Skip to content

Library Of Heaven’s Path 556

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 556 จ้าวหย่าจากไป (1)

หลังจากความก้าวหน้าครั้งใหญ่ ระดับวรยุทธของจ้าวหย่ากับผู้ว่าการอู๋ก็ไม่ห่างกันมากนัก ภายในเวลาหนึ่งวัน จางเซวียนก็ใช้หยดเลือดของจ้าวหย่ารักษาอาการป่วยที่ทำร้ายผู้ว่าการอู๋มาเนิ่นนานได้สำเร็จ ทำให้เขาเอาชนะใจอีกฝ่ายและได้ความสำนึกในบุญคุณมากขึ้นอีก

C

“ปรมาจารย์จาง ผู้แทนจากสำนักงานใหญ่มาขอพบ!”

ตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาของการประลองปรมาจารย์แล้ว ขณะที่ประธานคังกับพลพรรคกำลังจะเดินทางกลับ ผู้ว่าการอู๋ก็เดินมาหา

เธอได้รายงานเรื่องการปรับปรุงแก้ไขเคล็ดวิชาพลังหยินและพลังหยางไปยังสำนักงานใหญ่ และเพราะเรื่องนี้ ผู้แทนจึงรีบมาที่นี่

“ได้สิ!”

จางเซวียนพยักหน้าและเดินตามผู้ว่าการอู๋ไปยังห้องโถงใหญ่ของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง

มันคือห้องที่ผู้ว่าการอู๋ใช้ต้อนรับพวกเขาตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ทันทีที่เข้าไป ก็เห็นสุภาพสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่กลางห้อง เมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้ามา เธอก็หันมามอง

“ผู้แทน นี่คือปรมาจารย์จาง!” ผู้ว่าการอู๋แนะนำ

“ปรมาจารย์จาง ฉันคือลิ่วชวน จากสำนักงานใหญ่ของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง!”

ผู้แทนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม นัยน์ตาของเธอเปล่งประกายชื่นชมยกย่องชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า

ครั้งแรกที่ได้ข่าว เธอก็ยังแคลงใจอยู่ แต่เมื่อเห็นเทคนิควรยุทธฉบับปรับปรุงแล้วก็ถึงกับอึ้งไป

เธอคิดว่าบุคคลผู้เก่งกาจถึงขนาดปรับปรุงเทคนิควรยุทธของพวกเธอได้คงเป็นผู้อาวุโส แต่กลับตรงกันข้าม กลายเป็นชายหนุ่มที่ยังอายุไม่ถึง 20 ปี

“จางเซวียน, ปรมาจารย์!”

จางเซวียนประสานมือคารวะและตอบรับคำทักทาย เขาตั้งต้นประเมินสุภาพสตรีที่อยู่ตรงหน้า แต่มองแค่ปราดเดียวก็อดหรี่ตาด้วยความตกตะลึงไม่ได้

วรยุทธของเธอราวกับมหาสมุทรกว้างใหญ่ที่ลึกล้ำเกินหยั่ง ถึงใช้ทักษะการหยั่งรู้ที่จางเซวียนมีอยู่ตอนนี้ ก็ยังไม่อาจประเมินพละกำลังที่แท้จริงของเธอได้

จะว่าไป พละกำลังของเธอน่าจะเหนือชั้นกว่าเมื่อครั้งที่จางเซวียนรู้สึกตอนเผชิญหน้ากับมั่วคุนเสินที่สุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเสียอีก!

มั่วคุนเสินเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ถ้าแข็งแกร่งกว่าเขา…เธอจะมีวรยุทธขั้นไหน?

ไม่แปลกใจเลยที่เธอตรงดิ่งจากสำนักงานใหญ่มาถึงที่นี่ได้ภายในครึ่งเดือน…น่าสะพรึงจริงๆ !

“ไม่เลวเลย!”

อีกด้านหนึ่ง สุภาพสตรีวัยกลางคนก็พึมพำออกมาเมื่อเห็นชายหนุ่มยังมีทีท่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวทั้งที่รู้สึกได้ถึงวรยุทธอันน่าสะพรึงของเธอ เธอพยักหน้าอย่างชื่นชม จากนั้นก็หัวเราะเบาๆ และพูดว่า “มีเหตุผล 2 ข้อที่ทำให้ฉันต้องเดินทางมาจากสำนักงานใหญ่”

“อ้อ?” จางเซวียนมองหน้าเธอ

“ข้อแรก การดัดแปลงและปรับปรุงเทคนิควรยุทธของปรมาจารย์จางได้ช่วยชีวิตมวลหมู่สมาชิกของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงไว้นับไม่ถ้วน ฉันขอขอบคุณแทนพวกเราทุกคนด้วย เราจึงอยากเชิญคุณไปเยี่ยมเยียนสำนักงานใหญ่ในฐานะแขกของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง เราเต็มใจ ต้อนรับคุณด้วยเกียรติยศเทียบเท่ากับผู้อาวุโสคนหนึ่ง!”

“ผู้อาวุโส?”

เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ผู้ว่าการอู๋ถึงกับตัวสั่น

สำนักงานใหญ่ของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งนั้นคือหนึ่งในกลุ่มอำนาจที่โด่งดังและทรงพลังที่สุดทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์ ในฐานะผู้ว่าการสาขาหนึ่ง เธอก็พอรู้ถึงลำดับของอิทธิพลและ ความแข็งแกร่งในนั้น ต่อให้เธออุทิศทั้งชีวิตให้ ก็ยังไม่มีทางที่จะได้เป็นผู้อาวุโสของสำนักงานใหญ่ มันคือตำแหน่งที่สงวนไว้ให้กับสมาชิกที่ปราดเปรื่องและแข็งแกร่งที่สุด

“แล้วเงื่อนไขคืออะไร?” จางเซวียนถาม

ในเมื่อเธอยื่นข้อเสนอดีงามขนาดนี้ ก็แน่นอนว่าต้องมีจุดประสงค์บางอย่างอยู่ในใจ ถึงอย่างไรในโลกนี้ก็ไม่มีข้าวให้กินฟรี

“ปรมาจารย์จางก็ช่างตรงไปตรงมาเสียจริง!”

เห็นชายหนุ่มไม่เพ้อพกไปกับข้อเสนอของเธอ ลิ่วชวนพยักหน้าอย่างพออกพอใจ “ง่ายนิดเดียว พวกเราหวังว่าปรมาจารย์จางจะช่วยแก้ปัญหาให้เทคนิควรยุทธของเรา และมาเป็นพลเมืองถาวรของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง”

“พลเมืองถาวร? พูดง่ายๆ ก็คือผมออกไปไหนมาไหนไม่ได้ใช่ไหม?” จางเซวียนขมวดคิ้ว

มรดกตกทอดที่เป็นรากฐานของแต่ละอาชีพจะถือเป็นเทคนิคเฉพาะทาง ไม่อาจเปิดเผยให้คนนอกล่วงรู้ ในเมื่ออีกฝ่ายร้องขอให้เขาแก้ปัญหาเกี่ยวกับเทคนิควรยุทธและเข้าเป็นพลเมืองถาวรของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง เจตนาของเธอก็ชัดเจนไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว…นั่นคือต้องการจะป้องกันไม่ให้เทคนิควรยุทธที่ว่านั้นรั่วไหลออกไป ดังนั้น จางเซวียนจะต้องถูกจํากัดการเคลื่อนไหวอย่างเข้มงวด หากไม่ได้รับอนุญาต เขาก็คงออกจากดินแดนนั้นไม่ได้

ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ชีวิตของเขาจะต่างอะไรกับนักโทษ!

“ปรมาจารย์จาง อย่าเพิ่งเข้าใจผิด การจะออกไปไหนมาไหนไม่ใช่ปัญหา แต่คุณจะต้องผ่านการทดสอบความจงรักภักดีจากทางศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งก่อน เพื่อพวกเราจะได้แน่ใจว่าคุณจะไม่ทรยศหักหลัง อีกอย่าง คุณก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่ามรดกตกทอดของแต่ละอาชีพนั้นสำคัญแค่ไหน เราต้องหามาตรการป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้เทคนิควรยุทธของเรารั่วไหลออกไป…”

เมื่อถูกจับไต๋ได้อย่างจะๆ ผู้แทนลิ่วชวนก็ทำหน้าไม่ถูก

“ผมเข้าใจว่าพวกคุณมีกฎเกณฑ์ของตัวเอง แต่ผมตอบรับคำเชิญของคุณไม่ได้หรอก!” จางเซวียนโบกมือ

ให้ไปเป็นนักโทษนี่นะ?

แม่คุณ…ล้อเล่นเถอะ! ผมไม่ได้เป็นพวกชอบความรุนแรง!

ทั้งที่ถูกปฏิเสธซึ่งๆ หน้า ผู้แทนลิ่วชวนก็ยังไม่ลดละ “อันที่จริง ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งของเรา ไม่ใช่สถานที่เลวร้ายนะ สมาชิกทั้งหมดล้วนเป็นสุภาพสตรี และขอแค่ปรมาจารย์จางปรารถนา คุณจะแต่งงานกับพวกเธอสักกี่คนก็ได้!”

ที่ราบธารน้ำแข็งเต็มไปด้วยสาวสวยหยาดเยิ้มอย่างหาใครเทียบ และก็มีแขกสุภาพบุรุษผู้ทรงอำนาจอยู่ 2 – 3 คนที่ตัดสินใจจะอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นการถาวรเพราะสาวๆ เหล่านั้น

“คุณบอกเหตุผลข้อที่ 2 มาก่อนเถอะ!” จางเซวียนส่ายหน้า

ด้วยสภาพร่างกายอันเป็นข้อจำกัดของเขา จางเซวียนไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวให้ได้ก่อนอายุสามสิบปีเพื่อรักษาชีวิตให้รอด เมื่อมีเรื่องนี้ค้ำคอ ทั้งเกียรติยศและตัณหาราคะก็ดูจะไม่สำคัญเลย

นี่คือเหตุผลที่แม้จะรู้ว่าทั้งองค์หญิงโม่หยู่ เสิ่นปี้หรู และสาวสวยอีกสองสามคนต่างสนอกสนใจในตัวเขา แต่เขาก็ยังนิ่งเฉย

ในเมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย จะเอาเวลาและใจที่ไหนไปคิดเรื่องโรแมนติก?

เห็นอีกฝ่ายปฏิเสธข้อเสนอ ใบหน้าของผู้แทนลิ่วชวนฉายความผิดหวังออกมา แต่ก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว เธอมองหน้าจางเซวียนอีกครั้งและพูดอย่างจริงจัง

“เหตุผลข้อที่สองนั้นเกี่ยวข้องกับลูกศิษย์ของคุณ…จ้าวหย่า!”

จางเซวียนขมวดคิ้ว

“สภาวะปราณหยินบริสุทธิ์นั้นสำคัญต่อที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงของพวกเรามาก ฉันเชื่อว่าผู้ว่าการอู๋คงบอกคุณแล้ว” ผู้แทนลิ่วชวนพูด

“ผู้ว่าการอู๋ก็พูดอะไรทำนองนั้นแหละ แต่ก็ไม่ได้บอกเหตุผล”

ก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการอู๋พูดแค่ว่าโชคชะตาของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงขึ้นอยู่กับการได้เจอนักรบที่มีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์สักคน

“มรดกตกทอดของที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิงนั้นมีต้นกำเนิดจากบรรพบุรุษเก่าแก่ของเราคนหนึ่งซึ่งมีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ จึงมีกฎเกณฑ์ว่า…ผู้ว่าการสูงสุดของศาลาว่าการของเราจะต้องมีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์…ซึ่งก็ผ่านมากว่าพันปีแล้วนับตั้งแต่ผู้ว่าการสูงสุดคนก่อนเสียชีวิตไป แต่เราก็ยังหาผู้ที่มีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ไม่ได้สักคนเดียว! เมื่อไม่มีผู้นำ กลุ่มอำนาจอื่นๆ ก็เริ่มโจมตีจุดอ่อนของเรา ซึ่งตอนนี้พวกเราก็ใกล้ล่มสลายเต็มทีแล้ว”

ผู้แทนลิ่วชวนถอนหายใจอย่างโล่งอก “ถ้าเราหาผู้ที่มีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์มารับตำแหน่งได้ ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งก็จะผ่านพ้นวิกฤตนี้ และกลับมาเจริญรุ่งเรืองได้อีกครั้ง”

“ผู้ว่าการสูงสุด?”

จางเซวียนชะงัก

เขานึกไม่ถึงว่านี่คือเหตุผลที่คนพวกนี้ต้องการตัวจ้าวหย่า

“ใช่แล้ว!” ผู้แทนลิ่วชวนพยักหน้า “ดังนั้น ฉันจึงหวังว่าจะสามารถพาจ้าวหย่ากลับไปที่สำนักงานใหญ่และหาวิธีปลุกสภาวะพิเศษของเธอให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่เธอจะได้เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการสูงสุดโดยเร็วที่สุด”

“ผมก็ปลุกสภาวะพิเศษให้เธอได้นะ”

จางเซวียนโบกมือ

แม้ทรัพยากรและพละกำลังของเขาจะมีจำกัด แต่เขาก็ยังสร้างความก้าวหน้าให้จ้าวหย่าได้ จางเซวียนมั่นใจว่า…สุดท้าย เขาจะต้องปลุกสภาวะพิเศษของเธอได้อย่างสมบูรณ์

“ฉันได้ยินวีรกรรมของคุณแล้ว รู้ดีว่าคุณเป็นคนเก่งกาจ และมีความเป็นไปได้สูงที่สภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ของจ้าวหย่าจะถูกปลุกขึ้นอย่างสมบูรณ์สักวันหนึ่งหากเธอยังอยู่กับคุณ แต่นั่นแหละ…ปรมาจารย์จาง คุณเคยคิดบ้างไหมว่ามันจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่? 10 ปี? 20 ปี? 50 ปี? หรืออาจจะ 1 ศตวรรษก็ได้!”

ผู้แทนลิ่วชวนจ้องหน้าจางเซวียน “การปลุกสภาวะพิเศษนั้น ยิ่งปลุกได้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ และจำนวนทรัพยากรที่ใช้ก็จะต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก ต่อให้ปรมาจารย์จางเต็มใจทุ่มสุดตัวโดยไม่หวังอะไรตอบแทน คุณคิดว่าจ้าวหย่า…จะเต็มใจรับการทุ่มเทขนาดนั้นจากคุณหรือ?”

“เอ่อ…”

จางเซวียนไม่รู้จะแย้งอย่างไร

ถูกของเธอ การปลุกสภาวะพิเศษก็เหมือนกับการฝึกฝนวรยุทธ ยิ่งอยู่ในระดับสูงขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งก้าวหน้าได้ยากกว่าเดิม

ต่อให้เขาหาทรัพยากรได้มากพอที่จะช่วยจ้าวหย่า แต่เธอจะยินดีรับความช่วยเหลือขนาดนั้นหรือ?

ด้วยนิสัยของจ้าวหย่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอจะยอมรับเลย

อีกอย่าง เขาก็ไม่อาจปกป้องเธอไปได้ตลอดชีวิต

เป้าหมายของอาจารย์คือชี้แนะศิษย์ให้อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่สรรหาทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการมาประเคนให้

ผู้แทนลิ่วชวนพูดต่อ “หากเธอไปศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งของเรา เราจะมอบมรดกตกทอดที่สมบูรณ์ที่สุดและทรัพยากรเพื่อการฝึกฝนวรยุทธที่มากที่สุดให้ เธอจะสามารถปลุกสภาวะพิเศษอย่างสมบูรณ์แบบได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และกลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลถึงขนาดสร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งทวีป คุณเองก็เอาใจใส่ลูกศิษย์เสียขนาดนี้ ฉันคิดว่าคุณคงอยากให้เธอได้เป็นอิสระ และประสบความสำเร็จด้วยตัวเองโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

จางเซวียนพูดไม่ออก

ในฐานะอาจารย์ เขาจำเป็นต้องคิดถึงผลประโยชน์ระยะยาวของลูกศิษย์

แต่จางเซวียนก็คิดแบบเดียวกัน ถึงเขาจะแน่ใจว่าตัวเองสามารถปลุกสภาวะพิเศษของจ้าวหย่าและบ่มเพาะให้เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีทางทำได้รวดเร็วเท่าศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง

ลำพังแค่ปริมาณทรัพยากรก็ต่างกันลิบลับ

อีกอย่าง เพราะผู้ว่าการสูงสุดคนก่อนมีสภาวะปราณหยินบริสุทธิ์ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะมีมรดกตกทอดฉบับสมบูรณ์แบบเกี่ยวกับวิธีการปลุกสภาวะพิเศษ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้การปลุกสภาวะพิเศษของจ้าวหย่าได้ผลดี และมีประสิทธิภาพกว่าการที่เขาจะมัวงมโข่งหาวิธีการอยู่

จางเซวียนส่ายหน้า

แต่ถ้าเธอปฏิเสธ…เขาก็จะไม่ยอมให้ใครบีบบังคับเธอได้เด็ดขาด ต่อให้เป็นศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งผู้มีอิทธิพลล้นฟ้าก็เถอะ!

“ท่านอาจารย์ ฉันเต็มใจไปกับเธอ!”

หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จ้าวหย่าก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น

“คุณเต็มใจไปกับเธอ?”

“ใช่ ฉันเห็นทุกอย่างที่อาจารย์เคยทำให้พวกเรา และหวังว่าสักวันหนึ่งฉันจะทำอะไรให้อาจารย์ได้บ้าง…”

จ้าวหย่ากำหมัดแน่น “และนี่ก็เป็นโอกาส…ที่ฉันจะได้ทำแบบนั้น”

เธอรู้เห็นหมดทุกอย่างว่าอาจารย์ได้ทำอะไรให้บ้างตลอดการเดินทางอันยากลำบากครั้งนี้ และมันก็ทำให้เธอปวดใจที่รู้ดีว่าไม่มีทางทำอะไรตอบแทนเขาได้เลย

และที่สำคัญกว่านั้น…ตัวเธอเองก็มีความสนใจในเรื่องราวของดินแดนแห่งนั้นด้วย บางที…ด้วยตำแหน่งและสถานภาพที่สูงขึ้น ความปรารถนาของเธออาจได้รับการเติมเต็ม

จางเซวียนถอนหายใจ

“ไม่ต้องหรอก ฉันคิดถี่ถ้วนแล้ว และนี่คือการตัดสินใจของฉัน!”

“ลุกขึ้นเถอะ!”

รู้ดีว่าลูกศิษย์ของเขาตัดสินใจแล้ว จางเซวียนจึงได้แต่พยักหน้าขณะที่พยุงให้เธอลุกขึ้น

นกอินทรีต้องยืนหยัดด้วยตัวเองให้ได้ก่อนที่จะผงาดขึ้นสู่ท้องฟ้า

บรรดาลูกศิษย์ก็เช่นกัน

ต่อให้เขาจะฝืนใจสักแค่ไหน ก็ยังต้องปล่อยให้เธอออกไปเผชิญลมพายุแรงกล้าด้วยตัวเอง เพื่อจะได้เติบโตและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริง

“ได้!”

จ้าวหย่าลุกขึ้นยืน

เมื่อตัดสินใจชัดเจนแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จางเซวียนต้องลังเลอีก เขาหันไปมองหน้าผู้แทนด้วยแววตาคุกคาม

“ผู้แทนลิ่วชวน ผมหวังว่าทุกสิ่งที่คุณพูดมาจะเป็นความจริง ถ้าผมรู้ว่ามีการบิดพลิ้วแม้เพียงเล็กน้อย และคุณมีเจตนาทำร้ายลูกศิษย์ของผมล่ะก็ ไม่เพียงแต่ผมจะสังหารคุณ ทั้งศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งก็จะวอดวายด้วย!”

เขาอาจจะยังอ่อนแอ แต่หากอีกฝ่ายจงใจทำร้ายลูกศิษย์ของเขา จางเซวียนก็ไม่เกี่ยงที่จะบุกเข้าสู่ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งและกวาดล้างกลุ่มอำนาจนี้ให้สิ้นชื่อไปจากโลก

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!