Skip to content

Library Of Heaven’s Path 764

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 764 หูเหยาเหย่า

จางเซวียนใช้เวลาพินิจพิจารณาขาไก่อยู่อีกพักหนึ่งก่อนจะวางมันลง

C

ดูเหมือนว่าหากเป็นวัตถุ ไม่ใช่หนังสือ การใช้สายตามองเพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอ เขายังจำเป็นต้องสัมผัสมันอยู่เพื่อให้หอสมุดเทียบฟ้าประมวลข้อมูลออกมา

แต่ถึงอย่างไร เท่านี้ก็ดีมากแล้วที่เราถ่ายโอนหนังสือและอ่านหนังสือได้เร็วกว่าเดิมอีกมาก จางเซวียนคิดอย่างพึงพอใจ

มันดูทุเรศทุรังอยู่ไม่น้อยที่ปรมาจารย์ผู้สูงส่งอย่างเขาต้องวิ่งพล่านไปทั่วหอสมุดราวกับคนบ้า เพื่อถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดที่มีอยู่ในนั้น แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้ว ด้วยหอสมุดเทียบฟ้าที่อัพเกรดใหม่ เขาจะสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยทีท่าของผู้ทรงภูมิ

ไม่ช้า จางเซวียนก็กินเสร็จและลุกขึ้นยืน “ผมอิ่มแล้ว เราไปกันเถอะ!”

เมื่อตอนที่อยู่ในห้องใต้ดินที่หวูหยางจื่อเคยถูกกักขังไว้ ก่อนเขาจะจากไป หวูหยางจื่อได้บอกไว้ว่าตนเองได้ทิ้งมรดกตกทอดและทรัพย์สมบัติที่สำคัญที่สุดไว้ที่ต้นสามดาวของมังกรปฐพี ซึ่งนั่นก็ผ่านมากว่า 2000 ปีแล้ว ยังไม่ต้องถามว่าต้นสามดาวของมังกรปฐพีคืออะไร ลำพังแค่จะหาคฤหาสน์เก่าแก่ของเขาก็ลำบากเอาการ

หลัวฉีฉีได้ตามเสาะหาข้อมูลเรื่องนี้ตั้งแต่กลับมา และเมื่อ 2 วันก่อน ขณะที่เธอกำลังดูแลจางเซวียนที่สลบไสลไม่ได้สติ ก็ดูเหมือนจะได้เงื่อนงำบางอย่าง

“ไปกัน” หลัวฉีฉีพยักหน้า

ขณะที่ทั้งคู่เดินออกจากบ้านพัก ก็พลันเห็นสาวน้อยคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู กำลังทำท่าเหมือนจะเคาะประตูอยู่พอดี เมื่อเห็นจางเซวียนเธอก็รีบประสานมือและโค้งคำนับ “ปรมาจารย์จาง!”

“หรันเฉียวเฉี่ยว?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย

เธอคือผู้ที่เข้าท้าทายเขาตั้งแต่วันแรกที่เขาได้รับกุญแจบ้านพัก รวมถึงเป็นผู้ได้อันดับ 3 ในการประลองประจำปีด้วย

เธอเข้าท้าทายเขาด้วยการดวลการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ แต่ลงท้ายก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา และหันกลับไปดวลกับอู๋ฉานซึ่งได้อันดับ 2 และเสี่ยวหนานซึ่งได้อันดับ 4 แทน

“ใช่ ฉันมาที่นี่เพื่อขอบคุณปรมาจารย์จางสำหรับคำชี้แนะ” หรันเฉียวเฉี่ยวยิ้มให้

ในตอนแรก เธอโมโหหนักที่ได้รู้ว่านักเรียนใหม่คนหนึ่งคว้าเอาบ้านพักหมายเลข 1 ที่มีไว้สำหรับนักเรียนเกรด 1 ไป ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอบุกเข้าท้าดวลกับเขาถึงที่พักหลังจากได้ข่าว แต่อีกฝ่ายได้ชี้ให้เธอเห็นข้อบกพร่องในวรยุทธอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตอนนั้นเองที่เธอได้รู้ว่าช่องว่างระหว่างตัวเธอกับเขานั้นห่างกันมากมายนัก

ภายใต้คำชี้แนะของจางเซวียน เธอสามารถฝ่าด่านคอขวด และพัฒนาวรยุทธอย่างที่รอคอยมาแสนนานได้ ด้วยความตื่นเต้นเธอจึงรีบมาหาเขาถึงที่พักเพื่อแสดงความสำนึกในบุญคุณ และในขณะเดียวกันก็ได้ข่าวบางอย่างที่ออกจะน่ากังวลด้วย จึงมาเพื่อจะแจ้งข่าวนั้น

“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไปหรอก พวกเราก็เป็นนักเรียนเหมือนกัน สมควรแล้วที่จะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” จางเซวียนโบกมืออย่างไม่คิดอะไร

“ถ้าไม่ใช่เพราะคำชี้แนะของปรมาจารย์จาง ฉันก็คงติดแหง็กอยู่ที่คอขวดอยู่อย่างนั้น ก้าวหน้าไปไหนไม่ได้” หรันเฉียวเฉี่ยวกำลังจะโค้งคำนับอย่างงามอีกครั้ง เมื่อพลันเห็นร่างที่ยืนอยู่หลังจางเซวียน เธอทำตาโต “ศิษย์พี่ฉีฉี?”

เธอตื่นเต้นที่ได้เห็นจางเซวียนเสียจนไม่ได้มองว่าใครยืนอยู่ข้างหลังเขา ซึ่งก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเป็นศิษย์พี่เกรด 2 ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของสถาบัน หลัวฉีฉี!

หลัวฉีฉีพยักหน้ารับ

หรันเฉียวเฉี่ยวเป็นหนึ่งในห้าอัจฉริยะตัวท็อปของนักเรียนเกรด 1 จึงเป็นธรรมดาที่หลัวฉีฉีจะเคยได้ยินเรื่องราวของเธอเช่นกัน

“คุณสองคน” หรันเฉียวเฉี่ยวกระพริบตาปริบๆอย่างตกตะลึง

หลัวฉีฉีมีชื่อเสียงโด่งดังมากในสถาบันปรมาจารย์ ไม่ใช่เพียงเพียงเพราะความปราดเปรื่องหรือความงดงามของเธอ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่ากันว่าเธอมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาด้วย

เป็นที่รู้กันว่าเธอเป็นผู้ที่ขยันหมั่นเพียรและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาเล่าเรียนและฝึกฝนวรยุทธ ซึ่งน้อยครั้งมากที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ทำไมเธอถึงมาอยู่ในที่พักของปรมาจารย์จางแบบนี้?

อีกอย่าง พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ความมืดเริ่มมาเยือน หญิงชาย 2 คนอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันในเวลากลางค่ำกลางคืนแบบนี้ พวกเขาคิดอะไร?

“ฉันกำลังเรียนวิธีการหลอมยาจากปรมาจารย์จางอยู่ เขาเป็นอาจารย์ของฉัน!” หลัวฉีฉีอธิบาย

“อาจารย์?” หรันเฉียวเฉี่ยวทำตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ปรมาจารย์จางเป็นแค่นักเรียนเกรด 1 แถมยังเพิ่งมาถึงได้แค่ 2-3 วันแต่นักเรียนเกรด 2 ผู้เป็นอัจฉริยะอย่างคุณรับเขาเป็นอาจารย์นี่นะ?

อีกทั้งคุณยังเป็นหนึ่งในสุดยอดสาวงามของสถาบัน ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชายหนุ่มทั้งสถาบันจะไม่พากันปั่นป่วนกันหมดหรือ?

“ถ้าคุณมาที่นี่เพื่อขอบคุณผมล่ะก็ ไม่จำเป็นเลย ในฐานะปรมาจารย์ พวกเราควรช่วยเหลือกันเท่าที่ทำได้” จางเซวียนคร้านจะเสียเวลาอยู่ตรงนี้อีก เขาโบกมือและพร้อมจะจากไปพร้อมกับหลัวฉีฉี

“เดี๋ยว!” เมื่อได้ยินคำนั้น หรันเฉียวเฉี่ยวพลันนึกได้ว่าเธอมาที่นี่ทำไม เธอรีบพูดต่อ “อันที่จริงยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องบอกปรมาจารย์จาง”

“อย่างนั้นหรือ?”

เมื่อสองสามวันก่อน ตอนที่ฉันเดินไปรอบๆสถาบัน ก็ได้ยินข่าวที่บรรดานักเรียนร่ำลือกันไปทั่วว่าคุณได้ทำให้สมาชิก 2-3 คนในบางแก๊งขุ่นเคืองใจ และดูเหมือนพวกเขากำลังจะร่วมมือกันเพื่อเล่นงานคุณ!” หรันเฉียวเฉี่ยวพูดอย่างเป็นกังวล

“ผมไปทำให้สมาชิกในบรรดาแก๊งต่างๆขุ่นเคืองใจ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” จางเซวียนชะงัก

เขาก็แค่ปฏิเสธไม่ซื้อเอกสารข้อมูลอาจารย์จากบางแก๊งที่เข้ามาเสนอขาย แต่แน่นอนว่าพวกนั้นคงไม่ขุ่นเคืองเขาเพราะเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ใช่ไหม?

อีกอย่าง มันก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้ออะไร หากกลุ่มก๊วนต่างๆซึ่งก็ล้วนแต่เป็นปรมาจารย์รวมตัวกันเพื่อเอาเรื่องเขาด้วยเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ ก็ออกจะน่าสมเพชไปสักหน่อย

“คุณไม่ได้ทำให้พวกเขาขุ่นเคืองใจหรือ?” เห็นสีหน้างงๆของอีกฝ่าย หรันเฉียวเฉี่ยวส่ายหัว “แก๊งพวกนี้น่ะใช้เวลาตลอดทั้งปีรวบรวมข้อมูลของอาจารย์แต่ละคนเพื่อประมวลขึ้นเป็นหนังสือที่จะนำมาขายให้กับนักเรียนใหม่ แต่ลงท้าย ธุรกิจของพวกเขาก็ถูกคุณทำลาย แถมพวกเขายังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมของการทำเช่นนั้นด้วย จะไม่ให้พวกเขาโมโหได้อย่างไร?”

“ผมทำลายธุรกิจของพวกเขา?” จางเซวียนเกาหัวยิก “แต่ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!”

ทำลายบ้าบออะไร!

ผมสลบไปตั้ง 3 วัน จะมีปัญญาไปทำอะไรได้ คุณกำลังจะบอกว่าผมละเมอและลุกขึ้นเดินไปทำในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ตัวหรือไงกัน?

“คุณไม่ได้ทำอะไรเลย?” หรันเฉียวเฉี่ยวถอนหายใจเฮือกอย่างเซ็งๆ “แล้วปรมาจารย์จางรู้จักนักเรียนใหม่ที่ชื่อจวินโหลวฮวน ซ่งเชา และหลัวชุนไหม?”

“ผมรู้จัก” จางเซวียนตอบ

“3 คนนั้นน่ะได้เผยแพร่เอกสารข้อมูลอาจารย์เวอร์ชั่นของพวกเขาซึ่งจัดทำในนามของคุณออกไปฟรีๆ และรายละเอียดของเอกสารพวกนั้นก็ละเอียดและถูกต้องแม่นยำกว่าที่แก๊งอื่นๆนำมาขาย นั่นทำให้เกิดความเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ทั้งกับบรรดานักเรียนใหม่และบรรดาศิษย์พี่” หรันเฉียวเฉี่ยวตอบ

“พวกเขาเผยแพร่เอกสารข้อมูลอาจารย์ออกไปฟรีๆ?” จางเซวียนได้แต่กระพริบตาปริบๆ

เรื่องนี้อธิบายได้ทุกอย่าง!

เขาได้ประมวลเอกสารข้อมูลอาจารย์เวอร์ชั่นใหม่ขึ้นด้วยความปรารถนาดีต่อสามคนนั้น เพื่อให้พวกเขามีโอกาสได้เลือกอาจารย์ที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่เจ้าสามคนนั้นกลับเผยแพร่ให้นักเรียนใหม่คนอื่นๆโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งยังทำในนามของเขาเสียอีก!

ขณะที่กลุ่มแก๊งอื่นๆขายเอกสารนี้ในราคาหินวิเศษขั้นกลาง 100 ก้อน พวกเขากลับให้ฟรี และเนื้อหาก็ถูกต้องแม่นยำกว่าด้วย แน่นอนว่าเป็นการตีตลาดเสียยับเยิน ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมพวกนั้นถึงโมโห!

แต่จางเซวียนก็รู้ว่าจวินโหลวฮวนกับคนอื่นๆไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เขาเดือดร้อน เป็นไปได้ว่าพวกนั้น อยากทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่นักเรียนใหม่ เพียงแต่ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไป ลงท้ายจึงกลับกลายเป็นเหยียบตาปลาแก๊งอื่นๆเอาเสียอย่างนั้น

“ถ้านักเรียนใหม่คนไหนมีเรื่องกับแก๊งผู้มีอิทธิพลล่ะก็ เขาจะใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันได้อย่างยากลำบาก ปรมาจารย์จาง, คุณต้องระมัดระวังตัวไว้หน่อยนะ หากถึงเวลานั้นเข้าจริงๆล่ะก็ บางทีคุณอาจจะต้องเลือกเข้าร่วมกับแก๊งไหนสักแก๊งหนึ่ง เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองจากพวกเขา” หรันเฉียวเฉี่ยวแนะนำ

เธอเองก็เป็นสมาชิกของแก๊งหนึ่งเช่นกัน จึงรู้สึกลังเลอยู่พักใหญ่เมื่อรู้ข่าว แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจมาบอกปรมาจารย์จางเรื่องนี้

ลำพังตัวจางเซวียนเพียงคนเดียวอาจไม่มีอิทธิพลจะไปสู้รบปรบมือกับแก๊งไหนๆได้ แต่หากเขาอยู่ภายใต้ร่มเงาของแก๊งไหนสักแก๊งหนึ่งที่มีอิทธิพลมากกว่า ก็คงยากที่แก๊งอื่นๆจะมาหาเรื่องเขา

“ขอบคุณมาก!” รู้ดีว่าอีกฝ่ายเลือกมาแจ้งข่าวให้เขารู้ทั้งที่เสี่ยงกับการถูกขับออกจากแก๊งของเธอ จางเซวียนขอบคุณหรันเฉียวเฉี่ยวอย่างจริงใจ

แต่ถ้าจะพูดกันตามตรง ถึงมันจะดูยุ่งยากวุ่นวาย แต่เขาก็ไม่ได้กลัวเกรงกลุ่มแก๊งพวกนั้นเลย

เพราะตั้งแต่ออกเดินทางจากอาณาจักรเทียนเซวียนมาจนถึงวันนี้ ก็มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่ต้องขุ่นเคืองกับเขา

ซึ่งถ้าพวกนั้นรู้ว่าอะไรดีสำหรับตัวเอง ก็จะถอยห่างจากเส้นทางของเขาไปทันที เพราะไม่อย่างนั้น เขาก็พร้อมจะโชว์พาวอย่างไม่ลังเล

ขนาดผู้จัดการห้างสารพันจิตวิญญาณยังแทบจะเสียสติไปเพราะเขา นับประสาอะไรกับนักเรียนเพียงหยิบมือหนึ่ง

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อน” เมื่อบอกในสิ่งที่ต้องการแล้ว หรันเฉียวเฉี่ยวก็ประสานมือและเอ่ยลา

“การรับมือกับแก๊งพวกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ท่านอาจารย์ คุณต้องระมัดระวังตัวด้วยล่ะ!” หลัวฉีฉี ขมวดคิ้วขณะที่มองหรันเฉียวเฉี่ยวเดินจากไป

เพราะตัวเธอใช้เวลาอยู่ในสถาบันปรมาจารย์มาหลายปี จึงได้เห็นร้อยเล่ห์พันกลของกลุ่มแก๊งเหล่านั้น หากพวกเขาเอาจริงขึ้นมาล่ะก็ สามารถบีบให้นักเรียนคนหนึ่งยินยอมลาออกจากสถาบันได้ด้วยความสมัครใจภายในเวลาเพียงวันเดียว

นี่คือเหตุผลที่ใครก็ตามซึ่งไม่มีภูมิหลังหรือครอบครัวอันสูงส่งจำเป็นจะต้องเข้าร่วมแก๊ง เพราะไม่อย่างนั้นก็จะอ่อนแอและไม่มีศักยภาพพอที่จะเอาตัวรอดในสถาบันแห่งนี้

“ผมเข้าใจ” รู้ดีว่าอีกฝ่ายพูดเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของเขา จางเซวียนพยักหน้า

หลัวฉีฉีเป็นห่วง แต่ในเมื่อจางเซวียนมีหัวหน้ามั่วและหัวหน้าจ้าวปกป้องอยู่ถึง 2 คน กลุ่มแก๊งเหล่านั้นย่อมไม่กล้าทำอะไรเกินหน้าเกินตา เธอจึงตัดสินใจไม่คิดมาก

ทั้งคู่เดินไปตามถนน และไม่ช้าก็มาถึงศาลาหลังหนึ่งที่อยู่ข้างทะเลสาบ

“นี่คือจุดนัดพบของเรา” หลัวฉีฉีหยุดเดินและหันมาบอกจางเซวียน

“ใครกัน? เป็นนักเรียนของสถาบันหรือเปล่า?” จางเซวียนถาม

“ฉันเองก็ไม่แน่ใจ ฉันส่งคำร้องไปที่หอบรรเทาทุกข์ และมีใครบางคนตอบกลับมา เรานัดพบกันที่นี่ โชคร้ายที่ฉันไม่รู้รายละเอียดของอีกฝ่ายมากไปกว่านั้น” หลัวฉีฉีตอบ

“เข้าใจแล้ว” จางเซวียนพยักหน้า

หอบรรเทาทุกข์คือสถานที่ที่บรรดานักเรียนหรือแม้แต่อาจารย์สามารถยื่นคำร้องเพื่อขอความช่วยเหลือในบางเรื่องที่พวกเขาไม่แน่ใจ หรือเพื่อขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาบางอย่างโดยแลกเปลี่ยนกับของรางวัลจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็บ่อยครั้งที่รางวัลแลกเปลี่ยนมักเป็นคะแนนวิชาการ

พูดง่ายๆก็คือมันทำงานแบบเดียวกันกับกำแพงคาใจที่สมาคมนายแพทย์นั่นเอง

หวูหยางจื่อหายตัวไปกว่า 2,000 ปีแล้ว และแผนที่ของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนก็เปลี่ยนแปลงไปมากตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้รู้ พวกเขาคงต้องแกะรอยหาคฤหาสน์เก่าแก่หลังนั้นไปจนชั่วชีวิต ด้วยเหตุนี้ หลัวฉีฉีจึงตัดสินใจยื่นคำร้องเข้าสู่หอบรรเทาทุกข์ โดยสัญญาว่าจะให้คะแนนวิชาการเป็นการแลกเปลี่ยน

เธอคิดว่าคงจะต้องรอนานเอาการกว่าจะได้รับคำตอบ ใครจะรู้ว่าเพียง 3 วันก็ได้รับคำตอบแล้ว

แต่แน่นอนว่าตัวตนของทั้งผู้ยื่นคำร้องและผู้ตอบรับจะถูกเก็บเป็นความลับโดยหอบรรเทาทุกข์ จึงไม่มีทางที่เธอจะรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร และในเมื่อทั้งคู่อยู่ในสถาบันเหมือนกัน อีกฝ่ายอาจเป็นนักเรียนหรือเป็นอาจารย์ก็ได้

“ถ้าอย่างนั้นก็รออีกหน่อย” จางเซวียนพูด

ในตอนนั้นเอง สายลมอ่อนก็พัดโชยมา และร่างหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางความมืด

ภายใต้แสงสลัวของหมู่ดาว ทำให้คาดเดารูปร่างของแม่สาวคนนั้นได้เพียงคร่าวๆ เธอมีรูปร่างสูงโปร่ง แต่ที่โดดเด่นมากก็คือรอบเอวอ้อนแอ้นซึ่งใช้มือเดียวก็อาจโอบได้รอบ

แต่นอกจากเอวบางร่างน้อยของเธอแล้ว เธอยังมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่ทำให้บรรดาชายหนุ่มทั้งหลายใจเต้นตูมตามด้วย

ฟึ่บ!

ไม่ช้าเธอก็เข้ามาในศาลา

ในที่สุด หลัวฉีฉีก็ได้เห็นอีกฝ่ายอย่างเต็มตา

เธอเป็นสาวน้อยในวัยราว 20 ปลายๆ รุ่นราวคราวเดียวกันกับหยู่เฟยเอ๋อและหลัวฉีฉี มีใบหน้างดงามและเรือนร่างอันโดดเด่น แต่ไม่เหมือนกับตัวเธอและหยู่เฟยเอ๋อ เพราะแม่สาวตรงหน้ามีรังสีของการโปรยเสน่ห์และยั่วยวนโอบล้อมตัวเธออยู่ตลอดเวลา

“ศิษย์พี่เหยาเหย่า?” หลัวฉีฉีชะงัก เธอรีบประสานมือคารวะและทักทาย

“อ้าว คุณนี่เอง!” เมื่อรู้ว่าเป็นหลัวฉีฉี หูเหยาเหย่าถามด้วยความสงสัย “เธอคือคนที่กำลังตามหาคฤหาสน์เก่าแก่ของหวูหยางจื่อหรือ?”

“ใช่แล้ว” หลัวฉีฉีพยักหน้า “คุณได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนั้นบ้างไหม?”

“ฉันพอรู้บางอย่าง!” หูเหยาเหย่าพยักหน้า

เมื่อได้ยินคำยืนยันของอีกฝ่าย หลัวฉีฉีกำหมัดแน่นอย่างตื่นเต้น แต่ในตอนนั้นเองก็พลันเห็นสีหน้างงๆสงสัยของท่านอาจารย์ จึงรีบแนะนำเขา “ท่านอาจารย์ เธอคือนักเรียนเกรด 5 ในสถาบันของเรา ศิษย์พี่หูเหยาเหย่า!”

“หูเหยาเหย่า?” จางเซวียนเกาหัว

หูเหยาเหย่า, หลัวฉีฉี, หรันเฉียวเฉี่ยว

มันเป็นเทรนด์ของสถาบันนี้หรือไง? ทำไมสาวๆที่เขาได้พบถึงมีชื่อทำนองนี้กันหมด?

“คุณไม่รู้จักฉัน?” เห็นสีหน้างงๆของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเธอ หูเหยาเหย่าถึงกับงงงัน เธอเดินเข้าไปถามเขาด้วยรอยยิ้มเปิดเผย “แล้วคุณชื่ออะไรล่ะ?”

“ผม?” ด้วยเหตุผลบางอย่าง จางเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“ผมชื่อชวนชวน!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!