ตอนที่ 551 ข้อเสนอพิลึกพิลั่นของจางเซวียน
ฉันขอให้คุณหาวิธีแก้ปัญหา แล้วจู่ๆ มาถามฉันถึงประธานคัง มันคืออะไร?
แม้ผู้ว่าการอู๋จะงุนงง แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับการรักษา เธอจึงตอบตามตรง “ฉันรู้จักประธานคังมาหลายปีแล้ว คิดว่าเราสองคนก็สนิทสนมกันดีอยู่”
ส่วนประธานคังที่ยืนอยู่ข้างจางเซวียนก็เลิ่กลั่ก เดาไม่ออกว่าปรมาจารย์จางคิดอะไรอยู่
“ถ้าคุณสนิทสนมกับเขา ทุกอย่างก็ยิ่งง่าย!”
จางเซวียนยิ้มแป้นและพูดต่อ “ประธานคังของเราเป็นคนซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ทั้งยังเป็นปรมาจารย์ด้วย แน่นอนว่ามีอนาคตสดใสรออยู่ แถมหน้าตา…ก็หล่อเหลากว่าคนอีกมาก…”
ยิ่งจางเซวียนพูดไป ผู้ว่าการอู๋ก็ยิ่งงงหนัก เธอตั้งคำถาม “ประธานคังก็เป็นคนดีจริงๆ เพื่อประโยชน์ของสภาปรมาจารย์ เขาถึงกับยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อโควต้าเข้าทะเลสาบหยิน-หยาง ให้กับคนในสังกัด ว่าแต่…เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับการรักษาอาการของฉันล่ะ?”
“เรื่องนี้เป็นทุกอย่างเลย!”
จางเซวียนกลอกตามองทั้งคู่สลับไปมาก่อนจะถามว่า “ทำไมคุณทั้งคู่ไม่…แต่งงานกันซะ?”
พรวด!
ประธานคังสำลักและแทบลมจับ คุณชายโหลวฮวนก็ตาค้าง
คุณกำลังจะรักษาผู้ว่าการอู๋ไม่ใช่หรือ? ทำไมกลายเป็นจับคู่ซะงั้น?
กล้าเสนอให้ประธานคังกับผู้ว่าการอู๋แต่งงานกัน…บ้าดีเดือดแท้ๆ …
“แต่งงาน?”
ผู้ว่าการอู๋ถึงกับหน้ามืดและตัวสั่น เธอขอให้เขารักษาอาการป่วย…มันเรื่องอะไรถึงกลายเป็นการแต่งงานไปได้?
การที่เขาอยากให้เราแต่งงานกับประธานคัง มันหมายความว่าอย่างไร?
“ใช่แล้ว การที่คุณฝึกฝนเทคนิควรยุทธที่มีพลังหยางเข้มข้นนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่คุณเปลี่ยนแปลงเทคนิควรยุทธอย่างปุบปับและครึ่งๆ กลางๆ ทำให้พลังหยินกับหยางปะทะกัน วิธีที่ดีที่สุดในการเยียวยาผลกระทบนี้ก็คือ หาคู่ครองที่มีระดับวรยุทธพอๆ กันและมีความสามารถในการควบคุมพลังปราณ เพื่อให้พลังหยินกับหยางในตัวคุณผสานกันได้อย่างกลมกลืน!”
จางเซวียนพูดต่อ “ในฐานะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด อีกก้าวเดียวประธานคังก็จะสำเร็จวรยุทธขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้องแล้ว แถมเขายังเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดด้วย ความรู้และทักษะการควบคุมพลังปราณก็สูงส่งไม่น้อย เหนือกว่าแม้กระทั่งคุณ ดังนั้น เขาจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่ผมคิด! หากคุณทั้งคู่แต่งงานกัน ในช่วงเวลาเพียง 3 ถึง 6 เดือน พลังหยินกับหยางในตัวคุณก็จะผสมกลมกลืนกันได้อย่างสมบูรณ์ อาการเจ็บป่วยเหล่านี้จะหายสนิท”
“เอ่อ…”
ผู้ว่าการอู๋พูดไม่ออก
เธอนึกไม่ถึงว่าวิธีแก้ไขจะลงเอยอีหรอบนี้
ตั้งแต่เริ่มต้นฝึกฝนวรยุทธ เธอรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่เคยพยายามเข้าใกล้ผู้ชายคนไหน ทั้งไม่ปล่อยให้คนเหล่านั้นเข้าใกล้เธอเหมือนกัน แล้วจู่ๆ จะให้แต่งงานอย่างปุบปับ…ถึงจะเป็นด้วยเหตุผลของการรักษาก็เถอะ มันยากจะรับไหว
ขณะที่ผู้ว่าการอู๋ยังลังเลอยู่ ประธานคังก็ละล่ำละลัก “ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ? วิธีนี้…ไม่ได้ผลหรอก!”
ถึงเขาจะเป็นหนุ่มโสด…แต่จะให้แต่งงานกับคนสวยมีเครา…ไหวเรอะ?
แค่คิดว่าเคราของเธองอกเร็วกว่าของเขา ก็ทำเอาขนลุกขนชันแล้ว
“วิธีอื่นก็มี แต่วิธีนี้ง่ายสุด!” จางเซวียนตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ใช้วิธีอื่นเถอะ ขอแค่อยู่ในขอบเขตที่ผมทำได้ ผมพร้อมช่วยทุกอย่าง…” ประธานคังยังละล่ำละลักอยู่ แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ แววตาจิกกัดก็พุ่งมาพร้อมกับน้ำเสียงเย็นเยียบ
“คังก้าน คุณหมายความว่าอย่างไร? รีบคว่ำข้อเสนอแต่งงานกับฉันเสียปากคอสั่นแบบนั้น กำลังจะบอกว่าฉันไม่คู่ควรกับคุณใช่ไหม?”
ถึงจะเป็นวิธีรักษา แต่เธอก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับตาเฒ่าคนนี้เหมือนกัน และในเมื่อ…ยังไม่ได้มีการแต่งงาน เธอก็ควรจะเป็นฝ่ายปฏิเสธ ไอ้การที่ตาเฒ่าคนนี้รีบปฏิเสธเธอเสียปากคอสั่นราวกับ เหยียบโดนอะไรสักอย่างที่น่าขยะแขยง…ทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?
ฉันมันน่ารังเกียจขนาดนั้น?
ในเรื่องวรยุทธ ฉันเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 สูงกว่าคุณเสียอีก, เรื่องตำแหน่ง ในฐานะผู้ว่าการของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งเพียงแห่งเดียวในจักรวรรดิฮ่วนหยู บรรดาประธานสภาปรมาจารย์สาขาต่างๆ ก็พร้อมพะเน้าพะนอฉันอยู่แล้ว, ในเรื่องรูปลักษณ์ แม้จะมีคนสวยกว่าฉันอีกมากมาย แต่อย่างน้อย ฉันก็เป็นสาวงามหนึ่งในหมื่นคนเหมือนกัน ถึงตอนนี้จะไม่ใช่สาวน้อยแล้ว แต่ความงดงามของฉันก็ยังอยู่
ฉันยังไม่ได้เห็นด้วยกับการแต่งงานสักนิด มันเรื่องอะไรที่คุณต้องลนลานปฏิเสธขนาดนั้น?
“ผู้ว่าการอู๋ คุณล้อเล่นใช่ไหม? ผมจะกล้าคิดแบบนั้นได้อย่างไร? ก็แค่คิดว่า…”
ประธานคังนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจเขาผิดขนาดนั้น “…ผมต่างหากที่ไม่คู่ควรกับคุณ ผมคือคนที่ไม่คู่ควรกับคุณ!”
“ก็ดีที่คุณรู้ตัว!”
เมื่อได้ฟังคำนั้น ผู้ว่าการอู๋ก็คลายความเดือดลง เธอหันไปมองชายหนุ่มและตั้งคำถาม “แล้ววิธีอื่นที่ว่าคืออะไร ถ้าฉันทำได้ ฉันจะทำเต็มที่เหมือนกัน!”
“….”
ประธานคังพูดไม่ออก นั่นมันคำพูดของผมไม่ใช่หรือ? ถ้าคุณไม่มัวแต่ขัดคอผม เรื่องคงจบเร็วกว่านี้…
“อีกทางหนึ่งก็คือ ต้องหาผู้เชี่ยวชาญสักคนที่มีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์และมีระดับวรยุทธใกล้เคียงกับคุณ คุณสามารถใช้เลือดของเธอเป็นตัวเจือจางพลังหยางที่ตกค้างในร่างของคุณได้ ไม่ต้องใช้มากมายอะไร แค่หยดเดียวก็พอ” จางเซวียนตอบ
“ปราณหยินบริสุทธิ์?”
ผู้ว่าการอู๋ยิ้มเจื่อนๆ
คนที่มีสภาวะพิเศษนั้นมีจำนวนเทียบเท่ากับทราย 1 เม็ดท่ามกลางมหาสมุทรกว้างใหญ่ ถ้าการมีสภาวะพิเศษมันมีกันง่ายๆ ใครก็คงเป็นผู้เชี่ยวชาญไปหมดแล้ว
เหตุผลที่ชาวที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงต่างฝึกฝนเทคนิควรยุทธที่มีทั้งพลังหยินและพลังหยางเป็นองค์ประกอบ ถึงกับพยายามสร้างทะเลสาบหยิน-หยางขึ้นมา ก็เพื่อจะบ่มเพาะนักรบของพวกเขาให้มีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์หรือปราณหยางบริสุทธิ์…
แต่ผ่านมาก็หลายปีแล้ว ยังไม่มีใครทำสำเร็จสักคน
แต่ต่อให้พวกเขาทำสำเร็จ ผู้ที่ได้สภาวะปราณหยินหรือปราณหยางบริสุทธิ์ก็คงถูกทางสำนักงานใหญ่พาตัวไปหมด การจะหาคนแบบนั้นมารักษาอาการป่วยของเธอจึงแทบเป็นไปไม่ได้
“แล้ว…ถ้าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ หรือว่า…ประธานคังกับฉันควรจะแต่งงานกัน?” ผู้ว่าการอู๋อ้อมแอ้มออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อได้ยินว่าสาวสวยมีเคราอยากให้เขาแต่งงานกับเธอ ประธานคังก็แทบลมจับ เขาตะโกนปากคอสั่น “มะ-ไม่ต้องทำแบบนั้นหรอก ตรงนี้น่ะมีผู้ที่มีปราณหยินบริสุทธิ์อยู่ไม่ใช่หรือ?”
“ใครกัน?”
ผู้ว่าการอู๋ชะงัก “อยู่ที่ไหน?”
ตลอดระยะเวลากว่าพันปี ยังไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาพร้อมกับสภาวะพิเศษสักคน แล้วจะหาเจออะไรกันง่ายๆ ขนาดนั้น?
“ลูกศิษย์ของปรมาจารย์จางน่ะ, จ้าวหย่า มีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ แถมยังปลุกมันได้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว…”
กลัวจะถูกขอแต่งงานอีก ประธานคังละล่ำละลัก
“คุณ…มีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์?”
ผู้ว่าการอู๋หรี่ตาและรีบพิจารณาสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า
“ใช่ เธอมีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ ไม่ผิดแน่!”
เมื่อพูดจบ ประธานคังก็หันขวับไปหาจางเซวียนและตั้งคำถาม “ในเมื่อลูกศิษย์ของคุณมีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ และเลือดของเธอเพียงหยดเดียวก็แก้ปัญหาของผู้ว่าการอู๋ได้ ทำไมคุณถึงอยากให้เราสองคนแต่งงานกัน…”
ปรมาจารย์จางคนนี้ก็ช่าง…ในเมื่อวิธีที่สองก็แสนง่ายดาย มันเรื่องอะไรถึงมาจับคู่เธอกับเขา?
“จ้าวหย่าเป็นลูกศิษย์ของผม ผมมีความรับผิดชอบในการปกป้องเธอจากอันตรายทุกอย่าง ก็เป็นธรรมดาที่ผมไม่มีทางเลือก นอกจากจะสังเวยตัวคุณแทน อีกอย่าง นี่ผมทำประโยชน์ให้คุณนะ ช่วยคุณหาภรรยาได้ทั้งคน ไม่น่าเชื่อว่าความปรารถนาดีของผมจะถูกเขี่ยทิ้ง…” จางเซวียนตอบ
ประธานคังถึงกับทรุด
เพื่อปกป้องลูกศิษย์ตัวเอง คุณถึงกับเอาผมเป็นเครื่องเซ่น…
แถมยังกล้าบอกว่าทำประโยชน์ให้ผม…
ปรารถนาดีกับผีอะไร!
ทำไมไม่แต่งงานกับแม่สาวมีเคราเสียเองเล่า?
ขณะที่ทั้งคู่ต่อปากต่อคำกันอยู่ ผู้ว่าการอู๋ก็เดินตัวสั่นเข้าไปหาจ้าวหย่าอย่างแทบไม่เชื่อสายตา “คุณมีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์?”
“ใช่!”
จ้าวหย่าเลิกคิ้ว เธอขับเคลื่อนพลังปราณในร่างกาย แล้วสภาวะร่างกายของจ้าวหย่าก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน กระแสลมเย็นเยือกปลิวเข้ามาในห้อง และจากนั้นก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ด้วยวรยุทธขั้นกึ่งเหนือมนุษย์ พลังของสภาวะพิเศษจึงค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมา ด้วยพละกำลังของจ้าวหย่าในตอนนี้ ไม่มีนักรบวรยุทธขั้นเดียวกันคนไหนจะเอาชนะเธอได้ ไม่แม้แต่ปรมาจารย์ แถมยังมีความเป็นไปได้สูงว่า คงมีแต่ปีศาจอย่างจางเซวียนเท่านั้นที่ต่อสู้กับเธอได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
“จริงๆ ด้วย…เธอมีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์…นี่คือความหวังของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงของเรา…”
ผู้ว่าการอู๋ตาแดงก่ำเมื่อรู้สึกได้ถึงรังสีแก่กล้าที่แผ่ออกมาจากตัวจ้าวหย่า เธอพุ่งเข้าไปยึดแขนจ้าวหย่าไว้แน่นและถามว่า “คุณชื่ออะไร?”
“จ้าวหย่า!”
เห็นผู้ว่าการอู๋ที่สงวนท่าทีอยู่เสมอเกิดคุ้มคลั่งขึ้นมา จ้าวหย่าขมวดคิ้วและดึงแขนกลับ
“จ้าวหย่า…คุณอยากไปสำนักงานใหญ่กับฉันไหม ขอแค่คุณตอบตกลงเท่านั้น คุณจะได้รับทรัพยากรที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกฝนวรยุทธทันที คุณจะปลุกสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบภายในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในทั่วทั้งทวีปนี้…” ผู้ว่าการอู๋ถามอย่างร้อนรน
“ไม่เป็นไร ฉันอยากติดตามท่านอาจารย์” จ้าวหย่าตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เป็นเพราะคำชี้แนะของปรมาจารย์จางที่ทำให้เธอมาไกลขนาดนี้ สำหรับเธอ จางเซวียนเปรียบได้กับท่านพ่อ ซึ่งเป็นบุคคลที่เธอเคารพมากที่สุดในโลก ไม่มีทางที่เธอจะจากเขาไปไหนเพื่อทำอะไรตามอำเภอใจ
“ท่านอาจารย์? อาจารย์ของคุณเป็นใคร?”
ทั้งๆ ที่ยังร้อนรน แต่ผู้ว่าการอู๋ก็งุนงงไปชั่วขณะ
“จางเซวียน, ปรมาจารย์จาง!” จ้าวหย่าตอบอย่างภาคภูมิใจ
“ปรมาจารย์จาง?”
เพิ่งจะตอนนั้นเองที่ผู้ว่าการอู๋เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง เธอรีบหันไปถามจางเซวียน “ปรมาจารย์จาง ถ้าเรา…ขอยืมตัวลูกศิษย์ของคุณจะได้ไหม? พวกเราชาวที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์จริงๆ …”
ถึงจางเซวียนจะใช้น้ำเสียงเรียบเฉย แต่ก็บ่งบอกถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ในฐานะผู้ครอบครองหอสมุดเทียบฟ้า เขาถูกชะตาลิขิตให้เดินบนเส้นทางที่แตกต่างไปจากใครๆ แม้ตอนนี้เขาจะยังอ่อนแออยู่ แต่ก็มั่นใจว่าตัวเองจะแข็งแกร่งขึ้นอีกภายในระยะเวลาอันใกล้ หากจ้าวหย่าไม่เต็มใจตอบรับข้อเสนอของอีกฝ่าย จางเซวียนก็จะไม่ปล่อยให้ใครบังคับเธอเด็ดขาด
เมื่อได้ยินคำตอบชัดเจนแบบนั้น ผู้ว่าการอู๋ก็รีบส่ายหน้า
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ปรมาจารย์จาง…โปรดอย่าเข้าใจเจตนาของพวกเราผิด!”
“คุณไม่คิดจะบอกพวกเราสักหน่อยหรือ ว่าเกิดอะไรขึ้น?” จางเซวียนถาม
เท่าที่เห็น เขาก็บอกได้ว่าความร้อนรนของผู้ว่าการอู๋ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
ตอนที่รู้ว่ามีวิธีรักษาอาการป่วยของตัวเอง เธอยังไม่ตื่นเต้นขนาดนี้ด้วยซ้ำ เป็นไปได้ว่าเรื่องนี้ จะต้องมีอะไรลึกซึ้งกว่าที่เห็น
แถมเธอยังพูดว่า ‘นี่คือความหวังของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงของพวกเรา’
“เอ่อ…ฉันต้องขออภัยด้วย แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับสุดยอดของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง ฉันบอกอะไรคุณไม่ได้มากกว่านี้แล้ว…”
ผู้ว่าการอู๋มีสีหน้าที่บ่งบอกถึงความขัดแย้งในใจ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมา “เอาอย่างนี้ไหม ฉันจะปรึกษากับทางสำนักงานใหญ่เรื่องนี้ระหว่างที่พวกคุณเข้าไปที่ทะเลสาบหยิน-หยาง ทันทีที่ทางสำนักงานใหญ่ให้คำตอบ ฉันจะอธิบายให้พวกคุณฟัง”
“ได้สิ!” จางเซวียนพยักหน้า
ทุกอาชีพย่อมมีความลับและข้อมูลส่วนตัว เป็นธรรมดาที่อีกฝ่ายจะต้องมีบางอย่างที่ไม่เต็มใจเปิดเผย
ผู้ว่าการอู๋เปลี่ยนเรื่อง “ตกลงพวกคุณได้โควต้าสามที่นะ”
“ใช่! มีผม, คุณชายโหลวฮวน กับจ้าวหย่า” จางเซวียนพยักหน้า
“ดี ห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงอยู่ถัดไปอีกหน่อย ต้องผ่านการทดสอบแล้วเท่านั้น พวกคุณถึงจะเข้าไปที่ทะเลสาบหยินหยางได้”
ผู้ว่าการอู๋อธิบาย “เหตุผลที่พวกเราต้องมีการทดสอบก็เพราะธรรมชาติอันแปลกประหลาดของทะเลสาบหยิน-หยาง การผสมผสานกันของพลังหยินกับหยางสามารถสร้างแรงกดดันหนักหน่วงให้กับร่างกายมนุษย์ ทำให้พวกเขาต้องเจ็บปวดแสนสาหัส ใครที่ไม่อาจทานทนกับสภาวะของห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงได้ เมื่อเข้าไปที่ทะเลสาบหยิน-หยาง ก็จะถูกกระแสพลังหยางแผดเผาจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน หรือไม่ก็กลายเป็นน้ำแข็งไปเพราะกระแสพลังหยินของที่นั่น”
“ผมเข้าใจแล้ว”
จางเซวียนพยักหน้า
เขาเองก็สงสัยว่าทำไมต้องเข้ารับการทดสอบอีก เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลที่แท้จริง
การทดสอบก็คือการตรวจสอบระดับความทนทานของผู้นั้นล่วงหน้าเพื่อให้แน่ใจ
เมื่อไปถึง จางเซวียนพบว่าห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงมีลักษณะคล้ายกับบ้านวัดใจที่เขาเคยเข้าไปเมื่อสมัยรับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ที่อาณาจักรเทียนหวู่
“ใครจะเข้าไปก่อน?” ผู้ว่าการอู๋ถามยิ้มๆ
“ผม…”
เมื่อได้ยินคำถาม คุณชายโหลวฮวนก็พรวดออกมา
หลังจากแข่งขันกับจางเซวียนมาหลายรอบ ในที่สุดเขาก็รู้ซึ้งถึงความจริงข้อหนึ่ง หากปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าไปก่อน นอกจะจะถูกแย่งซีนไม่เหลือหรอ หมอนั่นก็อาจทำให้ทุกอย่างพังพินาศไปหมด…
ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับทั้งผู้อาวุโสอู๋, ผู้อาวุโสอวิ๋น และผู้อาวุโสไป๋ก็บอกอะไรได้มาก…หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร จางเซวียนก็ไม่ควรเป็นคนแรก
พูดง่ายๆ คือปลอดภัยไว้ก่อน
เขาควรเข้ารับการทดสอบเป็นคนแรก เพื่อจะได้ไม่ต้องรับมือกับปัญหาที่อาจตามมา
และอย่างน้อยที่สุด ก็จะได้พอหลงเหลือความมั่นใจอยู่บ้าง
เห็นอีกฝ่ายเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น ผู้ว่าการอู๋พยักหน้าและสั่งการ “หยดเลือดลงไปบนคริสตัลที่อยู่หน้าประตูก่อนจะเข้าไปข้างในนะ!”
“ได้”
คุณชายโหลวฮวนเดินไปที่คริสตัล เขากัดนิ้วและหยดเลือดลงไปหนึ่งหยดก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน
ทันทีที่เข้าไป เสียงครั่นครื้นราวสายฟ้าฟาดก็ดังขึ้นไม่หยุดหย่อน ยากที่จะจินตนาการได้ว่าความน่าสะพรึงแบบไหนที่อยู่ข้างใน
ดูเหมือนผู้ว่าการอู๋จะรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งนี้ต้องเกิดขึ้น เธอยืนนิ่ง โดยเอาสองมือไพล่หลังไว้
แอ๊ด!
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ร่างยับเยินก็เดินออกมาจากห้อง ผมเผ้าของเขาชี้โด่เด่ ควันดำปี๋ลอยโขมงจากตัว จะเป็นใครได้ถ้าไม่ใช่คุณชายโหลวฮวน?
ในเวลานี้ คุณชายโหลวฮวนไม่ได้เป็นชายหนุ่มหน้าตาหมดจดอย่างที่เคยเป็น เขาดูเหมือนขอทานที่เพิ่งคลานออกมาจากกองขยะ ด้วยสภาพยับเยินไปทั้งร่าง ทำให้ดูทุเรศทุรังแบบสุดๆ
“แม้สภาพจิตของเขาจะถูกทำให้แปรปรวน แต่ก็ผ่านการทดสอบได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง นั่นแปลว่าทักษะพื้นฐานของเขาไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เอาล่ะ คุณมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้เข้าไปในทะเลสาบหยิน-หยาง!”
เมื่อชำเลืองมองก้านธูปนอกห้องที่ยังเหลืออยู่อีกเล็กน้อย ผู้ว่าการอู๋พยักหน้า
ถึงคุณชายโหลวฮวนจะอยู่ในห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงเกือบ 2 ชั่วโมง แต่เขาก็ออกมาได้ทันเวลา ทั้งยังรักษาสติสัมปชัญญะไว้ได้เหมือนเดิม นี่แสดงให้เห็นว่าเขามีความอดทนอดกลั้นเป็นเลิศ จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้เข้าทะเลสาบหยิน-หยาง
“ผู้ว่าการอู๋บอกว่าห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงคือบททดสอบความแข็งแกร่งของสภาวะจิตไม่ใช่หรือ? แล้วทำไม…” จางเซวียนสงสัย
“ห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงคือการทดสอบความแข็งแกร่งของสภาวะจิตก็จริง แต่เมื่อสภาวะจิตของใครสักคนถูกทำให้แปรปรวน ก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดการบาดเจ็บไปด้วย เพราะฉะนั้น การที่จะเดินผ่านสภาวะแบบนั้นออกมาได้ ผู้นั้นจะต้องมีความบึกบึนและอดทนมาก”
เมื่ออธิบายจบ ผู้ว่าการอู๋ก็มองหน้าจางเซวียน “ปรมาจารย์จาง คุณกับจ้าวหย่า ใครจะเป็นคนต่อไป?”
“ฉันเอง!” จ้าวหย่าก้าวออกมา
ด้วยกระบวนการเดียวกับเมื่อครู่ จ้าวหย่าเดินเข้าไปในห้อง แต่อีกเพียงหนึ่งชั่วโมงต่อมา เธอก็ทำสำเร็จ เมื่อเห็นภาพนั้น คุณชายโหลวฮวนก็ได้แต่ท้อแท้และตะโกนก้องคำว่า ‘ปีศาจ’ อยู่ในใจ
ใครๆ ก็รู้ว่าทั้งอายุและระดับวรยุทธของจ้าวหย่ายังด้อยกว่าเขา
แต่ผลการทดสอบครั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจ้าวหย่าเก่งกาจกว่าคุณชายโหลวฮวน เป็นเพราะสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ในตัวที่ทำให้จ้าวหย่ามีภูมิต้านทานความหนาวและมีเกราะป้องกันความร้อน…การทดสอบนี้อาจยากเย็นสำหรับนักรบส่วนใหญ่ แต่ถือว่าง่ายดายมากสำหรับเธอ
ด้วยเหตุนี้ แม้ผมเผ้าเสื้อผ้าของจ้าวหย่าจะยับย่นไปบ้างตอนที่เดินกลับออกมา แต่ก็อยู่ในสภาพดีกว่าคุณชายโหลวฮวนมาก
“ตาผม!”
เห็นทั้งคู่ผ่านการทดสอบไปแล้ว จางเซวียนก็ทำตามกระบวนการก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
เมื่อเห็นจางเซวียนเดินเข้าไป คุณชายโหลวฮวนถาม “ท่านอาจารย์ คุณคิดว่าปรมาจารย์จางจะใช้เวลานานแค่ไหน?”
“สำหรับคุณที่ใช้ไปเกือบสองชั่วโมง และจ้าวหย่าราวหนึ่งชั่วโมง ผมคิดว่า…ปรมาจารย์จางคงผ่านได้ในเวลาไม่ถึง 15 นาที!” ประธานคังตอบ
ชายผู้นี้สร้างปาฏิหาริย์ไว้มากมายก่ายกอง ขนาดลูกศิษย์ของเขายังผ่านการทดสอบได้ในหนึ่งชั่วโมง ก็เป็นไปได้ว่าเขาคงใช้เวลาไม่ถึงครึ่ง
“15 นาที?”
คุณชายโหลวฮวนส่ายหน้า “ผมว่าเขาใช้เวลาอย่างมากก็ 5 นาทีเท่านั้นแหละ!”
คุณชายโหลวฮวนประทับใจในความเก่งกาจระดับปีศาจของจางเซวียน ทุกครั้งที่เขาคิดว่าไม่มีทางที่จางเซวียนจะทำสำเร็จ หมอนั่นก็จะต้องทำอะไรที่เหนือความคาดหมายของใครๆ ตลอดเวลา
อย่างครั้งนี้ก็เหมือนกัน
อันที่จริง เขาเห็นด้วยกับความคิดของอาจารย์ว่าจางเซวียนน่าจะทำสำเร็จภายใน 15 นาที แต่ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง…จิตใต้สำนึกของเขาบอกว่าผลการทดสอบน่าจะชวนอึ้งกว่าที่คิดไว้
“5 นาที?” ผู้ว่าการอู๋ส่ายหน้าเมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่
นี่คือห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิง การทดสอบที่น่าสะพรึงสุดๆ แล้ว…
ผ่านได้ภายใน 5 นาทีนี่นะ? คุณสองคนฝันไปแล้วล่ะ!
“ผู้ว่าการอู๋ คุณยังไม่เข้าใจว่าปรมาจารย์จางน่าสะพรึงแค่ไหน อันที่จริงผมคิดว่า… 5 นาทีก็ดูจะเป็นการประเมินเขาต่ำไป…” คุณชายโหลวฮวนอธิบาย
“น่าทึ่งอย่างนั้นเชียว?”
ได้ฟังปรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่องยืนยันเป็นมั่นเหมาะ ความคิดของผู้ว่าการอู๋ก็ชักแกว่งๆ
ปรมาจารย์จางคนนี้มองเห็นปัญหาที่หลุดรอดแม้สายตาของประธานคัง และหากจะพูดตามตรง ตัวเขาก็มีอะไรพิลึกพิลั่นอยู่ไม่น้อย บางที เขาอาจทำในสิ่งที่ใครๆ ไม่คาดคิดได้จริงๆ
“จริงๆ นะ คุณรอดูเถอะ!”
คุณชายโหลวฮวนพูดอย่างมั่นใจกว่าตอนที่เขาจะเข้ารับการทดสอบเสียอีก
“5 นาทีผ่านไปแล้ว…”
ไม่ช้า 5 นาทีก็ผ่านไป แต่ประตูห้องก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิด
“บางที…อาจจะ 10 นาที…”
คุณชายโหลวฮวนชักเจื่อน เขาเปลี่ยนคำพูด
แล้ว 10 นาทีก็ผ่านไป แต่ห้องก็ยังปิดสนิท
“หรืออาจจะ… 15 นาที?” เดาผิดไปแล้ว 2 ครั้ง คุณชายโหลวฮวนพึมพำอย่างสงสัย
แต่ก็น่าเสียดาย…ที่เมื่อผ่านไปแล้ว 15 นาที ก็ยังไม่มีใครกลับออกมา
30 นาที!
50 นาที!
80 นาที…
…..
ไม่ช้า 2 ชั่วโมงก็ผ่านไป แต่ประตูห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงก็ยังปิดสนิท
“หมดเวลาแล้วนะ แต่เขาก็ยังไม่ออกมา…คงจะไม่ผ่านการทดสอบแล้วล่ะ”
ผู้ว่าการอู๋ส่ายหน้าอย่างเสียดาย
เธอคิดว่าชายหนุ่มจะสร้างปาฏิหาริย์อย่างที่ใครๆ พูดกัน แต่เท่าที่เห็น ก็ดูจะยกยอเขามากไป
ไม่เพียงแต่จะสร้างปาฏิหาริย์ไม่ได้ แม้จะผ่านการทดสอบ…ก็ยังไม่ผ่านด้วยซ้ำ
“เขาไม่ผ่าน…” คุณชายโหลวฮวนหน้าถอดสี ทำท่าราวกับคนท้องผูก
ทุกครั้งที่เขาสงสัยในตัวหมอนั่น อีกฝ่ายก็จะต้องพลิกสถานการณ์กลับมาเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเขาคิดผิด ซึ่งครั้งนี้ เขาประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องมีผลการทดสอบยอดเยี่ยม…แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว?
ปรมาจารย์จาง คุณก็ตั้งหน้าตั้งตาจะทำอะไรให้ตรงข้ามกับที่ผมพูดไปหมดใช่ไหม…
คุณชายโหลวฮวนอึดอัดขัดข้องใจไปหมด
ประธานคังก็แทบทรุด เขาร่ำๆ จะปล่อยโฮ
ปรมาจารย์จางทำผลงานที่สภาปรมาจารย์ได้เป็นเลิศ มันเรื่องอะไรถึงมาพลาดพลั้งที่นี่?
มันเกิดอะไรขึ้นในนั้น?
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อน ตอนที่จางเซวียนเพิ่งเข้าไปในห้อง
เมื่อพ้นบานประตูไป มีทางเดินขนาดยาวที่ดูเหมือนจะพุ่งตรงไปสู่สุดขอบโลก
ฟึ่บ!
ทันทีที่ประตูปิด จางเซวียนก็รู้สึกถึงความร้อนแผดเผาที่พุ่งเข้าทิ่มแทงเขาจากทุกทิศทาง ราวกับหลุดเข้าไปในเตาเผาอะไรสักอย่าง
จางเซวียนขับเคลื่อนพลังปราณเทียบฟ้า เขาเหลียวหลังไปมอง แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว
ประตูที่เพิ่งปิดตามหลังนั้นหายวับไปไหนไม่รู้ ราวกับมันไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก
“หรือเราต้องเดินไปจนสุดทางเดินนี้ ถึงจะกลับออกไปได้?”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
หรืออันที่จริง ห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงเป็นค่ายกลอานุภาพสูง? และวิธีเดียวที่จะกลับออกไปได้ก็คือเดินไปจนสุดทาง?
จางเซวียนออกจะสงสัย แต่ก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ
พรึ่บ!
หลังจากไปได้อีก 2 – 3 ก้าว ความร้อนหนักหน่วงก็พุ่งเข้ามาอีก ทะเลเพลิงปรากฏขึ้นโดยรอบ ซึ่งไม่มีทางหลบเลี่ยงได้หากจางเซวียนอยากไปต่อ
“ช่างเถอะ ไปมันดุ่ยๆ แบบนี้แหละ!”
หลังจากเดินวนเวียนดู จางเซวียนก็ยังหาทางออกไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจเดินหน้า
พลังปราณเทียบฟ้านั้นมีอานุภาพน่าทึ่ง ทั้งๆ ที่ความร้อนแผดเผาลามเลียผิวหนังของเขาอยู่ แต่ก็ไม่ระคายผิว ทำให้เขาบาดเจ็บไม่ได้แม้แต่น้อย
ขณะที่จางเซวียนหยุดยืนตรงหน้าเปลวไฟและพร้อมจะก้าวข้ามมันไป นัยน์ตาของเขาก็พร่ามัวขึ้นมากะทันหัน และในชั่วพริบตานั้น ก็เหมือนกับเขาก้าวเข้าไปในธารน้ำแข็ง ความเย็นเยือกจับขั้วหัวใจพุ่งเข้าไปถึงกระดูก และแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างผ่านทางเดินพลังปราณ ทำให้สั่นสะท้านไม่หยุด
เขากำลังจะกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง
ในฐานะนักรบเหนือมนุษย์ ภายใต้สภาวะปกติ ต่อให้เขาต้องนอนในโพรงน้ำแข็ง ตราบใดที่มีพลังปราณปกป้องอยู่ ก็จะไม่รู้สึกหนาวเย็นแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้จางเซวียนกำลังตัวสั่นไม่หยุด ซึ่งถือเป็นเรื่องประหลาดมาก
จางเซวียนขับเคลื่อนพลังปราณเพื่อสู้ความหนาว พลางคิด ‘ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมคุณชายโหลวฮวนถึงมีสภาพแบบนั้น เขาจะต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัสกับทั้งเปลวไฟและน้ำแข็ง…’
แม้นักรบเหนือมนุษย์จะมีความสามารถในการรับมือกับสภาพแวดล้อม แต่การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างปุบปับก็ยังเป็นเรื่องที่รับมือได้ยาก
ก็เหมือนกับการจุ่มมือลงไปในน้ำเย็น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทนได้ แต่หากจุ่มมือลงไปในน้ำอุ่นก่อนแล้วตามด้วยน้ำเย็น ความแตกต่างและตรงกันข้ามของอุณหภูมิย่อมเป็นสิ่งที่ทนทานได้ยาก
ขณะที่จางเซวียนเดินหน้าต่อไป ก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
‘เปลวเพลิงและน้ำแข็ง ไม่…มันไม่ใช่ค่ายกลหรอก ต่อให้ค่ายกลระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดก็ทำไม่ได้ขนาดนี้’
แม้ค่ายกลระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดก็ยังไม่อาจทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงปุบปับได้เท่ากับที่เขาเพิ่งเจอมา แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วการทดสอบนี้สร้างขึ้นจากจากอะไร?
‘อีกอย่าง เราไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของกระแสพลังจิตวิญญาณเลย ถ้าเป็นค่ายกลจริงๆ ก็ต้องรู้แล้ว…’
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาว ถ้าตรงนี้มีค่ายกล ถึงไม่ใช้ดวงตาหยั่งรู้ จางเซวียนก็รู้สึกได้ แต่ทั้งเปลวเพลิงและน้ำแข็งตรงนี้ไม่ใช่ค่ายกล…
จะต้องมีบางอย่างที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่านั้น อย่างน้อยที่สุดก็คงไม่ใช่อะไรที่ง่ายๆ เหมือนกับการเดินไปตามทางเดินทั่วไป
แถมผู้ว่าการอู๋ก็เคยพูดไว้ว่า นี่เป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของสภาวะจิต ซึ่งสภาวะจิตของคุณชายโหลวฮวนถูกทำให้แปรปรวนไป ยิ่งคิด จางเซวียนก็ยิ่งงง
“ต้องดูเสียหน่อยว่ามันคืออะไร…ดวงตาหยั่งรู้!”
จางเซวียนเปิดใช้งานดวงตาหยั่งรู้ด้วยความสงสัย
ฟึ่บ!
รังสีสว่างวาบเรืองรองไปทั่ว เส้นสายของการหยั่งรู้หลายเส้นปรากฏในดวงตาของเขา
หลังจากเพ่งมองอยู่พักหนึ่ง จางเซวียนก็ส่ายหน้า
“มันเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของสภาวะจิตจริงๆ …ทั้งจิตวิญญาณและสติสัมปชัญญะของเราถูกล่อลวงด้วยภาพลวงตา!”
เมื่อใช้ดวงตาหยั่งรู้ ในที่สุดจางเซวียนก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งเปลวไฟและน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้าเขาล้วนไม่ใช่ของจริง มันเป็นภาพลวงตา
ก็เหมือนกับคริสตัลที่บ้านวัดใจซึ่งต้องหยดเลือดของผู้เข้ารับการทดสอบลงไป มันจะสร้างภาพลวงตาของเปลวเพลิงและน้ำแข็งขึ้นมา ผู้ที่พ่ายแพ้จะถูกกักขังเอาไว้นานแสนนาน ไม่มีใครช่วยได้
ดวงตาหยั่งรู้มองทะลุความจอมปลอมเหล่านี้ได้ทั้งหมด ต่อให้ภาพลวงตาจะสมจริงสักแค่ไหน แต่ด้วยสายตาอันเฉียบคมของจางเซวียน พวกมันย่อมเปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงออกมา อันที่จริง ทุกอย่างที่เห็นล้วนอยู่ที่เดิม เขากำลังยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ทั้งความร้อนแผดเผาและความเย็นเยือกที่รู้สึกเมื่อครู่ไม่ได้ทำอะไรเขาทั้งนั้น
พูดอีกอย่างก็คือ ความเจ็บปวดและทรมานที่จางเซวียนเพิ่งได้รับเป็นเพียงสิ่งที่พุ่งเข้าโจมตีจิตสำนึกของเขา
“ทำได้ถึงขนาดนี้โดยไม่ต้องใช้ค่ายกล ที่ราบธารน้ำแข็งนี่ช่างน่าทึ่งเสียจริง!”
สุดท้าย จางเซวียนก็แน่ใจว่ามันไม่ใช่ค่ายกล แต่ก็ให้อานุภาพรุนแรงที่เหมือนกับค่ายกลมาก ห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิงแห่งนี้ไม่ธรรมดาเลย
ดูคล้ายกับดักกลที่ออกแบบโดยนักออกแบบสวรรค์สร้างซึ่งเขาเพิ่งเจอที่สุสานของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ
มีบางอาชีพที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่ายกล แต่สามารถรังสรรค์อุปกรณ์ที่มีอานุภาพไม่ด้อยไปกว่าค่ายกลขึ้นได้
นี่คือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาสร้างมรดกของตัวเองขึ้นมาให้สืบทอดกันได้อีกหลายชั่วอายุคนโดยไม่สูญหายไป
“มันจะต้องมีบางอย่างที่กระทบกระเทือนสติสัมปชัญญะของเรา ทำให้เรารู้สึกร้อนหนาวสลับกันไป”
แม้จะไม่ใช่ค่ายกล แต่ภาพลวงตาที่สมจริงจนทำให้จิตใจแปรปรวนได้ขนาดนี้จะต้องมีต้นกำเนิดอันทรงพลังหรือพลังงานพิเศษบางอย่างอยู่เบื้องหลังแน่
“ข้อบกพร่อง!”
เมื่อพอเข้าใจสถานการณ์แล้ว จางเซวียนก็ดึงสติกลับมา เขาเดินวนไปรอบๆ แตะทั้งพื้นและผนังของห้องน้ำแข็งและเปลวเพลิง ไม่ช้า หนังสือเล่มหนึ่งก็ปรากฏในหัว
“เข้าใจแล้ว…”
เมื่ออ่านจบ จางเซวียนก็ยิ้ม
“ที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง ปรากฏการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการเหลื่อมซ้อนกันของที่ราบธารน้ำแข็งกับเปลวเพลิงต้นกำเนิด…มันจะต้องอยู่ตรงไหนสักแห่งของที่นี่แหละ!”
หลังจากเลี้ยวซ้ายแลขวาไปรอบๆ จางเซวียนก็เดินไปที่ตำแหน่งหนึ่งแล้วแตะลงไปหลายจุด
ฟึ่บ!
ทันทีที่กับดักกลถูกเปิดใช้งาน หลุมขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา
มันมีสีดำสนิทอย่างน่าประหลาด ลึกจนเกินหยั่งถึง
“ต้องลงไปดู!”
ใครที่เจอหลุมที่บอกไม่ได้ว่าลึกแค่ไหน ก็คงลังเลที่จะลงไป แต่เพราะมีเคล็ดวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดง จางเซวียนจึงไม่กังวล
เขาโดดลงไปในหลุมนั้นและร่วงลงไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ร่วงลงไปได้ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็สำแดงวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดงเพื่อหน่วงการร่วงนั้นให้ช้าลง หลังจากใช้เคล็ดวิชานั้นอีกหลายครั้ง เขาก็ร่วงลงมาหลายพันเมตร ก่อนเท้าจะแตะพื้น
ถ้ำใต้ดินนี้กว้างขวางมาก มองไปสุดลูกหูลูกตา มีทะเลสาบอยู่ตรงหน้าซึ่งมีรัศมีราว 2 เมตร แต่มัน ดูพิสดารพันลึกสุดๆ ฟากหนึ่งมีลาวาลอยอยู่บนผิวหน้า ขณะที่อีกฟากมีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่
เขาคิดว่าพลังจิตวิญญาณอันมีชีวิตชีวาที่ล่องลอยอยู่ในศาลาด้านบนก็น่าทึ่งพอแล้ว แต่ด้วยอานุภาพของทะเลสาบ พลังจิตวิญญาณที่อยู่โดยรอบบริเวณนี้ยิ่งเข้มข้นกว่าข้างบนอีกหลายเท่า
‘หรือว่านี่คือทะเลสาบหยิน-หยาง?’ จางเซวียนคิด



