ตอนที่ 536 ที่หนึ่ง…จากท้าย?
นี่เป็นครั้งแรกที่จางเซวียนต้องปะทะกับมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ แม้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของอีกฝ่ายจะด้อยกว่าเขา แต่ก็ถือว่าเสมอกัน เพราะตัวจางเซวียนมีระดับวรยุทธต่ำกว่า ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากรับมือด้วยพละกำลังเต็มพิกัด ซึ่งการมัวรับมือก็ทำให้เขาไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงพอที่จะสนใจสิ่งรอบข้าง
ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงไม่คิดว่าใบหน้าซีดสนิทที่เห็นจะเป็นของผู้อาวุโสอู๋ เขาคิดไปว่าคนอื่นกำลังจะมาโจมตี
สิ่งที่เกิดหลังจากนั้นก็คือการสำแดงเพลงหอกเทียบฟ้าอย่างเต็มกำลัง หอกในมือของเขาแปรเปลี่ยนเป็นรังสีสว่างเจิดจ้าที่พุ่งเข้าปะทะอีกฝ่าย
ส่วนผู้อาวุโสอู๋ที่อยู่อีกฝั่งก็เพิ่งจะได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกไปหมาดๆ แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบโต้ ก็เห็นหอกพุ่งเข้าใส่ ซึ่งก็สายไปที่จะหลบ เขาจึงโดนหอกปะทะอกเข้าอย่างจังจนลอยโด่งไป
ตึ้ง!
ผู้อาวุโสอู๋ถูกอัดเข้ากับกำแพง
“อะไรกันนี่?”
ไม่มีใครคาดคิดว่าการทดสอบจะหักมุมแบบนี้ พวกเขาตาค้างจนแทบถลน ใบหน้าแดงก่ำจนดูเหมือนแค่หยิกเบาๆ เลือดก็คงจะพุ่งออกมา
นั่นคือผู้อาวุโสอู๋, มือบรรเลงบทเพลงปีศาจเพียงคนเดียวในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร, นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดผู้เป็นที่พรั่นพรึงของใครต่อใคร แต่กลับถูกหอกซัดเสียลอยโด่งไปอัดเข้ากับผนัง..
จะเหลือเชื่อกว่านี้ได้อีกไหม?
“ผู้อาวุโสอู๋ ทำไมจู่ๆ ก็พรวดเข้ามาหาผม? ผมไม่ได้ตั้งใจ…”
เมื่อได้ยินเสียงอุทานอย่างตะลึงพรึงเพริดจากผู้ชม จางเซวียนก็เพิ่งรู้สึกได้ เขาเอ่ยขอโทษขอโพยด้วยใบหน้าแดงก่ำ
นี่มันการทดสอบระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณไม่ใช่หรือ? คุณพรวดพราดเข้ามาหาผมทำไม? ผมก็นึกไปว่าคุณคิดอะไรไม่ดี…
“แค่ก แค่ก!”
ผู้อาวุโสไอโขลกและกระอักเอาเลือดสองกองใหญ่ออกมา จากนั้นจึงค่อยยังชั่วและกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนได้
ทุเรศทุรังอะไรขนาดนี้?
ท่านประธานบอกว่าหน้าที่ของเขาคือควบคุมการทดสอบด่านนี้ เขาก็คิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ จึงตกปากรับคำทันที ใครจะไปคิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้เกือบถึงตาย?
การจารึกอักขระของอีกฝ่ายมีเป้าหมายเข้าโจมตีจุดอ่อนของบทเพลงบรรเลงปีศาจโดยตรง ถ้าเขาไม่ตอบโต้ จิตวิญญาณของเขาจะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสแน่ ในเมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงทำได้แค่เพิ่มระดับพละกำลังในการโจมตีมากขึ้นทีละน้อย…
แต่สุดท้าย บทเพลงปีศาจวิปลาสที่แม้แต่ท่านประธานยังหวาดกลัวก็ทำอะไรชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้เลย…ดูเขาจะไม่รู้สึกรู้สาเสียด้วยซ้ำว่าบทเพลงเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นแค่ไหน!
มาจากนรกขุมไหนกัน ถึงได้น่าสะพรึงขนาดนี้!
เจอบทเพลงบรรเลงปีศาจเข้าไป…ยังอยู่เฉยได้ สู่วฟันกับหลิวหยู่เหิงไปคว้าปีศาจตัวนี้มาจากไหน?
ความหดหู่ท้อแท้อย่างหนักทำให้ผู้อาวุโสอู๋ถึงกับหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
“ช่างมันเถอะ ผมไม่โทษคุณหรอก…”
เขารู้ดีว่าการปะทะกันของดนตรีมักหลุดจากการควบคุมได้ง่าย และอีกฝ่ายก็ไม่ได้จงใจทำแบบนั้น เมื่อเริ่มค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว ผู้อาวุโสอู๋จึงโบกมืออย่างไม่ถือสา
แม้เขาจะหงุดหงิดใจอยู่บ้าง แต่ในฐานะผู้อาวุโส ก็ไม่อาจเอาเรื่องเอาราวกับปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้
อีกอย่าง…ต่อให้เขาลดตัวลงต่ำถึงขนาดจะแก้แค้นขึ้นมา…ก็บอกได้ยากว่าจะรักษาชีวิตไว้ได้หรือเปล่า!
ซึ่งในเมื่อเป็นแบบนั้น…ก็จบเรื่องแบบสวยๆ ดีกว่า
“ตรวจแผ่นค่ายกลกัน!”
จางเซวียนดึงแผ่นค่ายกลลงจากผนังและยื่นให้ปรมาจารย์ผู้ตรวจสอบ
“อือ!”
เขารับแผ่นค่ายกลมาถือไว้และเริ่มต้นนับอักขระ ก่อนจะประกาศออกมา “อักขระรวม 431 ตัว ทุกตัวมีความกว้างและลึกเท่าๆ กัน!”
“431 ตัว? เท่ากับคุณชายโหลวฮวน?”
“ก็ดูจะเป็นอย่างนั้น แต่…เขาก็ใช้หอกทำเครื่องหมายตั้งเยอะแยะไม่ใช่หรือ?”
“ผมคิดว่าเขาแค่ใช้หอกเคาะแผ่นค่ายกลแบบซี้ซั้วเสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะจารึกอักขระได้มากขนาดนี้ น่าประทับใจมาก!”
“ในเมื่อทั้งคู่จารึกอักขระได้จำนวนเท่ากัน ใครจะเป็นที่สองล่ะ? หรือว่าต้องใช้ตำแหน่งร่วมกัน?”
เมื่อได้ฟังผลการทดสอบ ผู้ชมก็ส่งเสียงเซ็งแซ่
พวกเขาคิดว่า ในเมื่อจางเซวียนดูเหมือนจารึกอักขระลงบนแผ่นค่ายกลโดยไม่มีระเบียบแบบแผนใดๆ อักขระที่ปรากฏอยู่บนนั้นก็คงจะยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ เผลอๆ อาจจะไม่ได้สักตัวเสียด้วยซ้ำ ไม่คิดเลยว่าจะได้จำนวนเท่ากันกับคุณชายโหลวฮวน
แต่ในเมื่อได้เท่ากัน…จะต้องใช้อันดับร่วมกันด้วยหรือเปล่า?
“เขาได้… 431 ตัว?” นึกไม่ถึงว่าจางเซวียนจะทำได้ขนาดนั้น คุณชายโหลวฮวนถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด
ด้วยมีดแกะสลักที่อยู่ในมือ เขาทั้งระมัดระวังและใช้ความเหนื่อยยากกว่าจะจารึกอักขระได้มากขนาดนั้น แต่อีกฝ่ายใช้หอก แถมท่วงท่าก็แสนจะแปลกประหลาดพิสดาร ถึงกับใช้การเคาะแผ่นค่ายกลเพื่อตอบโต้ผู้อาวุโสอู๋ด้วย แต่สุดท้ายหมอนั่นก็ได้คะแนนเท่ากับเขา เป็นไปได้อย่างไร?
“ดูเหมือนเราจะประมาทเขามากไป หมอนั่นไม่ได้เป็นคนไม่เอาไหนอย่างสภาพที่เห็นเลย!” คุณชายโหลวฮวนเลิกคิ้ว
ตอนที่รู้ว่าจางเซวียนเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว พูดตามตรงก็คือ เขาไม่ได้เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ แต่เท่าที่ดูตอนนี้ เรื่องนั้นดูจะเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงอย่างหนึ่งที่เขาทำลงไป
ใช้หอกจารึกอักขระลงบนแผ่นค่ายกลที่อยู่ห่างออกไปตั้งหลายเมตร…เขาไม่คิดเลยว่าเรื่องนี้จะเป็นไปได้
อันที่จริง หากไม่เห็นกับตา ก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี
“ว่าแต่…คุณคิดว่าการเสมอกับผมจะง่ายดายแบบนั้นหรือ?” คุณชายโหลวฮวนยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา
ต่อให้หมอนั่นจารึกอักขระค่ายกลได้จำนวนเท่าเขา แล้วอย่างไรล่ะ? เขายังมีไม้ตายอยู่ ไอ้เซ่อซ่าบ้านนอกคอกนาแบบนั้นไม่มีทางเทียบชั้นกับเขาได้หรอก!
“น่าทึ่งมาก!”
เฟิงมั่วเซินก็ยำเกรงไม่น้อย
ขนาดตัวเขาใช้มีดแกะสลัก ก็ยังจารึกอักขระได้มากกว่าชายหนุ่มเพียงตัวเดียวเท่านั้น สมกับที่ได้คำรับรองเป็นมั่นเหมาะจากผู้อาวุโส น่าสะพรึงจริงๆ !
เขาคิดว่าตัวเองเป็นม้ามืดในการแข่งขันครั้งนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับอีกฝ่าย เขาก็ดูเหมือนจะเป็นลามืดเสียมากกว่า
ระหว่างที่ฝูงชนซุบซิบออกความเห็นกัน แผ่นค่ายกล 6 แผ่นก็ถูกนำมาวางเรียงกันบนโต๊ะ แต่ละแผ่นเต็มไปด้วยอักขระที่ถูกจารึกไว้ ล้วนแต่สำแดงความสำเร็จและความงดงามของมันออกมา
“ท่านประธาน กรุณาตรวจสอบแผ่นค่ายกลด้วย!”
ปรมาจารย์ผู้ตรวจสอบประสานมือคารวะประธานคัง
“ได้สิ!” ประธานคังพยักหน้า ตัวเขากับผู้อาวุโสสู่วและผู้อาวุโสอีกสองสามคนเดินเข้ามาพิจารณาแผ่นค่ายกลเหล่านั้น
“การคำนวณที่ผ่านมาถือว่าถูกต้องแล้ว ถ้าอย่างนั้น ผมจะประกาศผลการทดสอบผลการแข่งขันด่านแรก”
ประธานคังกวาดสายตาไปยังบรรดาผู้ชมและประกาศ “เฟิงมั่วเซิน-432 ตัว อันดับ 1,จวินโหลวฮวนและจางเซวียน-431 ตัว อันดับ 2,ฟู่เสี่ยวเฉิน-427 ตัว อันดับ 4,หลัวฉี่- 411 ตัว อันดับ 5 และตู๋หู่- 407 ตัว อันดับ 6!”
“ไม่นึกเลยว่าปรมาจารย์เฟิงจะได้ที่ 1!”
“ปรมาจารย์จางก็เก่งใช่เล่น ใครจะคิดว่าเขาจะเสมอกับคุณชายโหลวฮวน!”
“จริงด้วย ผมนึกว่าใครต่อใครสร้างชื่อเสียงให้เขาจนเกินตัว ไม่นึกเลยว่ากลับตรงกันข้าม!”
ผู้ชมออกความเห็นกันเซ็งแซ่
ทุกคนคิดว่าคุณชายโหลวฮวนกับฟู่เสี่ยวเฉินจะขึ้นแท่นเป็นผู้ท้าชิงตัวเต็ง ไม่นึกเลยว่าสองม้ามืด – เฟิงมั่วเซินกับจางเซวียนจะเข้ามาแทนที่
“การแข่งขันด่านแรกสิ้นสุดแล้ว ไปต่อด่านที่ 2 กัน…”
หลังจากประกาศผล ประธานคังก็กำลังจะดำเนินการแข่งขันด่านต่อไป ก็พอดีกับที่มีเสียงขัดขึ้น
“ท่านประธาน ผมคิดว่าผลการทดสอบมีปัญหา!”
ทุกคนมองไปบนเวที และเห็นคุณชายโหลวฮวนเดินขึ้นไปพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า
“ฮะ?” ประธานคังมองหน้าเขา
“สำหรับด่านแรก ผู้อาวุโสอู๋บอกว่าจะตัดสินที่วิธีการจารึกอักขระและความงดงามของมัน!” คุณชายโหลวฮวนพูด “ขอผมตรวจสอบอีกทีได้ไหมว่ามันถูกต้องหรือเปล่า?”
“ผมก็พูดแบบนั้นจริงๆ” ผู้อาวุโสอู๋พยักหน้า
หลังจากได้พักครู่หนึ่ง อาการของเขาก็ดีขึ้นมาก แต่ใบหน้ายังซีดเผือด และความมีชีวิตชีวาก็ดูจะหดหายไปเล็กน้อย
“นั่นคือสิ่งที่ผมพูดถึง พวกคุณนับจำนวนอักขระ แต่ลืมตรวจสอบความงดงามของมัน!” คุณชายโหลวฮวนหัวเราะเบาๆ
“ความงดงามของอักขระ?”
ทุกคนชะงัก แม้แต่ประธานคังก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
แล้วจะตรวจสอบมันด้วยวิธีไหน?
หรือจะดูว่าอักขระแต่ละตัวมันหนาบางอย่างไร? แต่นั่นก็เป็นปัญหาของมีดแกะสลัก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเลย!
“ง่ายมาก อันที่จริง ผมไม่ใช่แค่จารึกเครื่องหมายลงไปบนแผ่นค่ายกลนะ…พวกคุณดูสิ!”
คุณชายโหลวฮวนเดินไปที่แผ่นค่ายกล เขาตวัดมีดแกะสลักและทำเครื่องหมายลงไปอีกหลายสิบอัน
อักขระเหล่านั้นดูเรียบง่าย พวกมันมีเส้นสายเชื่อมโยงกันบางส่วน และเมื่อจัดการเชื่อมโยงทุกเส้นเข้าด้วยกันทั้งหมด เส้นสายอันยุ่งเหยิงบนแผ่นค่ายกลก็พลันเปลี่ยนเป็นบางอย่างที่ต่างออกไป
จิ๊บ จิ๊บ!
เกิดเสียงจุ๊บจิ๊บขึ้น และนกพีโอนี่ขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน ด้วยพลังจิตวิญญาณที่ดูดซับเข้าไป มันค่อยๆ เติบโตและเผยโฉมขึ้นอย่างงดงาม
“นี่มัน…ภาพวาด!”
“ภายใต้สภาวะแบบนั้น คุณชายโหลวฮวนยังรังสรรค์ภาพวาดขั้น 5 ลงบนแผ่นค่ายกลได้!”
“อธิบายได้เลยว่าทำไมเขาจึงมั่นใจนัก แม้จำนวนอักขระที่ได้จะน้อยกว่าปรมาจารย์เฟิง!”
“ภาพวาดขั้น 5 …มีแต่จิตรกรระดับ 3 ดาวเท่านั้นที่ทำได้! ผมได้ยินเมื่อนานมาแล้วว่าหนึ่งในอาชีพรองรับของคุณชายโหลวฮวนคือจิตรกร…และเท่าที่เห็น ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ”
“ไม่น่าเชื่อเลย!”
ทุกคนต่างประหลาดใจ
แม้แต่ประธานคังก็นึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลิกผันแบบนี้
ถึงขนาดวาดดอกไม้ที่มีจิตวิญญาณ และรังสรรค์ภาพวาดขั้น 5 ขึ้นได้ภายใต้สภาวะจิตที่ถูกโจมตีจากบทเพลงปีศาจวิปลาส… ถือว่าคุณชายโหลวฮวนมีสภาพจิตที่แข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง!
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมเขาถึงดูมั่นอกมั่นใจนัก
การจารึกอักขระลงบนแผ่นค่ายกลถือว่าไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่การรังสรรค์ภาพวาดขึ้นได้ภายใต้สภาวะแบบนั้น…ถือเป็นความเก่งกาจอย่างแท้จริง
ในสภาวะปกติ การรังสรรค์ภาพวาดขั้น 5 ในเวลา 3 นาทีก็ยากเอาการอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายทำได้ทั้งที่ถูกบทเพลงปีศาจวิปลาสคุกคามอยู่…ทั้งความปราดเปรื่อง ความเก่งกาจ และสภาวะจิตอันแข็งแกร่งของเขาถือว่าน่าพรั่นพรึงจริงๆ
“เยี่ยม เยี่ยมมาก!”
ประธานคังตาโตขณะที่พยักหน้าอย่างพอใจ
เพราะอาชีพจิตรกรไม่ใช่หนึ่งในอาชีพรองรับของเขา เขาจึงมองไม่เห็นวรยุทธที่ซ่อนอยู่ภายในแผ่นค่ายกลนั้น แต่ถึงมองไม่เห็น ประธานคังก็รู้ดีว่าการรังสรรค์ภาพวาดขั้น 5 ภายใต้สภาวะแบบนี้ทำได้ยากเย็นขนาดไหน
คุณชายโหลวฮวนเป็นศิษย์สายตรงของเขา การได้เห็นความสามารถอันโดดเด่นของลูกศิษย์ทำให้เขาทั้งภาคภูมิใจและโล่งอก
“เหตุที่ผมจารึกอักขระได้จำนวนน้อยกว่า ไม่ใช่เพราะผมทำไม่ได้ แต่เพราะ…เพื่อรังสรรค์ภาพวาด ผมไม่อาจทำเครื่องหมายลงไปให้มากกว่านั้น หวังว่าท่านประธานจะพิจารณาและทบทวนผลการตัดสินด้วย!”
คุณชายโหลวฮวนพูดอย่างมั่นใจ
“อือ!” ประธานคังพยักหน้า เขากวาดสายตามองเหล่าผู้อาวุโส “พวกคุณมีความเห็นอย่างไร?”
“เขาจารึกอักขระลงไปน้อยกว่าเพียงตัวเดียว แต่สามารถรังสรรค์ภาพวาดขึ้นได้ เห็นได้ชัดว่าคุณชายโหลวฮวนประสบความสำเร็จกว่ากันมาก”
“ถึงขนาดรังสรรค์ภาพวาดขั้น 5 ขึ้นได้ภายใต้การคุกคามของบทเพลงปีศาจวิปลาส สภาวะจิตของเขาช่างแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง!”
“ผมก็รู้สึกว่าคุณชายโหลวฮวนควรจะได้อันดับ 1”
ไม่ช้า เหล่าผู้อาวุโสก็ลงความเห็นว่าจวินโหลวฮวนควรจะได้อันดับ 1
ไม่มีใครตั้งคำถามกับการตัดสินใจครั้งนี้ แม้แต่เฟิงมั่วเซินก็ยอมรับ
ถึงตัวเขาจะจารึกอักขระได้จำนวนมากกว่า แต่ก็ชัดเจนว่าผลงานของอีกฝ่ายมีความสวยสดงดงามกว่ามาก ทุกเครื่องหมายที่จารึกลงไปล้วนแต่มีวัตถุประสงค์ ในขณะที่อักขระของเขาถูกจารึกลงไปเพื่อให้ผ่านการทดสอบเท่านั้น
เมื่อไม่มีใครคัดค้าน ประธานคังประกาศอีกรอบ “เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีใครคัดค้าน ผมขอทบทวนการประกาศผล” โหลวฮวนอันดับ 1,เฟิงมั่วเซิน อันดับ 2,จางเซวียน อันดับ 3,ฟู่เสี่ยวเฉิน อันดับ 4,หลัวฉี่ อันดับ 5 และตู๋หู่ อันดับ 6!”
“คุณชายโหลวฮวนช่างน่าทึ่งจริงๆ สมกับเป็นตัวเต็งตำแหน่งแชมป์!”
“เขาได้ที่ 1 ในด่านแรกไปแล้ว มาดูกันว่าจะรักษาตำแหน่งไว้ได้หรือเปล่า”
ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
เมื่อคว้าอันดับ 1 มาได้สำเร็จ คุณชายโหลวฮวนหัวเราะร่า เขาหันไปเลิกคิ้วใส่จางเซวียนและพูดว่า “ปรมาจารย์จาง ดูเหมือนเราจะไม่ได้รั้งอันดับสองร่วมกันแล้วนะ!”
สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นดีนัก ก็แล้วไง? สุดท้ายคุณก็แพ้ผมอยู่ดี!
“เอาแบบนี้เลย…”
นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายยังเกทับทั้งที่ได้อันดับ 1 ไปแล้ว จางเซวียนได้แต่ส่ายหน้าอย่างหมดปัญญา เขาหันไปมองหน้าประธานคังและพูดว่า “อักขระสวยกว่าหมายถึงผลการทดสอบที่ดีกว่า…ผมพูดถูกไหม?”
“ใช่” ประธานคังชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่ช้าก็พยักหน้า
“ดีเลย!”
จากนั้น จางเซวียนก็หันไปหาแผ่นค่ายกลของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาตวาดลั่นด้วยสีหน้าบึ้งตึง “แล้วพวกแกมัวนอนอุตุหาอะไร? รีบลุกขึ้นมาทำงานเดี๋ยวนี้!”
จิ๊บ จิ๊บ!
เสียงจุ๊กจิ๊กร่าเริงของจิตวิญญาณเริงร่าดังขึ้นในอากาศ แผ่นค่ายกลที่เขาเพิ่งจารึกอักขระลงไปเริ่มทำงาน พลังจิตวิญญาณจากโดยรอบถูกดูดเข้าสู่แผ่นค่ายกลอย่างรุนแรง เกิดเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่
“จิตวิญญาณเริงร่า…นี่มัน…แผ่นค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณขั้น 4 ที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง?”
ผู้อาวุโสอู๋หรี่ตา
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาว เขามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องค่ายกลอย่างลึกซึ้งจึงรู้ดีว่าการจารึกแผ่นค่ายกลแบบนี้ยากเย็นแค่ไหน
ต่อให้พละกำลังระดับเขา กว่าจะสร้างแผ่นค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณขั้น 4 ขึ้นมาได้ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
แต่อีกฝ่ายใช้หอกทำได้ภายในเวลา 3 นาที…และที่ช็อกหนักไปกว่าก็คือ มันเป็นแผ่นค่ายกลที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเองด้วย!
นะ-น่าสะพรึงที่สุด!
ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือ การที่แผ่นค่ายกลเปล่าเกรด 3 จะสร้างค่ายกลเกรด 3 ขึ้นมาก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่อีกฝ่ายสร้างค่ายกลเกรด 4 ขึ้นมาจากแผ่นค่ายกลเกรด 3 …เขามีความรู้ความเข้าใจเรื่องค่ายกลลึกซึ้งขนาดไหน?
อย่างน้อยที่สุด ผู้อาวุโสอู๋ก็รู้ตัวว่าเขาเทียบชั้นกับปรมาจารย์จางผู้นี้ไม่ได้เลย
และที่สุดของความน่าสะพรึงก็คือ…อีกฝ่ายสร้างมันขึ้นได้ในระหว่างที่ต้องรับมือกับเขาด้วย
ขณะที่เขากระอักเลือดไม่หยุด ปรมาจารย์จางก็ง่วนอยู่กับการสร้างแผ่นค่ายกลเกรด 4 ที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง…
ผู้อาวุโสอู๋แน่นหน้าอกจนแทบระเบิด
“กระบวนการจารึกแผ่นค่ายกลเป็นสิ่งที่สลับซับซ้อนมาก อักขระทุกตัวจะต้องมาจากการวางแผนอย่างรัดกุม ผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้ แถมเขายังจารึกมันด้วยหอก…”
“หากจะเปรียบเทียบกัน ภาพวาดขั้น 5 ของคุณชายโหลวฮวนก็สู้ไม่ได้!”
“จริงด้วยนะ ถึงอย่างไรก็ยังห่างชั้นกว่ากันมาก!”
เมื่อเห็นค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ ทั้งห้องก็เงียบกริบ แต่ละคนตาเหลือกลานราวกับเห็นผี
“คุณ…”
อีกด้านหนึ่ง คุณชายโหลวฮวนก็ตัวสั่นสะท้านอย่างหนักจนแทบจะเป็นบ้า
เขาคิดว่าการรังสรรค์ภาพวาดขั้น 5 ขึ้นได้ก็ไร้เทียมทานที่สุดแล้ว ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะทำได้ถึงขนาดสร้างแผ่นค่ายกลเกรด 4!
การสร้างแผ่นค่ายกลเกรด 4 ก็ยากเย็นเอาการอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีบทเพลงปีศาจวิปลาสมาคุกคาม แต่อีกฝ่ายก็ทำได้ แถมทำในระหว่างที่ปล่อยให้ผู้อาวุโสอู๋กระอักเลือด…
เหลือเชื่อเสียจริง!
แถมแผ่นค่ายกลนั้น…ยังมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเองด้วย!
แม้ภาพวาดของเขาจะมีจิตวิญญาณเช่นกัน แต่ระดับความสามารถนั้นต่างกันราวกับสวรรค์กับโลกมนุษย์
คุณชายโหลวฮวนคุณคิดว่าตัวเองต้องได้ที่ 1 แน่ ไม่นึกเลยว่าเพียงชั่วพริบตาก็จะถูกเขี่ยร่วง…
น้ำตาไหลอาบหน้าของเขาเป็นทาง
ถ้าเขารู้เสียก่อน ก็จะไม่ทำเรื่องให้วุ่นวายขึ้นมาด้วยการร้องแรกแหกกระเชอว่าตัวเองไม่ควรเป็นที่สอง เพราะสุดท้าย ตัวเขาก็ต้องเป็นที่สองเสียเอง…
ตบหน้ากันขนาดนี้…!
ขณะที่เขากำลังอึดอัดคับข้องจนแทบหายใจไม่ออก อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมา “ค่ายกลของผมพอจะเรียกว่างดงามได้ไหม?”
“แค่ก แค่ก ได้สิ!”
ประธานคังหน้าแดงก่ำ
ช่างน่าอับอายเหลือเกินที่อีกฝ่ายสร้างค่ายกลขึ้นได้โดยที่ตัวเขาก็ไม่รู้
ยิ่งกว่านั้น…เขายังต้องเปลี่ยนคำตัดสินถึง 2 ครั้งในด่านเดียว ปีศาจพรรค์ไหนกันที่เข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือกครั้งนี้?
“ในการทดสอบด่านแรก จางเซวียน อันดับ 1 ได้ 6 คะแนน, จวินโหลวฮวน อันดับ 2 ได้ 5 คะแนน, และจากนั้นก็ลดหลั่นลงไป…”
รู้ดีว่าหากยืดเยื้อต่อไปก็มีแต่จะอับอายขายหน้ากว่าเดิม ประธานคังรีบประกาศผล เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านแล้ว เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดต่อ “เอาล่ะ ไปด่านที่ 2 : การทดสอบเรื่องวรยุทธ!”
“การที่ใครสักคนจะได้เป็นปรมาจารย์ ระดับวรยุทธของเขาถือว่ามีความสำคัญสูงสุด แม้ความแข็งแกร่งของปรมาจารย์จะประกอบขึ้นจากความสามารถในการหยั่งรู้และการระบุข้อบกพร่องของคู่ต่อสู้ด้วย แต่เรื่องระดับวรยุทธก็ไม่อาจละเลยได้”
“แต่ก็แน่นอนว่าระดับวรยุทธของคนๆหนึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทรัพยากรที่พวกเขาได้รับ รวมถึงคำชี้แนะจากเหล่าครูบาอาจารย์ ในเมื่อพวกคุณทุกคนมีภูมิหลังแตกต่างกัน ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีระดับวรยุทธไม่เท่ากันไปด้วย เพราะเหตุนี้ การดวลแบบปกติจึงถือว่าไม่ยุติธรรม!”
ทุกคนพากันพยักหน้า
ยกตัวอย่างคุณชายโหลวฮวน เขามาจากตระกูลจวินซึ่งเป็น 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง ยิ่งกว่านั้น อาจารย์ของเขาก็คือประธานคัง จึงเรียกว่าเขาได้รับสิ่งที่ดีที่สุดมาตั้งแต่ต้น แถมยังมีอายุมากกว่าผู้เข้าท้าชิงส่วนใหญ่ จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆ
ขณะที่ผู้เข้าท้าชิงอย่างหลัวฉี่และตู๋หู่มาจากอาณาจักรไกลปืนเที่ยง ทรัพยากรที่พวกเขาได้รับในการฝึกฝนวรยุทธจึงไม่อาจเทียบกับคนอื่นๆได้ แถมอายุก็ยังน้อย จึงไม่ยุติธรรมหากจะให้แต่ละคนต่อสู้กันเอง
“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้หารือกับเหล่าผู้อาวุโส และตัดสินใจจะให้ผู้อาวุโสไป๋ดวลกับพวกคุณแต่ละคน โดยลดระดับวรยุทธของเขาลงมาให้เท่ากับพวกคุณ หากพวกคุณต้านทานการโจมตีของเขาได้มากครั้งเท่าไหร่ ก็แปลว่าคุณมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแต่การประเมินครั้งนี้จะบ่งบอกระดับวรยุทธปัจจุบันของคุณ แต่ยังชี้ให้เห็นความสามารถในการตอบสนองและทักษะการตัดสินใจในช่วงเวลาคับขันอีกด้วย ทำให้การทดสอบครั้งนี้ล้ำลึกขึ้นอีก” ประธานคังพูด
“ให้ดวลกับผู้อาวุโสไป๋ที่ลดระดับวรยุทธของเขาลง?”
“ผู้เข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือกมีระดับวรยุทธที่ต่างกันไป ผลการแข่งขันอาจไม่เป็นธรรมหากให้พวกเขาต่อสู้กันเอง ปรมาจารย์ฟู่เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -สูงสุดแล้ว ขณะที่ปรมาจารย์จางเป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุดเท่านั้น ยังไม่ต้องดวลกันก็เดาผลแพ้ชนะได้”
“ก็จริงนะ ให้ผู้อาวุโสไป๋ลดระดับวรยุทธของเขา และวัดผลแพ้ชนะจากจำนวนการโจมตีที่พวกเขาต้านทานไหว ถือเป็นการทดสอบที่ยุติธรรมดี…”
“ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ความเข้าใจเรื่องเทคนิคการต่อสู้ของผู้อาวุโสไป๋ย่อมเหนือกว่าพวกเขาอยู่แล้ว แม้จะลดระดับวรยุทธลงมาให้เท่ากัน ก็ไม่มีทางที่ผู้ท้าชิงจะเอาชนะได้ การวัดผลด้วยจำนวนการโจมตีที่แต่ละคนต้านทานไหวนั้น ผู้เข้าท้าชิงก็จะไม่ต้องได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ประเมินระดับความแข็งแกร่งของแต่ละคนได้อย่างแม่นยำด้วย เป็นความคิดที่เข้าท่าจริงๆ!”
“ใช่ ถ้าไม่นับประธานคัง ก็แทบไม่มีใครเอาชนะผู้อาวุโสไป๋ได้ อีกอย่าง ตัวเขาก็เป็นกลาง ผมไม่ติดใจอะไรกับกฎเกณฑ์นี้”
เมื่อได้ยินกฎของการแข่งขันด่านที่ 2 ทุกคนก็พยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ผู้เข้าท้าชิงทั้ง 6 มีระดับวรยุทธแตกต่างกันไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้แต่ละคนดวลกันเองโดยไม่ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่างให้ยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ การให้ผู้อาวุโสหนึ่งคนที่ลดระดับวรยุทธลงมาเผชิญหน้ากับพวกเขาจึงเป็นแนวคิดที่เหมาะสมที่สุดในการทดสอบผู้เข้าท้าชิงแต่ละคน
การลดระดับวรยุทธจะทำให้การทดสอบเป็นกลางกว่าการดวลกันเอง และจำนวนครั้งของการโจมตีที่ผู้เข้าท้าชิงสามารถต้านทานไหวก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวัดความแข็งแกร่งของผู้นั้น
จะว่าไป วิธีการนี้ถือเป็นกฎเกณฑ์ที่เป็นกลางมากที่สุด
ในเมื่อผู้ชมต่างเห็นพ้อง ประธานคังก็พยักหน้า เขาหันไปทางผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ไม่ห่างออกไปและพูดว่า “ผมขอรบกวนคุณด้วย!”
“ไม่ต้องห่วง!” ผู้อาวุโสลุกขึ้นยืนและเดินไปที่เวที
ผู้อาวุโสไป๋, ไป๋เหิง!
“พวกคุณไม่ต้องกังวลนะ หลังจากผมลดระดับวรยุทธลงแล้ว ผมก็จะสู้อย่างเต็มพละกำลัง จะไม่ออมมือให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องความยุติธรรมของการทดสอบ คุณจะรับมือกับการออกตัวของผมได้มากครั้งแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณ และผม, ไป๋เหิง ขอสาบานด้วยเกียรติของปรมาจารย์ว่าจะไม่เข้าข้างใคร!”
ผู้อาวุโสไป๋เดินขึ้นไปบนเวทีและมองผู้เข้าท้าชิงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
คุณชายโหลวฮวนกับฟู่เสี่ยวเฉินรีบตอบ “พวกเราเชื่อมั่นในความเป็นกลางของผู้อาวุโสไป๋!”
ผู้อาวุโสไป๋เป็นผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงในสภาปรมาจารย์ เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดความสามารถในการต่อสู้ของเขาเป็นรองแค่ประธานคังเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นคนตรงไปตรงมา และใช้เกียรติยศศักดิ์ศรีในฐานะปรมาจารย์เป็นเครื่องรับประกันความเป็นกลางของเขาเสมอ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะออมมือให้ใคร
“ในเมื่อไม่มีใครคัดค้าน พวกคุณก็เตรียมตัวได้แล้ว คุณจะได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธ หรือถ้าต้องการ…จะมือเปล่าก็ได้ พวกคุณมีสิทธิ์ใช้เทคนิคการต่อสู้อะไรก็แล้วแต่ที่คุ้นเคยกับมันมากที่สุดเพื่อรับมือกับผู้อาวุโสไป๋ แต่…เพื่อความยุติธรรมและเป็นส่วนตัว การดวลจะถูกจัดขึ้นในห้องที่ปิดไว้ จำนวนครั้งของการออกตัวหรือโจมตีจะแสดงให้เห็นโดยค่ายกลที่ฝังอยู่บนผนัง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผลการทดสอบจะผิดพลาด และรายละเอียดของการต่อสู้ก็จะถูกเก็บเป็นความลับด้วย พวกคุณไม่ต้องกังวล!” ประธานคังพูด
เมื่อได้ยินเงื่อนไขและรายละเอียด ปรมาจารย์คนอื่นๆก็พยักหน้า
ปรมาจารย์ทุกคนมีเทคนิคลับสุดยอดที่ไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ หากพวกเขาต้องสำแดงเทคนิคเหล่านั้นต่อหน้าฝูงชน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ความลับดังกล่าวจะรั่วไหล ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น คู่ต่อสู้ก็จะรู้ท่าไม้ตายของพวกเขา และการปกปิดไว้ก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป
การจัดการทดสอบในพื้นที่ปิดจึงแก้ปัญหานี้ได้
“ผมจะเข้าไปรอพวกคุณข้างใน!”
ผู้อาวุโสไป๋โบกมือด้วยทีท่าสบายๆและเดินเข้าไปในห้องเล็กที่อยู่ด้านข้าง
“เอาล่ะ ใครจะเป็นคนแรก?”
เมื่อเห็นผู้อาวุโสไป๋เตรียมพร้อม ประธานคังหันมามองผู้ท้าชิงทั้ง 6
“ผมเอง!” ฟู่เสี่ยวเฉินก้าวออกมา
เขาเป็นหนึ่งในตัวเต็งตำแหน่งแชมป์ แต่ในการทดสอบด่านแรกก็ทำได้เพียงอันดับ 4 เรื่องนี้ทำให้เขาหงุดหงิดใจมาก
ในแง่ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ เขาอาจสู้เฟิงมั่วเซินและคุณชายโหลวฮวนไม่ได้ แต่ในเรื่องพละกำลัง เขามั่นใจว่าตัวเองจะไม่เป็นรองใคร
“ได้สิ ระวังตัวด้วย!” ประธานคังพยักหน้าอย่างพอใจ
“ขอบคุณท่านประธานสำหรับคำชี้แนะ” ฟู่เสี่ยวเฉินเดินเข้าไปในห้อง
วิ้ง!
ทันทีที่เขาก้าวเข้าไป ผนังสีขาวที่อยู่ข้างประตูก็เรืองแสงและปรากฏตัวเลขขึ้นมา
1!
2!
3!
…
10!
ตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ช้าก็มาถึง ‘ 10 ’
“เริ่มแล้ว!”
“แม้ผู้อาวุโสไป๋จะลดระดับวรยุทธลง แต่รับมือกับการโจมตีของเขาได้ถึง 10 ครั้ง ก็ถือว่าปรมาจารย์ฟู่นี่เก่งกาจจริงๆ”
“ยังต้องพูดอีกหรือ? ปรมาจารย์ฟู่เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสไห่นะ ความเชี่ยวชาญในเพลงหมัดพันทะเลของเขาอยู่ในระดับที่เรียกว่าน่าทึ่ง ต่อให้ผู้อาวุโสไป๋ก็เถอะ ก็ต้องออกตัวอย่างน้อย 15 ครั้งกว่าจะเอาชนะปรมาจารย์ฟู่ได้!”
“จริงด้วย เพลงหมัดพันทะเลคือการโจมตีคู่ต่อสู้อย่างไม่หยุดหย่อนราวกับคลื่นในทะเลที่ซัดสาดไม่มีวันหยุด ถือเป็นเทคนิคการต่อสู้ที่ไร้เทียมทานจริงๆ!”
“อยากรู้เหลือเกินว่าเขาจะรับมือกับการโจมตีได้กี่ครั้ง”
เมื่อเห็นตัวเลขบนผนัง ผู้ชมก็รู้ว่าการดวลเริ่มขึ้นแล้ว และทั้งสองฝ่ายก็ผลัดกันรุกรับไปได้ถึง 10 ครั้ง ทุกคนอดกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้นไม่ได้
ความสามารถในการต่อสู้ของผู้อาวุโสไป๋ถือว่าไร้เทียมทาน แม้เขาจะลดระดับวรยุทธลง แต่หากรับมือกับการโจมตีของเขาได้ถึง 10 ครั้ง ก็ถือเป็นเรื่องที่คุยอวดใครต่อใครไปได้ทั่วแล้ว!
เพราะแม้ผู้เชี่ยวชาญสักคนจะลดระดับวรยุทธของเขาลงจนเหลือเท่ากับมือใหม่ แต่ความรู้ความเข้าใจในการต่อสู้ที่เขามีอยู่ก็ไม่ใช่สิ่งที่มือใหม่คนไหนจะเทียบชั้นได้ แล้วมือใหม่ตัวจริงจะเอาชนะเขาได้อย่างไร?
วิ้ง!
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของผู้ชม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็หยุดลง
31!
จากนั้น ประตูที่ปิดอยู่ก็เปิดออก ฟู่เสี่ยวเฉินเดินออกมา
แม้เสื้อผ้าจะหลุดลุ่ยไปเล็กน้อย แต่นัยน์ตาของเขาก็วาววับด้วยความตื่นเต้น
มีแต่ผู้ที่ประสบกับตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจได้ว่าผู้อาวุโสไป๋เก่งกาจและทรงพลังแค่ไหน แม้อีกฝ่ายจะลดระดับวรยุทธลงแล้ว ปรมาจารย์ฟู่ก็ยังสู้ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาทุ่มท่าไม้ตายที่มีอยู่จนสุดตัว ก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับการโจมตีของผู้อาวุโสไป๋ได้ถึง 20 ครั้งหรือเปล่า
ด้วยการรับมือได้ถึง 31 ครั้ง ฟู่เสี่ยวเฉินมั่นใจว่าอย่างน้อยเขาก็น่าจะรั้ง 2 อันดับแรก
“น่าทึ่งมาก!”
คุณชายโหลวฮวนมองชายหนุ่มที่เพิ่งออกจากห้อง สีหน้าของเขาเคร่งเครียดไปทันที
เขาเองก็ไม่มั่นใจนักว่าจะรับมือกับการโจมตีของผู้อาวุโสไป๋ได้มากขนาดนี้หรือเปล่า มันสร้างความกดดันให้เขาอย่างมาก
“คุณชายโหลวฮวน ขอผมดูหน่อยว่าคุณแน่แค่ไหน!”
ฟู่เสี่ยวเฉินเดินมาหาคุณชายโหลวฮวนและยิ้มมุมปาก
“ได้สิ!”
จวินโหลวฮวนกัดฟันกรอด เขาสูดหายใจลึกและเดินเข้าไปในห้อง
วิ้งงงง!
ไม่ช้า ตัวเลขก็เริ่มปรากฏบนผนังสีขาว
“คุณว่า…คุณชายโหลวฮวนจะรับมือกับการโจมตีได้กี่ครั้ง?”
“บอกไม่ได้จริงๆ ความสามารถในการต่อสู้ของเขาก็พอๆกับปรมาจารย์ฟู่นั่นแหละ ในเมื่อปรมาจารย์ฟู่ได้ไป 31 ครั้ง คุณชายโหลวฮวนก็น่าจะได้พอๆกัน”
“ขอให้เป็นแบบนั้นก็แล้วกัน!”
เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สีหน้าของแต่ละคนก็ตึงเครียดขึ้นทีละน้อย
ทั้งจวินโหลวฮวนและฟู่เสี่ยวเฉินเป็นไอดอลของนักรบรุ่นหลังจำนวนมากมาย และทั้งคู่ก็เป็น 2 ตัวเต็งของตำแหน่งแชมป์ ทุกคนจึงอยากรู้ว่าใครจะเหนือกว่า
“ผมว่าฟู่เสี่ยวเฉินน่าจะทำได้ดีกว่าจวินโหลวฮวน!” จู่ๆ ประธานคังก็พูดขึ้นมา
“อ้อ อย่างนั้นหรือ?” ผู้อาวุโสสู่วหันมามอง
“เสี่ยวเฉินมีบุคลิกสุขุมเยือกเย็น ทำให้เขาป้องกันตัวได้ดี ขณะที่โหลวฮวน…ด้วยนิสัยหยิ่งผยอง การเข้าโจมตีอย่างดุเดือดก้าวร้าวซึ่งๆหน้ามีแต่จะทำให้ตกอยู่ในอันตราย การโจมตีของเขาอาจใช้ได้ผลกับคนอื่น แต่ใช้กับผู้อาวุโสไป๋ไม่ได้แน่ กลับจะกลายเป็นข้อบกพร่องใหญ่หลวงแทน!” ประธานคังวิเคราะห์
“คุณพูดถูก!” ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
การที่จวินโหลวฮวนได้เป็นหัวหน้าของสี่สุภาพบุรุษนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ก็เป็นเพราะพลังหมัดของเขาที่ทำให้เขาค่อยๆไต่เต้าจนสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองขึ้นมา
และก็แน่นอนว่า พละกำลังของเขานี่เองที่นำมาซึ่งความหยิ่งผยองและภาคภูมิใจ
บุคคลผู้มีนิสัยหยิ่งผยองมักอ่อนด้อยเรื่องทักษะการป้องกันตัว ซึ่งก็ไม่เกิดผลเสียหายอะไรหากเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่มีวรยุทธระดับเดียวกัน แต่กับผู้มีประสบการณ์ช่ำชองอย่างผู้อาวุโสไป๋ ข้อบกพร่องของจวินโหลวฮวนมีแต่จะเห็นชัดกว่าเดิมขึ้นอีกหลายเท่า
วิ้ง!
ขณะที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนความคิดกันอยู่ แสงไฟบนผนังก็ค่อยๆจางลง เผยให้เห็นตัวเลข 2 หลัก
30!
เป็นอย่างที่ประธานคังคาดเดาไว้ คุณชายโหลวฮวนทำได้ไม่ดีเท่าฟู่เสี่ยวเฉิน เขารับมือได้ 30 ครั้ง แพ้อีกฝ่ายไปแค่แต้มเดียว
“แต้มเดียว?”
“คุณคิดว่าคุณชายโหลวฮวนจะมีไม้ตายเหมือนในด่านแรกอย่างนั้นหรือ ในเมื่อแพ้ปรมาจารย์ฟู่ไป 1 แต้มแล้ว ยังคิดว่าเขาจะกลับมาชนะได้หรือไง?”
“จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ? นี่มันการดวลซึ่งๆหน้า การโจมตีทุกครั้งก็ย่อมมาจากพละกำลังของแต่ละคน ต้านทานได้น้อยครั้งกว่าก็หมายความว่าน้อยครั้งกว่า ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงได้”
“จริงด้วย!”
เมื่อเห็นว่าเขารับมือกับการโจมตีได้ 30 ครั้ง ก็ยังมีบางคนที่รู้สึกว่าคุณชายโหลวฮวนอาจจะพลิกกลับมาได้อย่างที่เพิ่งทำไปเมื่อครู่ แต่เมื่อคิดดูแล้ว ก็ไม่มีทางเป็นไปได้
เพราะถึงอย่างไร การดวลก็แตกต่างจากการจารึกอักขระค่ายกล รับมือกับการโจมตีได้มากเท่าไหร่ ก็หมายความตามนั้น ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้เลย
แอ๊ด!
ระหว่างที่ผู้ชมพูดคุยกันอยู่ ประตูห้องก็เปิดออก คุณชายโหลวฮวนเดินออกมาด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
เขานึกไม่ถึงว่าตัวเองจะพ่ายแพ้ให้กับฟู่เสี่ยวเฉินเพียงแต้มเดียว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะแม้ผู้อาวุโสไป๋จะลดระดับวรยุทธลง แต่การโจมตีของเขาก็กระหน่ำไม่หยุดราวกับระลอกคลื่น ตัวเขาเองก็ทุ่มหมดหน้าตัก ซึ่ง 30 ครั้งที่ได้ก็ถือว่าสุดความสามารถแล้ว
ถึงแพ้ก็ไม่เสียใจ
“ขอผมเป็นคนต่อไป!”
เมื่อเห็นคุณชายโหลวฮวนออกมา เฟิงมั่วเซินก็สูดหายใจลึกและเดินเข้าไปในห้อง
แสงสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง และตัวเลขปรากฏขึ้นบนผนังสีขาว ไม่ช้า เฟิงมั่วเซินก็เดินออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด ตัวเลขที่ปรากฏนั้นหยุดอยู่ที่ 28
เมื่อเห็นผลการทดสอบ ฟู่เสี่ยวเฉินกับคุณชายโหลวฮวนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นพวกเขาก็หันไปมองจางเซวียน
หลังจากที่พวกเขา 3 คนผ่านการทดสอบไปแล้ว คนเดียวที่มีโอกาสทำให้สถานการณ์พลิกกลับก็คือชายหนุ่มคนนี้
แม้จะไม่รู้ว่าความสามารถในการต่อสู้ของจางเซวียนเป็นอย่างไร แต่ดูจากการที่เขาใช้เสียงดนตรีทำให้ผู้อาวุโสอู๋ตกอยู่ในสภาพยับเยินได้ ก็ดูท่าจะไม่เหยาะแหยะอย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาหงุดหงิดก็คือ จางเซวียนดูไม่มีทีท่าจะรีบเข้ารับการทดสอบเลย หลัวฉี่กับตู๋หู่ นำหน้าเขาไปแล้ว และที่น่าอัศจรรย์ใจอยู่ไม่น้อยก็คือ ตู๋หู่ที่ได้คะแนนต่ำสุดในด่านแรกกลับต้านทานการโจมตีของผู้อาวุโสไป๋ได้ถึง 28 ครั้งเช่นกัน ทำให้ในด่านนี้เขามีคะแนนเท่ากับเฟิงมั่วเซิน ส่วนหลัวฉี่ ด้วยสภาพร่างกายของผู้หญิงที่อ่อนแอกว่า เธอจึงรับมือกับการโจมตีได้เพียง 24 ครั้ง
“ถึงตาปรมาจารย์จางแล้ว…”
“อยากรู้จริงๆว่าเขาจะเป็นม้ามืดอย่างด่านแรกหรือเปล่า?”
“ไม่น่าเป็นไปได้นะ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุด ประสบการณ์การต่อสู้ยังอ่อนด้อยอยู่มาก คงเสียเปรียบมากทีเดียวแหละหากต้องรับมือกับผู้อาวุโสไป๋”
“ก็จริง…”
เมื่อเห็นจางเซวียนเดินเข้าไปในห้อง บรรดาผู้ชมก็กระซิบกระซาบกัน
อันที่จริง วิธีการจัดการทดสอบก็ไม่ได้ยุติธรรมเสียทีเดียว เพราะมันง่ายกว่ากันมากที่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 จะเอาชนะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ถ้าเปรียบเทียบกับการที่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ต้องเอาชนะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 เพราะแม้เขาจะลดระดับวรยุทธลงมา แต่ประสบการณ์การต่อสู้ของนักรบเหนือมนุษย์ทั้งสองขั้นก็ยังต่างกันมากอยู่ดี
ยกตัวอย่าง หากศาสตราจารย์คนหนึ่งต้องทำการบ้านของนักศึกษามหาวิทยาลัยกับของนักเรียนมัธยม ก็แน่นอนว่าสำหรับเขา การบ้านของนักเรียนมัธยมต้องง่ายกว่าของนักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว
ปรมาจารย์จางมีระดับวรยุทธต่ำสุดในบรรดาผู้เข้าท้าชิงทั้งหมด จึงแน่นอนว่าผู้อาวุโสไป๋ต้องรับมือกับเขาได้ง่ายกว่าผู้เข้าท้าชิงคนอื่นๆมาก
“คุณคิดว่าเขาจะรับมือกับการโจมตีได้กี่ครั้ง?” ประธานคังมองหน้าปรมาจารย์สู่ว
ปรมาจารย์สู่วอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ด้วยทักษะของผู้อาวุโสไป๋ ต่อให้เขาลดระดับวรยุทธลงจนเหลือเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุด เขาก็ยังสามารถสังหารนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -ขั้นกลางได้อย่างง่ายดายอยู่ดี ผมเกรงว่าปรมาจารย์จางจะรับมือได้ไม่นานนัก”
ตัวเขาเชื่อมั่นในจางเซวียนอย่างเต็มเปี่ยม แต่ผู้อาวุโสไป๋ก็ไม่ใช่ธรรมดา
ทั้งระดับวรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ของเขาถือว่าล้ำลึกอย่างน่าทึ่ง แม้แต่ปรมาจารย์สู่วเองก็ยังเทียบชั้นกับเขาไม่ได้ นับประสาอะไรกับปรมาจารย์จาง!
“ก็จริง แม้ปรมาจารย์จางจะยกระดับวรยุทธได้ถึง 3 ขั้นในช่วง 20 วันที่ผ่านมา แต่ระดับวรยุทธของเขาก็คงยังไม่เสถียร และการควบคุมพละกำลังของตัวเองก็น่าจะยังอ่อนด้อยอยู่ ผมเดาว่าเขาน่าจะรับมือได้ไม่ถึง 10 ครั้ง” ประธานคังวิเคราะห์
ปรมาจารย์สู่วเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ว่าปรมาจารย์จางยกระดับวรยุทธจากนักรบจงซรือมาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุดได้ภายใน 20 วันที่ผ่านมา ด้วยการยกระดับวรยุทธอย่างพรวดพราดแบบนี้ ต่อให้เขาเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน ระดับวรยุทธของเขาก็ยังคงไม่เสถียรอยู่ดี
การคาดเดาว่าจางเซวียนจะรับมือกับการโจมตีได้ 10 ครั้งก็ถือเป็นการมองโลกในแง่ดีแล้ว
“ผมก็คิดแบบนั้น แต่ปรมาจารย์จางน่ะไม่ใช่บุคคลที่จะเอาหลักเหตุผลแบบทั่วไปมาตัดสินได้ บอกได้ยากว่าอะไรจะเกิดขึ้น…” ปรมาจารย์หลิวขัด
แม้เขาจะเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของประธานคัง ว่าในสถานการณ์ปกติ ไม่มีทางที่ปรมาจารย์จางจะรับมือได้ถึง 10 ครั้ง…แต่เขาก็รู้ดีว่าปรมาจารย์จางเป็นคนที่เผาทุกตำรา พลิกทุกความคาดหมายตลอดเวลา ตราบใดที่ผลการทดสอบยังไม่ปรากฏ ก็ยากที่จะคาดเดาได้
“ดูนั่น เริ่มแล้ว!”
ไม่ใช่เฉพาะพวกเขาที่กระวนกระวาย ผู้ชมทุกคนต่างก็ตั้งอกตั้งใจจับจ้องผนังสีขาวที่อยู่ข้างประตู และไม่ช้า ตัวเลขก็ปรากฏ… 1!
“ฮะ? ทำไมมันไม่เพิ่มล่ะ?”
เมื่อเห็นตัวเลข ‘ 1 ’ ทุกคนก็คิดว่ามันจะค่อยๆเพิ่มขึ้นไปจนกระทั่งหยุดนิ่ง แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจ เพราะตัวเลขยังคงเป็น ‘ 1 ’ อยู่อย่างนั้น ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
“หรือว่า…ค่ายกลเกิดทำงานผิดพลาด?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก! ผู้อาวุโสอู๋เป็นคนประกอบและติดตั้งค่ายกลนี้ด้วยตัวเอง อีกอย่าง ตอนที่ผู้เข้าท้าชิงคนอื่นๆใช้ มันก็ยังดีอยู่ จู่ๆจะมาเสียได้อย่างไร?”
“แล้วทำไมตัวเลขถึงไม่ขยับล่ะ?”
“หรือว่า…”
ในตอนนั้น ทุกคนคิดถึงความเป็นไปได้ข้อเดียวกัน พวกเขาแทบไม่อยากเชื่อ
“เขาแพ้…หลังจากรับมือกับการโจมตีได้เพียงครั้งเดียว?”
คุณชายโหลวฮวนตาโตและกำหมัดแน่นอย่างตื่นเต้น
แม้แต่ฟู่เสี่ยวเฉินผู้วางมาดนิ่งก็ยังแสดงความยินดีปรีดาออกมาเล็กน้อย
ทั้งคู่กำลังกังวลใจว่าม้ามืดตัวนี้จะคว้าตำแหน่งของพวกเขาไปอีกอย่างที่เพิ่งทำไปเมื่อครู่ ไม่มีใครคิดว่าเขาจะแพ้ตั้งแต่ออกตัวเพียงครั้งเดียว
แต่นั่นก็พอคาดเดาได้ เด็กหนุ่มที่เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 จะต้านทานกับการโจมตีอันดุเดือดของผู้อาวุโสไป๋ได้อย่างไร?
พวกเขาเคยคิดว่าปรมาจารย์จางจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงที่สุดที่ขวางกั้นไม่ให้ผ่านการแข่งขันรอบคัดเลือก แต่เท่าที่เห็น พวกเขาคงคิดมากไป อีกฝ่ายไม่ใช่คนที่น่าหวั่นเกรงเลย!
“ผลการทดสอบมันจะกระจอกไปไหม…มีพละกำลังอยู่แค่นี้ คิดได้อย่างไรว่าจะเป็นตัวแทนเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์?”
“ถึงพละกำลังจะไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นเกณฑ์ตัดสิน แต่มันก็มีส่วนสำคัญมาก ขนาดหลัวฉี่คนสวยยังรับมือได้ตั้ง 24 ครั้ง นี่แพ้ตั้งแต่ครั้งแรก…เร็วเกินไปไหม?”
“จริงด้วย ต่อให้มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงส่ง ก็แล้วไงล่ะ? ถ้ามีพละกำลังไม่มากพอ ต่อให้ได้เข้าร่วมการประลอง แป๊บเดียวก็คงถูกเขี่ยตกรอบ!”
เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร บรรดาผู้ชมก็ตั้งต้นซุบซิบกัน
ในการแข่งขันรอบแรก ชายหนุ่มคนนี้ทำให้ทุกคนพรั่นพรึงด้วยความปราดเปรื่องอย่างน่าทึ่งของเขา แม้แต่ผู้อาวุโสอู๋ยังแทบเสียสติไป พวกเขาจึงคิดว่า ต่อให้ผลการทดสอบด่านที่ 2 ไม่โดดเด่นเท่าด่านแรก เขาก็น่าจะยังรับมือได้ไม่เลว นึกไม่ถึงเลยว่า…หมอนั่นจะกระจอกแบบนี้!
แพ้ตั้งแต่ครั้งแรก!
ขนาดนักรบทั่วไป อย่งน้อยๆก็ยังรับมือกับการโจมตีได้ตั้งหลายครั้ง!
“เอ่อ…” ประธานคัง ปรมาจารย์สู่ว และปรมาจารย์หลิวมองหน้ากันอย่างงุนงง
พวกเขาเพิ่งลงความเห็นกันว่าปรมาจารย์จางไม่น่าจะรับมือได้เกิน 10 ครั้ง แต่…ถึงกับแพ้ตั้งแต่ครั้งแรก นี่มันบ้าอะไร!
“ปรมาจารย์จางชอบทำอะไรคาดเดาไม่ได้เสมอ ผมก็ไม่คิดว่ามันจะออกมาแบบนี้…”
ปรมาจารย์สู่วยิ้มเจื่อนๆ
ปรมาจารย์จางคนนี้ชอบทำอะไรที่เหนือความคาดหมายของคนอื่น ซึ่งครั้งนี้ก็เหมือนกัน พวกเขาคาดเดาถึงความเป็นไปได้ต่างๆนานา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยคิดเลยก็คือว่าอีกฝ่ายจะแพ้ตั้งแต่ครั้งแรก
“เอาเถอะ ในเมื่อผลออกมาแบบนี้ ผมก็จะประกาศล่ะนะ!”
ประธานคังส่ายหน้าและมองไปรอบๆก่อนจะประกาศผล “ฟู่เสี่ยวเฉิน รับมือได้ 31 ครั้ง-อันดับ 1,คุณชายโหลวฮวน รับมือได้ 30 ครั้ง-อันดับ 2,เฟิงมั่วเซินและตู๋หู่ รับมือได้ 28 ครั้ง-อันดับ 3,หลัวฉี่ รับมือได้ 24 ครั้ง-อันดับ 5,สุดท้าย จางเซวียน…รับมือได้ 1 ครั้ง อันดับ…”
ยังไม่ทันจะประกาศผลการแข่งขันรอบ 2 จบ “แอ๊ด!” ประตูก็เปิดออก
เมื่อมองไป ประธานคังก็เห็นภาพบางอย่างที่ทำให้ตาแทบถลน เขาอดอุทานออกมาไม่ได้ “อะไรกันนี่!”



