ตอนที่ 804 ซุนหยวนสติแตก
เพราะคะแนนวิชาการเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้กันภายในสถาบัน จึงต้องมีการกระจายอย่างเป็นระบบเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะคะแนนเฟ้อ ทุกๆ 10 ปี ทั้ง 10 โรงเรียนจะได้รับคะแนนวิชาการจำนวนหนึ่งเพื่อนำมาแจกจ่ายให้นักเรียนในสังกัดของตัวเอง
จำนวนคะแนนวิชาการที่แต่ละโรงเรียนจะได้รับนั้นถูกกำหนดด้วยหลายปัจจัยอย่าง เช่นจำนวนนักเรียนทั้งหมด จำนวนการเลื่อนตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพในแต่ละปี และความสำเร็จของนักเรียนในโรงเรียนนั้น
ในฐานะโรงเรียนที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของสถาบัน จากสถิติที่ผ่านมา โรงเรียนนายแพทย์จะได้รับคะแนนวิชาการอย่างน้อย 100,000 คะแนนทุกๆ 10 ปี เพื่อกระจายให้กับนักเรียน
เมื่อนักเรียนใช้คะแนนวิชาการของตัวเองเข้ารับบริการต่างๆ เช่นการเข้าหอสมุด หรือซื้อสมุนไพรล้ำค่า ทางโรงเรียนนายแพทย์ก็จะได้รับคะแนนวิชาการกลับคืน เกิดเป็นระบบหมุนเวียนเศรษฐกิจขนาดย่อมๆ
ในเมื่อจางเซวียนทำให้กำแพงคาใจไม่อาจทําตามกระบวนการกระจายคะแนนวิชาการได้ จึงเกิดความผิดพลาดขึ้นจนส่งผลให้กำแพงพังทลาย นั่นหมายความว่าคะแนนวิชาการที่เขาได้รับต้องเกินกว่า 100,000 คะแนน!
นั่นคืองบประมาณทั้งหมดของโรงเรียนนายแพทย์ในอีก 10 ปีข้างหน้า!
แต่ตอนนี้หายวับไปในพริบตา
ถ้าเหล่าอาจารย์ในโรงเรียนไม่มีคะแนนวิชาการมากพอที่จะกระจายเพื่อให้เป็นค่าตอบแทนสำหรับภารกิจหรืองานต่างๆ แน่นอนว่านักเรียนจะต้องมีปัญหา เมื่อนึกถึงความยุ่งยากที่จะเกิดจากการกระทำของจางเซวียน ซุนหยวนก็อ้าปากค้างและแทบปล่อยโฮ
ท่านอาจารย์ของเขา, โหยวฉู่, ก็มีคะแนนวิชาการอยู่ในความรับผิดชอบจำนวนหนึ่งเหมือนกัน การที่คะแนนวิชาการหายไปหมดในรวดเดียวแบบนี้ ก็หมายความว่าไม่มีคะแนนหลงเหลือให้นักเรียนคนอื่นๆ!
การจะได้มาซึ่งคะแนนวิชาการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นักเรียนจะต้องทำงานหรือประสบความยากลำบากสารพัดเพียงเพื่อจะให้ได้มา 1 หรือ 2 คะแนน ถ้าพวกเขารู้ว่าต้องเหนื่อยเปล่าโดยไม่ได้อะไรตอบแทนล่ะ?
มาถึงตอนนี้ ซุนหยวนมองเห็นหายนะที่กำลังจะกำลังจะบังเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของบรรดานักเรียนได้เป็นอย่างดี!
เพราะการแจกจ่ายคะแนนวิชาการนั้นถือเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน หากโรงเรียนนายแพทย์ไม่อาจมอบคะแนนวิชาการให้กับนักเรียนอย่างเหมาะสมกับการลงทุนลงแรงของพวกเขา นั่นจะถือเป็นการฝ่าฝืนกฎของสถาบันด้วย ในฐานะรองหัวหน้าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ท่านอาจารย์ของเขาจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงแน่!
ซุนหยวนคิดว่าหมอนั่นคงจะรีบแจ้นไปโรงเรียนช่างตีเหล็กเพื่อร้องเรียนเรื่องนี้กับหัวหน้าจ้าว ใครจะไปคิดว่าเพียงแค่การเข้าท้าทายกำแพงคาใจ หมอนั่นก็ต้อนอาจารย์ของเขาให้จนมุมแล้ว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักเรียนจะต้องพากันลาออกจากโรงเรียนนายแพทย์เพราะเรื่องนี้ และประสิทธิภาพรวมถึงผลประกอบการก็จะต้องร่วงลงอย่างรวดเร็ว ไม่ถึง 10 ปีพวกเขาคงต้องรั้งท้าย ในบรรดา 10 โรงเรียน
ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริงๆ ท่านอาจารย์ของเขาต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งแน่
“ตามนั้นแหละ!” ปรมาจารย์หูยิ้มเจื่อนๆเมื่อมองเห็นสถานการณ์แบบเดียวกัน
“แล้วจางเซวียนอยู่ที่ไหน? ทำไมถึงไม่อยู่ที่นี่?”
ตอนนั้นเองที่ซุนหยวนพลันนึกได้ว่าตัวการสร้างความยุ่งยากต่างๆได้หายตัวไป
“จางเซวียน? หลังจากเข้าท้าทายกำแพงคาใจแล้วเขาก็มุ่งหน้าไปที่แท่นโรคา” ปรมาจารย์หูตอบ
เมื่อนึกได้ว่าจางเซวียนยังปฏิบัติภารกิจไม่เสร็จสิ้น ซุนหยวนตัวสั่นเพราะเข้าใจดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เขาถามอย่างพรั่นพรึง “แท่นโรคา?เขาจะไปที่นั่นทำไม?”
“แท่นโรคาคือกลไกพิเศษอย่างหนึ่งที่เปิดโอกาสให้บรรดานายแพทย์ได้สัมผัสและรับรู้อาการเจ็บป่วยด้วยตัวเอง เพื่อพวกเขาจะได้เข้าใจแต่ละโรคได้ดีขึ้น และเพื่อจะได้ตรวจสอบความถูกต้องและประสิทธิภาพของวิธีการรักษาโรคของตัวเองด้วย ผมคิดว่าเขาคงพยายามจะประเมินความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคของเขา” ปรมาจารย์หูตอบ
แท่นโรคาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้นายแพทย์เสมือนตกอยู่ในฐานะผู้เป็นคนไข้เอง เพื่อจะได้เข้าใจว่าต้องรักษาหรือแก้ไขอย่างไร ทั้งยังทำให้แพทย์เรียนรู้ความรู้สึกของผู้ที่เจ็บป่วยได้ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้นอกจากจะได้ตรวจสอบความถูกต้องของวิธีการรักษาแล้ว ก็ยังถือเป็นการป้องกันไม่ให้ดูแลคนไข้อย่างผิดวิธี
“ในเมื่อเขาเอาชนะกำแพงคาใจได้แล้ว ยังต้องประเมินความถูกต้องเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคของตัวเองอีกหรือ?” ซุนหยวนกลอกตา
กำแพงคาใจเป็นอะไรที่โหดหินที่สุดแล้วในบรรดาการทดสอบทั้งหมดของโรงเรียนนายแพทย์ ในเมื่อจางเซวียนคนนั้นตอบได้เกินกว่า 500 คำถามภายในเวลา 5 นาที ยังจะต้องหาทางพิสูจน์ความเชี่ยวชาญของตัวเองที่แท่นโรคาอีกหรือ?
“ไอ้บ้าเอ๊ย!” ถึงตอนนั้น ปรมาจารย์หูพลันนึกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ขณะที่เขากำลังจะรีบรุดไปพร้อมกับซุนหยวน เสียงดังสนั่นลั่นทุ่งก็ระเบิดขึ้นจากที่ไกลๆ เกิดควันพวยพุ่งเห็นได้ชัด ดูเหมือนมีบางอย่างพังทลายไปแล้ว
ซุนหยวนอ้าปากค้าง “มาจากแท่นโรคานี่! รีบไปดูกัน”
ตัวเขากับปรมาจารย์หูและอีกสองสามคนรีบเดินไปยังแท่นโรคา ซึ่งภาพที่ได้เห็นตรงหน้าก็ทำให้แทบยืนไม่อยู่
ตอนนี้ สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่โตที่เรียกว่าแท่นโรคาแหลกสลายเป็นซากปรักหักพัง และชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังมองทุกอย่างด้วยสีหน้างงงัน
“ปรมาจารย์โจว เกิดอะไรขึ้น?” ซุนหยวนรีบเข้าไปถาม
ปรมาจารย์โจวก็เป็นศิษย์สายตรงอีกคนหนึ่งของรองหัวหน้าโหยวฉู่ เขามีหน้าที่ดูแลแท่นโรคา
“นักเรียนคนหนึ่งบอกว่าเขาอยากทดสอบความถูกต้องของวิธีการรักษาแบบใหม่ที่ได้มา ผมจึงอนุญาตให้เขาเข้าไปหลังจากที่เขามอบคะแนนวิชาการให้แล้ว ใครจะไปรู้ว่า 3 นาทีผ่านไป ก็เกิดเรื่องแบบนี้?” ปรมาจารย์โจวหน้าซีดปากสั่น
รู้ดีว่าไม่ใช่เวลาจะสนใจเรื่องการพังทลายของแท่นโรคา ซุนหยวนถามอย่างร้อนรน “เด็กใหม่คนนั้นชื่ออะไร แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”
“ผมคิดว่าเขาชื่อจางเซวียน และจากทิศทางที่เขากำลังมุ่งหน้าไป ตอนนี้เขาน่าจะกำลังไปที่พงไพรบรรพบุรุษ!” ปรมาจารย์โจวตอบ
“พงไพรบรรพบุรุษ?” ซุนหยวนถึงกับผงะ “พงไพรบรรพบุรุษคือสถานที่ที่เจตจำนงของบรรดาบรรพบุรุษยังคงวนเวียนอยู่กับหลุมฝังศพของพวกเขา สิ่งที่อยู่กับหลุมฝังศพของนั้นคือภารกิจอันโดดเด่นที่พวกเขาประสบความสำเร็จเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งหนทางที่นำไปสู่การประสบความสำเร็จ มันเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนรุ่นหลังที่จะได้เรียนรู้จากตัวอย่างและสติปัญญาของพวกเขา จางเซวียนจะไปที่นั่นทำไม”
ถ้ากำแพงคาใจและแท่นโรคาเป็นสถานที่บ่งบอกความเชี่ยวชาญของนายแพทย์คนหนึ่ง รวมถึงการได้มาซึ่งคะแนนวิชาการ พงไพรบรรพบุรุษก็ถือเป็นสถานที่แสดงความชื่นชมนับถือต่อบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ
นายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงทุกคนของสถาบันปรมาจารย์จะมีป้ายปักหลุมฝังศพอยู่ที่นั่น รวมถึงชนิดของโรคภัยไข้เจ็บที่พวกเขาค้นพบวิธีรักษา ตัววิธีการรักษาจะถูกจารึกไว้บนป้ายนั้น เคียงข้างชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม
มันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าสถานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนรุ่นปัจจุบัน หาคะแนนวิชาการจากที่นั่นก็ไม่ได้ด้วย จางเซวียนจะไปทำไม?
“ผมว่าพวกเราควรจะไปดู” ปรมาจารย์หูพูด
“ใช่!” ซุนหยวนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
แม้พวกเขาจะนึกไม่ออกว่าจางเซวียนจะทำอะไรแตกหักเสียหายได้ในพงไพรบรรพบุรุษ เพราะที่นั่นไม่มีการทดสอบหรือคะแนนวิชาการที่จะมอบให้ และโดยสามัญสำนึก เขาก็ไม่น่าจะเข้าไป แต่ถึงอย่างไรก็ไปดูให้เห็นกับตาดีกว่า
ด้วยเหตุนี้ ทั้งหมดจึงรุดไปยังพงไพรบรรพบุรุษ แต่ก็ตามเคย ยังไม่ทันถึงที่หมาย พื้นดินก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เสียงป้ายปักชื่อบรรพบุรุษแตกหักเกรียวกราว การสั่นสะเทือนนั้นส่งผลรุนแรงไปทั่ว แม้แต่หอคอยนายแพทย์ที่แสนจะแข็งแกร่งก็กำลังสั่นสะท้านเช่นเดียวกัน
“เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อทุกคนไปถึงพงไพรบรรพบุรุษ ก็เห็นว่าพื้นที่ทั้งหมดแหลกเละไปแล้ว ซุนหยวนกับคนอื่นๆรู้สึกเหมือนจะสติแตก
นี่มันสถานที่เชิดชูความรุ่งเรืองของบรรพบุรุษของพวกเขา ทำไมจะต้องถูกทำลายด้วย?
จางเซวียนทำด้วยมือตัวเองหรือเปล่า?
เหตุผลที่กำแพงคาใจและแท่นโรคาพังทลายก็เพราะความสามารถของจางเซวียนที่เกินขีดกลไกเหล่านั้นจะรับไหว ทำให้มันพัง ซึ่งจะว่าไป การพังทลายของกลไกเหล่านั้นก็ไม่อาจโทษจางเซวียนได้เสียทีเดียว แถมเขายังไม่ได้ฝ่าฝืนกฎใดๆของโรงเรียนด้วย เขาเข้าท้าทายในพื้นที่ที่เปิดให้เข้าท้าทายได้
แต่สำหรับพงไพรบรรพบุรุษที่ไม่มีการทดสอบใดๆอยู่ที่นี่ ก็ไม่ควรจะมีกลไกอะไรให้เขาเข้าไปทำลาย เขาทำทุกอย่างลงไปด้วยน้ำมือตัวเองหรือเปล่า?
การจงใจทำลายทรัพย์สินของโรงเรียนนายแพทย์นั้นไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความไม่เคารพต่อบรรพบุรุษและมรดกตกทอด แต่ยังถือเป็นความผิดร้ายแรงที่จางเซวียนจะต้องถูกสภาปรมาจารย์ตัดสินเลยทีเดียว!
“มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?”
ในตอนนั้น ชายวัยกลางคนหน้าซีดเผือดคนหนึ่งก็เดินออกมาด้วยสีหน้าจังงัง ราวกับแรงระเบิดนั้นทำให้เขาอกสั่นขวัญหาย
“ปรมาจารย์เย่” ซุนหยวนตะโกน
ปรมาจารย์เย่เป็นศิษย์น้องของเขา ทำหน้าที่ดูแลพงไพรบรรพบุรุษ
เพราะหอคอยนายแพทย์อยู่ภายใต้การดูแลของรองหัวหน้าโหยวฉู่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในบริเวณนี้จึงมีนักเรียนของเขาเป็นผู้รับผิดชอบ
เมื่อเห็นปรมาจารย์ซุน ปรมาจารย์หูและคนอื่นๆมายืนตรงหน้า ปรมาจารย์เย่ก็หลุดจากภวังค์ เขาจ้องมองซากปรักหักพังที่อยู่ตรงหน้าและอุทานอย่างหวาดผวา “ผิดทั้งนั้น! ไม่น่าเชื่อว่ามันผิดหมดเลย!”
“ปรมาจารย์เย่ เกิดอะไรขึ้น? มีใครใช้กำลังทำลายพงไพรบรรพบุรุษหรือเปล่า?” ซุนหยวนถาม
“ใช้กำลัง?” ปรมาจารย์เย่ส่ายหัวดิกและถอนหายใจเฮือกใหญ่ “คุณดูเอาเองเถอะ!”
ปรมาจารย์เย่ไม่อธิบาย เขายื่นผลึกบันทึกให้ซุนหยวนกับคนอื่นๆ
เมื่อรับมาแล้ว ซุนหยวนรีบถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในผลึกบันทึกเพื่อเปิดใช้งาน
เกิดแสงวาบขึ้น และพงไพรบรรพบุรุษที่ยังอยู่ในสภาพเรียบร้อยก็ปรากฏต่อหน้าต่อตาทุกคน ตามมาด้วยภาพชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา
จะเป็นใครไปได้นอกจากจางเซวียน!
จางเซวียนก้าวฉับๆเข้าไปยังหลุมฝังศพหลุมแรก
ป้ายหลุมฝังศพนั้นเป็นของหัวหน้าโรงเรียนนายแพทย์คนแรก สิ่งที่จารึกไว้บนป้ายมีทั้งคุณงามความดีที่เขาได้ทำให้แก่มวลมนุษยชาติมาทั้งชีวิต และที่สำคัญคือสูตรการรักษาโรคผีบ้า
โรคผีบ้าเป็นโรคประหลาดที่ระบาดอยู่ในช่วงเวลานั้น ผู้ที่ถูกอสูรไล่ล่าชนิดหนึ่งกัดจะเริ่มมีขนขึ้นทั่วตัวภายในเวลา 3 เดือน และเพียง 2-3 วันหลังจากร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็จะเสียสติและกลายร่างเป็นปีศาจที่กัดผู้คนไม่เลือกหน้า ซึ่งผู้ที่ถูกกัดโดยผู้ติดเชื้อก็จะกลายเป็นโรคผีบ้าเช่นเดียวกัน
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ โรคนี้รุนแรงเสียจนแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนก็มีโอกาสเป็น
โดยธรรมชาติของมัน โรคนี้ได้ระบาดอย่างรวดเร็ว ก่อเกิดเป็นหายนะยิ่งใหญ่ต่อมวลมนุษย์ หัวหน้าโรงเรียนนายแพทย์คนแรกได้ใช้ความพยายามอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยตลอดครึ่งปี และคิดค้นสูตรวัคซีนป้องกันโรคผีบ้าได้สำเร็จ
แต่วัคซีนนั้นมีผลเฉพาะการป้องกัน ไม่อาจช่วยเหลือผู้ที่ถูกกัดแล้วได้ เพื่อระงับการแพร่ระบาด ทางสถาบันต้องส่งผู้เชี่ยวชาญมากมายออกไปสังหารผู้ที่ถูกกัดและนำศพเหล่านั้นมาเผา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
แม้หัวหน้าโรงเรียนนายแพทย์คนแรกจะช่วยชีวิตผู้ที่ถูกกัดแล้วไม่ได้ แต่เขาก็มีบทบาทอย่างมากในการระงับการแพร่ระบาด สามารถช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์เอาไว้ได้มากมาย เขาได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากจากคุณงามความดีครั้งนั้น และเรื่องราวของเขาก็ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ขณะที่ซุนหยวนกับคนอื่นๆกำลังงงว่าจางเซวียนคิดจะทำอะไร ก็เห็นฝ่ายนั้นชำเลืองมองป้ายหลุมฝังศพก่อนจะพูดออกมา
“อาการที่เรียกว่าโรคผีบ้านั้นเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสในเลือดของอสูรไล่ล่าชนิดหนึ่ง สามารถรักษาให้หายได้โดยง่ายด้วยการใช้กัญชา 1 เฉียน, ใบเฟิร์นเลือดนก 4 เฉียน, หญ้าม่วงเบิกฟ้าครึ่งเหลี่ยง และหัวใจสดๆของอสูรไล่ล่าอีกหยิบมือหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็รักษาหายได้อย่างง่ายดายแล้ว แต่คุณกลับสังหารผู้ที่เป็นโรคและเผาศพของพวกเขา อีกอย่าง วัคซีนที่คุณคิดค้นได้นั้นก็มีราคาแพงกว่าของผมหลายสิบเท่า ผมไม่เข้าใจเลยว่าคุณภาคภูมิใจกับความสำเร็จนั้นถึงขนาดนำมาจารึกบนป้ายหลุมฝังศพได้อย่างไร อยากจะเปิดเผยความผิดพลาดอันน่าอับอายขายหน้าของตัวเองให้คนรุ่นหลังรู้อย่างนั้นหรือ?”
ครืนนนนน!
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เจตจำนงที่ยังหลงเหลืออยู่กับป้ายหลุมฝังศพก็พลันเข้าใจว่ามียาที่ดีกว่าสูตรที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมากจริงๆ และเขาได้สังหารผู้ที่เป็นโรคไปมากมาย ป้ายหินนั้นจึงเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรงก่อนระเบิดเป็นผุยผง
จางเซวียนไม่เสียเวลาแม้แต่จะชำเลืองมองป้ายหลุมฝังศพป้ายแรกอีกครั้ง เขาเดินต่อไปยังป้ายอันที่ 2 แล้วก็เหมือนกับคราวก่อน เพียงแค่ชำเลืองดูและพูดอะไร 2-3 คำ เจตจำนงที่อยู่กับป้ายนั้นก็อับอายเสียจนแหลกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เหตุการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าขณะที่เขาเดินไปเรื่อยๆ
จากวินาทีที่เขาชำเลืองมองป้ายก่อนจะพูดออกมาเป็นเวลาเพียง 2 อึดใจเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่พูดจบป้ายก็จะแหลกสลายเป็นชิ้นๆ
พูดอีกอย่างก็คือ วิธีการรักษาที่เขาเสนอออกมานั้นล้ำลึกกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และง่ายดายกว่าวิธีการที่เหล่าบรรพบุรุษได้คิดค้นขึ้น
“เพื่อโต้แย้งวิธีการรักษาโรคของเหล่าบรรพบุรุษ เขามีความรู้สูงส่งถึงขั้นทำให้เหล่าบรรพบุรุษอับอายขายหน้าในตัวเองจนเต็มใจทำลายร่องรอยและหลักฐานที่เคยแสดงถึงความมีเกียรติของพวกเขา”
ทั้งปรมาจารย์ซุน ปรมาจารย์หูและคนอื่นๆต่างอ้าปากค้าง
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่าทำไมปรมาจารย์เย่ถึงดูพรั่นพรึงนัก!
ในฐานะผู้ดูแลพงไพรบรรพบุรุษ เขาได้ศึกษาสติปัญญาของเหล่าบรรพบุรุษอยู่ทุกวี่วัน ซึ่งก็ทำให้ทั้งเคารพและเกรงขาม แต่จู่ๆชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาแล้วบอกว่าทุกอย่างผิดหมด ทั้งยังได้การยอมรับจากเหล่าบรรพบุรุษด้วย เขาไม่หัวใจวายตายไปเดี๋ยวนั้นก็บุญโขแล้ว!
ทั้งกำแพงคาใจ, แท่นโรคา และพงไพรบรรพบุรุษเป็น 3 สถานที่สำคัญที่สุดของหอคอยนายแพทย์ ซึ่งก็ถูกทำลายไปแล้ว นี่ท่านอาจารย์ของเขาไปมีเรื่องกับปีศาจพรรค์ไหนกันนี่?
ซุนหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อมองดูซากปรักหักพังของสถานที่ที่เคยศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
สามารถชี้ข้อบกพร่องในวิธีการรักษาของเหล่าบรรพบุรุษได้ ทำให้คนรุ่นต่อๆไปไม่เกิดความเข้าใจผิดอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่จางเซวียนจะไม่ได้ทำอะไรผิด เขายังทำคุณงามความดีอย่างมากมายให้กับสมาคมนายแพทย์ด้วย!
ถ้าทางสมาคมรู้เรื่องนี้ จะต้องตบรางวัลให้เขาอย่างงามแน่
แต่ก็นั่นแหละ ถึงกับมีวิธีการรักษาโรคยากๆที่ดีกว่าวิธีที่เหล่าบรรพบุรุษต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีเพื่อคิดค้นขึ้นมา เขาทำได้อย่างไร?
“รอเดี๋ยว จางเซวียนอยู่ไหนล่ะ?”
หลังจากช็อคอยู่ครู่หนึ่ง ซุนหยวนก็พลันนึกได้ว่าเขายังไม่พบจางเซวียนเลย จึงรีบหันไปมองรอบ
“อาจารย์ซุน ข่าวร้าย! ปรมาจารย์จางมุ่งหน้าไปที่หอคอยนายแพทย์ชั้นบน เขากำลังจะเข้ารับการทดสอบเป็นนายแพทย์”
ทันใดนั้น นักเรียนคนหนึ่งก็วิ่งมาพร้อมกับตะโกนอย่างพรั่นพรึง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ พื้นดินก็สั่นสะท้านอีกครั้ง
จากนั้น หอคอยมหึมาที่มองเห็นอยู่ไกลๆก็พังครืน เศษหินดินทรายฟุ้งกระจายราวกับห่าฝน
“หอคอยนายแพทย์ก็พังด้วย!” ซุนหยวนคร่ำครวญ



