ตอนที่ 596 ดวลเพลงดาบ
เว่ยฉางฉิงแทบเสียสติ เพิ่งเมื่อครู่นี้เองที่เขายื่นข้อเสนออย่างงามเพื่อแลกกับการที่เจ้ายักษ์ใหญ่เบริลจะต่อต้านจางเซวียน
แต่แล้ว…มันก็ทรยศเขาในชั่วพริบตา เขาทำอะไรผิดพลาดตรงไหน?
ถ้าอีกฝ่ายยื่นข้อเสนอที่เหนือกว่าเขาอย่างเช่นเลือดอสูรวิเศษที่มีวรยุทธขั้นสูงกว่า เว่ยฉางฉิงก็ยังพอเข้าใจ แต่หมอนั่นก็แค่ตบ…
ความหยิ่งผยองที่แกเคยมีเมื่อครั้งฉันฝึกแกมันหายไปไหน? แกมีศักดิ์ศรีบ้างหรือเปล่า?
“เจ้ายักษ์ใหญ่เบริล แกทำอะไรอยู่? ลืมไปแล้วหรือว่าแกเป็นอสูรของฉัน?”
เว่ยฉางฉิงเลือดขึ้นหน้าด้วยความเดือดดาล เขาคำรามลั่นและกระทืบเท้า
แกเป็นอสูรวิเศษของฉัน ไปคุกเข่าเคล้าเคลียคนอื่นแบบนั้นได้อย่างไร? ถ้าฉันทนเรื่องนี้ได้ ในโลกนี้ ก็คงไม่มีเรื่องอะไรแล้วที่ฉันทนไม่ไหว!
ควั่บ!
แต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ กรงเล็บมหึมาก็พุ่งเข้ามาตรงหน้า
พลั่ก!
เขาถูกเตะยอดออกอย่างจัง เว่ยฉางฉิงกระเด็นหงายหลังไป เลือดพุ่งออกจากปากของเขา
“แก…”
เว่ยฉางฉิงแทบคลั่ง เจ้าตัวที่เตะเขาไม่ใช่ใครอื่น เป็นอสูรของเขาเอง!
นึกไม่ถึงว่าจะถูกอสูรที่เขาทุ่มเททั้งกายใจดูแลมันเตะเอา ดูเหมือนมันทรยศเขาแล้วจริงๆ …
ฉันใช้เวลาฝึกแกตั้ง 2 ปี เสียเงินทองไปมากพอจะสร้างปราสาทได้ทั้งหลัง แต่แล้ว…
แค่คิด เว่ยฉางฉิงก็กระอักเลือดออกมาอีกรอบ
พี่ชาย มันจะเกินไปไหม…
“ปรมาจารย์จาง…ฝึกยักษ์ใหญ่เบริลให้เชื่องได้?”
“แค่ตบผัวะเดียวนี่นะ?”
ขณะที่เว่ยฉางฉิงมัวแต่กระอักเลือด ผู้ชมที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ก็หัวหมุนจนแทบระเบิด สิ่งที่เห็นดูเหลือเชื่อเกินกว่าจะรับไหว
นี่มันปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ปาฏิหาริย์ หรือเวทมนตร์คาถา?
แค่ตบผัวะเดียว ปรมาจารย์จางก็ทำให้เจ้ายักษ์ใหญ่เบริลลืมไปเลยว่าเจ้านายของมันหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงกับเตะส่งเสียอย่างนั้น…
ทำไมดูนิยายแบบนี้?
“ถ้าอย่างนั้น…นี่คือวิธีฝึกอสูรแบบอัดให้น่วมของปรมาจารย์จาง?”
ประธานคัง ปรมาจารย์สู่ว และคนอื่นๆ อ้าปากค้าง
ตอนที่พวกเขาได้ฟังเรื่องนี้จากปากจ้าวเฟยอู่ ทุกคนก็ยังแคลงใจ เพราะฟังอย่างไรก็เหลือเชื่อ แต่เมื่อเห็นกับตา ก็รู้แล้วว่าทั้งเหลือเชื่อและน่าสะพรึงกว่าที่คิดไว้มาก
ทำให้อสูรวิเศษตัวหนึ่งทรยศเจ้านายของมันและกลายเป็นบริวารของเขาได้ด้วยการตบผัวะเดียว
ทำได้อย่างไร?
“งามหน้าอะไรขนาดนี้?”
ผู้อาวุโสหลายคนของสำนักจื้อจิ่งยกมือปิดหน้าอีกรอบ
“แค่ก แค่ก, ไม่ต้องคำนับแล้ว ฉันจะรับแกเป็นอสูรของฉัน!”
หลังจากเจ้ายักษ์ใหญ่เบริลเตะเว่ยฉางฉิงกระเด็นไป มันก็ก้มคำนับจางเซวียนครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับกลัวจะถูกปฏิเสธ
ฮื่อออออ!
เห็นอีกฝ่ายยินยอมรับมัน เจ้ายักษ์ใหญ่เบริลลุกขึ้นยืนและเดินไปยืนริมเวทีเคียงข้างกับอสูรห้าสะพรึงราวกับเป็นลูกน้อง นัยน์ตาของมันวาววับด้วยความตื่นเต้นสุดจะบรรยาย มันชำเลืองมองเว่ยฉางฉิงที่ใบหน้ามีเลือดหยดเป็นทางด้วยอาการหยิ่งผยอง
“…..”
เว่ยฉางฉิงยกมือกุมหน้าอก ปวดใจเสียจนหายใจแทบไม่ออก
เขาเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อครู่นี้เองที่ปรมาจารย์จางถามเขาว่าแน่ใจหรือเปล่า นั่นไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายไม่มั่นใจ…แต่แค่กลัวว่าเขาจะต้องงามหน้าอย่างหนัก
ถ้ารู้อย่างนี้ จะไม่มัวแต่ยึดศักดิ์ศรีและคัดค้านคำแนะนำของเหล่าผู้อาวุโสเลย เขาคงยอมแพ้แต่โดยดี
ตอนนี้ ไม่เพียงแต่จะสูญเสียแหวนเก็บสมบัติกับหยดเลือดอสูรวิเศษ แม้แต่อสูรวิเศษที่ฝึกมากับมือก็ยังทรยศ การดวลเพียงครั้งเดียวทำให้เขาสูญเสียหมดทุกอย่าง…
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เสียงของปรมาจารย์จางก็ดังขึ้น “แบบนี้เรียกว่าผมชนะหรือเปล่า? หากคุณยังไม่เห็นด้วยล่ะก็ เราดวลต่อก็ได้…”
“ไม่ต้องแล้ว ผมยอมแพ้” เว่ยฉางฉิงหน้าซีดด้วยความพรั่นพรึง เขารีบส่ายหน้า
ดวลต่อ?
บ้ารึ? แค่นี้ก็พังจะแย่ ขืนดวลต่อ ผมจะเอาชีวิตรอดได้หรือเปล่าก็ยังสงสัย
เห็นอีกฝ่ายยอมแพ้ จางเซวียนยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นก็หันไปสั่งอสูรห้าสะพรึง
“ห้าสะพรึง คืนทรัพย์สมบัติให้เขา!”
“ฮื่อออออ?”
อสูรห้าสะพรึงแสดงอาการขัดใจอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็ยอมคืนขวดหยกและแหวนเก็บสมบัติให้
“เอ่อ…”
เว่ยฉางฉิงถึงกับผงะ
อสูรห้าสะพรึงฉกของเหล่านี้ไปจากเขาระหว่างการประลอง และด้วยพฤติกรรมไร้ยางอายที่เขาแสดงออกไป ต่อให้ปรมาจารย์จางยึดทุกอย่างไปเป็นของตัวเอง ก็คงไม่มีใครค้าน เขาประหลาดใจมากที่ปรมาจารย์จางคืนของเหล่านี้ให้
“ห้าสะพรึงมันงก คุณก็อย่าถือโทษเลย กว่าคุณจะสะสมทรัพย์สมบัติได้ขนาดนี้ก็ไม่ง่าย ผมจึงควรคืนให้!” จางเซวียนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ปรมาจารย์จาง…”
เว่ยฉางฉิงตาแดงก่ำ
ปรมาจารย์ที่แท้จริงต้องเป็นแบบนี้!
เพื่อเอาชนะ เว่ยฉางฉิงถึงกับแสดงท่าทีที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ทั้งยังใช้วิธีสกปรกมากมาย แต่ถึงขนาดนี้ อีกฝ่ายก็ไม่ใส่ใจและเอาชนะเขาได้อย่างขาวสะอาด ทั้งยังไม่ถือโทษกับสิ่งที่เขาทำลงไปด้วย ถึงกับคืนของที่ยึดไปให้เขาทั้งหมด…
ความเมตตาปรานีครั้งนี้…ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับตัวตลก เมื่อเปรียบเทียบกับปรมาจารย์จาง พฤติกรรมของเขาช่างน่าหัวเราะสิ้นดี
“นับจากนี้ไป เราจะเป็นผู้ติดตามที่จงรักภักดีต่อปรมาจารย์จาง ใครก็ตามที่กล้าให้ร้ายเขา เราจะต้องทำให้หมอนั่นมาขอโทษให้ได้!”
เว่ยฉางฉิงกำหมัดแน่นและปฏิญาณในใจ
ปรมาจารย์ผู้ไร้เทียมทานจำนวนหนึ่งก็มีผู้ติดตามเช่นกัน ซึ่งผู้ติดตามเหล่านั้นจะช่วยสร้างชื่อเสียงและนำความรุ่งโรจน์มาให้
การจะได้เป็นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จนเป็นที่เลื่องลือทั่วทั้งทวีปอันกว้างใหญ่นี้ ผู้ติดตามก็มีส่วนสำคัญ
จางเซวียนคงนึกไม่ถึงว่าน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ครั้งนี้จะทำให้ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวสมัครใจเป็นผู้ติดตามเขา
ความพ่ายแพ้ของเว่ยฉางฉิงก็หมายความว่าจางเซวียนได้เข้าสู่รอบถัดไป ไม่ช้า บนเวทีก็ได้ผู้เข้ารอบทั้ง 8 คน
หลัวชุนและเลี่ยวอู๋จื่อ, สองตัวเก็งผู้โด่งดังที่สุดก็อยู่ในกลุ่มนี้ แต่ที่ทำให้จางเซวียนประหลาดใจก็คือซ่งเชาซึ่งติดโผมากับเขาด้วย แม้หมอนั่นจะดูทึ่มทื่อเมื่ออยู่ต่อหน้าจางเซวียน แต่เขาก็มีความเก่งกาจพอตัว
ด้วยความช่วยเหลือของจางเซวียน คุณชายโหลวฮวนจึงเป็นคนหนึ่งในกลุ่ม แต่แน่นอนว่า รอบนี้การประลองจะเข้มข้นขึ้นอีก การที่เขาจะได้ไปต่อย่อมเป็นเรื่องยาก
ปรมาจารย์หงประกาศรายชื่อของคู่ดวลในรอบถัดไป
“เอาล่ะ เข้าสู่การประลองรอบ 4 คน ผมจะประกาศรายชื่อคู่ประลองนะ เวทีโซน A, โหลวฮวนจากสมาพันธ์นานาอาณาจักรพบกับหลัวชุนจากสำนักเมฆเหิน เวทีโซน B, ปี้เจียงไห่จากสำนักน้ำนิ่ง พบกับซ่งเชาจากสำนักน้ำค้างแข็งสีน้ำเงิน…เวทีโซน D, จางเซวียนจากสมาพันธ์นานาอาณาจักรพบกับเลี่ยวอู๋จื่อจากสำนักพายุเยือกแข็ง!”
“เลี่ยวอู๋จื่อ?”
ได้ยินชื่อคู่ต่อสู้ จางเซวียนชะงัก
เขาเคยเห็นชื่อนี้มาก่อน เลี่ยวอู๋จื่อคืออัจฉริยะหมายเลข 2 รองจากหลัวชุน ในรายชื่อตัวเก็งที่ประธานคังยื่นให้
นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องเจอกับเขาในรอบ 4 คน
“ปรมาจารย์จาง คุณระวังเลี่ยวอู๋จื่อให้ดีนะ ผมดูการประลองนัดก่อนๆ ของเขา เป็นการดวลซึ่งๆ หน้าทั้งหมด และเขาก็ชนะรวด!”
ปรมาจารย์สู่วพูดขึ้นมา “อย่างนัดล่าสุดที่พบกับตัวแทนจากสำนักตะวันขาว แค่ใช้ดาบฟันสามฉับ คู่ต่อสู้ของเขาก็ยกแขนไม่ขึ้นและต้องยอมแพ้!”
“สามฉับ?”
“ใช่ ตลอดการประลอง จำนวนตัวเลขของการใช้ดาบฟาดฟันของเขาที่มากที่สุดก็แค่ 3 ฉับ แถมนัดแรก เขายังไม่ได้ชักดาบออกมาด้วยซ้ำ แค่ใช้ฝักดาบก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว” ปรมาจารย์สู่วพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
การดวลครั้งก่อนของจางเซวียนเกิดขึ้นพร้อมๆ กับเลี่ยวอู๋จื่อ เขาจึงไม่ได้เห็นฝีมือของอีกฝ่ายมากนัก
“ถึงเขาจะเป็นนักรบขจัดสิ่งมัวหมอง-สูงสุด แต่ถ้าผมตาไม่ฝาด…พละกำลังที่แท้จริงของเขาน่าจะเทียบเท่ากับนักรบกึ่งจิตวิญญาณสอดคล้องแล้ว!” ปรมาจารย์สู่วพูดต่อ
จางเซวียนพยักหน้ารับ
ถ้าเป็นอย่างที่ปรมาจารย์สู่วพูด เลี่ยวอู๋จื่อก็เก่งกาจจริงๆ
ใครๆ ก็รู้ว่านอกจากปรมาจารย์จะต้องมีทักษะการหยั่งรู้และความรอบรู้ในเรื่องวรยุทธแล้ว ยังต้องมีพละกำลังที่ผู้ใดไม่อาจโค่นได้ด้วย การเอาชนะปรมาจารย์ที่มีระดับวรยุทธสูงกว่าได้นั้นถือเป็นวีรกรรมน่าทึ่ง
“เริ่มแล้ว!”
หลังจากหารือกันอีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็เห็นอีกฝ่ายเดินขึ้นไปบนเวที เขาจึงเดินตามไปโดยไม่รีรอ
ตอนนี้ รังสีที่เลี่ยวอู๋จื่อแผ่ออกมาดูจะเข้มข้นถึงขีดสุด การปรากฏตัวของเขาดูเฉียบขาดราวกับคมดาบ
ทันที่จางเซวียนก้าวขึ้นไปบนเวที เลี่ยวอู๋จื่อก็พูดขึ้นว่า “ปรมาจารย์จาง ผมขอท้าดวลเพลงดาบกับคุณ!”
“ได้สิ ผมเพิ่งเรียนเพลงดาบใหม่เมื่อเร็วๆ นี้เอง ยังไม่ได้ทดลองเลย”
จางเซวียนยิ้มอ่อน
เขาไม่ได้พูดข่ม ที่พูดออกไปล้วนเป็นความจริง ไม่เพียงแต่จางเซวียนจะไม่เคยใช้ศิลปะเพลงดาบ แต่ยังไม่เคยฝึกฝนมาก่อนด้วย
และเพลงดาบที่เขาเพิ่งพูดถึงก็คือเพลงดาบเทียบฟ้าที่เขาประมวลขึ้นระหว่างการเดินทางไปยังที่ราบธารน้ำแข็งเปลวเพลิง
ทั้งเพลงดาบเทียบฟ้า เพลงหอกเทียบฟ้า และเทคนิคการต่อสู้เทียบฟ้าอื่นๆ มีจุดเริ่มต้นที่การเคลื่อนไหว แต่เหนือไปกว่านั้น ความสำคัญของมันอยู่ที่แนวคิด แนวคิดที่แตกต่างจะส่งผลให้ท่วงท่าเดียวกันนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่าง
ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบจึงต้องให้ความสำคัญกับการฝึกฝนความคิด ไม่จำเป็นต้องใช้ร่างกายเคลื่อนไหวพร้อมกับดาบในมือเสมอไป
ยังไม่เคยสำแดงเพลงดาบที่ร่ำเรียนมาและยังไม่รู้ว่ามันทรงพลังแค่ไหน…จางเซวียนคงเป็นเพียงคนเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ของทั้งโลก
เห็นอีกฝ่ายตกลงตอบตกลง เลี่ยวอู๋จื่อยิ้ม จากนั้นก็หันไปพูดกับปรมาจารย์หง “ปรมาจารย์หง ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากขอร้อง!”
“พูดมา!” ปรมาจารย์หงพยักหน้า
“ผมขอดวลกับปรมาจารย์จางเป็นการส่วนตัว หวังว่าคุณจะยินยอม!” เลี่ยวอู๋จื่อตอบ
“คุณอยากดวลเป็นส่วนตัว? ได้สิ ผมตกลง!” ปรมาจารย์หงพยักหน้า
เพราะปรมาจารย์จางเป็นคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจ จึงมีโอกาสที่เลี่ยวอู๋จื่อจะต้องงัดไม้ตายออกมาใช้ เป็นที่เข้าใจได้ว่าเขาไม่อยากเผยไพ่ไม้ตายของตัวเองให้ใครๆ รู้
ด้วยเหตุนี้ คำขอของเขาจึงฟังขึ้น
ถึงอย่างไร ทุกคนที่นี่ก็เป็นปรมาจารย์ ไม่มีใครไร้ยางอายพอที่จะปฏิเสธความพ่ายแพ้ของตัวเอง
ป๊อก!
ปรมาจารย์หงดีดนิ้ว ชั้นหมอกหนาเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมเวทีโซน D ทันที บดบังมันไว้จากสายตาของทุกคน แม้แต่นักรบขั้น 5-จิตวิญญาณสอดคล้องก็มองไม่เห็น
“น่าเสียดายที่พวกเราต้องพลาดการดวลอันน่าตื่นเต้นแบบนี้!”
“จริงด้วย เลี่ยวอู๋จื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบ ขณะที่ความสามารถของปรมาจารย์จางนั้นยังไม่มีใครเห็น ผมยังคิดว่าจะได้เรียนรู้สัก 2-3 อย่างจากการดวลของพวกเขา แต่กลายเป็นการดวลเป็นส่วนตัวเสียนี่…ขัดใจจริงๆ !”
“คุณคิดว่าใครจะชนะ?”
“ผมพนันว่าปรมาจารย์จาง ในบรรดาผู้เข้าร่วมการประลองครั้งนี้ ไม่มีใครเทียบชั้นกับเขาได้เลย ปรมาจารย์เลี่ยวอาจจะเก่งกาจ แต่ก็ไม่น่าสู้กับเขาได้”
“ผมไม่เห็นด้วยนะ ทักษะเพลงดาบของปรมาจารย์เลี่ยวเหนือชั้นกว่าทุกคนในรุ่นเดียวกัน ดูเหมือนคุณจะไม่ได้เห็นการดวลครั้งก่อนๆ ของเขา ไม่มีใครต้านทานพละกำลังของเพลงดาบที่เขาสำแดงออกมาได้เลย ดูจากความเชี่ยวชาญเพลงหมัดของปรมาจารย์จาง เขาน่าจะทุ่มเทเวลาฝึกฝนมันอยู่นาน จึงมีโอกาสสูงที่ทักษะการใช้ดาบของเขาจะยังอ่อนด้อย!”
การดวลที่ใครๆ รอคอยมากที่สุดกลับกลายเป็นการดวลส่วนตัว ทุกคนอดเสียดายไม่ได้
“ชู่ววว ผมคิดว่าพวกเขา…เริ่มแล้ว!”
ทันใดนั้น ใครคนหนึ่งท่ามกลางหมู่ผู้ชมก็ตะโกนขึ้นมา จากนั้น ทั้งองครักษ์และเหล่าทหารที่อยู่โดยรอบต่างก็รู้สึกว่าดาบในมือของพวกเขาสั่นสะท้าน เกิดเสียงช้งเช้งก้องกังวานขึ้นพร้อมๆ กัน
“นี่มัน…เสียงเรียกแห่งพงศ์พันธุ์ดาบ, หมู่มังกรคำราม แต่ว่า…ในสองคนนี้น่ะ…ใครกันที่เข้าถึงหัวใจเพลงดาบ?”



