ตอนที่ 714 อสูรตะวันไบแซนไทน์
หลังจากทำสัญญากับนางพญาแห่งกองทัพมดแล้ว จิตวิญญาณ 2 ดวงก็ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยสายสัมพันธ์นี้ จางเซวียนจึงได้เข้าใจรังนางพญามดขึ้นอีกระดับหนึ่ง
หลังจากใช้สมาธิเพ่งดู จางเซวียนก็อดกระพริบตาปริบๆไม่ได้
รังซึ่งมีขนาดเท่าลูกฟุตบอลนี้บรรจุสิ่งมีชีวิตไว้ได้ก็จริง แต่มากที่สุดก็แค่…เอาตัวเขากับตัวนางพญามดใส่เข้าไปพร้อมกัน มากกว่านั้นไม่ได้แล้ว
ตอนแรกจางเซวียนคิดว่าเขาจะสามารถเก็บจอมอสูรปีกม่วงกับอสูรวิเศษอีกกองทัพหนึ่ง และพาพวกมันติดตัวไปได้ทุกหนแห่ง แต่เท่าที่เห็น…ความคิดนั้นก็ดูจะเป็นแค่ความฝัน
‘นางพญาแห่งกองทัพมดก็มีหลายขั้น ตัวที่เราจับได้เป็นตัวที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มพวกมัน รังจึงมีขนาดและอานุภาพต่างไปด้วย เว้นเสียแต่เราจะทำให้มันเกิดวิวัฒนาการของสายเลือดและยกระดับวรยุทธให้มันได้ รังของมันจึงจะเพิ่มขนาดตามไป…’
ไม่ช้าจางเซวียนก็เข้าใจเหตุผลของเรื่องนี้
นางพญาแห่งกองทัพมดตัวที่เขาจับได้เป็นตัวที่อ่อนแอที่สุด ด้วยพละกำลังจำกัดของมัน มันจึงสร้างรังได้แค่พอตัว หากจางเซวียนต้องการรังขนาดใหญ่กว่านี้ ก็จะต้องหาทางยกระดับวรยุทธของมันให้ได้
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมเจ้าตัวนี้ถึงยังมีชีวิตรอดอยู เพราะในสายตาของผู้เชี่ยวชาญ รังที่มีขนาดเล็กและทำงานได้จำกัดเพียงเท่านี้ไม่คู่ควรกับความพยายามเลย!
‘บ้าชะมัด…’
จางเซวียนนึกว่าตัวเองสะดุดเข้ากับภูเขาทองคำแล้ว แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ก้อนหินเคลือบทอง เขาได้แต่ยิ้มแหยๆกับตัวเอง
“มีคลื่นรบกวนของพลังจิตวิญญาณอยู่ข้างใน รีบเข้าไปดูกันเถอะ…”
ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นนอกปากถ้ำ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าจ้ำเข้ามาอย่างร้อนรน ดูเหมือนพี่หยู่กับศิษย์พี่ฝงจะรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทั้งคู่จึงรีบเข้ามา!
เพราะต้องต่อสู้กับนางพญามดซึ่งเป็นอสูรวิเศษขั้น 7 จึงไม่มีทางที่จางเซวียนจะปกปิดรังสีของเขาไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีทั้งคลื่นรบกวนของพลังจิตวิญญาณและเสียงดังสนั่นจากการที่นางพญาถูกสอยกระเด็นไปอัดกำแพง แล้วทั้งคู่จะไม่รู้ได้อย่างไรว่ามีบางอย่างผิดปกติ?
“ไปดูกัน!”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
เขารีบคว้านางพญามดและรังนางพญาใส่เข้าไปในแหวนเก็บสมบัติทันที
แม้รังนางพญามดจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีอากาศอยู่ภายใน แต่ก็มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่ทำให้สามารถเก็บมันไว้ในแหวนเก็บสมบัติได้
เพราะไม่อย่างนั้น หากจางเซวียนต้องหอบอะไรบางอย่างที่มีขนาดเท่าลูกฟุตบอลไปไหนต่อไหนด้วย ต่อให้คนโง่เง่าที่สุดก็ต้องรู้ว่ามีบางอย่างไม่ธรรมดา
ฟึ่บ!
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ขณะที่จางเซวียนกำลังจะออกไป เสียงฝีเท้านั่นก็ดูเหมือนจะมาถึงทางเข้าพอดี ตามมาด้วยแสงสว่างจากไข่มุกกระจ่างราตรีที่ถูกโยนเข้ามา ซึ่งสาดส่องไปโดยรอบ
‘แย่แล้ว!’
นึกไม่ถึงว่าสองคนนั้นจะมาเร็วขนาดนี้ จางเซวียนรีบกระดิกนิ้ว
พรึ่บ!
ไข่มุกกระจ่างราตรีที่ส่องแสงอยู่ดับวูบไปทันที แสงสว่างถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดดังเดิม รู้ดีว่าไม่มีเวลาจะเสียแล้ว จางเซวียนกระทืบเท้าอย่างแรง
ตึ้ง!
ด้วยศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้า ร่างของเขาหายวับไปทันที ยังไม่ทันที่พี่หยู่กับศิษย์พี่ฝงจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เงาพร่ามัวก็พุ่งหวือผ่านพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว
“มีคนอยู่ที่นี่…”
ทั้งคู่เตรียมป้องกันตัวเองทันที แต่อีกฝ่ายก็ดูจะไม่มีเจตนาสู้รบปรบมือกับพวกเขา หมอนั่นหายวับไปในชั่วพริบตา
“มันเป็นใครกัน…”
พี่หยู่รีบตามไป แต่เมื่อออกไปถึงป่าด้านนอก ก็ไม่เห็นใครสักคน
“อสูรวิเศษ…หายไปแล้ว?”
จากนั้น เขารีบกลับเข้ามาสำรวจในถ้ำ แต่ก็ไม่มีอสูรวิเศษอยู่ในนั้น พี่หยู่กับศิษย์พี่ฝงมองหน้ากัน ทั้งคู่คงโง่เง่าเต็มที…หากถึงขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น!
“บ้าที่สุด…ไม่น่าเชื่อว่าอสูรวิเศษที่ผมลงทุนลงแรงกับมันจะถูกฉกไป! ไอ้สารเลวนั่นเป็นใคร?” พี่หยู่ตวาดกร้าว
ในความคิดของเขา ธูปเกล็ดอสูรได้ทำให้อสูรตัวนั้นมึนเมาไปแล้ว แต่ไอ้สารเลวคนหนึ่งได้แอบเข้ามาและขโมยเหยื่อของเขาไป
ไม่อย่างนั้น จะมีร่องรอยการต่อสู้ แต่ไม่มีอสูรวิเศษขั้น 7 อยู่สักตัวได้อย่างไรกัน?
ไม่น่าเชื่อว่าอสูรที่เขาต้องลงทุนถึงกับใช้ธูปเกล็ดอสูรจะต้องลงเอยด้วยการตกเป็นของคนอื่น เขาไม่โมโหจนขาดใจตายไปเสียเดี๋ยวนั้นก็บุญโขแล้ว
……
จางเซวียนยืนถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่ด้านนอกหุบเขา
‘เฉียดฉิวเป็นบ้า…’
โชคดีที่เขาผลุบออกมาได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้น หากอีกฝ่ายยืนยันได้ว่าเขาเป็นคนขโมยอสูรไป เขาจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงขนานใหญ่แน่ แถมยังโชคดีที่ทำลายไข่มุกกระจ่างราตรีได้ทัน ทำให้ถ้ำนั้นมืดตึ๊ดตื๋อ และด้วยทักษะการหยั่งรู้ของทั้งคู่ ก็ไม่มีทางที่จะมองเห็นเขาได้เลย
หลังจากแน่ใจแล้วว่าออกมาไกลพอและไม่มีใครอยู่แถวนั้นแล้ว จางเซวียนก็สะบัดข้อมือและปล่อยนางพญามดออกมา
ยังมีข้อสงสัยบางอย่างที่ต้องไขให้กระจ่าง
“ทำไมแกถึงช่วยอสูรพวกนั้นจัดการบรรดาปรมาจารย์?”
ตามความเข้าใจของจางเซวียน นางพญาแห่งกองทัพมดเป็นสิ่งมีชีวิตที่โหดเหี้ยมและไม่มีสายสัมพันธ์ใดๆกับอสูรวิเศษที่นี่ แล้วจะช่วยพวกมันจัดการเหล่านักเรียนใหม่ทำไม?
จะไม่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรือ?
“คือ…อสูรตะวันไบแซนไทน์บังคับให้ฉันทำแบบนั้น!” นางพญามดตอบ
“อสูรตะวันไบแซนไทน์?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เพราะเขาถ่ายโอนหนังสือจากดงอสูรทุกแห่งที่เคยแวะเวียนไปไว้ได้เป็นจำนวนมหาศาล จางเซวียนจึงรู้จักทั้งอสูรทั่วไปและอสูรวิเศษแทบทุกชนิดในโลก แต่เขาไม่เคยได้ยินชื่ออสูรตะวันไบแซนไทน์มาก่อน
มันคือตัวอะไร?
“ใช่แล้ว! เมื่อสองสามวันก่อน อสูรตะวันไบแซนไทน์มาที่นี่และสั่งการให้ฉันช่วยอสูรวิเศษพวกนั้น และยิ่งไปกว่านั้น เขายังปลุกระดมให้อสูรวิเศษทั้งหมดรวมตัวกันเพื่อต่อต้านมนุษย์…”
นางพญามดเปิดเผยความจริง
“แกกำลังจะบอกว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์ระดมเหล่าอสูรวิเศษทั้งยอดเขาเล่หยวนมาตั้งแต่สองสามวันก่อน…เพื่อให้มาจัดการกลุ่มผู้เข้าทดสอบ?” จางเซวียนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ถ้าอสูรตะวันไบแซนไทน์อยากปกป้องอสูรวิเศษพวกนี้จริงๆ ก็น่าจะสั่งการให้พวกมันหนีไปซ่อนตัวมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมันรู้ล่วงหน้าตั้ง 2-3 วัน ช่วงเวลานั้นก็มากพอที่จะทำให้พวกมันหลบหนีไปได้ไกลแล้ว!
แต่มันกลับเลือกจะปลุกระดมให้เหล่าอสูรวิเศษต่อสู้กับมนุษย์…
หรือว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์…อยากวัดพลังกับสภาปรมาจารย์?
จางเซวียนถามต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “อสูรตัวนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน?”
“ฉันก็ไม่รู้ ฉันประเมินความแข็งแกร่งของมันไม่ถูกหรอก เรื่องเดียวที่รู้ก็คือฉันสู้มันไม่ได้เลย…” นางพญามดส่ายหน้า “แต่แน่นอนว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นนายใหญ่ของสรรพสัตว์แห่งยอดเขาเล่หยวน มันวิเคราะห์สถานการณ์และสั่งการทุกอย่างด้วยตัวเอง!”
“เป็นนายใหญ่ของสรรพสัตว์แห่งยอดเขาเล่หยวน?”
จางเซวียนงง เจ้าตัวนี้มีภูมิหลังแบบไหนกัน? ทำไมถึงปลุกระดมเหล่าอสูรวิเศษให้ต่อสู้กับมนุษย์ได้?
“ใช่!” นางพญามดพยักหน้า
หลังจากถามอีกสองสามคำถาม จางเซวียนก็เห็นภาพชัดเจนขึ้น แต่ความสงสัยของเขากลับมากกว่าเดิม
เหล่าอสูรวิเศษที่อยู่บนยอดเขาเล่หยวนล้วนแต่ถูกผู้อาวุโสมั่วจับมาปล่อย แต่ 2-3 วันก่อน จู่ๆอสูรตะวันไบแซนไทน์ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ และปลุกระดมพวกมันให้ต่อสู้กับมนุษย์
เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นเครื่องเซ่นสังเวย อสูรวิเศษพวกนั้นจึงยอมร่วมมือด้วยทันที
ด้วยความสามารถเฉพาะตัวของนางพญามด มันจึงได้รับหน้าที่ให้คุมกลยุทธการโจมตี ส่วนอสูรตะวันไบแซนไทน์ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพคอยสั่งการให้เหล่าอสูรวิเศษเข้าตีวงล้อมเหล่าปรมาจารย์เพื่อสังหารพวกเขา
หลังจากเก็บนางพญามดเข้ารังแล้ว จางเซวียนครุ่นคิดหนัก
‘ถ้าเราปล่อยให้อสูรตะวันไบแซนไทน์ปลุกระดมอสูรวิเศษต่อไป ผู้เข้าทดสอบอีกมากมายจะต้องถูกสังหาร…’
ทุกคนที่เข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้รู้ดีว่าการทดสอบเป็นเรื่องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่มันย่อมแตกต่างออกไปมากหากมีใครสักคนคอยชักใยอยู่เบื้องหลังและจัดฉากเพื่อสังหารปรมาจารย์เหล่านั้น
แม้จะรู้สึกแย่ที่เห็นปรมาจารย์มากมายต้องมาเพลี่ยงพล้ำที่นี่ แต่สิ่งที่ทำให้จางเซวียนโมโหหนักกว่าก็คือการถูกอสูรวิเศษปั่นหัว
“ขอดูเป็นขวัญตาสักหน่อยเถอะว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์จะน่าทึ่งแค่ไหน!”
สำหรับอสูรวิเศษตัวหนึ่งที่กล้าทำตัวกระด้างกระเดื่องกับผู้อาวุโสมั่วและสถาบันปรมาจารย์ ถึงกับกล้าขัดขวางการทดสอบและจงใจทำร้ายผู้เข้าทดสอบ จางเซวียนอยากเห็นเหลือเกินว่ามันจะเก่งกาจสักแค่ไหน
เขาจึงตั้งต้นไต่ขึ้นไปยังยอดเขา
ยอดเขาเล่หยวนมีความสูงกว่า 10,000 เมตร มีพื้นที่ลาดชันจนเสี่ยงอันตราย และปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ ต้องเหน็ดเหนื่อยปีนกันอยู่ราวครึ่งวันกว่าจะไปถึง
แต่ด้วยเคล็ดวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดง จางเซวียนใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็บินไปถึงที่หมาย
พื้นที่บริเวณยอดเขานั้นกว้างใหญ่ กินอาณาบริเวณหลายลี้ มีหิมะขาวโพลนปกคลุม เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ก็ทำเอาตาพร่าไป
แม้ระดับวรยุทธของจางเซวียนจะทำให้เขาไม่เดือดร้อนกับแสงนั้น แต่ถึงอย่างไร ความขาวโพลนของมันก็รบกวนการมองเห็น จางเซวียนจึงใช้ดวงตาหยั่งรู้ค่อยๆสำรวจพื้นที่โดยรอบ
เพราะเขาไม่รู้ว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์แข็งแกร่งขนาดไหน จางเซวียนจึงตัดสินใจไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีขาวเพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ก่อนจะค่อยๆคืบคลานไปโดยแนบร่างติดกับพื้น
‘ตรงนั้นมีรอยเท้าอสูร!’
ผ่านไปครู่หนึ่ง จางเซวียนก็เห็นรอยเท้าจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน
รอยเท้าเหล่านั้นมีขนาดราวครึ่งเมตร และย่ำลึกลงไปในชั้นหิมะ บ่งบอกว่าเจ้าของรอยเท้าจะต้องมีร่างกายใหญ่โตและน้ำหนักมาก
‘นี่มันอสูรพันธุ์ไหนกัน?’
จางเซวียนขมวดคิ้วอย่างงงงัน
รอยเท้าพวกนั้นคล้ายคลึงกับรอยเท้ามนุษย์ แต่ก็มีความแตกต่างบางอย่าง โดยหลักๆคือขนาด เพราะจางเซวียนอ่านหนังสือเรื่องการฝึกอสูรมาแล้วมากมาย จึงมั่นใจในความรู้เรื่องอสูรทั่วไปและอสูรวิเศษของตัวเอง แม้แต่นางพญาแห่งกองทัพมดที่เป็นอสูรหายากก็ไม่เกินความรู้ของเขาไปได้ แต่เจ้ารอยเท้าที่อยู่ตรงหน้าช่างดูประหลาดเหลือเกิน
‘เอาเถอะ ถึงอย่างไรรอยเท้าพวกนี้ก็จะทำให้เราสะกดรอยตามไปได้ สิ้นสุดรอยเท้าเมื่อไหร่ก็คงได้รู้คำตอบ…’
รู้ดีว่าความลึกลับต่างๆจะถูกเปิดเผยเมื่อสิ้นสุดรอยเท้าเหล่านี้ จางเซวียนจึงรีบมุ่งหน้าต่อไป
หลังจากบินไปได้อีกครู่หนึ่ง กระท่อมฟางขนาดใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้า รอยเท้าเหล่านั้นหยุดลงที่หน้าประตูกระท่อม
‘กระท่อมฟาง? หรือว่า…มีคนอยู่ที่นี่?’
อสูรวิเศษมักอาศัยอยู่ในถ้ำ แต่ในเมื่อที่นี่มีกระท่อมฟาง หรือว่าจะเป็นที่พักของมนุษย์? ส่วนรอยเท้าใหญ่โตที่มาหยุดอยู่หน้ากระท่อมนั่น แปลว่าอสูรวิเศษตัวนั้นเป็นอสูรของมนุษย์คนนี้หรือเปล่า?
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เขาคิดจะทำอะไร?
‘หรือว่า…จะเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น? ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ อธิบายได้เลยว่าทำไมมันถึงจงใจปลุกระดมเหล่าอสูรวิเศษให้ทำร้ายปรมาจารย์’ จางเซวียนคิดหนัก
ถ้าจะมีเผ่าพันธุ์ไหนสักเผ่าพันธุ์หนึ่งที่จงเกลียดจงชังเหล่าปรมาจารย์อย่างรุนแรง เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นย่อมถือเป็นอันดับหนึ่ง เท่าที่ดูจากการที่อสูรตะวันไบแซนไทน์สั่งการให้เหล่าอสูรวิเศษเล่นงานเหล่าปรมาจารย์แบบนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าผู้บงการตัวจริงคือเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น!
ไม่อย่างนั้น จู่ๆใครสักคนจะมาสร้างกระท่อมฟางอยู่โดดเดี่ยวบนยอดเขาทำไม?
มาถึงตอนนี้ ปริศนาทุกชิ้นดูเหมือนจะปะติดปะต่อเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์
‘ต้องดูให้รู้แน่…’
จางเซวียนค่อยๆคืบคลานเข้าไปขณะกลั้นลมหายใจไว้ เพื่อไม่ให้รังสีของตัวเองแผ่ออกมา
เป็นไปตามคาด ไม่ช้าเขาก็เห็นอสูรวิเศษขนาดมหึมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในกระท่อมฟาง นัยน์ตาใหญ่โตของมันหรี่ปรือ ดูไม่ออกว่าตื่นหรือหลับอยู่
‘หรือว่านี่คืออสูรตะวันไบแซนไทน์ที่นางพญามดพูดถึง? เพราะไม่มีอสูรตัวไหนจะมีหน้าตาตรงกับที่มันบอกเลย…’
อสูรวิเศษตัวมหึมาที่อยู่ตรงหน้าเขามีผิวหนังที่ปกคลุมด้วยขนสีเทา ทำให้ดูเหมือนวานรยักษ์ มันเป็นสายพันธุ์ที่จางเซวียนไม่เคยได้ยินชื่อ และทำให้เขาต้องขมวดคิ้วด้วยความงงงัน
ถ้าเขาไม่เคยได้ยินชื่อของมัน ก็แน่นอนว่าย่อมไม่มีหลักฐานที่ระบุถึงความแข็งแกร่ง ลักษณะนิสัยและความสามารถของมันเอาไว้
อสูรวิเศษสายพันธุ์แปลกประหลาดที่มีวรยุทธเหนือกว่าขั้น 7 ต่อให้สำหรับจางเซวียน ก็ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงสำหรับเขา
ฟิ้วววววว!
ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ก็มีเสียงลมพัดวู่หวิว อสูรวิเศษบินได้ตัวหนึ่งบินมาแต่ไกล
เจ้านั่นแผ่รังสีของอสูรวิเศษขั้น 7 ออกมาอย่างชัดเจน
“มันต้องสมรู้ร่วมคิดกับอสูรตะวันไบแซนไทน์แน่!”
เพราะเห็นผู้มาใหม่บินรี่เข้ามาโดยไม่ปกปิดรังสีของตัวเอง และอสูรตะวันไบแซนไทน์ก็ดูจะไม่ยี่หระ จางเซวียนจึงบอกได้ว่าทั้งสองตัวคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เขาค่อยๆมุดลงแนบตัวกับพื้นและซ่อนตัวไว้ท่ามกลางหิมะ
การเคลื่อนไหวของเขาแผ่วเบามาก อีกทั้งเสื้อผ้าก็กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ต่อให้มองจากมุมสูงของอสูรวิเศษบินได้ขั้น 7 ตัวนั้น มันก็ยังมองไม่เห็นเขา



