ตอนที่ 775 หลัวฉีฉีสลบ
หลังจากคุยสัพเพเหระกันได้อีกครู่หนึ่ง ความเงียบงันก็ค่อยๆคืบคลานเข้าครอบคลุมห้องนั้น ขณะที่จางเซวียนกำลังยกแก้วไวน์ขึ้น เขาก็แอบเปิดใช้งานดวงตาหยั่งรู้ เพื่อสำรวจรอบๆห้อง
ครู่ต่อมา ก็มีสีหน้าที่ออกจะแสดงถึงความสงสัย
เพราะนอกจากค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณแล้ว ไม่มีค่ายกลหรือกลไกอื่นใดที่ดวงตาหยั่งรู้ของเขามองเห็นได้เลย
หูเหยาเหย่าตั้งใจจะเอาคืนเขาจริงๆหรือเปล่า?
ทำไมถึงไม่เตรียมการอะไรสักอย่าง?
หรือเธอมั่นใจว่าจะสามารถจัดการเขาได้โดยไม่ต้องเตรียมการอะไรทั้งนั้น?
ขณะที่จางเซวียนกำลังสงสัย หลัวฉีฉีก็ร้องเรียก “ท่านอาจารย์ ดูตรงนั้นสิ!”
เมื่อมองตามมือของเธอ จางเซวียนก็เห็นรางวางอาวุธสูงราว 2 เมตรซึ่งมีโล่สีออกเหลืองอันหนึ่งแขวนเอาไว้ โล่นั้นออกจะเป็นสนิมเล็กน้อย บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของมัน
“คงเป็นแค่ของประดับห้องชิ้นหนึ่งน่ะ” จางเซวียนตอบ
เท่าที่ดูจากรูปลักษณ์ของอาวุธ มันน่าจะถูกหลอมขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับตระกูลใหญ่ๆที่จะแขวนวัตถุแบบนี้ไว้ในห้องรับแขกเพื่อแสดงถึงพลังอำนาจ
“ฉันเคยอ่านหนังสือมากมายเกี่ยวกับผู้อาวุโสหวูหยางจื่อ และจากสถิติที่มีการบันทึกไว้ เขาได้หลอมอาวุธทั้งหมด 124 ชิ้น โดย 17 ชิ้นเป็นโล่ หนึ่งในนั้นมีชื่อว่า ‘โล่ทองแดงจันทร์ประกาย’ มันถูกออกแบบตามประกายแวววับเฉพาะตัวของดวงจันทร์ ซึ่งมีหน้าตาเหมือนกับโล่นั้น” หลัวฉีฉีขมวดคิ้ว
เมื่อนึกทบทวนสาระสำคัญของสิ่งที่หลัวฉีฉีพูด จางเซวียนถามอย่างตื่นเต้น “คุณหมายความว่านี่คือโล่ที่หลอมโดยผู้อาวุโสหวูหยางจื่อ?”
“ใช่แล้ว!” หลัวฉีฉีลุกขึ้นแล้วเดินไปที่มุมห้องเพื่อสำรวจโล่นั้นอย่างถี่ถ้วน
ยิ่งเธอสังเกตมันอย่างละเอียดลออมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเท่านั้น
จางเซวียนยังคงนั่งอยู่กับที่ แต่ก็มองไปที่โล่อันนั้นเช่นกัน แม้มันจะเป็นของเก่าแก่โบร่ำโบราณ แต่ก็บ่งบอกถึงฝีมืออันน่าทึ่ง ตามความเข้าใจเรื่องการตีเหล็กของจางเซวียน ดูเหมือนมันจะใช้เทคนิคการหลอมพิณ
ดวงตาหยั่งรู้!
เส้นสายแห่งการหยั่งรู้สั่นไหวในดวงตาของจางเซวียนขณะที่เรื่องราวเกี่ยวกับโล่ตรงหน้าปรากฏขึ้น
ของชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสหยางจื่อทิ้งไว้จริงๆ ทำเอาจางเซวียนถึงกับผงะ
เขานึกว่ามันเป็นแค่ของทำเลียนแบบ แต่หลักฐานก็ชี้ชัดแล้วว่าเป็นของแท้
“ว่ากันว่าผู้อาวุโสหวูหยางจื่อหลอมโล่ทองแดงจันทร์ประกาย เพื่อเป็นที่ระลึกถึงภรรยาผู้ล่วงลับของเขา เขาจึงไม่เคยนำสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนั้นออกขาย หลายคนคิดว่ามันคงหายสาบสูญไปพร้อมกับตัวเขาด้วย ไม่นึกเลยว่าจะอยู่ที่นี่!” หลัวฉีฉีอุทานอย่างตกตะลึง
เธอกำหมัดแน่นแล้วพูดต่อไปว่า “ดูเหมือนศิษย์พี่เหยาเหย่าจะรู้จริงๆว่าคฤหาสน์เก่าแก่อยู่ที่ไหน มีโอกาสสูงที่เดียวที่เธอจะได้สิ่งนี้มาจากที่นั่น!”
จางเซวียนเองก็คิดเหมือนกันกับหลัวฉีฉี
ในเมื่อโล่นี้ไม่เคยถูกนำออกขาย ก็มีความเป็นไปได้สูงที่มันจะถูกซุกซ่อนไว้ในคฤหาสน์เก่าแก่ของหวูหยางจื่อ แล้วหูเหยาเหย่าก็ได้มาด้วยความบังเอิญหรือโชคดีบางอย่าง
หลังจากพินิจพิเคราะห์โล่แล้ว หลัวฉีฉีกำลังจะกลับมานั่ง ก็พอดีกับที่ผงะไปอีกครั้ง
“ตรงนี้มีดาบด้วย!”
บนผนังที่ไม่ห่างจากพวกเขามากนัก มีดาบเล่มหนึ่งแขวนอยู่ ซึ่งรางใส่อาวุธได้บังเอาไว้ หลัวฉีฉีจึงไม่เห็นตั้งแต่แรก เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้โล่แล้วเท่านั้นถึงได้เห็นชัดเจน
ก็เหมือนกับโล่ ดาบนั้นบ่งบอกถึงอายุขัยของมัน แค่มองปราดเดียวใครก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำขึ้นตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ หลัวฉีฉีขมวดคิ้วหนักขึ้นอีกและเดินไปที่ดาบ
สุดท้าย เธอก็นำมาลงมาจากผนัง
หลัวฉีฉีไม่ใช่คนชนิดที่จะถือกรรมสิทธิ์ในของของคนอื่นอย่างง่ายๆ การที่เธอเดินเข้าไปหยิบดาบลงมานั้นหมายความได้อย่างเดียวว่าเธอรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับมัน เมื่อรู้ดีว่าเป็นเช่นนั้นจางเซวียนจึงตั้งคำถาม “มีอะไร? มันใช่ดาบที่หวูหยางจื่อเป็นผู้หลอมหรือเปล่า?”
“ใช่ ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด นี่คือ ‘ดาบจันทร์ประกาย’ ซึ่งผู้อาวุโสหวูหยางจื่อหลอมให้ลูกสาวของเขา ดาบนี้ไม่เคยถูกนำออกวางขายเช่นกัน ซึ่งหากมีอักษรไฟจารึกไว้บนดาบล่ะก็ นั่นหมายความว่าข้อสรุปของฉันถูกต้อง” หลัวฉีฉีอธิบายก่อนจะวางมือลงบนดาบและชักมันออกมา
วิ้ง!
ประกายเย็นเยียบแวววับออกจากดาบ สร้างความหนาวเยือกเข้ากระดูกให้กับทุกคนที่อยู่ใกล้
“เป็นดาบที่ยอดเยี่ยมอะไรขนาดนี้!” จางเซวียนอุทาน
แม้ดาบเล่มนี้จะไม่อาจเทียบชั้นกับดาบฝนเย็นเยือกของเขาได้ แต่มันก็ยังจัดเป็นสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าที่อาจเป็นอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุด
“มีอักษรไฟจารึกไว้จริงๆด้วย!” นัยน์ตาของหลัวฉีฉีจับจ้องที่ดาบ ความปีติยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ
แต่ก่อนที่ความยินดีจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม ก็เกิดเสียงหึ่งเบาๆจากดาบนั้น
ครืดดดด!
ดาบสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับจิตวิญญาณที่อยู่ในนั้นกำลังประท้วงด้วยความโกรธเกรี้ยว
“แย่แล้ว!” เมื่อได้ยินเสียงนั้น จางเซวียนหรี่ตา เขารีบลุกขึ้นและพรวดเข้าหาหลัวฉีฉี แต่ถึงจะรวดเร็วขนาดไหน ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง
ราวกับมันดึงดูดเอาพละกำลังของเธอไปจนหมด ร่างของหลัวฉีฉีโงนเงนและล้มพับไปทันที
จางเซวียนรีบเข้าไปประคองร่างปวกเปียกของเธอไว้ และใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางแตะชีพจรบนข้อมือของเธอ ซึ่งครู่ต่อมาเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ขอบคุณสวรรค์ที่ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น ดูเหมือนเธอจะเพียงสลบไปเท่านั้น
เพราะเกรงว่าหูเหยาเหย่าจะเล่นตุกติกอะไรขึ้นมาอีก จางเซวียนจึงกลับไปนั่งในที่ของตัวเองและรอคอยอย่างอดทนว่าจะมีอะไรโผล่มาให้รับมือ เขาคิดว่างานเลี้ยงของอีกฝ่ายคงเป็นโอกาสให้เธอได้ใช้ค่ายกลและกลไกต่างๆเพื่อเล่นงานเขา ใครจะคิดว่าเธอจะใช้ดาบเล่มหนึ่งแทน?
เมื่อรู้ว่าหลัวฉีฉีไม่เป็นอะไร จางเซวียนก็แตะที่ดาบ 2-3 จุด ก่อนจะคว้าเอาดาบจันทร์ประกายมาพิจารณา
ไม่มียาพิษปนเปื้อนอยู่บนนั้น ดูเหมือนหลัวฉีฉีจะถูกจิตวิญญาณที่อยู่ภายในดาบโจมตี แต่ก็นั่นแหละ ไม่น่าเชื่อเลยว่าดาบเล่มหนึ่งจะมีอำนาจทำร้ายจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ถึงขนาดนี้!
สิ่งประดิษฐ์หรือของล้ำค่าน่าทึ่งบางอย่างจะมีความสามารถพิเศษ อย่างฆ้องบรอนซ์ที่จางเซวียนได้พบในห้างสารพันจิตวิญญาณเป็นตัวอย่าง มันสามารถทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์ได้เช่นกัน
ด้วยการตีเพียงครั้งเดียว ทั้งกายเนื้อและจิตวิญญาณก็จะได้รับความบอบช้ำอย่างสาหัส
เท่าที่เห็น ดูเหมือนว่าดาบจันทร์ประกายจะมีความสามารถในการสร้างความบอบช้ำให้กับจิตวิญญาณของผู้สัมผัส เป็นเพราะความประมาทเพียงชั่วครู่เท่านั้นขณะแตะต้องมันที่ทำให้หลัวฉีฉีถูกจิตวิญญาณโจมตี ส่งผลให้เธอสลบไป
เมื่อรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จางเซวียนวางร่างของหลัวฉีฉีไว้บนโต๊ะที่อยู่ด้านข้าง ก่อนจะคำรามอย่างเย็นชา
“แน่จริงก็ออกมาสิ!”
แม้สิ่งประดิษฐ์บางอย่างจะมีความสามารถในการโจมตีเป็นของตัวเอง แต่ประสิทธิภาพการต่อสู้ของมันก็ยังมีจำกัด เนื่องจากไม่มีใครคอยควบคุมสั่งการ ก็เหมือนกับการที่เขาบงการทรัพย์สมบัติทั้งหมดในห้างสารพันจิตวิญญาณได้ แต่ก็ยังต้องรับมือกับเว่ยชางเฟิง
แม้ดาบจันทร์ประกายจะเป็นอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุด ทำให้ยากต่อการจัดการให้มันยอมจำนนแม้แต่กับนักรบเหนือมนุษย์ระดับ 9 แต่มันก็ไม่น่าจะเก่งกาจถึงขนาดทำให้หลัวฉีฉีสลบไปอย่างง่ายดายแบบนั้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหูเหยาเหย่าได้เสริมกำลังให้อาวุธชิ้นนั้นแน่
แม่นั่นรู้ดีว่าพวกเขากระหายอยากรู้ตำแหน่งที่ตั้งของคฤหาสน์เก่าแก่ของหวูหยางจื่อ เธอจึงจงใจวางโล่ไว้เพื่อดึงดูดความสนใจก่อน หลังจากทั้งคู่ตายใจแล้วว่าโล่นั้นปลอดภัย ทั้งยังตื่นเต้นกับการได้ค้นพบผลงานอีกชิ้นหนึ่งของหวูหยางจื่อ พวกเขาจึงเข้าหาดาบโดยไม่ระมัดระวังตัว ทำให้ตกหลุมพราง
เป้าหมายของหูเหยาเหย่าน่าจะเป็นจางเซวียน แต่กลับกลายเป็นหลัวฉีฉีที่เพลี่ยงพล้ำแทน
ในเมื่อมีกับดักเตรียมการไว้พร้อมแบบนี้ แม่นั่นก็น่าจะซ่อนตัวอยู่ทีไหนสักแห่งและเฝ้าดูพวกเขาอย่างเงียบๆ
เกิดความเงียบงันช่วงสั้นๆ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นในห้อง
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณถึงสามารถรับมือกับแก๊งส่วนใหญ่ได้ คุณนี่มันเก่งกาจจริงๆ!”
ประตูเปิดออก และร่างอ้อนแอ้นบอบบางของหูเหยาเหย่าก็ก้าวเข้ามาในห้อง เธอสวมชุดสีเหล้าองุ่นซึ่งขับเน้นเรือนร่างอรชรนั้นให้ยิ่งงดงามขึ้นอีก
ดูเหมือนวันนี้เธอตั้งอกตั้งใจจะปรุงแต่งรูปโฉมเป็นพิเศษ ดูมีเสน่ห์และเย้ายวนกว่าเมื่อวันก่อนมาก
“นักเรียนเกรด 5 มาหาเรื่องนักเรียนใหม่แบบนี้ คุณไม่คิดว่ามันจะกระทบกระเทือนชื่อเสียงของคุณบ้างหรือ?” จางเซวียนมองร่างของเธออย่างเฉยเมย
“ชื่อเสียงของฉัน? ฉันชวนคุณมางานเลี้ยงด้วยความปรารถนาดี แต่แค่ฉันหายตัวไปครู่เดียว คุณก็ถือวิสาสะหยิบดาบของฉันไปโดยไม่ได้รับอนุญาต คุณไม่คิดหรือว่าคนที่เสื่อมเสียชื่อเสียงน่าจะเป็นคุณมากกว่า?” หูเหยาเหย่าเดินเข้ามาด้วยทีท่าสบายๆ ทั้งยังหัวเราะคิกคัก
ไม่ยากเลยที่จะจินตนาการว่าคงมีเหล่าปรมาจารย์ในสถาบันเป็นโขยงที่พร้อมจะเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟเพื่อเธอ
แต่ถึงแม้ความงดงามอย่างร้ายกาจนี้จะมีผลต่อคนอื่น สำหรับจางเซวียน เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร จางเซวียนส่ายหน้าและมองหูเหยาเหย่าอย่างเฉยเมย ราวกับมองมนุษย์อีกคนหนึ่งเท่านั้น
“คุณวางอาวุธไว้ในที่เปิดเผย และพวกเราก็เข้าไปดูเพราะความอยากรู้อยากเห็นและความชื่นชมเท่านั้น เราจะเสื่อมเสียชื่อเสียงได้อย่างไร? และในอีกแง่หนึ่ง ทั้งๆที่คุณเป็นคนเชิญพวกเรามา แต่กลับซ่อนตัวและซุ่มดูพวกเราอยู่ในเงามืด แค่นี้ก็ชัดเจนที่สุดแล้วว่าใครกันแน่ที่มีเจตนาไม่ดี”
“แต่ในเมื่อเราคงออมชอมเรื่องนี้กันไม่ได้ อย่ามัวเสียเวลาเลย มาพูดเรื่องธุรกิจของเรากันดีกว่า คฤหาสน์เก่าแก่ของผู้อาวุโสหวูหยางจื่ออยู่ที่ไหน?”
“ฮะ?” หูเหยาเหย่าถึงกับชะงัก
นอกจากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 6 ดาวแล้ว เธอยังเป็นมือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 6 ดาวเช่นกัน ด้วยระดับความเชี่ยวชาญของเธอในตอนนี้ เธอสามารถใช้น้ำเสียงเป็นสื่อกลางเพื่อปลดปล่อยพลังของมือบรรเลงบทเพลงปีศาจออกมาได้
เธอพยายามใช้ศาสตร์แห่งนาฏศิลป์และศาสตร์ของมือบรรเลงบทเพลงปีศาจเข้ายั่วยวนจางเซวียนพร้อมๆกันตั้งแต่แรกแล้ว ภายใต้การโจมตีแบบนี้ ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ก็ยังรักษาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเอาไว้ได้ยาก!
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเพียงนักรบสะพานจักรวาล ต่อให้เขาไม่หลงใหลไปกับเสน่ห์ยั่วยวนของเธอ จิตวิญญาณของเขาก็น่าจะอ่อนแรงไปบ้างจากการถูกโจมตี ทำไมเขาจึงยังอยู่ในสภาพปกติ ดูไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร ทั้งยังย้อนถามเธอได้อย่างฉะฉานอีกต่างหาก?
“เรื่องที่ตั้งของคฤหาสน์น่ะ ฉันจะพูดก็ต่อเมื่อคุณยอมรับเงื่อนไขของฉันเสียก่อน!” แม้หูเหยาเหย่าจะสงสัยอย่างไร เธอก็ไม่แสดงความรู้สึกนั้นออกมา
ด้วยรอยยิ้มยั่วยวนกระชากใจ เธอพูดต่อ “เข้าร่วมแก๊งปีศาจเจ้าเสน่ห์ของฉัน และทำตามคำสั่งของฉันอย่างว่าง่ายสิ ไม่เพียงแต่ฉันจะบอกคุณถึงที่ตั้งของคฤหาสน์เก่าแก่ของผู้อาวุโสหยางจื่อนะ แต่ยังจะพาคุณไปที่นั่นด้วยตัวเองอีกด้วย!”
“ทำตามคำสั่งของคุณอย่างว่าง่าย?” จางเซวียนมองเธอด้วยสายตาเย้ยหยัน “ก็ไม่ใช่ว่าคุณกำลังพยายามอยู่หรือไง?”
“ทำให้อสูรวิเศษหลายร้อยตัวเชื่องได้ภายในชั่วอึดใจ ทั้งยังเอาชนะใจหัวหน้ามั่วและหัวหน้าจ้าวได้อีกด้วย ไม่สงสัยเลยว่าปรมาจารย์จางต้องมีจิตวิญญาณที่ทรงพลังและแข็งแกร่งมาก ต่อให้ฉันทุ่มจนหมดหน้าตัก ก็ยังไม่แน่ใจจะทำให้คุณยอมจำนนได้หรือเปล่า อย่างน้อยฉันก็ยอมรับเรื่องนี้”
มาถึงตรงนี้ หูเหยาเหย่ายิ้มมุมปาก “ว่าแต่…หลัวฉีฉีล่ะ?”
“ฉีฉี? คุณหมายความว่าอย่างไร?” จางเซวียนขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำนั้น
“หลัวฉีฉีถูกจิตวิญญาณของดาบจันทร์ประกายเข้าโจมตี หากคุณไม่รีบรักษาเธอเร็วๆนี้ ก็มีโอกาสที่ความบอบช้ำนั้นจะทำลายวรยุทธพื้นฐานเป็นการถาวร ทำให้ต่อไปเธอแทบจะพัฒนาวรยุทธของตัวเองไม่ได้อีกเลย” หูเหยาเหย่าตอบด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
ความบอบช้ำทำลายวรยุทธพื้นฐานของเธอเป็นการถาวร? จางเซวียนถึงกับผงะ
เพียงแค่การกระตุกของจิตวิญญาณนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะส่งผลให้เกิดการทำลายวรยุทธพื้นฐานอย่างถาวรและไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าได้อีก เธอไปเอาความมั่นอกมั่นใจมาจากไหน ถึงกล้าพูดไร้สาระแบบนั้นออกมา?
จางเซวียนงงงันไปครู่หนึ่งก่อนจะพลันคิดได้
แม่นั่นจะต้องเข้าใจว่าเขาไม่มีความรู้เรื่องจิตวิญญาณ และอีกอย่าง ความเป็นห่วงเป็นใยหลัวฉีฉีจะต้องทำให้เขาปั่นป่วนรวนเรจนไม่อาจใช้ความคิดได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล เธอคงคิดว่า ด้วยการพูดอะไรให้ดูน่ากลัวเกินจริงแบบนี้ ก็คงจะบังคับให้จางเซวียนยอมจำนนกับเงื่อนไขของเธอได้
ส่วนในกรณีที่จางเซวียนปฏิเสธ เธอก็เตรียมผลึกบันทึกเพื่อเก็บภาพเหตุการณ์เอาไว้แล้ว ทันทีที่หลัวฉีฉีฟื้นจากอาการสลบไสล เธอก็จะเปิดเผยภาพในผลึกบันทึกให้ดู และด้วยหลักฐานที่ประจักษ์คาตา แน่นอนว่ารอยร้าวของความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์จะไม่มีทางสมานคืนดังเดิมได้อีก
นี่คือการรุกให้เข้าตาจน ไม่ว่าจะเลือกทางไหน จางเซวียนก็จะต้องติดกับของเธอทั้งนั้น
เพื่อช่วยชีวิตหลัวฉีฉี เขาจะต้องยอมรับเงื่อนไขของเธอ แต่หากปฏิเสธ ก็จะต้องสูญเสียความเชื่อใจที่หลัวฉีฉีมีให้เขาไปตลอดกาล
ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน สุดท้ายเธอก็เป็นผู้ชนะ!
สมกับที่เป็นหัวหน้าแก๊งปีศาจเจ้าเสน่ห์ หูเหยาเหย่าช่างเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสะพรึงจริงๆ!



