Skip to content

Library Of Heaven’s Path 845

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 845 ผมขอเสนอชื่อจางเซวียนเป็นอาจารย์ใหญ่

จางเซวียนรู้ดีว่าจะต้องเปิดเผยเรื่องหอสมุดเทียบฟ้า หากต้องอธิบายว่าเขาควบคุมกองทัพหุ่นปีศาจให้เชื่อฟังได้อย่างไร จึงวางแผนให้หยางชวนปรากฏตัวขึ้นเพื่อแก้ปัญหา

C

ด้วยสภาพจิตที่เชื่อมโยงถึงกันกับตัวโคลนของเขา เขาจึงให้อีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นในคราบหยางชวน

ตอนแรก จางเซวียนตั้งใจให้หยางชวนสร้างความหวาดกลัวเพียงเล็กน้อยให้คนเหล่านั้น แต่ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวจะใหญ่โตขนาดนี้?

เมื่อมองเห็นความพรั่นพรึงที่อยู่โดยรอบ จางเซวียนตบหน้าผากอย่างหงุดหงิด

ทั้งหมดที่ตัวโคลนของเขาต้องทำก็แค่พิสูจน์ว่าจางเซวียนไม่ใช่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น แต่แล้วหมอนั่นกลับพังสภาผู้อาวุโส ทั้งยังสิ่งปลูกสร้างอีกมากมายจนพังพินาศ

ส่วนที่ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น

แน่นอนว่ารังสีทรงพลังที่ดูเหมือนตัวโคลนเป็นผู้แผ่ออกมาย่อมมาจากไอ้โหด

ครั้งหนึ่งหมอนั่นเคยบอกว่า ขอแค่มีโอกาสได้เห็นลายมือปรมาจารย์ขง ก็จะสามารถเปลี่ยนรังสีที่เปี่ยมด้วยเจตนาสังหารเหมือนเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นทั่วๆ ไปให้บริสุทธิ์ขึ้นจนคล้ายคลึงกับปรมาจารย์

การพังทลายของห้องรับรองอาจารย์นั้นแน่นอนว่าเป็นผลจากรังสีของลายมือปรมาจารย์ขง แม้ปรมาจารย์ขงจะยังไม่ได้สำเร็จวรยุทธขั้นสูงสุดเมื่อครั้งที่ทิ้งถ้อยคำเหล่านั้นไว้ แต่ก็ไม่แปลกอะไรที่จะไม่มีเจตจำนงของปรมาจารย์คนไหนต้านทานเขาได้

ในส่วนของรังสีปรมาจารย์ฟ้าประทาน เพราะตัวโคลนมาจากตัวเขาเอง จึงได้การยอมรับจากสวรรค์เช่นเดียวกัน และเมื่อมีไอ้โหดคอยหนุน ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

ส่วนการหายตัวครั้งสุดท้ายก็ไม่ใช่การทะลุมิติหรืออะไรทั้งนั้น ขณะที่ฝูงชนกำลังเลิ่กลั่กใส่กันอย่างสะพรึง จางเซวียนก็ฉวยโอกาสนี้เก็บทั้งคู่เข้าไปในรังนางพญามด

การเข้าไปในมิติที่ถูกซุกซ่อนอยู่นั้นก็เหมือนกับการเข้าไปอีกโลกหนึ่ง ต่อให้นักรบระดับเซียนขั้น 2-การรับรู้จิตวิญญาณก็ยังไม่อาจแกะร่องรอยของพวกเขา หรือสร้างภาพลวงตาของการทะลุมิติขึ้นมาได้

โชคดีที่ทำสำเร็จ แต่ความเสียหายที่พวกเขาสร้างขึ้นนั้นหนักหนาสาหัสไปหรือเปล่า

ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ จางเซวียนจึงตั้งใจแค่จะขจัดความสงสัยของใครๆ ในแง่ที่เขาอาจเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาเห็นความหวาดกลัวอย่างล้ำลึกอยู่ในดวงตาของทุกคน

ขณะที่กำลังสับสนอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ปรมาจารย์มู่ก็พรวดพราดออกมาประสานมือคารวะ

“ศิษย์ลุง!”

จางเซวียนอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ “ไม่ต้องมีพิธีรีตองหรอก”

ในเมื่อหยางชวนเป็นอาจารย์ปู่ ตัวเขาในฐานะศิษย์สายตรงของหยางชวน ปรมาจารย์มู่จะเรียกเขาแบบนั้นก็ไม่ผิด

ศิษย์ลุง? ลู่เฟิงอ้าปากค้าง แทบลมจับไปเดี๋ยวนั้น

ปรมาจารย์มู่เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว ในแง่ของอาวุโส ลู่เฟิงจัดว่าเป็นผู้อ่อนอาวุโสกว่า ในเมื่อฝ่ายนั้นเรียกจางเซวียนว่าศิษย์ลุง จะไม่หมายความว่าอาวุโสของจางเซวียนจะต้องสูงขึ้นไปอีกขั้น ทำให้เขามีสถานภาพเป็นเพียงศิษย์หลานอย่างนั้นหรือ?

เมื่อครู่นี้เขายังเป็นศิษย์น้องอยู่เลย

ต่อไปหมอนั่นจะเรียกเขาว่าเด็กน้อยหรือเปล่า?

นี่มันบ้าบออะไร!

ไม่เฉพาะลู่เฟิงที่งงงัน ตงซินก็หน้ามืดเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น

ก่อนหน้านี้ หลงชางเยว่เคยพูดไว้ว่าเท่าที่ดูตามรูปการณ์ ใครหน้าไหนก็ตามที่มีเรื่องกับจางเซวียนเป็นคนต่อไปจะต้องลงเอยด้วยการกลายเป็นศิษย์เหลนของเขา

ในตอนนั้นเธอไม่ได้คิดอะไรมากเพราะรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ ในฐานะศิษย์สายตรงของลู่เฟิง ถ้าท่านอาจารย์ของเธอเป็นเพียงศิษย์หลานของจางเซวียน แล้วเธอจะมิกลายเป็นศิษย์เหลนหรือ?

ในบรรดาสี่แก๊งใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ หูเหยาเหย่าเป็นคนแรกที่ท้าทายจางเซวียน และเธอลงเอยด้วยการกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขา

เชวเจินหยางเป็นคนต่อไป และลงเอยด้วยการเป็นศิษย์หลาน

ส่วนตัวเธอ, คนที่ 3 ก็กลายเป็นศิษย์เหลน

ตงซินน้ำตาไหลพราก ถ้าเธอรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ จะไม่มีวันเอาตัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย มาตอนนี้ เธอถึงกับต้องเรียกหูเหยาเหย่าว่าท่านอาจารย์เสียด้วยซ้ำ

“เอ่อ” ประธานมั่วกับคนอื่นๆ ก็พูดไม่ออกเมื่อได้ยินปรมาจารย์มู่เรียกจางเซวียนว่า ‘ศิษย์ลุง’

จางเซวียนถามปรมาจารย์มู่โดยไม่ใส่ใจสีหน้าพิลึกพิลั่นของฝูงชน “ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว คงไม่มีใครสงสัยว่าผมเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นแล้วนะ ใช่ไหม?”

ปรมาจารย์มู่รีบส่ายหน้า “ไม่มีอย่างแน่นอน!”

คุณเป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์หยาง และปรมาจารย์หยางเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน ไม่มีทางที่ลูกศิษย์ของปรมาจารย์ฟ้าประทานจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นไปได้

ปรมาจารย์คนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นต่างรีบเห็นพ้อง

“ในเมื่อเรื่องนี้ชัดเจนแล้ว ผมกลับได้หรือยัง?” จางเซวียนถามต่อ

“ได้สิ!” ปรมาจารย์มู่รีบพยักหน้า

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นผมขอลาพวกคุณตอนนี้เลย” จางเซวียนพูด

ด้วยสภาพเหตุการณ์ตอนนี้ ต่อให้เขาไม่พูดอะไรสักคำ ทางสถาบันปรมาจารย์ก็จะต้องลงโทษลู่เฟิงอยู่แล้ว ในฐานะผู้มีอาวุโสสูงสุดในห้อง ไม่สมควรที่เขาจะลดตัวลงไปทำตัวเทียบเท่ากับศิษย์หลานคนหนึ่ง

หากเขายังยืนกรานจะเอาเรื่องลู่เฟิง เกียรติยศศักดิ์ศรีที่สั่งสมมาด้วยการปลอมแปลงของตัวโคลนคงจะหายไปหมด

อีกอย่าง ชื่อเสียงของสถาบันปรมาจารย์ก็เป็นเครื่องรับประกันอยู่ จึงไม่เป็นการเหมาะสมนักที่นักเรียนอย่างเขาจะเข้าไปก้าวก่าย สู้จากไปแล้วปล่อยให้บรรดาหัวหน้าโรงเรียนจัดการกันเองจะเหมาะสมกว่า

แต่ขณะที่จางเซวียนกำลังจะออกไป หัวหน้ามั่วก็ก้าวออกมาแล้วพูดว่า “ปรมาจารย์จาง ได้โปรดรอสักครู่!”

“ไม่ทราบว่ายังมีข้อสงสัยอะไรอีก?” จางเซวียนถามอย่างสุภาพ

หัวหน้ามั่วได้ให้ความช่วยเหลือตัวเขาอย่างมากตั้งแต่เข้ามาในสถาบัน เขาจึงให้ความสำคัญกับความเห็นของอีกฝ่าย

แม้เมื่อครู่นี้ หัวหน้ามั่วก็ยังออกรับแทนตัวเขาต่อหน้าปรมาจารย์หยาง

“เรื่องเป็นอย่างนี้ ครั้งหนึ่งปรมาจารย์มู่เคยบอกไว้ว่าใครก็ตามที่พบตัวศิษย์พี่อสูรตะวันไบแซนไทน์จะได้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไป ในเมื่อคุณคือผู้พบตัวศิษย์พี่อสูรตะวันไบแซนไทน์ ทั้งยังกลายเป็นเจ้านายของเขาด้วย ผมรู้สึกว่าเป็นสิทธิ์ของคุณที่จะได้รับมอบตำแหน่งอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบัน!”

เมื่อพูดจบ หัวหน้ามั่วก็หันไปถามคนอื่นๆ “พวกคุณที่เหลือมีความเห็นอย่างไร?”

ตั้งแต่ท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนหายตัวไป สถาบันก็ค่อยๆ เสียความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปทีละน้อย เกิดปัญหาเรื่องแล้วเรื่องเล่า คงจะดีกว่าหากมีใครสักคนในสถาบันเข้ามาควบคุมสถานการณ์ และจางเซวียนก็ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

แม้ระดับวรยุทธของเขาจะยังอ่อนด้อย แต่ก็มีความรู้ความเข้าใจอย่างล้ำลึกในอาชีพรองรับมาทดแทน

อีกอย่าง เขายังมีศิษย์พี่อสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นอสูรของตัวเองด้วย แบ็คดีขนาดนี้ ใครเล่าจะกล้าตั้งคำถาม?

“ผมก็คิดจะเสนอแบบนี้เหมือนกัน!” จ้าวปิงฉูพยักหน้ารับ

“ฉันไม่มีปัญหาถ้าปรมาจารย์จางจะมาเป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของพวกเรา” เว่ยหรันเฉว่พูด

“ผมเองก็คิดว่าอาจารย์จางเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่” เจียงชิงชิงพยักหน้า

“ผมเห็นด้วย!” หัวหน้าฉูฉางชิ่งซึ่งเป็นหัวหน้าโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า

หวังหยิ่งกับคนอื่นๆ เป็นแขกผู้อาวุโสของโรงเรียน หากท่านอาจารย์ของพวกเขาได้เป็นอาจารย์ใหญ่ พวกเธอจะต้องทุ่มเทเวลาให้กับการถ่ายทอดวรยุทธแก่นักเรียนมากขึ้นอย่างแน่นอน

ตัวศิษย์ลุงเองก็เป็นนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนอยู่แล้ว ทั้งยังมีเงื่อนไขที่เหมาะสมครบครันต่อการเป็นอาจารย์ใหญ่ หากเขายอมรับตำแหน่งนี้ ย่อมถือเป็นเรื่องดีงามของสถาบัน

ปรมาจารย์มู่ตาโตและพยักหน้า “ผมเห็นด้วยเหมือนกัน!”

ภารกิจหลักของเขาในการมาที่สถาบันปรมาจารย์แห่งนี้ก็เพื่อคัดเลือกและรับรองตัวอาจารย์ใหญ่คนต่อไป

แม้ศิษย์ลุงจะอายุยังน้อยและมีวรยุทธอ่อนด้อย แต่ก็มีแบ็คที่แข็งแกร่งพอเสียยิ่งกว่าเกินพอที่จะทำให้ใครๆ ยำเกรง

อีกอย่าง ศิษย์ลุงก็เป็นอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องอย่างหาตัวจับยาก ภายใต้การนำของเขา ในช่วงเวลาเพียง 2-3 ปีนี้ สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนน่าจะเจริญรุ่งเรืองมาก

ปรมาจารย์มู่หันไปทางหัวหน้าโรงเรียนอีก 5 คนที่เหลือ “แล้วพวกคุณล่ะ?”

“คือ” ลู่เฟิงกับเฉินเฉิงชวินมองหน้ากันอย่างอิหลักอิเหลื่อสุดขีด หากเป็นสถานการณ์ปกติ ทั้งคู่คงออกความเห็นทันที แต่ด้วยความขัดแย้งที่เพิ่งเกิดขึ้นและสถานภาพใหม่ของจางเซวียน ทำให้พูดไม่ออก

“ผมไม่มีข้อคัดค้านเช่นกัน!” หัวหน้าโรงเรียนนักออกแบบสวรรค์สร้างตอบ

“ผมก็คิดเหมือนกับคนอื่นๆ” จงติ้งชุน หัวหน้าโรงเรียนนายแพทย์พยักหน้า

สุดท้าย ลู่เฟิงกับเฉินเฉิงชวินก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องออกความเห็น “ตามนั้น พวกเราตกลง!”

เมื่อได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าโรงเรียนทุกคนแล้ว หัวหน้ามั่วกำลังจะประกาศผลอย่างเป็นทางการ ก็พอดีกับที่เสียงทุ้มลึกกังวานเสียงหนึ่งดังขึ้น

“เงื่อนไขข้อหนึ่งของการเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์คือต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ปรมาจารย์จางยังไม่บรรลุคุณสมบัติข้อนี้ ผมไม่เห็นด้วย” หม้อต้นกำเนิดทองคำคัดค้าน

ในฐานะของล้ำค่าระดับเซียนที่ทำหน้าที่อารักขาสถาบันปรมาจารย์ หม้อต้นกำเนิดทองคำมีสถานภาพสูงกว่า 10 สุดยอดปรมาจารย์เสียอีก จึงเป็นธรรมดาที่จะมีสิทธิ์ออกความเห็น

“ศิษย์พี่หม้อต้นกำเนิดทองคำ ถึงปรมาจารย์จางจะยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว แต่ด้วยความปราดเปรื่องของเขา ไม่นานเขาจะต้องผ่านการทดสอบแน่” หัวหน้ามั่วตอบ

คนที่เหลือต่างพยักหน้ารับ

พวกเขาได้เห็นความสามารถอันน่าสะพรึงของชายหนุ่มด้วยตาตัวเองมาแล้ว อีกทั้งความพินาศวอดวายที่เกิดขึ้นไปทั่วสถาบันปรมาจารย์ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี ถ้าอัจฉริยะอย่างเขาไม่ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว แล้วใครเล่าจะผ่าน?

“คุณก็อาจจะพูดถูก แต่ลืมเรื่องการคัดเลือกที่จะมีขึ้นในอีก 3 เดือนไปแล้วหรือ?” หม้อต้นกำเนิดทองคำถาม

“การคัดเลือกที่จะมีขึ้นในอีก 3 เดือน?” ผู้ฟังต่างขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจว่าหม้อต้นกำเนิดทองคำหมายถึงอะไร

“ดูเหมือนพวกคุณทุกคนจะลืมไปแล้วว่า อีก 3 เดือนนับจากนี้จะมี ‘การประชันยอดขุนพล’!” หม้อต้นกำเนิดทองคำประกาศ

“การประชันยอดขุนพล? การประชันที่คุณพูดถึงน่ะ ครั้งสุดท้ายก็ผ่านมากว่าร้อยปีแล้วนี่”

“สภายอดขุนพลของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติจะจัดการคัดเลือกขึ้นทุกๆ 100 ปี ในการคัดเลือกคราวก่อน ผมยังไม่ได้เป็นหัวหน้าโรงเรียน จึงลืมนึกถึงเรื่องนี้ไป”

“4 สถาบันใหญ่ในสังกัดของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติจะมาเข้าร่วมการคัดเลือก ถือเป็นปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่มาก!”

“ผมลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย ถ้าปรมาจารย์จางยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวในอีก 3 เดือนข้างหน้า พวกเราคงไม่มีโอกาสประชันกับอีก 3 สถาบันที่เหลือ!”

…..

ทุกคนพากันเงียบกริบ

“การประชันยอดขุนพล?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย

เขาไม่คิดว่าตัวเองจะอยู่ในจักรวรรดิหงหย่วนนานนัก การจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หรือไม่จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เท่าที่ฟังจากน้ำเสียงของทุกคน ดูเหมือนการประชันยอดขุนพลจะมีความสำคัญเอาการอยู่

“ผมเชื่อว่าปรมาจารย์จางน่าจะเคยได้ยินเรื่องการประชันยอดขุนพลมาแล้ว?” หัวหน้ามั่วถาม

จางเซวียนพยักหน้ารับ

สภายอดขุนพลถือเป็นสาขาหนึ่งของสภาปรมาจารย์ จะเรียกว่าเป็นฝ่ายบู๊ก็ว่าได้

ยอดขุนพลนั้นจัดว่าเป็นปรมาจารย์เช่นกัน แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้หรือมีความชำนาญในอาชีพรองรับใดๆ ทั้งหมดที่พวกเขาต้องมีก็คือความแข็งแกร่งมากพอที่จะผ่านการทดสอบ เพื่อให้ได้ระดับของปรมาจารย์ตามที่กำหนด

เป็นที่รู้กันว่าเหล่ายอดขุนพลสามารถรับมือกับคู่ต่อสู้ที่มีระดับวรยุทธสูงกว่าพวกเขา แม้แต่ในหมู่ปรมาจารย์ผู้เก่งกาจ ยอดขุนพลก็ยังถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อครั้งที่จางเซวียนอยู่ในจักรวรรดิฮ่วนหยู ครั้งหนึ่งเขาก็เคยถูกสงสัยว่าเป็นยอดขุนพล

“เหล่าปรมาจารย์ของสภายอดขุนพลนั้นมีชื่อเสียง เป็นที่ร่ำลือเรื่องพละกำลัง ผู้คนต่างถือเป็นเกียรติที่ได้รับตำแหน่งนั้น” หัวหน้ามั่วอธิบาย

“ทุก 1 ศตวรรษ สภายอดขุนพลจะคัดเลือกเลือดใหม่จากหลากหลายสถาบันเพื่อเติมเต็มตำแหน่งของพวกเขา และการประชันครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า!”

“อีก 3 เดือน?”

“ใช่แล้ว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า สี่สถาบันจะมารวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือก แต่เพราะจำนวนโควต้าที่มีจำกัด อาจารย์ใหญ่ของทั้งสี่สถาบันจึงต้องมาดวลกันก่อนเพื่อตัดสินจำนวนโควต้าที่แต่ละสถาบันจะได้รับ”

หัวหน้ามั่วพูดต่ออย่างค่อนข้างลำบากใจ “ถ้าปรมาจารย์จางได้เป็นอาจารย์ใหญ่ คุณจะต้องเข้าร่วมการดวลระหว่างอาจารย์ใหญ่ แต่ด้วยความแข็งแกร่งของคุณในตอนนี้ ผมเกรงว่าคุณจะสู้กับคนอื่นๆ ไม่ไหว!”

ในฐานะอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ คู่ต่อสู้ที่จางเซวียนจะต้องพบคือปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด หรือแม้แต่ระดับ 7 ดาวเลยทีเดียว

ด้วยความปราดเปรื่องของจางเซวียน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากมีเวลามากพอ เขาจะต้องเอาชนะอาจารย์ใหญ่คนอื่นๆ ได้ แต่การดวลกำลังจะมีขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้าแล้ว

“ผมเข้าใจ” จางเซวียนพยักหน้ารับ

ไม่น่าแปลกที่ทุกคนจะเป็นห่วง ตอนนี้เขาเป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์ ขั้นต้นเท่านั้น ซึ่งทำให้เขาอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบอาจารย์ใหญ่คนอื่นๆ มาก

“อันที่จริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องกังวล ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด อาจารย์จางมีอาชีพรองรับระดับ 6 ดาวถึง 5 อาชีพแล้ว ขอแค่มีอีกหนึ่งอาชีพ ก็จะบรรลุเงื่อนไขเบื้องต้นของการเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นไปได้ภายในเวลา 3 เดือน” เจียงชิงชิงพูดแทรก

ตอนนี้ อาชีพรองรับระดับ 6 ดาว ที่จางเซวียนมีอยู่คือช่างตีเหล็ก นายแพทย์ นักปรุงยา ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ และมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ

ขาดอาชีพรองรับอีกเพียงอาชีพเดียว เขาก็จะบรรลุเงื่อนไขเบื้องต้นของการเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวแล้ว ด้วยการเรียนรู้อันรวดเร็วอย่างน่าทึ่งของจางเซวียน การจะมีอาชีพรองรับระดับ 6 ดาวอีกหนึ่งอาชีพภายในเวลา 3 เดือนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!