ตอนที่ 715 พี่หยู่ผู้น่าสังเวช
ฟึ่บ!
อสูรวิเศษมีปีกขั้น 7 ตัวนั้นร่อนลงตรงหน้ากระท่อมฟาง การกระพือปีกของมันทำให้เกิดพายุหิมะขนาดย่อมๆ ขึ้นบนพื้น
ฮื่อออออ!
หลังจากร่อนลงแล้ว มันกู่ก้องคำราม
หากเป็นนักฝึกอสูรคนอื่นมาอยู่แทนที่จางเซวียนตอนนี้ จะต้องจนปัญญากับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เพราะเขาเชี่ยวชาญในภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ จางเซวียนจึงเข้าใจเสียงคำรามนั้น
“นายท่าน ผมรับคำสั่งของท่านไปและจัดการกักบริเวณปรมาจารย์พวกนั้นแล้ว ตอนนี้มีอยู่ราว 300 ถึง 1000 คนที่อยู่ในวงล้อมของเรา และส่วนใหญ่ก็ได้รับบาดเจ็บ!” อสูรวิเศษมีปีกรายงาน
อสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูรจะมีสติปัญญาใกล้เคียงกับมนุษย์ แม้จะยังไม่สามารถทำเรื่องซับซ้อนอย่างการติดตั้งค่ายกลหรือหลอมอาวุธได้ แต่ก็สามารถทำตามคำสั่งและวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ
อย่างจอมอสูรปีกม่วงซึ่งเป็นอสูรของจางเซวียน ทั้งที่มันเข้าป่วนดวงอสูรแห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูไม่รู้ต่อกี่ครั้งเพื่อแก้แค้นให้อสูรมังกรแกรนิต แต่มันก็ประเมินสถานการณ์ทุกครั้งก่อนเข้าโจมตี อย่างตอนที่มีนักฝึกอสูรระดับ 6 ดาวมาประจำที่นั่นเพื่อคอยรับมือกับมัน มันก็เลือกที่จะหลบลี้หนีหน้าไป ทำให้ดงอสูรทำอะไรมันไม่ได้
‘ตามนั้นจริงๆ พวกมันตั้งใจจะจัดการเหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ในหุบเขา!’
จางเซวียนสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อได้ยินคำบอกเล่าของอสูรมีปีกตัวนั้น
ด้วยความที่มันเป็นอสูรวิเศษขั้น 7 ทั้งยังบินได้ แน่นอนว่าแทบไม่มีปรมาจารย์คนไหนเลยในหุบเขานั้นที่จะรับมือกับมันได้สำเร็จ!
80 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าทดสอบเป็นนักรบขั้นขจัดสิ่งมัวหมอง ขณะที่คนที่เหลือส่วนใหญ่ก็เป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้อง แม้จะมีส่วนน้อยอย่างพี่หยู่ที่สำเร็จวรยุทธเป็นนักรบสะพานจักรวาลขั้นต้นแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลกับการรับมือกับอสูรวิเศษขั้น 7 มาก!
แถมมันยังมีอำนาจสั่งการทั้งอสูรวิเศษและอสูรทั่วไปอีกนับไม่ถ้วน!
เท่าที่ฟังจากรายงานของมัน ดูเหมือนจางเซวียนช่วยชีวิตเหยื่อไว้ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
การที่มันทั้ง 2 ตัวกล้าลงไม้ลงมือกับนักเรียนใหม่ของสถาบันปรมาจารย์ ก็แปลว่ามันน่าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น เพราะถ้าไม่ใช่แบบนั้น ก็คงไม่จงเกลียดจงชังมนุษย์ขนาดนี้
“เยี่ยม!”
อสูรตะวันไบแซนไทน์ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากกระท่อมฟางอย่างช้าๆ
ท่วงท่าของมันดูเนิบนาบสบายๆ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง จางเซวียนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจ้องมองสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่ทำให้เขาไม่อาจหยั่งรู้ถึงระดับวรยุทธที่แท้จริงของมันได้
‘ดวงตาหยั่งรู้!’
เส้นสายแห่งการหยั่งรู้หลายเส้นเต้นระริกอยู่ในดวงตาของจางเซวียนขณะที่เขาพยายามประเมินวรยุทธของอีกฝ่าย แต่แล้วก็ต้องสะพรึงเมื่อรู้สึกว่าแม้แต่ดวงตาหยั่งรู้ก็ยังไม่อาจตัดสินได้
‘หรือว่า…อสูรตะวันไบแซนไทน์จะเป็นอสูรวิเศษขั้น 9…หรือเหนือกว่านั้นอีก?’
จางเซวียนเป็นแค่นักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงสุด และประสิทธิภาพในการต่อสู้ของเขาก็เทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8-ขั้นต้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ดวงตาหยั่งรู้ของเขาจึงสามารถมองทะลุระดับวรยุทธของอสูรวิเศษได้เฉพาะที่ต่ำกว่าขั้น 9 ลงไป
ดังนั้น เขาจึงไม่รู้ว่าเจ้ายักษ์ปักหลั่นตรงหน้ามีวรยุทธระดับไหน หรือว่า…มันจะมีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 9? หรือบางที…อาจจะเลยวรยุทธขั้นเหนืออสูรไปแล้วก็ได้!
เหนือขั้น 9 ไป ก็หมายถึงกึ่งเซียน!
อสูรวิเศษที่มีวรยุทธระดับนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่ออสูรเซียน
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมจางเซวียนถึงไม่เคยได้ยินชื่ออสูรตะวันไบแซนไทน์มาก่อน เพราะในดงอสูรแห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูก็ไม่มีใครที่เก่งกาจพอจะบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับอสูรขั้นเซียนเอาไว้
ด้วยความตื่นเต้นและอัศจรรย์ใจเกินขนาด จางเซวียนเผลอปล่อยคลื่นรบกวนของพลังจิตวิญญาณออกไปเล็กน้อย ทำให้อสูรตะวันไบแซนไทน์สะดุดทันที มันหันขวับมามอง
จางเซวียนชะงักและพยายามปกปิดตัวเองอย่างสุดความสามารถ
เพราะด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ แค่รับมือกับอสูรวิเศษขั้น 8 ก็เหนื่อยยากสาหัสแล้ว ถ้าเป็นอสูรขั้นกึ่งเซียนก็ไม่ต้องพูดถึง!
แต่ด้วยพลังปราณเทียบฟ้าอันบริสุทธิ์มาก และความสามารถเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการควบคุมกายเนื้อของเขา จางเซวียนจึงปกปิดตัวเองไว้ได้อย่างมิดชิด จนแม้แต่เซียนก็ยังไม่รับรู้ว่ามีเขาอยู่
หลังจากจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง เมื่ออสูรตะวันไบแซนไทน์ไม่พบอะไรที่น่าสนใจ มันจึงหันกลับไป สื่อสารกับอสูรมีปีกตัวนั้น
“ปรมาจารย์พวกนั้นรู้ตัวหรือยัง?” อสูรตะวันไบแซนไทน์ตั้งคำถาม
“ยังไม่รู้หรอก แต่ว่าปรมาจารย์ 200 คนที่ถูกกักไว้ในหุบเขาถักทอสวรรค์น่ะ มีใครสักคนมาช่วยชีวิตออกไปได้ และ…”
มาถึงตอนนี้ อสูรวิเศษมีปีกก็หยุดกึก ใบหน้าของมันดูลังเลราวกับไม่ค่อยอยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะพูด
“และอะไร?”
อสูรตะวันไบแซนไทน์จ้องหน้ามัน ทำเอารู้สึกเหมือนถูกฟ้าถล่มใส่
‘อสูรเซียน!’
จางเซวียนเลิกคิ้วอย่างตกตะลึง
แม้สายตาของเขาจะไม่ได้จับจ้องทั้ง 2 ตัวนั้นอีกแล้ว เพราะเกรงว่ามันจะสังเกตเห็น แต่เขาก็คุ้นเคยกับแรงกดดันมหาศาลแบบนี้ดี มันคือความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่ได้ฟังผู้อาวุโสมั่วประกาศกฎเกณฑ์การทดสอบ!
พูดอีกอย่างก็คือ อสูรตะวันไบแซนไทน์ไม่ใช่อสูรขั้นกึ่งเซียน แต่เป็นอสูรเซียนตัวจริง!
ไม่น่าเชื่อว่าการจัดฉากครั้งนี้จะมีอสูรระดับเซียนอยู่เบื้องหลัง…
จางเซวียนถึงกับเหงื่อตก
ต่อให้ผู้เข้าทดสอบทุกคนผนึกกำลังกันก็สู้กับมันไม่ได้ นี่คือพละกำลังมหาศาลที่เซียนตัวจริงเท่านั้นถึงจะมี!
“อีกอย่าง อสูรวิเศษที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานในหุบเขาถักทอสวรรค์ก็ตัดขาดการสื่อสารไปหมด ดูเหมือนพวกมัน…จะทรยศเรา!” อสูรวิเศษมีปีกรายงาน
“พวกมันตัดขาดการสื่อสาร? กล้าทรยศฉัน บังอาจนัก…”
อสูรตะวันไบแซนไทน์หรี่ตา “พวกมันเป็นใคร? จบเรื่องแล้วจะต้องสั่งสอนบทเรียนให้รู้สำนึกเสียบ้าง!”
“พวกมันคือหมีเดือดหลังน้ำเงิน, เสือดำเขี้ยวเหล็ก, เสือเหลืองทักษิณ, วานรแขนโลหะ…และนางพญาแห่งกองทัพมดด้วย!” อสูรมีปีกรายงาน
เมื่อรู้ว่าแม้แต่นางพญาแห่งกองทัพมดก็ตัดขาดการสื่อสารไปเช่นกัน อสูรตะวันไบแซนไทน์ถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “นางพญามดด้วยหรือ? แกไปสืบสาวราวเรื่องหรือยัง?”
นางพญาแห่งกองทัพมดคือแหล่งข้อมูลของพวกมัน เพราะแม้อสูรตะวันไบแซนไทน์จะมีวรยุทธระดับเซียน แต่ก็ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลและสอดส่องความเคลื่อนไหวของเหล่าปรมาจารย์ทั่วทั้งยอดเขาเล่หยวนได้
“ฉันสงสัยว่ามันจะถูกฆ่า!” อสูรวิเศษมีปีกตอบ “หลังจากที่นางพญามดขาดการติดต่อไป ฉันก็บินไปดูที่รังของมัน และเห็นปรมาจารย์ 2 คนทำลับๆ ล่อๆ อยู่แถวนั้นพร้อมกับธูปเกล็ดอสูรในมือ…”
“ธูปเกล็ดอสูร? ของสิ่งนั้นสามารถล่อลวงให้อสูรมึนงงได้ พวกเขาตั้งใจจะทำร้ายนางพญามดหรือ?” อสูรตะวันไบแซนไทน์คำรามกร้าว แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวมันยิ่งหนักหน่วงขึ้นอีก บ่งบอกถึงความเกรี้ยวกราด
“ฉันกลัวว่าจะเป็นอย่างนั้น หลังจากที่จัดการเจ้าสองคนนั่นแล้ว ฉันก็สำรวจจนทั่วถ้ำ เจอร่องรอยของการต่อสู้ แต่ก็หานางพญามดไม่เจอ จึงได้นำแหวนเก็บสมบัติของพวกมันมาแทน เผื่อจะหาร่องรอยของนางพญามดได้”
อสูรมีปีกละล่ำละลักอธิบายตัวสั่นเมื่อเห็นอสูรตะวันไบแซนไทน์โมโหเดือด “ฉันเป็นอสูรวิเศษ ไม่มีพลังปราณที่จะเข้าไปดูในแหวนเก็บสมบัติ ว่านางพญามดถูกขังอยู่ในนั้นหรือถูกฆ่าตายไปแล้ว”
จากนั้นอสูรวิเศษมีปีกก็เงื้อกรงเล็บมหึมาของมันพร้อมกับส่งแหวนเก็บสมบัติ 2 วงให้อสูรตะวันไบแซนไทน์
มี 2 เงื่อนไขเท่านั้นที่จะเปิดแหวนเก็บสมบัติได้ ข้อแรกก็คือผู้นั้นต้องเป็นเจ้าของแหวน หรือไม่ แหวนวงนั้นก็ปราศจากเจ้าของแล้ว ส่วนอีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือต้องมีพลังปราณ
ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง อสูรตะวันไบแซนไทน์ได้กำชับบริวารอย่างเคร่งครัดไม่ให้สังหารปรมาจารย์คนไหนในปฏิบัติการครั้งนี้ ด้วยเหตุนี้…ศิษย์พี่ฝงกับพี่หยู่จึงยังมีชีวิต และตัวมันเองก็ไม่มีพลังปราณ จึงเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติไม่ได้เช่นกัน
“ขอฉันดูหน่อย!”
แม้โดยหลักการจะเป็นแบบนั้น แต่เพราะพละกำลังมหาศาลของอสูรระดับเซียน อสูรตะวันไบแซนไทน์จึงสามารถใช้กำลังฝ่าเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติได้ มันรับแหวนทั้ง 2 วงมาและใช้กรงเล็บตะปบลงไป
จากนั้น จิตวิญญาณที่มีพละกำลังมหาศาลก็ถูกดูดเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติทั้ง 2 วงนั้น
ครู่ต่อมา อสูรตะวันไบแซนไทน์ก็ส่ายหน้าและบอกว่า “นางพญาแห่งกองทัพมดไม่ได้อยู่ข้างใน พวงเครื่องในก็ไม่มี เป็นไปได้ว่ามันอาจหนีรอดจากพวกนั้นไปได้แล้ว แกลองไปตามหาดูอีกครั้งเถอะ”
“ได้!” เมื่อรู้ว่าผู้ร่วมขบวนการน่าจะยังมีชีวิตอยู่ อสูรวิเศษมีปีกถอนหายใจอย่างโล่งอก
ขณะที่จิตวิญญาณของอสูรตะวันไบแซนไทน์กำลังสำรวจแหวนเก็บสมบัติทั้ง 2 วงนั้น สองร่างที่สลบไสลไม่ได้สติอยู่ระหว่างทางขึ้นเขาก็พลันกระอักเลือดออกมาพร้อมกันก่อนจะรู้สึกตัว
ทั้งคู่คือพี่หยู่กับศิษย์พี่ฝงซึ่งเมื่อครู่นี้เพิ่งถูกอสูรวิเศษมีปีกทำร้ายจนสลบไป
“เสื้อผ้าของฉัน…แหวนเก็บสมบัติล่ะ…”
เมื่อก้มลงมองสารรูปตัวเอง ทั้งคู่ถึงกับตัวแข็งทื่อไปก่อนจะสั่นสะท้านไม่หยุด
เพราะเกรงว่าพวกเขาจะซ่อนแหวนเก็บสมบัติไว้ในเสื้อผ้า อสูรวิเศษมีปีกตัวนั้นจึงนำเสื้อผ้าของทั้งคู่ไปด้วย เพราะเหตุนี้ ไม่เพียงแต่ทรัพย์สมบัติจะถูกฉกไป แม้แต่ร่างกายก็ยังเปลือยเปล่า
“บ้าบออะไรกันวะนี่?”
พวกเขาออกมาล่าอสูรวิเศษ แต่ลงท้ายกลับถูกอสูรวิเศษจับแก้ผ้า…
ไอ้การถูกขโมยแหวนเก็บสมบัติไปก็พอเข้าใจได้ แต่ถึงกับเอาเสื้อผ้าไปด้วย…มันเป็นบ้าอะไร?
หรือว่า…อสูรวิเศษไม่ได้สนใจแค่ทรัพย์สินเงินทอง แต่สนใจเรือนร่างของพวกเขาด้วย?
เมื่อคิดขึ้นได้ ทั้งคู่ก็รีบสำรวจเรือนร่างเปลือยเปล่าของตัวเอง เมื่อเห็นว่าไม่มีร่องรอยของการถูกกระทำย่ำยีใดๆ ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ดีใจยิ่งนักที่ท่ามกลางเคราะห์ร้ายก็ยังมีเคราะห์ดีอยู่
เพิ่งจะเมื่อครู่นี้เองที่พี่หยู่เพิ่งประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเขาจะประชันกับจางเซวียนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าใครเหนือกว่า แต่ในเมื่อตอนนี้มีสารรูปแบบนี้ แล้วจะเอาชัยชนะมาจากไหน?
อย่าว่าแต่แข่งกับจางเซวียนเลย แม้เครื่องในอสูรวิเศษสักพวงเขาก็ไม่มี ช่างสุ่มเสี่ยงต่อการสอบตกเหลือเกิน
มันบ้าอะไรกันวะนี่!
ขณะที่ปรมาจารย์คนอื่นๆ ได้ไปทั้งหนัง กระดูก และแม้แต่พวงเครื่องในของอสูรวิเศษ แต่พวกเขากลับสูญเสียทั้งเสื้อผ้าและแหวนเก็บสมบัติ…
เท่านี้ก็บุญโขแล้วที่ไม่มีใครมาพบเห็นในสภาพนี้ ไม่อย่างนั้นคงต้องอับอายขายหน้าประชาชีไปทั้งโลก
พี่หยู่รีบลุกขึ้นยืนและมองหาใบไม้ที่ใหญ่พอจะปกปิดส่วนสำคัญของเขาได้ จากนั้นก็พูดด้วยสีหน้าท้อแท้ “รีบล่าอสูรให้ได้สัก 2-3 ตัวเพื่อเอามาทำเสื้อผ้าก่อนเถอะ จากนั้นค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป!”
“ได้!”
ศิษย์พี่ฝงพยักหน้า
เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือหาอะไรสักอย่างมาปิดบังร่างกายก่อน จะให้วิ่งโทงๆ ไปไหนต่อไหนก็ยังไงอยู่ ต่อให้ไม่มีใครเห็นก็เถอะ!
“โชคดีที่ธูปเกล็ดอสูรยังอยู่ เราสามารถล่าได้แม้แต่อสูรวิเศษขั้นสะพานจักรวาลนะ…”
หลังจากนำใบไม้ 3 ใบมาร้อยรอบเอวแล้ว พี่หยู่ก็มองไปรอบๆ และเห็นธูปเกล็ดอสูรที่ไหม้ไปครึ่งดอกวางอยู่ใกล้ๆ ดูเหมือนอสูรวิเศษตัวที่ทำร้ายพวกเขาไม่ได้เอาธูปไปด้วย
เมื่อเห็นว่าของสิ่งนั้นยังอยู่ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ขอแค่ยังมีธูปเกล็ดอสูร ก็ยังมีโอกาสที่เขาจะทำแต้มได้
เพราะถึงอย่างไร แม้ปรมาจารย์จางจะมีวรยุทธไม่เบา แต่การล่าอสูรขั้นสะพานจักรวาลขั้นต้นก็คงสุดขีดจำกัดความสามารถของเขาแล้ว แต่สำหรับพวกเขาที่มีธูปเกล็ดอสูร ก็สามารถล่าอสูรวิเศษขั้นสะพานจักรวาลตัวไหนๆ ก็ได้อย่างง่ายดาย
“เร็วเข้าเถอะ!”
หลังจากปกปิดส่วนสำคัญแล้ว ทั้งคู่ก็รีบมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขา
ยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งมีโอกาสที่จะได้พบกับอสูรวิเศษที่มีวรยุทธแข็งแกร่งขึ้น พวกเขาหวังจะล่าอสูรวิเศษให้ได้คุณภาพมากกว่าปริมาณ
ขณะที่ลัดเลาะไปตามแนวป่าอย่างรวดเร็ว ใบไม้ที่ร้อยอยู่รอบเอวก็สั่นไหว เผยให้เห็นทั้งผิวหนังบริเวณที่ขาวผ่องและเป็นสีคล้ำ…
…..
“ตราบใดที่นางพญามดยังมีชีวิตอยู่ มันต้องส่งกองทัพมดมาร่วมมือกับเราแน่ แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เราต้องหาตัวมันให้เจอและทำให้แน่ใจก่อนว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน!”
บนยอดเขาเล่หยวน อสูรตะวันไบแซนไทน์สั่งการกับอสูรวิเศษมีปีก
อสูรวิเศษมีปีกผงกหัวอันใหญ่โตของมันอย่างมั่นใจและตอบว่า “ไม่ต้องห่วง!”
เมื่อไม่มีนางพญามดคอยส่งมอบข้อมูล ทุกอย่างก็ตกเป็นความรับผิดชอบของมัน
“แกไปได้แล้ว!”
อสูรตะวันไบแซนไทน์โบกกรงเล็บมหึมา
“ได้!” อสูรวิเศษมีปีกผงกหัวก่อนจะกางปีกและโผขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ช้าก็หายวับไปจากสายตา
เมื่ออสูรวิเศษมีปีกจากไปแล้ว อสูรตะวันไบแซนไทน์ก็เกร็งตัวขึ้นเล็กน้อยและหันไปมองที่จุดหนึ่งด้วยนัยน์ตาวาววับ
“เจ้าคนที่ซ่อนอยู่ตรงนั้นน่ะ ออกมาได้แล้ว!”
มันพูดด้วยภาษามนุษย์ ไม่ใช่ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์
“จบกัน…”
อสูรตะวันไบแซนไทน์จ้องเขม็งไปยังจุดที่จางเซวียนซ่อนตัวอยู่ เมื่อรู้ว่าถูกเจอตัวแล้ว จางเซวียนตกใจจนเลือดในกายเย็นเฉียบ
เขาคิดว่าซ่อนตัวเป็นอย่างดีแล้วเชียว ไม่น่าเชื่อว่า…จะถูกพบจนได้!



