ตอนที่ 760 พบสาวน้อยเสื้อคลุมขาวอีกครั้ง
“อ้าว? ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?” จางเซวียนถามยิ้มๆ ไม่ได้แยแสกับท่าทีคุกคามของอีกฝ่าย
“เพราะที่นี่น่ะ ทรัพยากรในการฝึกฝนวรยุทธก็มีจำกัด รวมทั้งพื้นที่ในการฝึกฝน อีกทั้งโอกาสที่ทางสถาบันจะรับนักเรียนใหม่ในแต่ละปีด้วย แม้แต่การจะได้เข้าเป็นพนักงานต้อนรับหรือผู้ช่วยของแต่ละโรงเรียนก็ไม่ง่ายเลยนะ! ถ้าคุณมีปัญหากับแก๊งพระจันทร์สีเทาของเรา ผมการันตีได้เลยว่าพวกเรามีอำนาจมากพอที่จะทำให้คุณไม่มีที่ทางให้ยืน ไม่มีภารกิจหรือหน้าที่ให้ปฏิบัติไปอีกหลายปี ซึ่งก็แน่นอนว่าจะทำให้คุณไม่มีคะแนนวิชาการแม้แต่คะแนนเดียว!” ชายหนุ่มตอบ
ในฐานะแก๊งผู้มีอิทธิพลแก๊งหนึ่งในสถาบัน การที่จะฉุดชีวิตของนักเรียนใหม่คนหนึ่งให้ลงนรกไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
“เว้นเสียแต่ว่า…”
ชายหนุ่มเว้นระยะไปครู่หนึ่ง “เว้นเสียแต่พวกคุณจะเข้าร่วมแก๊งพระจันทร์สีเทาของเรา ต่อเมื่อคุณเข้าร่วมกับแก๊งของเราเท่านั้นที่เราจะกางปีกปกป้องคุณ จะไม่มีแก๊งไหนกล้ามาหาเรื่อง เรายังมีทั้ง ภารกิจและหน้าที่การงานอีกมากมายให้คุณได้เข้าร่วม เพื่อให้ได้รับคะแนนวิชาการ และยิ่งกว่านั้นนะ ถ้าคุณเข้าร่วมกับพวกเราในตอนนี้ เราจะมอบเอกสารข้อมูลอาจารย์ให้กับคุณฟรีๆ เลย ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มทั้งนั้น!”
“การเข้าร่วมแก๊งพระจันทร์สีเทาของคุณได้ประโยชน์มากมายก็จริงอยู่ แต่โลกนี้ไม่มีข้าวกลางวันให้กินฟรีหรอก พวกเราจะต้องทำอะไรเป็นการตอบแทนบ้างล่ะ?” คุณชายโหลวฮวนถาม
ในเมื่อทางแก๊งพร้อมจะมอบผลประโยชน์ให้กับสมาชิกมากมายขนาดนั้น ก็แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องการบางสิ่งเป็นการตอบแทน ใครจะมีน้ำจิตน้ำใจงดงามถึงขนาดเปิดองค์กรการกุศลในสถาบันที่เต็มไปด้วยการแข่งขันแบบนี้?
“ง่ายนิดเดียว เมื่อคุณเข้าเป็นสมาชิก คุณก็จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของทางแก๊ง ทั้งในแต่ละปีจะต้องมอบคะแนนวิชาการหนึ่งคะแนนให้กับทางแก๊งของเรา และช่วยเหลือกิจการต่างๆ ของทางแก๊งด้วย” ชายหนุ่มตอบ
“มอบคะแนนวิชาการให้หนึ่งคะแนน? ช่วยเหลือกิจการต่างๆ ของทางแก๊ง?” ทุกคนถึงกับคิดหนัก
ก็เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ
นอกจากความจริงที่ว่าในตอนนี้พวกเขาไม่มีคะแนนวิชาการแม้แต่คะแนนเดียว หรือต่อให้มี คะแนนวิชาการก็ใช่จะได้กันมาง่ายๆ การต้องมอบคะแนนวิชาการ 1 คะแนนให้ในแต่ละปีถือเป็น เดิมพันที่สูงเอาการสำหรับนักเรียนเกรด 1
ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็อดตกตะลึงไม่ได้ว่าทางแก๊งจะร่ำรวยสักแค่ไหน หาก 1 แก๊งมีสมาชิก 100 คน จะไม่หมายความว่าพวกเขาจะได้รับคะแนนวิชาการ 100 คะแนนทุกปีหรอกหรือ?
ไม่น่าแปลกใจแล้วว่าทำไมบรรดาศิษย์พี่เกรด 5 ถึงยอมทุ่มเทเวลาของตัวเองสร้างแก๊งสร้างก๊วนขึ้นมา และยินดีให้คำชี้แนะกับสมาชิกของแก๊ง เพราะหากได้ผลประโยชน์ขนาดนี้ ถ้าพวกเขาอยู่ในสถานภาพเดียวกับอีกฝ่าย ก็คงทำแบบเดียวกัน!
ส่วนบรรดากิจการต่างๆ ของแก๊งนั้น หลักๆ ก็จะต้องใช้เงิน ทั้งยังมีการเชื่อมความสัมพันธ์ จัดกิจกรรม หรือให้รางวัลเพื่อเป็นกำลังใจแก่เหล่าสมาชิก ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็แน่นอนว่าต้องมีแหล่งเงินทุนทั้งนั้น
ในฐานะปรมาจารย์ นักเรียนทุกคนมีอาชีพรองรับ พวกเขาจึงสามารถหาเงินให้กับทางแก๊งได้ ไม่ว่าจะด้วยการหลอมยาหรือหลอมอาวุธ
อย่างชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเป็นตัวอย่าง ขณะที่กำลังเสนอขายเอกสารข้อมูลอาจารย์ หากสำเร็จ เขาก็จะต้องมอบผลกำไรให้กับทางแก๊งเช่นกัน
ชายหนุ่มคำราม
“ถูกต้อง ตอนนี้พวกคุณมีทางเลือกแค่ 2 ทางนะ คือซื้อเอกสารนี้ หรือไม่ก็เข้าร่วมแก๊งของเรา ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เตรียมตัวพบเจอกับปัญหาไม่จบไม่สิ้นได้เลย!”
“ปรมาจารย์จาง” คุณชายโหลวฮวน ซ่งเชาและคนอื่นๆ รีบหันไปมองหน้าจางเซวียน
ฝ่ายนั้นเป็นเสาหลักของพวกเขาตลอดมา ในยามตกที่นั่งลำบาก ทุกคนจึงอดไม่ได้ที่จะต้องขอความช่วยเหลือ
“ต้องขออภัยด้วย แต่พวกเราไม่ขอเลือกสักข้อ!” จางเซวียนส่ายหน้า
เขาไม่สนใจทั้งเอกสารและผลประโยชน์ที่ทางแก๊งจะมอบให้
ต่อให้นักเรียนในแต่ละแก๊งจะมีอิทธิพลแค่ไหน จะเทียบเท่ากับการได้เป็นศิษย์น้องของ 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์หรือ? ในเมื่อเขาปฏิเสธข้อเสนอของการเป็นศิษย์น้องไปแล้ว จะให้เขามาสนใจเรื่องกระจอกงอกง่อยแบบนี้ได้อย่างไร?
“ช่างอวดดีนัก! ภาวนาให้ตัวเองเอาตัวรอดก็แล้วกันนะ หรือไม่ก็เตรียมตัวตกนรกทั้งเป็นในสถาบันได้เลย!” เมื่อเห็นทั้งกลุ่มปฏิเสธข้อเสนอของเขา ชายหนุ่มก็จ้องหน้าทุกคนอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อและเดินจากไป
“ปรมาจารย์จาง พวกเราจะทำอย่างไรหากคนพวกนั้นมาเล่นงานเราจริงๆ ?” ซ่งเชากับคนอื่นๆ ถามด้วยความกังวลใจ
พวกเขาไม่ได้มีความสามารถหรือมีคนหนุนหลังอย่างจางเซวียน คงไม่มีปัญญาไปสู้รบปรบมือกับแก๊งผู้มีอิทธิพลในสถาบันได้
จางเซวียนโบกมือ “พวกเราอยู่ในสถาบันปรมาจารย์นะ พวกนั้นทำอะไรไม่ได้มากหรอก แต่ถ้า พวกเขาลงมือทำอะไรที่เกินเหตุไปจริงๆ ผมจะไปพบหัวหน้ามั่วกับหัวหน้าจ้าวเพื่อรายงานเรื่องนี้ พวกคุณไม่ต้องกังวลใจไป สำหรับตอนนี้น่ะ สนใจเรื่องการเสาะหาอาจารย์ก่อนเถอะ”
ในเมื่อทุกคนต่างก็เป็นปรมาจารย์ ต่อให้อยากมีเรื่องหรือทะเลาะกับนักเรียนคนไหน ก็ยังต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ จางเซวียนมั่นใจว่าเขาเอาอยู่
อย่าว่าแต่ก๊วนหรือแก๊งนักเรียนเลย ต่อให้ 10 สุดยอดปรมาจารย์ผนึกกำลังกัน เขาก็มั่นใจว่ารับมือไหว!
เมื่อได้ฟังคำมั่นสัญญาของจางเซวียน คนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกมั่นใจขึ้นเล็กน้อย
“เอาเถอะ พวกเรายกให้เป็นการตัดสินใจของคุณละกัน”
ขณะที่ทั้งกลุ่มกำลังเดินเข้าสู่ทางเดินแคบๆ นั้น ก็ได้พบกับอีกหลายแก๊งอย่างเช่น แก๊งพระจันทร์เสี้ยว และแก๊งสมาคมปีศาจ พวกเขาพยายามจะหว่านล้อมให้เข้าร่วมแก๊งหรือซื้อเอกสารเช่นเดียวกัน
จางเซวียนรับเอกสารของพวกเขามา และหลังจากเห็นแล้วว่าทุกอย่างเหมือนกันกับเอกสารของกลุ่มพระจันทร์สีเทา เขาก็ส่งคืนกลับอย่างสุภาพ
เมื่อเห็นนักเรียนใหม่ปฏิเสธข้อเสนอ และเร่งรีบที่จะเข้ารับฟังการบรรยายสาธารณะ บรรดาศิษย์พี่ ที่ทำหน้าที่เสนอขายเอกสารและชักชวนให้เข้าร่วมแก๊งของพวกเขาก็ได้แต่มองหน้าเด็กใหม่อย่างสมเพช
ใครก็ตามที่อยากจะก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองในสถาบัน ก็มีธรรมเนียมอยู่ 2 อย่างที่จะต้องทำตาม อย่างแรกก็คือเสาะหาอาจารย์ที่เหมาะสมกับตัวเอง และอย่างที่สองก็คือเข้าร่วมแก๊งใดแก๊งหนึ่ง ไม่อย่างนั้น หากอยู่โดดเดี่ยวด้วยตัวเองล่ะก็ เมื่อเกิดปัญหาใดขึ้นมาจะไม่สามารถแก้ไขได้ และทุกย่างก้าวของพวกเขาก็ดูจะลำบากยากเย็นไปเสียหมด การได้มาซึ่งคะแนนวิชาการก็แทบจะเป็นเรื่องเกินเอื้อม ทำให้ความก้าวหน้าในการศึกษาเล่าเรียนต้องหยุดชะงัก
จางเซวียนคร้านจะสนใจศิษย์พี่ปากดีพวกนั้น เขานำทั้งกลุ่มเดินเข้าไปในทางเดิน
บริเวณนั้นมีนักเรียนใหม่เข้าคิวกันเป็นแถวยาว
บนเวทีแรก อาจารย์อายุ 40 ปีคนหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างการบรรยาย แม้เสียงโดยรอบจะอื้ออึงเซ็งแซ่ แต่ฝูงชนที่อยู่ด้านล่างก็ได้ยินคำบรรยายของเขาชัดเจนราวกับเขามาพูดอยู่ข้างๆ
“แก่นของวรยุทธนั้นอยู่ที่หัวใจ สำหรับวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง ผู้นั้นจะต้องเสาะแสวงหาความสอดคล้องกลมกลืนระหว่างร่างกายกับจิตใจให้ได้ และเพื่อบ่มเพาะจิตวิญญาณ ผู้นั้นจะต้องบ่มเพาะหัวใจของตัวเองเสียก่อน”
ผู้ที่กำลังบรรยายอยู่บนเวทีนั้นคือปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นต่ำจากโรงเรียนนักปรุงยาที่มีชื่อว่าหลี่หยวน และเนื้อหาในการบรรยายของเขาก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง หลังจากฟังอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็พยักหน้า
แม้ว่าเนื้อหาการบรรยายของอาจารย์วัยกลางคนผู้นี้ยังห่างชั้นนักกับความรู้ของจางเซวียน แถมยังมีความเข้าใจที่ผิดพลาดอยู่หลายข้อ แต่จางเซวียนก็ยังต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาได้รับฟังนั้นจัดว่าสูงส่งไม่เบา หากเป็นผู้อื่นที่ได้ฟังคำบรรยายนี้ จะต้องได้รับแรงบันดาลใจและสามารถพัฒนาวรยุทธระดับจิตวิญญาณสอดคล้องของตัวเองให้ก้าวหน้าขึ้นได้อีกมาก
แต่สำหรับจางเซวียนแล้วมันไม่มีประโยชน์เลย
“ปรมาจารย์หลี่จากโรงเรียนนักปรุงยาผู้นี้ขึ้นชื่อในเรื่องการบรรยายอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งยังใจกว้างมาก หากคุณได้เป็นศิษย์ของเขา คุณจะได้ส่วนลดมากมายในการซื้อยา ทุ่นเงินไปได้เยอะทีเดียว” จางเซวียนรีบบรรยายสรรพคุณของอาจารย์วัยกลางคนที่ยืนอยู่บนเวทีด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
ทุกคนผ่านการประลองปรมาจารย์มาร่วมกันกับจางเซวียน และรู้ดีว่าเขามีความสามารถในการรู้รายละเอียดของหนังสือได้โดยไม่ต้องพลิกดู จึงไม่ได้แปลกใจกับข้อมูลที่จางเซวียนให้มา ต่างคนต่างรีบจดจำเอาไว้
นักเรียนทุกคนมีเวลาเสาะแสวงหาอาจารย์ที่เหมาะสมกับตัวเองเป็นเวลา 3 วัน จึงยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน นักเรียนส่วนใหญ่จะใช้เวลานี้เสาะแสวงหาทางเลือกที่ตัวเองพอใจจนกว่าจะตัดสินใจได้
“เดินต่อเถอะ!” หลังจากประเมินคุณสมบัติและความสามารถของอาจารย์วัยกลางคนผู้นั้นแล้ว จางเซวียนก็เดินนำหน้าทั้งกลุ่มไป
อาจารย์คนต่อไปมาจากโรงเรียนนายแพทย์ การบรรยายของเขาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผสมผสานระหว่างวิธีการรักษาโรคกับการฝึกฝนวรยุทธ ทำให้ผู้นั้นยังสามารถคงความทรหดอดทนอยู่ได้แม้จะต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยรุนแรง
“ถ้าพวกคุณเรียนกับอาจารย์คนนี้ จะไม่ก้าวหน้าได้รวดเร็วเท่ากับการเรียนกับอาจารย์จากโรงเรียนนักปรุงยา แต่เขาจะทำให้คุณมีพื้นฐานที่แน่นหนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคุณในอนาคต” จางเซวียนแนะนำ
ในสถาบันปรมาจารย์ นักเรียนจะต้องเลือกเข้าเป็นสมาชิกของ 1 ใน 10 โรงเรียน และเมื่อเข้าเป็นสมาชิกแล้ว จะต้องใช้วิชาชีพนั้นเป็นอาชีพรองรับที่ 2 รองจากการเป็นปรมาจารย์
ซึ่งก็แน่นอนว่า การเข้าเป็นสมาชิกของโรงเรียนใดก็จะทำให้ผู้นั้นได้รับสิทธิพิเศษ ยกตัวอย่าง หากเข้าร่วมเป็นสมาชิกของโรงเรียนนักปรุงยา ก็จะสามารถซื้อยาได้ในราคาที่ได้ส่วนลดต่ำกว่าคนอื่น
หากเข้าเป็นสมาชิกของโรงเรียนนายแพทย์ ก็จะได้รับโอกาสและเอกสารที่จะได้ศึกษาร่างกายมนุษย์ ทำให้พวกเขามีพื้นฐานด้านการฝึกฝนวรยุทธที่แน่นหนาขึ้นอีก
สำหรับโรงเรียนช่างตีเหล็กก็มีเทคนิควรยุทธสำหรับบ่มเพาะกายเนื้ออันล้ำค่า โรงเรียนนักฝึกอสูร มีภูเขาส่วนตัวที่เต็มไปด้วยอสูรหายากจำนวนมากมาย โรงเรียนจิตรกรมีภาพวาดขั้นสูงจำนวนหลายภาพที่ทำให้ผู้พบเห็นสามารถสงบจิตใจและยกระดับวรยุทธของตัวเองได้
พูดง่ายๆ ก็คือ ทุกโรงเรียนมีจุดแข็งของตัวเอง นักเรียนส่วนใหญ่จะเลือกโรงเรียนตามความสนใจและความถนัดในวิชาชีพนั้น
หลังจากเดินไปอีกครู่ใหญ่ จางเซวียนก็ค่อยๆ หมดความสนใจลงทีละน้อย สุดท้ายเขาก็มองหาบริเวณที่มีผู้คนอยู่น้อยหน่อย เพื่อทรุดตัวลงนั่งและหยิบสมุดเปล่าเล่มหนึ่งออกมาพร้อมพู่กันกับแท่นฝนหมึก และรีบบันทึกรายละเอียดที่ได้จากการประมวลข้อมูลทั้งหมดของกลุ่มแก๊งต่างๆ เอาไว้ รวมถึงเนื้อหาที่ได้จากการฟังการบรรยายสาธารณะด้วย
“ผมบันทึกรายละเอียดที่เกี่ยวกับอาจารย์ท่านต่างๆ ไว้ในสมุดเล่มนี้แล้วนะ เปิดดูได้ตามสบาย ข้อมูลน่าจะมากพอให้พวกคุณเสาะแสวงหาอาจารย์ที่เหมาะสมได้!”
หนังสือเล่มนี้ได้รับการตรวจสอบจากหอสมุดเทียบฟ้าแล้ว จึงไม่มีข้อผิดพลาดอย่างแน่นอน ทั้งคุณชายโหลวฮวนและคนอื่นๆ จะสามารถใช้มันเพื่อเป็นข้อมูลในการเสาะหาอาจารย์ที่เหมาะสมกับพวกเขาได้เป็นอย่างดี
“เยี่ยมเลย!” คุณชายโหลวฮวนกับคนอื่นๆ พยักหน้า
ด้วยรายละเอียดที่จางเซวียนประมวลไว้จากการบรรยายสาธารณะที่พวกเขาเพิ่งได้รับฟังไป ทุกคนก็มีข้อมูลมากเกินพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตัวเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องรบกวนปรมาจารย์จางอีก
“พวกคุณดูหนังสือกันไปก่อนก็แล้วกัน ผมขอเดินดูรอบๆ ก่อน” เมื่อมอบหนังสือให้ทั้งกลุ่มแล้ว จางเซวียนก็ยืดหลังบิดขี้เกียจ ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดว่าจะหาทางไปโรงเรียนนาฏศิลป์หรือโรงเรียนมือบรรเลงบทเพลงปีศาจได้อย่างไร ก็พลันเห็นเงาแวบๆ ของร่างหนึ่งที่ทำให้กระตุกวูบไปทั้งตัว
ใช่เธอหรือเปล่านะ?
คือสาวน้อยในเสื้อคลุมสีขาวอันงามสง่าคนหนึ่งที่กำลังเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนคลาคล่ำ แม้จะมีผู้คนอยู่รายล้อมมากมาย แต่รังสีเยือกเย็นของเธอก็แผ่ออกมาราวกับภาพวาดที่เมื่อมองดูแล้วทำให้ใจสงบ
มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เขาได้รับจากสาวน้อยเสื้อคลุมขาวที่จางเซวียนได้พบเมื่อครั้งอยู่ที่หุบเขาเขียวขจีในจักรวรรดิฮ่วนหยู
โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ จางเซวียนคิดว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้พบเธออีกแล้วหลังจากที่แยกจากกัน แต่ท่วงท่าและรูปร่างนั้น…เป็นเธอใช่หรือไม่?
เพราะเกรงว่าจะเป็นแค่ภาพลวงตาและเขาอาจพลาดโอกาสไปอีก จางเซวียนจึงไม่กล้าละสายตาจากเธอแม้แต่น้อย
แม้ผู้คนจะเดินกันแออัดคลาคล่ำ แต่พวกเขาก็ดูเหมือนจะเปิดทางให้แม่สาวเสื้อคลุมขาวคนนั้น ราวกับมีพลังลึกลับบางอย่างที่ทำให้เธอเดินผ่านไปได้อย่างสบาย และยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีปรากฏการณ์แปลกประหลาดแบบนี้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครสักคนที่ดูจะรับรู้ถึงความแปลกประหลาดนั้น เหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้น
น่าทึ่งอะไรอย่างนี้! จางเซวียนหรี่ตา
ปรากฏการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้เพราะความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์แห่งมิติเท่านั้น
บรรดานักเรียนต่างเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิมของพวกเขา แต่สำหรับตัวพวกเขาเองนั้นจะรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังยืนอยู่ที่จุดเดิม
ซึ่งแม้แต่จางเซวียนก็ยังไม่มีความสามารถขนาดนั้น
“ใช่เธอจริงๆ หรือเปล่า?” จางเซวียนพึมพำอย่างคนที่ตกอยู่ในภวังค์
เมื่อครั้งแรกที่เขาได้พบเธอในหุบเขาเขียวขจีนั้น เขาสัมผัสได้ว่าระดับวรยุทธของอีกฝ่ายไม่ได้สูงนัก นั่นเป็นเหตุให้เขารีบเข้าไปช่วยเหลือเธอเมื่อเห็นว่าเธอตกอยู่ในวงล้อม แต่หลังจากนั้น เมื่อเขาต้องเผชิญกับอาการทุกข์ทรมานของความไม่สอดคล้องกันระหว่างจิตวิญญาณกับกายเนื้อ เธอกลับเป็นผู้ที่เข้าช่วยเหลือและทำให้กายเนื้อกับจิตวิญญาณของเขาเข้ากันได้ดีดังเดิม เธอคือผู้ที่สามารถผสานจิตวิญญาณกับกายเนื้อของเขาเข้าด้วยกัน
ซึ่งความสามารถระดับนั้นก็เหนือกว่าที่จางเซวียนจะทำได้
เรื่องนี้บอกได้ว่า แท้ที่จริงแล้วเธอปกปิดพละกำลังของตัวเองเอาไว้ จนกระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังไม่สามารถจะหยั่งถึงระดับความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเธอได้
“ข้อบกพร่อง!” จางเซวียนพึมพำ แต่ครู่ต่อมาเขาก็ยืนตัวแข็ง
เธอไม่ได้สำแดงเทคนิคการต่อสู้เสียหน่อย?
เขาคิดว่าการเคลื่อนที่ผ่านช่องว่างแบบนั้นจะถือเป็นการสำแดงเทคนิคการต่อสู้อย่างหนึ่ง จึงพยายามจะใช้หอสมุดเทียบฟ้าตรวจสอบดู แต่แล้วหอสมุดเทียบฟ้าก็ไม่ได้ให้คำตอบ
พูดง่ายๆ ก็คือสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ได้กำลังสำแดงเทคนิคการต่อสู้ใดๆ
เพราะไม่อย่างนั้นหอสมุดเทียบฟ้าจะต้องประมวลหนังสือออกมาให้แล้ว
เขายังไม่เคยพบเจอกับสิ่งไหนที่หอสมุดเทียบฟ้าประมวลไม่ได้มาก่อนเลย!
ควั่บ!
จางเซวียนงงงันและกำลังจะเดินเข้าไปใกล้ๆ ขณะที่แม่สาวเสื้อคลุมขาวคนนั้นดูจะรับรู้ถึงสายตาของเขา เธอหยุดกึกและหันกลับมา
ใบหน้างดงามนั้นปรากฏเต็มสองตา
เธอคือสาวน้อยเสื้อคลุมขาวที่เขาเคยพบมาก่อนจริงๆ
แม้จะมีความแตกต่างบางอย่างบนใบหน้าของเธอ อันเนื่องมาจากการปลอมตัวและปรับสภาพ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถรอดพ้นดวงตาหยั่งรู้ของเขาไปได้ แค่มองปราดเดียว จางเซวียนก็รู้แล้วว่าเธอคือสาวน้อยที่เขาเคยพบที่ภูเขาเขียวขจี
สุดที่จะข่มความตื่นเต้นไว้ได้อีกต่อไป จางเซวียนรีบเข้าไปถามเธอ “คะ-คุณ คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ?”
สาวน้อยมองไปรอบๆ ราวกับพยายามหาต้นตอของสายตาที่จับจ้องเธออยู่ ก็พอดีกับที่สบตากับจางเซวียน นัยน์ตาของเธอเบิกโพลงและส่งยิ้มน้อยๆ ให้เขา
ในชั่วพริบตานั้น ราวกับมีดอกไม้บานพร้อมกันเป็นร้อยๆ ดอก



