ตอนที่ 855 พันศิลปะการขัดเกลาจิตวิญญาณ
ค่ายกลหลอมรวมต้นกำเนิด?
จางเซวียนยืนขมวดคิ้วอยู่บนกำแพงบ้านพัก ค่ายกลเกรด 7 อย่างนั้นหรือ?
นี่ไม่ใช่ที่พักหลังใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ภายในวัง แต่มีค่ายกลเกรด 7 ที่ทรงพลังที่สุด
เหนือชั้นกว่าค่ายกลของจักรวรรดิหงหย่วนเสียอีก
ดูเหมือนที่นี่จะเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในพระราชวัง ต้นโพธิ์เซียนต้องอยู่ข้างในแน่ๆ จางเซวียนนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
ตามที่จงติ้งชุนพูด ต้นโพธิ์เซียนเป็นรากฐานแห่งพลังอำนาจของราชวงศ์ จึงได้รับการอารักขา อย่างเข้มงวด ซึ่งบ้านพักแห่งนี้ก็เข้าเงื่อนไขนั้นพอดี
ไม่ว่ามันจะช่วยชีวิตเว่ยหรูเหยียนได้หรือไม่ ก็ต้องเข้าไปดูให้เห็นกับตาเสียหน่อย
จางเซวียนใช้ดวงตาหยั่งรู้ศึกษาค่ายกลเกรด 7 แล้วครู่ต่อมาก็ส่ายหน้า
ด้วยระดับวรยุทธของเรา ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะทำความเข้าใจค่ายกลเกรด 7 ได้
มีโอกาสที่เขาจะหาประตูชีวิตเจอและลอบเข้าไปข้างในได้โดยไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่กะประมาณดู คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
เมื่อนึกถึงอันตรายที่อยู่รายล้อมในพระราชวัง แถมงานเลี้ยงก็กำลังจะเริ่มในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า จางเซวียนไม่มีเวลามากขนาดนั้น
งั้นก็ไม่มีทางเลือก!
เมื่อนึกขึ้นได้ จางเซวียนใช้พลังจิตวิญญาณคว้ากิ่งไม้ขึ้นมากิ่งหนึ่งแล้วขว้างเข้าไปในบ้านพัก
ตุ้บ!
เหมือนกับก้อนหินที่ตกกระทบพื้นน้ำ ค่ายกลเริ่มทำงานทันที เกิดเสียงหึ่งดังไปทั่วบริเวณ
ดาบนับไม่ถ้วนพุ่งหวือออกมา กิ่งไม้กิ่งนั้นกลายเป็นเศษซากในชั่วพริบตา
เป็นค่ายกลสังหารที่ทรงพลังจริงๆ!
ทันที่ที่ค่ายกลเริ่มทำงาน จางเซวียนพึมพำเบาๆ “ข้อบกพร่อง!”
หอสมุดเทียบฟ้าไม่อาจประมวลหนังสือเกี่ยวกับค่ายกลได้หากมันอยู่ในภาวะสงบนิ่ง เขาจึงจำเป็นต้องกระตุ้นให้มันทำงานก่อน ถึงจะมองเห็นปัญหา
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนรีบพลิกดู
หลังจากเข้าใจการทำงานของค่ายกลแล้ว เขาก็พุ่งตรงไปยังจุดศูนย์กลางของค่ายกลแล้วเตะมันอย่างแรง
ปึ้ก!
ค่ายกลหยุดกึกในทันที
จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วรีบเข้าไปในบ้านพัก
นอกจากค่ายกลสังหารที่ถูกติดตั้งไว้ด้านนอก ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษอยู่ในนั้นอีก บางทีอาจเป็นเพราะมีงานเลี้ยง ทำให้ไม่มีใครอยู่ จางเซวียนรีบกวาดสายตาไปทั่ว แต่ไม่เห็นต้นโพธิ์เซียน กลับพบป้ายหลุมฝังศพโบร่ำโบราณมากมาย
นี่เราเข้าใจผิดหรือ? จางเซวียนขมวดคิ้ว
ตามข้อมูลที่ได้มาจากจงติ้งชุน ต้นโพธิ์เซียนดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดต่อราชวงศ์ แต่บริเวณนี้ไม่มีอะไรที่ดูเหมือนต้นไม้เลย สถานที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่สถานที่ที่มีการอารักขาอย่างเข้มงวดที่สุดหรอกหรือ?
แล้วเอาค่ายกลเกรด 7 มาไว้ที่นี่ทำไม
เพื่อรักษาป้ายหลุมฝังศพพวกนี้?
หรือว่าป้ายหลุมฝังศพพวกนี้มีค่ามากกว่าต้นโพธิ์เซียน?
จางเซวียนงง เขาเข้าไปพิจารณาดูป้ายหลุมฝังศพใกล้ๆ
เท่าที่ดูจากความเก่าคร่ำคร่า แผ่นหินนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานมาก อาจจะหลายพันปี มีตัวอักษรตัวใหญ่ๆจารึกไว้บนนั้นหลายตัว
ถ้อยคำเหล่านั้นดูไม่เหมือนฝีมือของจิตรกร ไม่มีรูปแบบหรือเจตจำนงที่ทำให้รู้สึกได้ อันที่จริง ลายมือพวกนั้นเกือบจะเรียกว่าไก่เขี่ย แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เพียงแค่จ้องดูมัน จางเซวียนรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของเขาถูกแรงดึงดูดที่ไม่อาจอธิบายได้ดึงดูดเข้าไปในนั้น
พันศิลปะการขัดเกลาจิตวิญญาณ!
มีตัวอักษรตัวใหญ่จารึกไว้บนป้ายหลุมฝังศพอันแรก
นี่คือเทคนิคการฝึกวรยุทธของจิตวิญญาณหรือเปล่า? จางเซวียนตาโตด้วยความตื่นเต้น
เป็นที่รู้กันดีว่าจิตวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่ฝึกฝนวรยุทธได้ยากที่สุด และโดยเฉพาะเมื่อเหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณได้หายสาบสูญไป การฝึกฝนวรยุทธของพลังปราณนั้นง่ายกว่าและได้ผลดีกว่ากันมาก จึงมีนักรบผู้ฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณอยู่จำนวนน้อย ทำให้เทคนิควรยุทธการฝึกฝนจิตวิญญาณหลงเหลืออยู่น้อยตามไปด้วย
นี่คือเหตุผลที่จิตวิญญาณของเขาติดแหงกอยู่ที่คอขวดขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ ขั้นสูงสุด ไม่สามารถพัฒนาไปกว่านั้นได้
เขาเข้ามาในบ้านพักแห่งนี้เพื่อหวังจะพบต้นโพธิ์เซียน แต่ใครจะคิดว่าจะมาเจอเข้ากับเทคนิคการฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณแทน!
สิ่งนี้อาจไม่ได้สำคัญอะไรกับคนอื่นๆ เพราะการฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณเป็นกระบวนการที่ยากเย็นแสนเข็ญ แต่สำหรับจางเซวียน มันคือขุมสมบัติ
เขาได้รับเทคนิคการฝึกฝนวรยุทธของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณขั้น 1 ถึงขั้น 9 มาจากมั่วคุนเสิน แต่มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย ทำให้ไม่เหมาะสมต่อการฝึกฝน บางที หากผนวกพันศิลปะการขัดเกลา จิตวิญญาณเข้าไป เขาอาจแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นได้
“ข้อบกพร่อง!” จางเซวียนหันไปมองป้ายหลุมฝังศพ แล้วหนังสือเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า
จากประสบการณ์ครั้งก่อนที่แท่นสถาปนาเซียน จางเซวียนรู้ว่าเขาสามารถถ่ายโอนเนื้อหาที่ถูกจารึกไว้เข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าได้จากการมองเห็น แม้ว่ามันจะไม่ใช่หนังสือ
เขารีบทำแบบเดียวกันกับป้ายหลุมฝังศพอันอื่นๆ ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพราะตัวเขายังอยู่ภายในพระราชวัง มีอันตรายอยู่ล้อมรอบ ตอนนี้จึงไม่ใช่สถานที่ที่จะมาประมวลความรู้ที่ได้รับใหม่
จางเซวียนจะต้องออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ขณะที่เขากำลังจะออกจากบ้านพักเพื่อค้นหาต้นโพธิ์เซียนต่อไป ก็มีเสียงตวาดดังลั่นไปทั้งห้อง “นั่นใครน่ะ?”
ตามมาด้วยพละกำลังมหาศาลที่พุ่งเข้าโจมตีจิตวิญญาณของเขา
“แย่แล้วสิ!” จางเซวียนรีบหนีและหลบการโจมตีนั้นไปได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
จากนั้นเขาก็หันกลับไป และเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ชายผู้นั้นดูมีอายุราว 50 กว่าปี แต่งกายด้วยชุดทันสมัย เขามีรังสีอันทรงพลังที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกยำเกรง
ในดวงตาของเขา จางเซวียนมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง
เป็นภาพตัวเขากำลังหรี่ตาด้วยความหวาดระแวง
มองปราดเดียว จางเซวียนก็บอกได้ว่าอีกฝ่ายไม่เพียงแต่จะมองเห็นเขา แต่ยังรับรู้ถึงการปรากฏตัวของเขาจริงๆ เช่นเดียวกันกับเว่ยหรันเฉว่ในครั้งก่อน
ดูเหมือนการที่ราชวงศ์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนกุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นจะมีที่มา เพราะพวกเขามีผู้เชี่ยวชาญที่น่าสะพรึงแม้แต่กับเหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณอยู่มากมาย
“เจ้าคนอวดดีคนไหนที่บังอาจบุกรุกเข้ามาในพระราชวัง?” ชายวัยกลางคนคำรามเสียงเย็นเยียบพร้อมกับปล่อยหมัดออกมา
พลังมหาศาลของนักรบระดับเซียน ขั้น1-สูงสุด พุ่งผ่านอากาศตรงเข้าสู่เป้าหมาย
ผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ถือเป็นชั้นยอดของจักรวรรดิหงหย่วน
“หนีสิ!” จางเซวียนรีบเผ่นออกจากบ้านพัก รู้ดีว่าตัวเองรับมือกับชายผู้นั้นไม่ไหว
“จะหนีเรอะ? แกคิดว่าพระราชวังเป็นที่ที่จะเข้าออกได้ตามใจหรือไง?” เมื่อรู้สึกได้ว่าบุคคลที่ซุกซ่อนอยู่ในห้องพยายามหนี ชายวัยกลางคนเลิกคิ้ว ก่อนจะเงื้อมือขึ้นแล้วคว้าไว้มั่น
ตึ้งงงงง!
ฝ่ามือขนาดมหึมาหล่นลงมาจากสวรรค์ ปิดทางหนีทีไล่ของจางเซวียนเอาไว้หมด
เขาอาจไม่เห็นเรา แต่ด้วยการฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณ ทำให้รับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของเรา ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เราต้องตายแหงแก๋อยู่ที่นี่แน่ จางเซวียนคิดอย่างกระวนกระวาย
เขาตกอยู่ในอันตรายแสนสาหัสมากกว่าเมื่อครั้งที่เผชิญหน้ากับเว่ยหรันเฉว่
อย่างน้อยที่สุด เว่ยหรันเฉว่ดูเหมือนจะพยายามสืบสาวราวเรื่องและทำความเข้าใจ จึงยั้งมือในการโจมตีเอาไว้บ้าง แต่ชายวัยกลางคนผู้นี้ปล่อยสุดพลังตั้งแต่ต้น ดูเหมือนตั้งใจจะกำจัดเขาให้หายไปจากโลก
ในเมื่อเขาเป็น ‘ผู้บุกรุกนิรนาม’ ซึ่งบุกพรวดพราดเข้ามาในพื้นที่สำคัญของพระราชวัง ก็เป็นธรรมดาที่อีกฝ่ายจะต้องไม่พอใจ
จางเซวียนหลบหมัดนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังโดนแบบเฉียดๆ ทำให้เกิดความปวดแสบปวดร้อน
ไม่ได้การละ จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ แต่ถึงจะหวาดวิตก จางเซวียนก็ไม่ปล่อยให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำความสามารถในการใช้เหตุผลของเขา เขารีบวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว
ระดับวรยุทธของจิตวิญญาณของจางเซวียนในตอนนี้อยู่ที่การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูงสุดเท่านั้น ส่วนคู่ต่อสู้เป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด ไม่มีหวังที่จะต้านทานได้เลย
แต่ถ้าเขาพยายามหนี ก็คงตายสถานเดียว
จางเซวียนนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อเกิดความคิดหนึ่งขึ้น ค่ายกลสังหาร!
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาชนะอีกฝ่าย ความหวังเดียวอยู่ที่ค่ายกลหลอมรวมต้นกำเนิดซึ่งถูกติดตั้งไว้รอบบ้านพัก
เพราะได้ประมวลหนังสือขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้าแล้ว จางเซวียนจึงมีความเข้าใจแผนผังและข้อบกพร่องของค่ายกลอย่างชัดเจน หากต้องการจะหลบหนี เขาจำเป็นต้องขอยืมความแข็งแกร่งของค่ายกลนั้น
เมื่อตัดสินใจแล้ว จางเซวียนรีบลุกขึ้นไปยังใจกลางค่ายกล พร้อมๆกันกับที่ชายวัยกลางคนปล่อยหมัดเข้าใส่เขาอีกครั้ง
เพราะชีวิตอยู่บนเส้นด้าย จางเซวียนไม่กล้าละล้าละลัง เขาเตะแกนกลางของค่ายกลอย่างแรง “เปิดใช้งาน!”
ฟู่ววววววววว!
ค่ายกลที่หยุดกึกไปเมื่อครู่กลับมีชีวิตขึ้นใหม่ หมอกพวยพุ่งเข้าล้อมรอบชายวัยกลางคนผู้นั้นทันที
เป็นโอกาสของเราแล้ว! จางเซวียนคิดขณะรีบเผ่นออกจากบ้านพัก
เมื่อดูจากการที่ชายวัยกลางคนสามารถเข้ามาในบ้านพักได้ ก็แปลว่าเขาน่าจะควบคุมค่ายกลได้เช่นกัน พูดง่ายๆก็คือ ใช้เวลาไม่นานเขาก็คงหยุดค่ายกลและตามมาได้สำเร็จ
รู้ดีว่าต้องทิ้งระยะห่างระหว่างตัวเองกับชายผู้นั้นให้มากที่สุด จางเซวียนรีบเผ่นหนี
“บ้าจริง!”
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ชายวัยกลางคนก็นึกไม่ถึงว่าผู้บุกรุกจะสามารถควบคุมค่ายกลได้เช่นกัน เขาตวาดลั่นด้วยความหงุดหงิด กว่าเขาจะออกจากค่ายกลมาได้ ก็ไม่พบร่องรอยของอีกฝ่ายแล้ว
“มันจะเป็นอะไรไปได้?” ชายวัยกลางคนยืนอยู่กลางอากาศเหนือบ้านพัก ขณะครุ่นคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ข้อความที่จารึกไว้บนป้ายหลุมฝังศพนั้นลึกซึ้งมาก และหากปราศจากคำชี้แนะที่ถูกต้อง ก็ไม่มีทางที่จะทำความเข้าใจได้เลย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่หวั่นเกรงว่าเทคนิคการฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณจะรั่วไหลออกไป แต่ไอ้การเข้านอกออกในพระราชวังได้อย่างอิสระและแถมยังควบคุมค่ายกลเกรด 7 ได้ด้วย มันก็ออกจะเกินไป!
หากเขาไม่รู้สึกได้ว่าค่ายกลในบ้านพักหยุดกึกไปกระทันหัน และเข้ามาตรวจสอบ ก็คงไม่มีใครพบเห็นผู้บุกรุกคนนั้น
“ดูเหมือนจะได้เวลายกระดับการรักษาความปลอดภัยของพระราชวังแล้ว” เขาพึมพำ
ไม่ว่าผู้บุกรุกจะเป็นอสูรหรือมนุษย์ สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือเพิ่มมาตรการอารักขาพระราชวัง และกำจัดผู้บุกรุกให้สำเร็จหากมาปรากฏตัวอีกครั้ง
…….
ช่างเฉียดฉิวเหลือเกิน!
หลังจากเผ่นหนีจากบ้านพักมาได้ไกลพอสมควร จางเซวียนหลบเข้าตึกที่อยู่ใกล้ๆเพื่อซ่อนตัวและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป
เขามองเห็นข้อบกพร่องของค่ายกลในตึกนั้นได้อย่างง่ายดาย จึงสามารถผ่านไปได้
ตอนนี้เขาหนีมาได้ไกลเกินกว่าที่อีกฝ่ายจะตามทันแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
พระราชวังแห่งจักรวรรดิหงหย่วนนี่เจ๋งไม่เบา มีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณประจำอยู่ด้วย!
แต่คิดๆดูก็พอเข้าใจได้ เพราะต้นโพธิ์เซียนมีอานุภาพในการบ่มเพาะจิตวิญญาณ สมาชิกของราชวงศ์จึงมีจิตวิญญาณที่มีพลังมาก และเมื่อประกอบกับเทคนิคการฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณ ถึงพวกเขาจะยังเทียบชั้นกับเหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะต่อกรด้วยได้โดยง่าย
ดูเหมือนการค้นหาต้นโพธิ์เซียนจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิดเสียแล้ว
ช่างมันก่อนเถอะ งานเลี้ยงใกล้เริ่มเต็มที ได้เวลาที่เราต้องกลับ
เพราะเขาปรากฏตัวไปแล้ว ทางพระราชวังจึงน่าจะเพิ่มการอารักขาต้นโพธิ์เซียนให้เข้มงวดขึ้นอีก ความปลอดภัยของเขาคงมีไม่มากแน่หากยังขืนค้นหาต่อไป ดังนั้น หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ตัดสินใจกลับไปที่งานเลี้ยง
ถึงอย่างไรอาการของเว่ยหรูเหยียนก็ถือว่าทรงตัว เธอยังไม่ตกอยู่ในอันตรายในระยะเวลาอันใกล้นี้แน่ ตอนนี้เขาจึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสี่ยง
จางเซวียนแอบไต่ขึ้นไปบนหลังคาแล้วจ้องมองสิ่งปลูกสร้างและบ้านพักมากมายนับไม่ถ้วนที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา จากนั้นก็เกาหัวอย่างงงงัน
แล้วห้องโถงใหญ่อยู่ที่ไหนกันละนี่?



