาปรมาจารย์ของเราตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน เขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด เป็นคนตรงไปตรงมาและจริงใจมาก เขาให้ความสำคัญกับการนอบน้อมถ่อมตัว เพราะฉะนั้น เมื่อคุณได้พบเขา ตั้งใจฟังสิ่งที่เขาสอนให้ดีล่ะ เพราะถ้าเขาโมโหโกรธาคุณขึ้นมาล่ะก็ คุณอาจถูกถอดจากการเป็นผู้ท้าชิงได้เลย จะพูดอะไรก็ระวังปากด้วย!”
ประธานคังอายุน้อยกว่าปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิว และเป็นศิษย์สายตรงของประธานสภาปรมาจารย์คนก่อน ดังนั้นจึงเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นผู้เข้าท้าชิงสำหรับการประลองสภาปรมาจารย์ครั้งนี้ ทั้งคู่ได้ลงทุนลงแรงเหนื่อยยากไปมากมายเพื่อเสนอชื่อจางเซวียน พวกเขาจึงไม่อาจปล่อยให้เกิดความผิดพลาดใดๆ ขึ้นมา
“อย่าห่วงเลย! ปกติผมก็เป็นคนถ่อมตัวอยู่แล้ว” จางเซวียนพยักหน้ารับ
“คุณนี่นะ? ถ่อมตัว?”
ทั้งคู่พูดไม่ออก
นี่คุณนึกว่าสภาปรมาจารย์ไม่มีปัญญาขุดคุ้ยหรือไงว่าคุณทำอะไรมาบ้าง…ทั้งทำลายสภาปรมาจารย์จนพังพินาศเมื่อครั้งที่เข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์, บุกพรวดพราดเข้าไปที่กำแพงคาใจในสมาคมนายแพทย์, บีบบังคับให้ประธานสมาคมคนก่อนลงจากตำแหน่ง…
และไม่นานมานี้ คุณก็เพิ่งเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติที่เมืองหงไห่ และเกือบทำให้สมาคมนักตรวจสอบสมบัติต้องวายวอด, ที่สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล คุณก็พังกำแพงของเขา…
ดูวีรกรรมของตัวเองเสียก่อน…มีอะไรบ้างที่ไม่บ่งบอกว่าคุณเป็นตัวปัญหา?
ยังจะมีหน้ามาบอกพวกเราว่าตัวเองเป็นคน…ถ่อมตัว?
ถ้าอย่างคุณเรียกว่าถ่อมตัว ทั้งโลกคงไม่มีใครหยิ่งผยองแล้ว!
เฮ่อออออ!
“แค่ก แค่ก! เวลาที่เจอประธานคัง คุณเก็บปากเก็บคำไว้ก็แล้วกัน พวกเราจะพูดแทนคุณเอง สิ่งที่คุณต้องใส่ใจให้มากในตอนนี้ก็คือเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือก” ปรมาจารย์หลิวกำชับ
“ได้” จางเซวียนพยักหน้า
เขาก็ออกจะดีใจอยู่เหมือนกันที่ไม่ต้องเสียแรงไปกับการพูด
ทั้งสามเดินไปสนทนากันไป ไม่ช้าก็มาถึงหน้าห้อง
“ผู้อาวุโสสู่ว ผู้อาวุโสหลิว!” ชายหนุ่มที่ยืนอารักขาอยู่หน้าห้องประสานมือคารวะ
“ประธานคังอยู่ไหม?” ปรมาจารย์สู่วถาม
“ท่านประธานอยู่ข้างใน เชิญทางนี้!”
เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้อาวุโสและเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ชายหนุ่มจึงเชื้อเชิญเข้าไปโดยไม่รีรอ
ห้องนั้นไม่เหมือนกับห้องอื่นๆ ในสภาปรมาจารย์ มันกว้างใหญ่กว่ากันมาก มีชั้นหนังสือหลายชั้นวางเรียงรายไปตามผนัง อัดแน่นด้วยหนังสือทุกประเภท ชายวัยกลางคนที่ดูท่าทางเข้มงวดคนหนึ่งยืนอยู่ข้างชั้นหนังสือ และกำลังพลิกดูหนังสือที่ถืออยู่
ชายหนุ่มก้าวออกมาและโค้งคำนับ
“ท่านประธาน ผู้อาวุโสสู่วกับผู้อาวุโสหลิวมาแล้ว!”
“อ้อ! พวกคุณมาแล้วหรือ? เชิญนั่ง” ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นดูและยิ้มให้
จางเซวียนมองเขา
แม้ชายผู้นี้จะอายุน้อยกว่าปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิว แต่รังสีของความมีอำนาจก็แผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างเต็มเปี่ยม ให้ความรู้สึกเดียวกับตอนที่จางเซวียนพบกับหัวหน้าจ้าว แต่รังสีของประธานคังผู้นี้เข้มข้นกว่า
เช่นเดียวกันกับสายตาของเขา ม่านตาของเขามีสีดำสนิท ให้ความรู้สึกลึกล้ำ มันฉายความเฉลียวฉลาดไหวพริบที่บ่งบอกว่าเขาสามารถมองทะลุการเสแสร้งและภาพลวงตาได้ทุกอย่าง
‘ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาจะต้องไม่ต่ำกว่า 14.0 แน่’ จางเซวียนคิด
ทุกๆ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 3.0 คือหนึ่งขั้น ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวจะต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณอย่างน้อยที่ 12.0 ส่วนปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวก็จะต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณอย่างน้อย 15.0
สำหรับปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวทั่วๆ ไป ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของพวกเขาก็จะอยู่ระหว่าง 12.0 ถึง 15.0 แต่ด้วยความยากเย็นในการยกระดับความล้ำลึกที่ว่า ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวส่วนใหญ่จึงมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ราว 12.0 เท่านั้น
อย่างซ่งเชา ซึ่งเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวก็มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 12.0 ทำให้เขาไม่อาจต้านทานการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของจางเซวียนได้
แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวที่จัดว่าเก่งกาจอย่างปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวก็มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณแค่ 13.0 เท่านั้น
แต่สำหรับประธานคังที่มีระดับความลึกของจิตวิญญาณเหนือกว่า 14.0 ด้วยอายุเพียงเท่านี้ หากเขาไม่พลาดพลั้งเสียก่อน ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวอย่างแน่นอน
‘ดูเหมือนระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาจะสูงกว่าเราอยู่เล็กน้อย…’
หลังจากได้หน้าหนังสือสีทองมา 2 หน้า, ได้การยอมรับเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานอีก 2 ครั้ง, รวมถึงการได้เห็นลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณ จางเซวียนก็มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณอยู่ที่ 14.1 แต่จากการกะประมาณของเขา ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของประธานคังน่าจะสูงกว่าเขาอยู่เล็กน้อย
จางเซวียนพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
‘สงสัยจริงว่าเราจะใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์กับเขาได้ไหม…’
ก่อนจะเดินทางไปสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ จางเซวียนมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 12.1 ซึ่งสูงกว่าซ่งเชาเพียง 0.1 เท่านั้น แต่ในตอนนั้นเขาก็ทำให้อีกฝ่ายจังงังได้แล้ว
หากจะพูดในอีกแง่หนึ่ง เป็นไปได้ว่าด้วยการเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน การที่เขาจะโน้มน้าวใจใครด้วยการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ก็ย่อมทำได้ง่ายกว่า
เขาได้การยอมรับให้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานถึง 2 ครั้ง แม้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาจะยังต่ำกว่าอีกฝ่าย แต่ว่าเขาจะใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ได้หรือเปล่า?
‘แต่…เงื่อนไขข้อหนึ่งของการใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ก็คือหลักเหตุผล มีแต่ตรรกะที่ไม่อาจโต้แย้งได้เท่านั้นที่ใช้การได้ หากเราหาข้อบกพร่องของเขาไม่เจอล่ะก็ การจะทำให้เขาจังงังก็คงยากมาก!’
จางเซวียนไม่คิดว่าตัวเองจะทำสำเร็จได้ง่ายๆ แม้ว่าจะอยากลองก็ตาม
การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์มีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ หากเขาไม่รู้ข้อบกพร่องของอีกฝ่าย ไม่อาจทำให้ประธานคังเชื่อถือและไว้วางใจเขาได้ ก็คงยากที่จางเซวียนจะทำสำเร็จ
เพราะอีกฝ่ายเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 สูงสุด ดวงตาหยั่งรู้ของเขาจึงใช้การไม่ได้ และหากประธานคังไม่สำแดงเทคนิควรยุทธออกมา ก็ไม่มีทางที่จางเซวียนจะรู้ข้อบกพร่องของเขา
ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของจางเซวียนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายวับไป จากนั้นปรมาจารย์สู่วก็ก้าวออกมาและแนะนำ “ท่านประธาน นี่คือปรมาจารย์จางที่เราสองคนเคยพูดถึง!”
“เขาคือปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวผู้ทำลายสถิติในการทดสอบเป็นปรมาจารย์ของอาณาจักรเทียนหวู่ ที่คุณทั้งสองคนชื่นชมนักน่ะหรือ?”
ประธานคังวางหนังสือลงบนโต๊ะ เขาเดินมาทรุดตัวลงนั่งก่อนจะเงยหน้าประเมินจางเซวียน
“ใช่!” ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวพยักหน้า
“นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุด และท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ไร้แบบแผน เท่าที่เห็น ก็ชัดเจนแล้วว่าเขาน่าจะไม่เคยฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้ใดๆ เลย…นี่น่ะหรือคืออัจฉริยะที่คุณทั้งสองคนพูดถึง?”
ประธานคังมองหน้าจางเซวียนและขมวดคิ้ว



