Skip to content

Library Of Heaven’s Path 706

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 706 ผู้อาวุโสมั่ว

“ผลการทดสอบ?”

C

จางเซวียนขมวดคิ้ว

การทดสอบก็มีแค่ตกกับผ่านไม่ใช่หรือ แล้วจะเปรียบเทียบการทดสอบกันอย่างไร?

ขณะที่จางเซวียนกำลังจะอ้าปากถาม เสียงทรงพลังเสียงหนึ่งก็ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

“เงียบได้แล้ว!”

ทุกคนหยุดคุยจ้อกแจ้กกันทันทีและเงยหน้ามอง เห็นผู้อาวุโสคนหนึ่งลอยตัวอยู่กลางอากาศ

“เซียน…”

จางเซวียนยืนตัวแข็ง

เขาบอกได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างทักษะการบินของเขากับอีกฝ่าย ทักษะการบินของผู้อาวุโสคนนี้อยู่บนพื้นฐานของความแนบสนิทกับโลก ขณะที่ตัวเขาบินได้ด้วยทักษะการใช้ประโยชน์จากพลังปราณ

ก็เหมือนกับความแตกต่างระหว่างนกบินกับบอลลูนที่ลอยอยู่ บอลลูนลอยได้ตามกฏเกณฑ์พื้นฐานของฟิสิกส์ ขณะที่นกลอยตัวอยู่ได้เพราะการกระพือปีก หากเหน็ดเหนื่อยและหยุดกระพือปีกเมื่อไหร่ ก็ต้องร่วงลงมากองกับพื้น

เช่นเดียวกันกับนก เคล็ดวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดงต้องการให้ผู้สำแดงเทคนิคนั้นอัดพลังปราณเข้าพยุงการลอยตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ได้ใช้วิธีการแบบนั้น จึงอธิบายได้อย่างเดียวว่าเขาเป็นนักรบระดับเซียนแล้ว

ผู้อาวุโสจ้องมองมาจากด้านบนด้วยสายตาเป็นมิตร “ผมคือมั่วจู ผู้อาวุโสของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ผมจะเป็นผู้ควบคุมการทดสอบครั้งนี้!”

“เขาคือผู้อาวุโสมั่ว?” นักเรียนใหม่คนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าจางเซวียนอุทานอย่างตื่นเต้น

“ผู้อาวุโสมั่วคนนี้โด่งดังมากเลยหรือ?” ชายหนุ่มอีกคนตั้งคำถาม

“สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนมีสุดยอดปรมาจารย์ผู้โด่งดังอยู่ 10 คน ทั้ง 10 คนล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด และเป็นสิบผู้อาวุโสที่มีอำนาจควบคุมสั่งการในสถาบัน พวกเขาดูแลทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในสถาบันนี้…ซึ่งผู้อาวุโสมั่วก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณว่าเขาโด่งดังหรือเปล่าล่ะ?” นักเรียนใหม่คนแรกตอบด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

“สิบสุดยอดปรมาจารย์?” นักเรียนใหม่คนที่ 2 ถึงกับตาโต

ผู้ที่รู้จักสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนจะต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของสิบสุดยอดปรมาจารย์ ทั้ง 10 คนมาจากกระบวนการคัดเลือกปรมาจารย์ทั่วทั้งจักรวรรดิหงหย่วนและบรรดาจักรวรรดิขั้น 1 ที่อยู่โดยรอบในทุกๆ 50 ปี โดยผู้ทำการคัดเลือกคือสภาปรมาจารย์ของจักรวรรดิอันทรงเกียรติ จึงถือว่าเป็นทางการและมีอำนาจอยู่ในมืออย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ สิบสุดยอดปรมาจารย์จึงมีสถานภาพสูงส่งมาก แม้แต่ฮ่องเต้ของจักรวรรดิหงหย่วนยังต้องให้ความเคารพราวกับเป็นลูกศิษย์คนหนึ่ง พวกเขายังมีสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรล้ำค่าสูงสุดของสภาปรมาจารย์ด้วย

ไม่มีนักเรียนใหม่คนไหนจะไม่ภาคภูมิใจหากได้เป็นศิษย์ของสิบสุดยอดปรมาจารย์…

เขาคิดว่า ปรมาจารย์ผู้ไร้เทียมทานระดับนั้นคงอยู่ไกลเกินเอื้อม ใครจะรู้ว่าจะได้พบตัวเป็นๆถึง 1 คนทั้งที่ยังไม่ทันได้เข้าเรียนเลย

นักเรียนใหม่คนแรกอุทานอย่างตื่นเต้น “จริงสิ ในบรรดาสิบสุดยอดปรมาจารย์ ผู้อาวุโสมั่วเชี่ยวชาญการฝึกอสูร แต่นั่นแหละ นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะลงมาคุมสอบด้วยตัวเอง…”

10 สุดยอดปรมาจารย์คือบุคคลในตำนานที่ปรมาจารย์ส่วนใหญ่ล้วนให้ความชื่นชม เมื่อได้เห็นตัวจริงกับตา จึงแทบระงับความตื่นเต้นไม่ได้

แม้แต่พี่หยู่ก็นัยน์ตาวาววับเมื่อเห็นผู้อาวุโสมั่ว

“ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้หัวข้อการสอบแล้ว ผมได้จัดหาอสูรวิเศษไว้ที่ยอดเขาเล่หยวนมากมาย!”

ผู้อาวุโสมั่วขัดจังหวะความตื่นเต้นของทุกคนด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “อสูรวิเศษเหล่านั้นล้วนแต่เป็นอสูรดุดันที่มีประวัติทำร้ายอสูรและผู้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน ผมนำพวกมันไปปล่อยไว้บริเวณยอดเขา ซึ่งพวกคุณก็ออกล่าได้ตามสะดวก ขอแค่ล่าอสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 4-สูงสุดได้ 1 ตัว และนำเครื่องในของมันออกมาได้ คุณก็จะผ่านการทดสอบ!”

“อสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 4-สูงสุด?”

“อสูรก้าวร้าวดุดันที่มีประวัติทำร้ายอสูรและผู้คนมาแล้ว?”

“การสอบครั้งนี้ช่างโหดเสียจริง…”

แม้คำอธิบายของผู้อาวุโสมั่วจะมีเพียงสั้นๆ แต่ในฐานะปรมาจารย์ พวกเขาเข้าใจเรื่องราวได้ในทันที ไม่ช้าความตื่นเต้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความกังวล

เพราะอสูรวิเศษเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ ประสิทธิภาพการต่อสู้ของมันจึงเหนือชั้นกว่าด้วย อสูรวิเศษขั้น 4-สูงสุดสามารถรับมือกับนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องได้อย่าง พอฟัดพอเหวี่ยง และหากพวกมันเพลี่ยงพล้ำ ก็ยังพอจะหนีเอาตัวรอดไปได้

เพราะผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่เป็นนักรบขจัดสิ่งมัวหมองขั้นสูงสุด การจะสอบผ่านจึงเป็นเรื่องยากไม่ใช่เล่น แถมความก้าวร้าวดุดันของอสูรวิเศษก็ทำให้รับมือได้ลำบาก อสูรวิเศษที่มีประสบการณ์ การต่อสู้กับอสูรวิเศษที่ไม่มีประสบการณ์การต่อสู้นั้นแตกต่างกันมาก

‘ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่ถึงรวมทีมกัน…’ จางเซวียนถึงบางอ้อ

เขาคิดมาตลอดว่าออกจะพิลึกพิลั่นอยู่สักหน่อยที่แต่ละกลุ่มจะรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพียงเพื่อการล่าอสูร เพราะการทำงานร่วมกับอีกฝ่ายถือเป็นเรื่องยุ่งยากสุดๆ แต่เท่าที่เห็น หากไม่รวมตัวกัน โอกาสที่จะถูกอสูรวิเศษเข้ารุมล้อมและสังหารก็มีสูงมาก

แม้แต่การสอบเข้ายังอันตรายขนาดนี้ จางเซวียนพลันนึกถึงที่หลัวฉีฉีเคยบอกเอาไว้ ว่าสถาบันปรมาจารย์เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน มีแต่ผู้ที่ปรับตัวได้เท่านั้นถึงจะอยู่รอด

“ระยะเวลาที่กำหนดไว้คือ 1 วัน พูดอีกอย่างก็คือ ก่อนตะวันตกดิน พวกคุณจะต้องกลับมาพร้อมกับเครื่องในอสูร ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขได้สำเร็จเท่านั้นจึงจะผ่านการทดสอบ ไม่อย่างนั้น…ก็ถือว่าสถาบันแห่งนี้กับคุณไม่มีวาสนาต่อกัน”

ผู้อาวุโสมั่วพูดต่อ “อ้อ ผมขอเตือนทุกคนว่าอสูรวิเศษที่อยู่บนยอดเขานั้นไม่ได้มีเฉพาะอสูรวิเศษขั้น 4 แต่มีทั้งขั้น 5 ขั้น 6 และแม้กระทั่งขั้น 7 ด้วย เพราะฉะนั้นพวกคุณก็ระวังตัวให้ดี อย่าให้ตกเป็นเหยื่อเสียเองล่ะ!”

บรรดาผู้เข้าทดสอบได้รับคำเตือนแบบนี้มาแล้ว จึงไม่ได้ประหลาดใจมากมายกับคำบอกของผู้อาวุโสมั่ว

แม้ประสิทธิภาพในการต่อสู้จะไม่ใช่ทุกอย่างของการเป็นปรมาจารย์ แต่ปรมาจารย์ก็ถูกคาดหวังจากใครต่อใครว่าต้องมีความสามารถในทุกด้าน ซึ่งการทดสอบครั้งนี้ก็เป็นการประเมินข้อหนึ่ง

หลังจากเงียบงันกันไปชั่วขณะ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ตั้งคำถาม “ผู้อาวุโสมั่ว ถ้าเราสังหารอสูรวิเศษขั้น 5 หรือขั้น 6 ได้ แล้วจะกระจายผลการทดสอบอย่างไร?”

“เป็นคำถามที่ดี!” ผู้อาวุโสมั่วลูบเครา “เราจะใช้ระบบแต้มเพื่อวัดผลการทดสอบของพวกคุณ ผู้ที่ได้แต้มสูงกว่าจะได้เข้าเป็นศิษย์ของอาจารย์ที่เก่งกว่าในสถาบัน อันที่จริงหากคุณทำผลงานได้โดดเด่น ก็มีโอกาสจะได้เป็นศิษย์ของเหล่าผู้อาวุโส!”

“เป็นศิษย์ของเหล่าผู้อาวุโส?”

ทุกคนถึงกับหายใจถี่

ผู้อาวุโสของสถาบันปรมาจารย์นั้นจะต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเป็นอย่างต่ำ หากได้คำชี้แนะจากครูบาอาจารย์ระดับนี้ ลูกศิษย์จะต้องพัฒนาความสามารถได้รวดเร็วมาก ทั้งยังจะมีสถานภาพสูงส่งและได้เข้าถึงทรัพยากรที่ดีที่สุดด้วย

“ส่วนที่ว่าจะกระจายแต้มอย่างไรนั้นก็ง่ายมาก เราจะใช้การสะสมคะแนน” ผู้อาวุโสมั่วพูดต่อ

“การสะสมคะแนน?” ทุกคนยังงงอยู่

“ถูกต้อง คะแนนของคุณจะเป็นไปตามระดับขั้นของอสูรวิเศษที่คุณสังหารได้ อสูรวิเศษขั้น 4-สูงสุด จะทำให้คุณได้รับ 1 แต้ม, อสูรวิเศษ ขั้น 5-ขั้นต้น เท่ากับ 10 แต้ม, ขั้นกลางเท่ากับ 20 แต้ม, ขั้นสูงเท่ากับ 30 แต้ม และขั้นสูงสุดเท่ากับ 40 แต้ม ส่วนอสูรวิเศษขั้น 6-สะพานจักรวาล ขั้นต้น คุณจะได้ 100 แต้ม, ขั้นกลาง 200 แต้ม,…และเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ!”

ผู้อาวุโสมั่วหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ยิ่งได้แต้มมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอันดับการทดสอบสูงขึ้นเท่านั้น แต่คุณก็สามารถแบ่งปันแต้มของตัวเองให้ผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้สอบผ่าน”

“ยกตัวอย่าง หาก 10 คนรวมตัวกันเป็นทีม แล้วสังหารอสูรวิเศษจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นต้นได้ 1 ตัว, 10 แต้มที่ได้ก็สามารถกระจายกันไปให้ทั่วถึงทั้ง 10 คน เพื่อที่ทุกคนจะได้สอบผ่าน!”

“หากเป็นกลุ่ม 10 คน สังหารอสูรวิเศษจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นต้นได้ 1 ตัว ก็ผ่านการทดสอบ?”

“เยี่ยมเลย…”

เมื่อได้ยินแบบนั้น สายตาของผู้เข้าทดสอบที่ออกจะมีวรยุทธอ่อนด้อยสักหน่อยก็พลันวาววับ พวกเขากำหมัดแน่นอย่างตื่นเต้น

ด้วยระดับวรยุทธที่มีอยู่ การสังหารอสูรวิเศษขั้น 4-สูงสุดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเขาร่วมมือกับปรมาจารย์คนอื่นๆและแบ่งปันแต้มกันได้ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น

“เหล่าปรมาจารย์ถือกำเนิดขึ้นเพื่อขับไล่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นออกไป และเพื่อเติมเต็มเจตนารมณ์ อีกทั้งความรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่พวกเราจะต้องแข็งแกร่ง แต่ยังต้องสามารถไว้เนื้อเชื่อใจและรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ทำงานร่วมกันได้โดยปราศจากปัญหาใดๆ สิ่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อความเจริญรุ่งเรืองของมวลมนุษยชาติ!” ผู้อาวุโสมั่วอธิบายอย่างเข้าใจความรู้สึกของทุกคนดี

เมื่อได้ยินคำนั้น ผู้ฟังก็ได้แต่พยักหน้า

‘ปรมาจารย์’ ไม่ได้หมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายถึงการรวมกันเป็นหนึ่งเดียว มีแต่การทำงานเป็นทีมและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันเท่านั้นที่จะทำให้เหล่าปรมาจารย์มีพละกำลังสูงสุด

“เอาล่ะ คราวนี้ผมจะพูดถึงกฎเกณฑ์ของการทดสอบ”

หลังจากให้คำเตือนแล้ว ผู้อาวุโสมั่วพูดต่อ “ในการทดสอบครั้งนี้ ห้ามพวกคุณโจมตีผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆเพื่อขโมยเครื่องในอสูรที่เขาล่ามาได้ พูดง่ายๆก็คือ การใช้กำลังกับปรมาจารย์คนอื่นเพื่อให้ได้แต้มเพิ่มขึ้นถือเป็นความผิด หากถูกจับได้ก็จะถูกเพิกถอนคุณสมบัติ และไม่อาจกลับมาที่สถาบันนี้ได้ชั่วชีวิต!”

ขณะที่ผู้อาวุโสมั่วพูดถึงบทลงโทษ เสียงของเขาก็รุนแรงเกรี้ยวกราดราวกับฟ้าถล่ม ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นดูจะหายใจหายคอไม่ออกขึ้นมาทันที

เซียนพิโรธ; โลกแหลกสลาย

เพียงแค่ความขุ่นเคืองเล็กน้อยของนักรบระดับเซียน ก็มากเกินพอจะปราบนักรบเหนือมนุษย์ให้หงอแล้ว

“เราโจมตีผู้เข้าสอบคนอื่นๆเพื่อขโมยเครื่องในอสูรไม่ได้?”

“เมื่อก่อนทำได้นี่นา?”

“ดูเหมือนพวกเขาเพิ่มกฎข้อนี้เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและการแบ่งพรรคพวกระหว่างผู้เข้าทดสอบด้วยกัน!”

“เฮ่อ! ผมกำลังคิดจะฉกเครื่องในอสูรของคนอื่นเพื่อเพิ่มคะแนนตัวเองเลย แต่เท่าที่ดู คงทำไม่ได้แล้วล่ะ!”

อสูรวิเศษเป็นสัตว์ที่มีสติปัญญา เมื่อมีผู้คนกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อไล่ล่าพวกมัน ก็แน่นอนว่ามันจะต้องซ่อนตัว แล้วจะหาเจอกันง่ายๆได้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้เข้าทดสอบจำนวนหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆจงใจทำร้ายผู้เข้าสอบที่มีวรยุทธอ่อนด้อยกว่า เพื่อฉกฉวยผลงาน แต่เมื่อได้รู้ว่าพฤติกรรมแบบนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม หลายคนก็ได้แต่ผิดหวัง

แต่แน่นอนว่าผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก

เพราะการล่าอสูรวิเศษไม่ใช่เรื่องง่าย มีโอกาสที่พวกเขาจะได้รับบาดเจ็บตลอดเวลา ซึ่งหากผลงานที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงต้องถูกฉกฉวยไปอีก คงได้ปล่อยโฮกันจนขาดใจตายไปข้าง

“ผู้อาวุโสมั่ว ผมอยากทราบว่าปรมาจารย์ใช้อสูรวิเศษของตัวเองในการล่าเหยื่อได้หรือไม่?”

ครั้งนี้ ผู้ตั้งคำถามคือศิษย์พี่ฝง

เมื่อได้ยินคำถามของเขา ทุกสายตาก็หันไปจับจ้องที่จางเซวียน

จากการเข้าไปแลกเปลี่ยนเทคนิควรยุทธกับพวงเครื่องในอสูรที่ตลาดนัดอยู่หลายวัน ทำให้นักเรียนใหม่ส่วนมากรู้จักเขา และเกือบทุกคนก็รู้ดีว่าเขามีจอมอสูรปีกม่วงซึ่งเป็นอสูรวิเศษที่มีวรยุทธกึ่งขั้น 9 อยู่กับตัว

หากหมอนั่นใช้จอมอสูรปีกม่วงออกล่า แล้วจะเอาอะไรไปสู้รบปรบมือด้วย?

ทั้งพละกำลังสูงส่ง ทั้งความปราดเปรียวในการบิน ไม่มีใครเทียบชั้นกับเขาได้แน่!

“อสูรวิเศษถือเป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งในฐานะปรมาจารย์ ซึ่งผู้เข้าทดสอบทุกคนจะได้รับอนุญาตให้ใช้อสูรวิเศษของตัวเองเพียงหนึ่งครั้ง ซึ่งหากได้เครื่องในอสูรวิเศษมามากกว่า 1 พวง พวงที่เหลือจะไม่ถือเป็นแต้ม”

ความสามารถในการฝึกอสูรวิเศษให้เชื่องถือเป็นพละกำลังรูปแบบหนึ่ง แต่แน่นอนว่า หากให้ความสำคัญกับอสูรวิเศษมากเกินไป ก็จะถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของการทดสอบ

“ใช้ได้เพียงครั้งเดียว? เยี่ยมเลย!”

ได้ฟังแบบนั้น ศิษย์พี่ฝงถอนหายใจอย่างโล่งอก

ถ้าจางเซวียนใช้อสูรของเขาได้เพียงครั้งเดียว ก็ไม่น่าจะเอาชนะพี่หยู่ได้สำเร็จ

หลังจากอธิบายต่ออีกครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสมั่วก็มองไปรอบๆ “เอาล่ะ ใครมีคำถามอะไรอีกไหม? ถามเสียตอนนี้ จะได้ไม่ทำผิดกฎจนต้องถูกเพิกถอนคุณสมบัติ!”

“ผู้อาวุโส แล้วแผ่นค่ายกลเกรด 5 ล่ะ?” ผู้เข้าทดสอบอีกคนหนึ่งตั้งคำถาม

“ใช้กฎเกณฑ์เหมือนกับอสูรวิเศษนั่นแหละ คือใช้ได้เพียงครั้งเดียว!” ผู้อาวุโสมั่วตอบ

จากนั้นก็มีคำถามตามมาอีกมากมาย ซึ่งเขาก็ตั้งใจตอบอย่างมีน้ำอดน้ำทน

เมื่อได้ฟังกฎเกณฑ์และข้อบังคับต่างๆนานาของการทดสอบ ก็เห็นได้ชัดว่าทางสถาบันพยายาม จัดการทดสอบอย่างรัดกุม เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของผู้เข้าทดสอบแต่ละคนให้ออกมาแม่นยำที่สุด

เมื่อเห็นว่าไม่มีคำถามแล้ว ผู้อาวุโสมั่วหันหน้าไปทางยอดเขาเล่หยวนและพูดว่า “เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีคำถาม ก็เริ่มการทดสอบกันเสียที พวกคุณขึ้นเขาไปได้แล้ว!”

“ได้!”

เมื่อได้ยินคำสั่ง ผู้เข้าทดสอบทั้งสามหมื่นคนก็ตั้งต้นปีนขึ้นสู่ยอดเขาเล่หยวนทันที

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!