ตอนที่ 730 ความสำคัญของคะแนนวิชาการ
ใครก็ตามที่ไม่มีตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียน ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นนักเรียนของสถาบัน…ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ชายหนุ่มตรงหน้าเธอมาทำอะไร?
ในฐานะ 1 ในไม่กี่สถาบันหลักภายใต้สังกัดของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ ซึ่งสงวนไว้เพื่อการบ่มเพาะเหล่าปรมาจารย์ มีแต่ผู้ที่มีความสามารถและความปราดเปรื่องเป็นพิเศษเท่านั้นถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้ามา
“ผมเป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งได้รับคัดเลือกในปีนี้…เพิ่งเข้ามาในสถาบัน จึงยังไม่ได้รับตราสัญลักษณ์ประจำตัว!” รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนนอก จางเซวียนรีบอธิบาย
“นักเรียนใหม่?” หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกได้ว่าการสอบเข้าเพิ่งจัดขึ้นเมื่อรุ่งเช้าวันนี้ เธออดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านักเรียนใหม่คนหนึ่งมาที่โรงเรียนช่างตีเหล็กตั้งแต่กลางดึกของคืนวันแรก แทนที่จะพักผ่อน…
“ฉันจะบอกคุณตามตรงนะ การจะเข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กนั้นคุณจะต้องมีตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียนและคะแนนวิชาการ หากไม่มีคะแนนวิชาการ ก็ไม่มีใครยอมจัดเตรียมการทดสอบให้คุณหรอก!”
เมื่อรู้แล้วว่าจางเซวียนเป็นนักเรียนใหม่ สาวน้อยจึงอธิบาย
“ผมต้องมีคะแนนวิชาการด้วยหรือ?” จางเซวียนได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
“ก็ใช่น่ะสิ ต่อให้คุณจะไปเข้ารับการทดสอบในสมาคมที่อยู่นอกสถาบัน คุณก็ต้องใช้หินวิเศษจำนวนหนึ่งเป็นค่าผ่านประตูอยู่ดี เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น คงจะมีผู้คนพากันมาเสี่ยงดวงทุกวี่ทุกวัน ทำให้สิ้นเปลืองทั้งแรงงานและทรัพยากรในการเตรียมการทดสอบของทางสถาบันไปเปล่าๆ!” สาวน้อยพึมพำ
นักเรียนใหม่คนหนึ่งพยายามจะเข้ารับการทดสอบทั้งที่ยังไม่เข้าใจระบบการทำงานของสถาบันเลย นี่เขากล้าบ้าบิ่น หรือแค่ไม่รู้ประสีประสา?
“เอ่อ…” จางเซวียนเกาหัว
เธอพูดถูก
โดยทั่วไป หากใครสักคนต้องการเข้ารับการทดสอบในสถาบันสักแห่ง ก็จะต้องมีค่าผ่านประตูหรือเดิมพันซึ่งจะได้รับคืนเมื่อผ่านการทดสอบนั้น สิ่งนี้เป็นเครื่องสกัดกั้นพวกจอมโวโอ้อวดที่พยายามจะเสี่ยงดวง
ทางสถาบันปรมาจารย์ก็ดูจะใช้นโยบายเดียวกัน เพียงแต่แทนที่จะเป็นหินวิเศษ ก็ใช้คะแนนวิชาการแทน
“แล้วผมจะต้องมีคะแนนวิชาการกี่คะแนนถึงจะเข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาวได้?” จางเซวียนถาม
“โดยทั่วไป การทดสอบระดับ 5 ดาวจะต้องใช้คะแนนวิชาการ 2 คะแนน ในขณะที่การทดสอบระดับ 6 ดาวต้องใช้ 4 คะแนน” สาวน้อยตอบ
“2 คะแนน?” จางเซวียนถึงกับอึ้ง “ผมขอถามให้กระจ่างอีกสักข้อได้ไหม? ในสมาคมอื่นๆ ผู้เข้าทดสอบจะได้รับค่าผ่านประตูคืนหากสอบผ่าน ที่นี่เป็นเหมือนกันหรือเปล่า?”
หลังจากเดินสำรวจรอบโรงเรียนช่างตีเหล็กมาแล้ว จางเซวียนก็พอรู้คร่าวๆว่าการจะได้คะแนนวิชาการแต่ละคะแนนมานั้นยากเย็นแค่ไหน ดูอย่างการหลอมอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นกลางยังมีค่าแค่ครึ่งคะแนนเลย ดังนั้น การจะได้ 2 คะแนนมาคงยากเย็นไม่เบา!
หากเขาได้คะแนนกลับคืนเมื่อผ่านการทดสอบแล้วก็คงดี เพราะไม่อย่างนั้น เขาคงต้องใช้คะแนนวิชาการอีกมากเพื่อจะผ่านการทดสอบทั้งหมดที่จำเป็นต่อการเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว
“คืนให้หรือ? คะแนนวิชาการจะคืนให้กันได้อย่างไร?” สาวน้อยส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำพูดของจางเซวียน
“คุณจำไว้อย่างนี้นะ การดำเนินชีวิตในสถาบันนี้ คะแนนวิชาการถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก สำหรับที่นี่ ไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนใดที่ใช้ประโยชน์ได้มากไปกว่าคะแนนวิชาการอีกแล้ว ส่วนการจะได้คะแนนวิชาการมา คุณจะต้องปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ฝ่าด่านความยุ่งยากต่างๆ หรือทำลายสถิติที่เคยมีมา เอาล่ะ ตอนนี้คุณกลับไปก่อนดีกว่า การที่คุณยังไม่มีตราสัญลักษณ์ประจำตัวเพราะเป็นนักเรียนใหม่นั้นฉันพอจะยกเว้นให้ได้ แต่หากไม่มีคะแนนวิชาการล่ะก็ คุณก็ไม่สามารถแม้แต่จะ เปิดใช้งานมหานทีแห่งศาสตราวุธเพื่อเข้ารับการทดสอบได้หรอก”
“เปิดใช้งานมหานทีแห่งศาสตราวุธ?”
“มหานทีแห่งศาสตราวุธคือสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนช่างตีเหล็กกับโรงเรียนนักออกแบบสวรรค์สร้าง เพื่อนำมาใช้ในการทดสอบ ทันทีที่เปิดใช้งาน ผู้เข้ารับการทดสอบจะถูกพาตัวเข้าสู่สถานการณ์จำลอง ที่เขาต้องหลอมอาวุธโดยผ่านมือของหุ่น หากอาวุธที่หลอมได้มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะถือว่าสอบผ่าน” แม่สาวน้อยจะเริ่มหมดความอดทน แต่ก็ยังตอบคำถามของจางเซวียนอย่างสุภาพ
“สถานการณ์จำลอง? หุ่น? การทดสอบการตีเหล็กน่าจะต้องการตัวชี้วัดทักษะที่แม่นยำกว่านี้ไม่ใช่หรือ?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย
สมาคมส่วนมากที่เขาเคยมีประสบการณ์มาล้วนแต่ต้องการให้ผู้เข้าทดสอบสำแดงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง เขาจึงอดงงเล็กน้อยไม่ได้ที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงสถานการณ์จำลองและหุ่น
นั่นแปลว่า เพื่อจะผ่านการทดสอบ ผู้นั้นไม่จำเป็นต้องหลอมอาวุธขึ้นมาจริงๆหรือ?
“แน่นอนว่ามันจะเป็นตัวชี้วัดทักษะที่ดีกว่ากันมากหากผู้เข้าทดสอบสามารถหลอมอาวุธจนเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการได้จริงๆ แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการตีเหล็กนั้นมีราคาแพงขนาดไหน ในบรรดาปรมาจารย์กว่า 1 แสนคนในสถาบันของเรา มีอย่างน้อย 50,000 คนที่เลือกการตีเหล็กเป็นอาชีพรองรับ หากเราให้ทุกคนหลอมอาวุธจริงๆ จะต้องสิ้นเปลืองสินแร่และโลหะมากมายขนาดไหนกัน?” สาวน้อยตอบ
“แต่เอาเถอะ คุณไม่ต้องกังวลไป แม้จะเป็นภาพลวงตา แต่คุณก็จะได้รับการจัดอันดับตามสถิติที่เรารวบรวมไว้จากช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาวจำนวนหลายร้อยคน ที่มีมาตั้งแต่การก่อตั้งสถาบัน ตราบใดที่หลักการและแก่นของวิชาตีเหล็กของคุณสอดคล้องกับพวกเขา คุณก็จะผ่านการทดสอบอย่างแน่นอน ความคลาดเคลื่อนของการประเมินผลนั้นแทบจะเรียกได้ว่ามีเพียงหนึ่งในพันล้าน!”
แม้ข้อเท็จจริงจะมีอยู่ว่ามหานทีแห่งศาสตราวุธคือการจำลองสถานการณ์การตีเหล็ก แต่ก็ได้รับ การขัดเกลาและปรับปรุงจากช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาวมากมายนับไม่ถ้วนตลอดเวลาหลายปี ทำให้มีความสมจริงมาก ใครก็ตามที่หลอมอาวุธได้สำเร็จภายใต้สถานการณ์จำลอง ก็แน่นอนว่าจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิตจริงเช่นเดียวกัน
“ผมเข้าใจแล้ว!” จางเซวียนพยักหน้า
ก็จริงอยู่ เท่าที่ดูจากจำนวนช่างตีเหล็กในสถาบันซึ่งมีอยู่ราว 50,000 คน ก็จะต้องมีอย่างน้อย 1 พันคนที่เข้ารับการทดสอบในแต่ละปี หากทางสถาบันต้องจัดการทดสอบสมจริงให้กับทุกคน ในแต่ละปีจะต้องสิ้นเปลืองสินแร่และโลหะไปมากมายแค่ไหน?
สำหรับคนที่สอบผ่านและหลอมอาวุธได้เป็นที่น่าพอใจก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่จากอัตราการประสบความสำเร็จในแต่ละปี ก็ดูเหมือนสินแร่และโลหะส่วนใหญ่จะต้องสูญเปล่าไป ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าสถาบันปรมาจารย์จะร่ำรวยมั่งคั่งสักแค่ไหน ก็ไม่อาจรับมือกับค่าใช้จ่ายมหาศาลขนาดนั้นได้
อีกอย่าง สินแร่และโลหะเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ไม่เหมือนกับสมุนไพร ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีช่างตีเหล็กคนไหนเต็มใจจะเห็นทรัพยากรล้ำค่าจำนวนมากต้องสูญเปล่าไปในแต่ละปี
ดังนั้นสถาบันปรมาจารย์จึงตัดสินใจจัดการทดสอบแบบจำลองสถานการณ์ขึ้นแทน
“เอาล่ะ คุณกลับไปได้แล้ว ต่อให้คุณมีความสามารถถึงขั้นที่จะผ่านการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาว คุณก็ยังต้องมีคะแนนวิชาการ 2 คะแนนอยู่ดี หากไม่มีคะแนนวิชาการ ฉันก็ยกเว้นให้คุณไม่ได้ ถึงจะอยากยกเว้นก็เถอะ!” สาวน้อยโบกมือให้จางเซวียนออกไป
“ขอผมทบทวนหน่อย คุณบอกว่าเพื่อให้ได้คะแนนวิชาการมา…จะต้องปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ฝ่าด่านความยุ่งยากลำบากบางอย่าง หรือ…ทำลายสถิติใช่ไหม? ไม่ทราบว่าการทำลายสถิตินั้นมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง?” เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลยหากปราศจากคะแนนวิชาการที่มากพอ จางเซวียนจึงถามต่อ
“ทำลายสถิติ?” สาวน้อยกลอกตา แทบจะกระอักเลือดออกมา
ไม่เคยมีนักเรียนใหม่คนไหนกล้าพูดจาโอหังแบบนี้!
ผู้เป็นเจ้าของ ‘สถิติ’ ก็หมายความได้อย่างเดียวว่า – ไม่มีปรมาจารย์คนไหนในสถาบันสามารถทำได้เหนือกว่าเขา
ในฐานะที่เป็นนักเรียนใหม่ การที่คุณไม่รู้เรื่องระบบการทำงานของสถาบันก็พอจะเข้าใจได้อยู่ ฉันจึงยินดีอธิบาย แต่ตอนนี้คุณกำลังจะบอกฉันว่าคุณคิดจะทำลายสถิติอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้คะแนนวิชาการมานี่นะ?
ฝันไปเถอะ!
ถ้าคะแนนวิชาการมันได้กันง่ายๆขนาดนั้น ทุกคนคงไม่ขวนขวายกันขนาดนี้
เอาจริงๆสิ? ความงี่เง่าของคุณนี่มันมีขีดจำกัดหรือเปล่า?
“ผมพูดจริงนะ ผมอยากรู้ว่ามีสถิติอะไรอยู่บ้าง ผมอยากจะลองท้าทายดูสักหน่อย…” จางเซวียนตอบ
การฝ่าด่านความยุ่งยากบางอย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่สร้างปัญหา และหากไม่มีใครร้องขอก็ทำไม่ได้ ส่วนการปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จนั้น จางเซวียนก็ยังไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับอาจารย์คนไหนมากพอ เรื่องนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ตัวเลือกเดียวที่ยังเหลืออยู่สำหรับเขาก็คือการทำลายสถิติบางอย่าง
แน่นอนว่าเขาจะพยายามเลือกเรื่องที่ง่ายๆก่อนเพื่อให้ได้คะแนนวิชาการมาตุนไว้ ส่วนเรื่องที่ยากกว่านั้น ไว้ให้เขาเข้าหอสมุดได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ก็อย่างคำพูดที่ว่ากันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณว่า ความยากจนข้นแค้นทำให้วีรบุรุษตกต่ำ หากไม่มีคะแนนวิชาการมากพอ ต่อให้เขามีความสามารถเหนือชั้นขนาดไหน ก็ทำอะไรในสถาบันปรมาจารย์ไม่ได้อยู่ดี
“คุณ…” เห็นชายหนุ่มตรงหน้าเธอพล่ามเรื่องการทำลายสถิติไม่หยุดหย่อน หญิงสาวได้แต่ส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด
นี่คุณรู้บ้างหรือเปล่าว่าทำไมสิ่งเหล่านั้นถึงถูกเรียกว่าสถิติ คุณคิดหรือว่าเพียงแค่อยากทำลาย…คุณก็จะทำผลงานได้ดีกว่าพวกเขา?
ตอนแรก หญิงสาวคิดว่านักเรียนใหม่คนนี้คงเป็นคนขยัน จนถึงขนาดกระตือรือร้นรีบมาที่โรงเรียนช่างตีเหล็กทันทีหลังจากผ่านการทดสอบ ซึ่งเธอก็ชื่นชมคุณสมบัติข้อนี้ นั่นคือเหตุผลที่เธอยินยอมตอบคำถามต่างๆนานาของเขาด้วยความอดทน แต่ยิ่งพูดไปเขาก็ยิ่งโอหังขึ้นเรื่อยๆ จนความอดทนของเธอใกล้สิ้นสุด กลายเป็นความเกลียดขี้หน้าขึ้นมาแทน
แต่เธอก็พยายามระงับความหงุดหงิดอย่างสุดความสามารถ “ถ้าคุณอยากลองก็ได้นะ เส้นทางสถิติโลกจารึกอยู่ตรงนั้น ไปดูได้เลย แต่ว่าขอฉันแนะนำอะไรสักหน่อย อย่าได้บุ่มบ่ามหรือผลีผลามเข้าไปง่ายๆ ไม่อย่างนั้น คุณอาจถูกจับโยนออกจากโรงเรียนช่างตีเหล็กเลยทีเดียว…”
สถิติเหล่านั้นแสดงถึงความสำเร็จของบรรพบุรุษผู้ปราดเปรื่องรุ่นก่อนๆของโรงเรียนช่างตีเหล็ก ถือเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติยศ การเข้าท้าทายสถิติเหล่านั้นโดยไม่มีความสามารถเพียงพอจะเป็นการแสดงออกถึงความกระด้างกระเดื่องต่อบรรพบุรุษอย่างร้ายแรง และจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก
การถูกใครต่อใครเหยียดหยามนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ผู้เข้าท้าทายสถิติเหล่านั้นอาจบาดเจ็บสาหัสได้ทีเดียวหากมีสภาพร่างกายไม่แข็งแกร่งพอ
“ทางโน้นหรือ?” จางเซวียนมองไปยังทิศทางที่สาวน้อยชี้มือไป แต่ก็ถูกบดบังด้วยฝูงชนกลุ่มใหญ่ที่เดินผ่านไปมา
“ตอนนี้ฉันพอมีเวลาว่าง ให้ฉันพาคุณไปก็แล้วกัน….” สาวน้อยเชิดหน้าขึ้นและนำทางไป
ในเมื่อคุณพูดจาโอหังเรื่องการทำลายสถิติถึงขนาดนั้น ฉันก็อยากจะเห็นว่าคุณจะโชว์โง่ได้ขนาดไหน!
คุณเป็นนักเรียนใหม่ ไอ้การที่จะมีความทะเยอทะยานก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การยืดออกประกาศว่าจะทำลายสถิติที่เคยมีมาของโรงเรียนช่างตีเหล็กนั้น คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร?
ถ้ามันเป็นเรื่องง่ายๆ คุณคิดว่าจะมีผู้คนมาเสนอบริการหลอมอาวุธหรือขายผลงานของตัวเองเพื่อแลกกับคะแนนวิชาการหรือ? คุณไม่คิดบ้างหรือว่าทำไมบรรดานักเรียนเกรดต่างๆถึงต้องยอมฝ่าฟันและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อปฏิบัติภารกิจยากๆให้สำเร็จ?
ในบรรดาผู้คนอวดโอ้หลงตัวเองที่ฉันเคยเจอมา คุณคือตัวพ่อ!
เป็นไปได้ว่าชายหนุ่มคนนี้คงเป็นอัจฉริยะชั้นนำจากดินแดนไกลปืนเที่ยงที่ไม่เคยออกมาผจญภัยในโลกกว้าง เมื่อเคยชินกับการเป็นที่หนึ่ง จึงคิดว่าตัวเองจะเหนือกว่าใครๆไปได้ตลอด ไม่ได้รู้เลยว่าแท้ที่จริงตัวเองก็ไม่ต่างจากกบในกะลา
จางเซวียนไม่ได้รู้เลยว่าเขาทำให้สาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าไม่พอใจแค่ไหน เขาเดินฝ่าฝูงชนตามเธอไปติดๆ
ไม่ช้าก็มายืนอยู่หน้าประตูสีดำบานหนึ่ง
ประตูบานนี้ดูเหมือนประตูที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวในอาณาจักรเทียนหวู่ มีถ้อยคำเขียนไว้บนผนังสีขาวที่อยู่ข้างประตู
“หลอมสินแร่คริสตัลดำ 3 ก้อนภายใน 10 นาที ผลงานของช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว, เจิงหรง ในปีที่ 3784 ของการก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน…”
“ใช้เปลวไฟปฐพีหลอมธารน้ำแข็งสีเงินได้สำเร็จภายในเวลา 2 ชั่วโมง ผลงานของช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว…”
“ต้านทานความร้อนแผดเผาภายในห้องเปลวเพลิงปฐพีได้นานถึง 17 นาที ผลงานของช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว หลิวหาน…”
…..
นี่คือสถิติซึ่งเป็นผลงานของเหล่าบรรพบุรุษในสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ทั้งรายละเอียดและชื่อเจ้าของผลงานถูกจารึกไว้บนผนัง
หลังจากมองดูผ่านๆ จางเซวียนก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทีละน้อย
ถ้าจะพูดกันตามตรง สถิติเหล่านั้นก็น่าทึ่งจริงๆ แม้จะมองด้วยมุมมองของเขาก็ตาม
อย่างสินแร่คริสตัลดำ วัสดุชนิดนี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในสินแร่ที่แข็งแกร่งที่สุด แม้แต่ช่างตีเหล็กระดับ 7 ดาวยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงกว่าจะหลอมมันได้ แต่สถิติที่เจิงหรงทำไว้คือ 10 นาที ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน!
แม้แต่จางเซวียน ด้วยระดับวรยุทธที่มีอยู่ในตอนนี้ เขาก็ยังทำแบบนั้นไม่ได้!
ส่วนธารน้ำแข็งสีเงินนั้นยิ่งแล้วใหญ่ วัตถุชนิดนี้เป็นที่รู้กันดีว่าไม่สามารถหลอมละลายได้โดยใช้เปลวไฟธรรมดา วิธีเดียวที่จะทำให้มันอ่อนลงได้คือต้องใช้เปลวไฟปฐพีหลอมให้ขึ้นรูปอย่างช้าๆโดยใช้เวลานาน พูดง่ายๆก็คือ ลำพังแค่กระบวนการนี้ก็ใช้เวลาหลายเดือนแล้ว แต่สถิติที่ทำไว้คือ 2 ชั่วโมงเท่านั้น!
“เห็นหรือยัง คุณคิดว่าคุณจะเทียบชั้นกับพวกเขาได้ไหม?” หญิงสาวยิ้มเยาะชายหนุ่มผู้โอหังที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ…แต่ว่ามันยากมากทีเดียว!” จางเซวียนเกาหัวยิก
หากเขาทุ่มทุนสร้างกันจริงๆ ก็มั่นใจว่าจะสามารถทำลายสถิติเหล่านั้นได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลทีเดียว ซึ่งราคาที่ต้องจ่ายนั้นไม่คุ้มกันเลยกับคะแนนวิชาการเพียงกะล่อยกะหลิบที่จะได้มา
ยกตัวอย่างธารน้ำแข็งสีเงิน หากเขาถ่ายทอดพลังปราณเทียบฟ้าเข้าไปในเปลวไฟปฐพีเพื่อเพิ่มปริมาณความร้อนแผดเผา ก็เป็นไปได้ที่เขาจะหลอมมันได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง แต่ปริมาณพลังปราณที่ต้องใช้นั้นก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงทีเดียว
อีกอย่าง ก็มีความเสี่ยงที่พลังปราณเทียบฟ้าของเขาจะถูกเปิดเผย ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครต่อใครจะต้องพากันมาล้วงความลับของเขา ซึ่งอาจลามไปถึงการหมายเอาชีวิต นั่นคืออานุภาพอันแสนยั่วยวนของพลังปราณเทียบฟ้า
ถึงเขาจะมี ‘ปรมาจารย์หยาง’ คอยคุ้มกัน แต่การหลีกเลี่ยงปัญหาไว้ก่อนก็น่าจะดีที่สุด
“คุณกำลังจะบอกว่าคุณทำลายสถิติเหล่านี้ได้? ช่างโอหังนัก!” ช่างตีเหล็กคนหนึ่งก้าวเข้ามาและคำรามเยาะเมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่
“หลี่ชวน คุณไปเจอเจ้าคนโอหังขนาดนี้ที่ไหนกันน่ะ?”



