ตอนที่ 746 ข้อบกพร่องของจางเซวียน
เอ่อ…
อีกฝ่ายดูมุ่งมั่นจะให้เขากลายเป็นศิษย์น้องให้ได้
แต่แม้โอกาสนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาล เขาก็ยังคิดว่าการปฏิเสธข้อเสนอไปย่อมน่าจะดีกว่า เพราะการได้รับสิทธิพิเศษจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบอีกมากมาย ซึ่งเขาไม่เต็มใจที่จะแบกรับ
“ในเมื่อปรมาจารย์หยางก็เป็นปรมาจารย์เหมือนกัน เราก็น่าจะพบเขาได้ใช่ไหม?” จ้าวปิงฉูลูบเครา
เขาอยากพบท่านอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ผู้ปราดเปรื่องขนาดนี้เหลือเกิน
“เรื่องนี้…เอ่อ ความจริงก็คือท่านอาจารย์ของผมไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ตอนนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่คราวต่อไปที่ได้พบ ผมจะบอกเขาถึงความประสงค์ของคุณทันที” จางเซวียนพูดด้วยสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ
บ้าบออะไรอย่างนี้?
‘ที่เราต้องการก็แค่เข้าไปอ่านหนังสือ เข้ารับการทดสอบ แล้วก็กลับออกไปแบบสบายๆ ใครจะไปคิดล่ะว่า…เจอหน้าใครกี่คนๆ ก็อยากจะรับเราเป็นศิษย์ หรือไม่ก็ให้เป็นศิษย์น้องไปเสียหมด…’
‘เราดูเป็นไก่อ่อนขนาดนั้นเลยหรือ?’
‘ดูเหมือนถึงเวลาที่จะต้องให้ปรมาจารย์หยางปรากฏตัวเสียแล้ว ไม่อย่างนั้น ขืน 10 สุดยอดปรมาจารย์ดาหน้ากันมาหาเราทีละคนๆ อย่างนี้ จะอ่านหนังสืออย่างสงบสุขได้อย่างไร?’
‘พวกคุณไม่รู้หรือไงว่าผมอยากเก็บเนื้อเก็บตัว ผมอยากอยู่เงียบๆ !’
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่าคุณให้สัญญาแล้วนะ!” จ้าวปิงฉูหัวเราะหึๆ
“ท่านหัวหน้าจ้าวและรองหัวหน้า ผมใช้พลังงานไปมากเกินขนาดในการเข้ารับการทดสอบ ต้องขอตัวกลับที่พักเพื่อพักผ่อน ผมลาล่ะ!” เกรงว่าจ้าวปิงฉูจะถามเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับปรมาจารย์หยางและทำให้เขาจนมุมอีก จางเซวียนจึงประสานมือและเอ่ยลา
“ได้สิ คุณคงเหนื่อยอ่อนมาก รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ!”
“หลอมอาวุธได้ถึง 6 ชิ้นในเวลา 4 ชั่วโมง ต้องเหนื่อยมากแน่ๆ พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน!”
…..
เพิ่งจะตอนนั้นเองที่จ้าวปิงฉู หยวนหง และคนอื่นๆ เพิ่งนึกได้ว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเพิ่งจะหลอมอาวุธถึง 6 ชิ้นภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง เพราะความตื่นเต้นทำให้พวกเขาหลงลืมเรื่องนี้ไป
ดูจะเป็นความไร้มารยาทจริงๆ ที่รั้งตัวอีกฝ่ายไว้ขณะที่เขาก็เหน็ดเหนื่อยเต็มทีแล้ว
“ขอบคุณมาก!”
เมื่อได้ฟังแบบนั้น จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ขณะที่เขากำลังจะจากไป จ้าวปิงฉูก็พูดขึ้นอีกครั้ง “ในเมื่อคุณเพิ่งเข้ามาในสถาบัน ตอนนี้คุณคงพักอยู่ในหอรวม นี่คือตราสัญลักษณ์ของผม นำตรานี้ไปที่โซนหัวกะทิได้เลย จะทำให้คุณได้ที่พักที่สะดวกมากขึ้นต่อการพบปะและพูดคุยของเรา”
ขณะที่พูดอย่างนั้น หัวหน้าจ้าวก็นำตราสัญลักษณ์ที่มีหน้าตาเหมือนกับอันที่ผู้อาวุโสมั่วได้มอบให้จางเซวียนไว้แล้วออกมามอบให้
เมื่อตอนที่อยู่ในสำนักงาน หยวนหงแค่รายงานว่าจางเซวียนทำลายทางเดินสถิติโลกจารึกเสียจนวอดวาย แต่ไม่ได้บอกว่าอีกฝ่ายมีตราสัญลักษณ์ของผู้อาวุโสมั่วอยู่ในมือ
อีกอย่าง จ้าวปิงฉูก็ตั้งใจจะแสดงความปรารถนาดีเพื่อสร้างความประทับใจให้กับอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องคนนี้ ส่วนหยวนหงนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะตราสัญลักษณ์ของเขามีอำนาจด้อยกว่า 10 สุดยอดปรมาจารย์ เขาก็คงอยากมอบตราของตัวเองให้ปรมาจารย์จางเช่นเดียวกัน
“เอ่อ…” จางเซวียนได้แต่กระพริบตาปริบๆ อย่างประหลาดใจ
“รับไว้เถอะ ตราสัญลักษณ์ของผมจะทำให้คุณพักอยู่ในสถาบันได้อย่างสะดวกสบายขึ้น” จ้าวปิงฉูพยักหน้า บ่งบอกว่าอยากให้จางเซวียนรับของขวัญชิ้นนี้ไว้
“ขอบคุณหัวหน้าจ้าว!” ในเมื่ออีกฝ่ายยืนกรานจางเซวียนจึงรับตราสัญลักษณ์มา
เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่ายไป จึงออกจะดูไม่ดีนักหากจะปฏิเสธไม่รับของขวัญชิ้นนี้อีก
ซึ่งในขณะนั้น ฝูงชนที่เห็นสีหน้าอิหลักอิเหลื่อของจางเซวียนขณะที่รับตราสัญลักษณ์ของจ้าวปิงฉูมาก็ได้แต่อ้าปากค้าง และร่ำๆ จะปล่อยโฮ
ใครๆ ก็รู้ว่ามันยากเย็นแค่ไหนสำหรับนักเรียนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่จะได้พบกับหัวหน้าจ้าว
แต่หัวหน้าจ้าวถึงกับมาพบเขาด้วยตัวเอง ซึ่งนอกจากหมอนั่นจะปฏิเสธข้อเสนอที่จะได้เป็นศิษย์น้องของเขาแล้ว ยังไม่เต็มใจจะรับตราสัญลักษณ์ด้วย…เจ้าอัจฉริยะสมองเพี้ยนคนนี้มาจากขุมไหนกัน?
เขารู้บ้างหรือเปล่าว่ามีกี่มือกี่ตีนที่อยากรุมยำเขาเมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนั้น?
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัว!”
เมื่อรับตราสัญลักษณ์มาแล้ว จางเซวียนก็หันหลังกลับแล้วเดินออกไปทันที ไม่ช้าก็ลับสายตาไป
“น่าเสียดายเหลือเกิน…” เมื่อเห็นจางเซวียนลับตาไป จ้าวปิงฉูได้แต่ส่ายหน้า
“เสียดาย?” หยวนหงถาม ไม่เข้าใจความหมายของจ้าวปิงฉู
“ปรมาจารย์จางเป็นอัจฉริยะผู้น่าทึ่ง แม้เขาจะมีความสุภาพเรียบร้อย ผมก็ยังเห็นความหยิ่งในศักดิ์ศรีอยู่ในดวงตาของเขา การจะเอาชนะใจเขาด้วยวัตถุนั้นเป็นเรื่องยากมาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะรั้งตัวเขาไว้ในโรงเรียนช่างตีเหล็ก!” จ้าวปิงฉูถอนหายใจ
“คุณพูดถูก” หยวนหงพยักหน้าหลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง
ถึงกับได้รับโอกาสที่จะได้เป็นศิษย์น้องของหัวหน้าจ้าว แต่เขากลับปฏิเสธโดยไม่ลังเล…ถึงขนาดนี้แล้ว ยังมีอะไรที่ทางโรงเรียนช่างตีเหล็กจะมอบให้เขาได้อีก?
ก็แหงอยู่แล้วว่าไม่มีข้อเสนอไหนจะเย้ายวนใจไปได้ยิ่งกว่านั้น!
“ค่อยๆ ดูไปก็แล้วกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ปฏิบัติตัวต่อเขาด้วยความเคารพและอย่าทำให้เขาขุ่นเคืองใจ” จ้าวปิงฉูพูด
จากนั้นเขาก็หันไปทางมหานทีแห่งศาสตราวุธและพูดว่า “หยวนหงกับฉงปิง ตามผมเข้าไปข้างใน ผมอยากรู้เหลือเกินว่าเขาหลอมอาวุธ 6 ชิ้นได้อย่างไรภายในเวลา 4 ชั่วโมง!”
แม้แต่ตัวจ้าวปิงฉูเองยังแน่ใจว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะหลอมอาวุธ 6 ชิ้นและก้าวกระโดดจากการเป็นผู้ช่วยช่างตีเหล็กไปเป็นช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาวได้ภายในเวลา 4 ชั่วโมง แล้วนักรบสะพานจักรวาลคนหนึ่งทำในสิ่งที่เหนือกว่าเขาได้อย่างไรได้กัน?
“ได้สิ!” หยวนหงกับฉงปิงพยักหน้า
อันที่จริง ทั้งคู่ก็อยากรู้เช่นกัน
ดังนั้น ทั้งกลุ่มจึงผลักประตูมหานทีแห่งศาสตราวุธและเดินเข้าไป
ในฐานะหัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็ก จ้าวปิงฉูมีสิทธิพิเศษที่ทำให้เข้าไปในนั้นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้คะแนนวิชาการ
“มาดูที่สถิติกันดีกว่า!” จ้าวปิงฉูพูดขณะกระดิกนิ้ว
วิ้ง!
มหานทีแห่งศาสตราวุธเริ่มทำงาน และภาพของจางเซวียนเมื่อครู่ก่อนขณะที่เขากำลังอยู่ระหว่างการทดสอบก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคน
มีกลไกพิเศษอยู่ในมหานทีแห่งศาสตราวุธที่ทำให้มันสามารถบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการทดสอบเอาไว้ และนำกลับมาเล่นซ้ำได้ เพื่อให้คนอื่นๆ สามารถศึกษาและเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้เข้าทดสอบที่มีความโดดเด่น
ฟึ่บ!
ขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องอยู่ จางเซวียนก็คว้าเอาสินแร่และโลหะ 2 ชนิดโยนลงไปในเตาหลอม จากนั้นก็สังเคราะห์มันให้รวมตัวเข้าด้วยกัน ก่อนจะโยนลงไปในของเหลวเพื่อหล่อเย็น
“อ้าว…”
“เขาข้ามขั้นตอนการขึ้นรูปอาวุธไปสู่การหล่อเย็นเลย?” ทุกคนถึงกับยืนตัวแข็ง
“แต่ที่จริง ขั้นตอนการหลอมและขึ้นรูปอาวุธเป็นขั้นตอนที่กินเวลามากที่สุดในกระบวนการหลอมอาวุธ เป็นเพราะเขาข้ามขั้นตอนนี้ไป จึงทำให้ทุ่นเวลาไปได้มาก ช่างเป็นความคิดที่ฉลาดล้ำเหลือเกิน! ทำไมผมถึงคิดไม่ได้นะ?” จ้าวปิงฉูตบต้นขาดังเผียะขณะที่ตาวาววับด้วยความตื่นเต้น
ในบรรดา 3 ขั้นตอนของการตีเหล็ก ขั้นตอนที่ซับซ้อนและเสียเวลาที่สุดก็คือการขึ้นรูปอาวุธ หากข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ ก็จะทุ่นเวลาไปได้อีกมาก
ว่าแต่…ผลงานที่ออกมาจากการตีเหล็กวิธีนี้ ยังเรียกว่าอาวุธได้หรือ?
ไม่ช้า พวกเขาก็เห็นจางเซวียนหยิบก้อนโลหะขึ้นมาจากของเหลวที่ใช้หล่อเย็นก่อนจะวางลงไปบนแท่นประเมินเกรด หลังจากนั้น…เขาก็ผ่านการทดสอบ
“ไม่น่าเชื่อว่าแค่อัลลอยที่ยังไม่ได้ผ่านการขึ้นรูปก็เข้าถึงระดับปีศาจขั้นต่ำแล้ว น่าทึ่งจริงๆ !” ฉงปิงพยักหน้าอย่างชื่นชม
การที่อาวุธชิ้นหนึ่งจะได้รับสมญานามว่า “ผลงานของการเคี่ยวกรำนับพันครั้ง” นั้นไม่ใช่ได้มาเล่นๆ เพราะวัตถุประสงค์ของขั้นตอนการขึ้นรูปอาวุธไม่ใช่เพียงแค่การปรับรูปร่างของอาวุธให้ได้ที่ แต่ยังต้องปรับความบริสุทธิ์และความสมดุลของเนื้ออัลลอยด้วย เพื่อให้มีคุณภาพสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ด้วยการทุบเพียงครั้งเดียว ชายหนุ่มคนนั้นก็สามารถทำให้ก้อนโลหะมีคุณภาพขึ้นไปแตะระดับถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นอาวุธ
แม้แต่ในหมู่พวกเขาซึ่งเป็นช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว ก็ยังไม่มีใครทำแบบนั้นได้เลย!
“เขาหลอมชิ้นส่วนอัลลอยขึ้นด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทุกคุณสมบัติของสินแร่และโลหะ ทั้งยังมั่นอกมั่นใจในการใช้อุณหภูมิของเตาหลอม ระยะเวลาของการหลอม และยังสามารถคาดเดาปฏิกิริยาของการสังเคราะห์ได้ด้วย…”
“ยิ่งไปกว่านั้น เขาสามารถทำงานกับสินแร่และโลหะไปพร้อมๆ กันกับการหลอมและควบคุม อุณหภูมิในเตาด้วยพลังปราณ…ทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขาต้องมีจิตวิญญาณที่ทรงพลัง!”
“ยิ่งกว่านั้นอีกนะ เขาไม่สะทกสะท้านกับความร้อนที่แผ่ออกมาโดยรอบ ทั้งยังสามารถจับอัลลอย เดือดๆ ได้ด้วยมือเปล่า…ร่างกายของเขาจะต้องแข็งแกร่งขนาดไหน?”
“ท่วงท่าของเขาทั้งลื่นไหลและปราศจากความลังเล บอกได้ชัดเจนถึงสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง จนสามารถเดินหน้าปฏิบัติการตามขั้นตอนของการทดสอบได้โดยไม่ปล่อยให้ความสงสัยใดๆ เข้าครอบงำเลย!”
…..
ยิ่งดูไป ทั้งกลุ่มก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ
การหลอมรวมโลหะกับสินแร่เข้าด้วยกันให้กลายเป็นอัลลอยและจับมันไปหล่อเย็นโดยตรงนั้น พวกเขาเองก็ทำได้ แต่ปัญหาก็คือสิ่งที่พวกเขาได้มาจะสามารถเข้าข่ายที่มีคุณภาพถึงระดับผ่านการทดสอบได้หรือเปล่า
ถ้าจะพูดกันตามตรง แม้แต่บรมครูช่างตีเหล็กในตำนาน, หวูหยางจื่อ ก็ยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย!
เขาเป็นผู้ได้รับมรดกตกทอดของหวูหยางจื่อจริงๆ หรือ? ไม่ใช่เป็นอาจารย์ของหวูหยางจื่อเสียเองใช่ไหม?
ไม่ช้า พวกเขาก็มาถึงโซนสถานการณ์จำลองของการทดสอบระดับ 6 ดาว
ด้วยการดีดนิ้ว เสียงกริ๊งกร๊างของโลหะก็ดังกังวาน ไม่ช้า ค้อนโลหะอันใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้าจางเซวียน
“นี่…เอ่อ…”
“นี่มันอาวุธที่หลอมโดยช่างตีเหล็กจริงๆ หรือ?”
ดูจากทักษะอันปราดเปรื่องของชายหนุ่มที่ผ่านๆ มา พวกเขาคิดว่าลงท้ายผลงานที่ออกมาจะต้องน่าประทับใจแน่ๆ ใครจะคิดว่า…จะออกมาหน้าตาประหลาดแบบนี้!
แน่ใจนะว่านี่เป็นค้อนโลหะ ไม่ใช่หอคอยเหล็ก?
ทุกคนมองหน้ากันอย่างใบ้กิน
หลังจากเฝ้าดูการทดสอบจนจบ จ้าวปิงฉูอดออกความเห็นไม่ได้ “ดูเหมือนปรมาจารย์จาง…จะมีทักษะและความปราดเปรื่องจริงๆ แต่ความสามารถในการขึ้นรูปและหลอมโลหะของเขายังออกจะอ่อนด้อยไปสักหน่อย!”
“มันต่ำกว่ามาตรฐานจนเกือบจะดูเหมือนว่า…เหมือนเขาไม่เคยร่ำเรียนการขึ้นรูปและตีโลหะมาก่อนเลย!” หยวนหงส่ายหน้า
ถ้าจะพูดกันตามตรง แม้แต่ผู้ช่วยช่างตีเหล็กก็ยังสามารถรังสรรค์ผลงานที่หน้าตาดีกว่าของจางเซวียนได้
ทั้งการควบคุมเปลวไฟ การหลอมโลหะ การหล่อเย็น…ทั้งหมดนี้จางเซวียนทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ทำไมในขั้นตอนของการขึ้นรูป เขาถึงทำได้ห่วยแตกขนาดนี้?
ใครๆ ก็รู้ว่านี่คือขั้นตอนที่ง่ายที่สุดในบรรดาขั้นตอนทั้งหมดของการตีเหล็ก เพียงแค่ทำซ้ำๆ ก็เชี่ยวชาญแล้ว…
“แต่สิ่งนี้ก็จะเป็นข้อได้เปรียบของพวกเรานะ เราสามารถใช้โอกาสนี้สอนเขาและชักชวนให้เขาอยู่กับโรงเรียนช่างตีเหล็กของเราได้!” จ้าวปิงฉูยิ้ม
เขายังคงครุ่นคิดอยู่ว่าจะเอาชนะใจจางเซวียนและรั้งตัวอีกฝ่ายไว้ที่นี่ได้อย่างไร แต่แล้วโอกาสก็มาปรากฏตรงหน้า ด้วยสิ่งนี้ เขาสามารถให้คำชี้แนะกับอีกฝ่ายได้ ซึ่งจะทำให้จางเซวียนเป็นหนี้บุญคุณกับโรงเรียนช่างตีเหล็กของเขา
“จริงด้วย เป็นความคิดที่ดี!” บรรดารองหัวหน้าต่างพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ความกลัวประการเดียวของพวกเขาก็คือกลัวว่าจางเซวียนจะไม่มีข้อบกพร่องเลย ตราบใดที่เขายังมีข้อบกพร่อง พวกเขาก็สามารถใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายได้
ทันทีที่จางเซวียนเริ่มเรียนรู้วิชาจากพวกเขา ก็เรียกได้ว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว!
…..
ส่วนจางเซวียน หลังจากกลับถึงที่พักในโซนหัวกะทิ ก็เหนื่อยอ่อนเสียจนแทบจะทำอะไรต่อไปไม่ไหว
แม้เขาจะตัดขั้นตอนไปหลายส่วน แต่การหลอมอาวุธถึง 6 ชิ้นภายในเวลา 4 ชั่วโมงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
พลังปราณของเขาเหือดแห้งไม่มีเหลือ และจิตวิญญาณก็สุดแสนจะเหนื่อยอ่อน
หากไม่ใช่เพราะว่าจิตวิญญาณของเขาทะลุด่านคอขวดจนมีความสูงเกินกว่า 10 เมตรไปแล้ว เขาคงทรุดไปตั้งแต่ยังไม่เสร็จสิ้นการทดสอบ
“เรายังไม่มีโอกาสได้ทดสอบความสามารถของมันเลย แต่ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของเราจะเปลี่ยนแปลงไปมากหลังจากที่ฝ่าด่านคอขวดจนทะลุความสูง 10 เมตรไปแล้ว”
หลังจากซึมซับพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษขั้นสูงของเขา จางเซวียนก็พลันนึกได้
เมื่อครั้งที่อยู่ในห้องเปลวเพลิงปฐพี ตอนที่จิตวิญญาณของเขาฝ่าด่านคอขวดจนสูงกว่าระดับ 10 เมตรนั้น เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่เพราะหลังจากนั้น ห้องเปลวเพลิงปฐพีก็พังลงมา และปัญหาอีกมากมายก่ายกองก็ถาโถมเข้าใส่ เขาจึงไม่มีโอกาสที่จะได้ตรวจสอบ
ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสแล้ว ก็น่าจะทดลองดูเสียหน่อย
จิตวิญญาณ กายเนื้อ และพลังปราณ เป็น 3 ปัจจัยหลักซึ่งเป็นรากฐานของความแข็งแกร่งของเขา จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จางเซวียนเรียนรู้แล้วว่าเขาจำเป็นที่จะต้องรักษาสภาวะทั้ง 3 เอาไว้ให้ดีเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
หลังจากสร้างค่ายกลขึ้นรอบตัวเพื่อปิดบังสายตาคู่ใดๆ ที่อาจจะมาแอบมองแล้ว จางเซวียนก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นและหลับตา
ฟึ่บ!
เขาถอดจิตออกจากร่าง
ในตอนนั้นเอง จิตวิญญาณของเขาก็มีขนาดใหญ่โตราวกับยักษ์ปักหลั่น เมื่อยืนบนพื้นก็มีความสูง เท่ากับเพดานของที่พักแห่งนั้นทีเดียว
“ตรวจสอบภายใน!”
จางเซวียนเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้เพื่อดูสถานการณ์ภายในจิตวิญญาณของเขา
“นี่มันอะไรกัน? ปะ-เป็นไปได้อย่างไร…”
แค่มองปราดเดียว จางเซวียนก็ตัวแข็งทื่อ คําอุทานอย่างตกตะลึงหลุดพรวดออกจากปากของเขา



