Skip to content

Library Of Heaven’s Path 857

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 857 ใครเป็นอาจารย์ใหญ่?

ที่พระราชวังหงหย่วน ชายหนุ่ม 2 คนในเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรากำลังเดินไปด้วยกัน

C

ทั้งคู่ดูมีอายุราว 20 ต้นๆ และต่างก็เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ

“พี่ 5 วันนี้พี่จะเข้าท้าทายการทดสอบหรือเปล่า?” ชายที่ดูอายุน้อยกว่าถามยิ้มๆ

“น้องหญิงที่ 6 ผ่านการทดสอบไปได้ถึง 4 ด่านหลังจากการฝ่าด่านวรยุทธครั้งที่แล้ว ในฐานะพี่ชายของเธอ พี่จะแพ้เธอได้อย่างไร? ถ้าสู้เธอไม่ได้ ท่านพ่อต้องดูถูกแน่!” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าพี่ 5 ตอบด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย

คนที่มีอายุมากกว่านั้นคือองค์ชายที่ 5 ของจักรวรรดิหงหย่วน, หยูหง ส่วนคนที่อายุน้อยกว่าคือองค์ชายที่ 8, หยูเจิง

“แม้แต่คนที่ปราดเปรื่องที่สุดในหมู่พวกเรา คือพี่ 3 ก็ยังฝ่าไปได้เพียง 3 ด่านเท่านั้นตอนที่เขาเป็นนักรบขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่พี่ 6 กลับผ่านได้ถึง 4 ด่าน เธอช่างน่าทึ่งเหลือเกิน อันที่จริง เป็นเพราะวีรกรรมของเธอนี่แหละที่ทำให้ผมมาที่นี่ในวันนี้ เพื่อจะได้ฝ่าด่านที่ยากกว่านั้น” หยูเจิงพยักหน้า

“พันมรรคาขัดเกลาจิตวิญญาณนั้นทำหน้าที่ขัดเกลาจิตวิญญาณได้อย่างดี แต่ก็สร้างแรงกดดันหนักหน่วงด้วย หากมีจิตใจที่ไม่เข้มแข็งพอ อาจถึงกับสูญเสียสติสัมปชัญญะหรือเกิดความบอบซ้ำขึ้นในจิตวิญญาณได้ เธอเพิ่งถูกเรียกตัวไปอารักขาชายแดน ครั้งสุดท้ายที่ได้ฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณก็คงจะนานแล้ว หากรู้สึกว่าเกินขีดที่จะทนทานไหว ก็อย่าฝืนไปต่อนะ จะลองใหม่เมื่อไหร่ก็ได้” หยูหงให้คำแนะนำ

“ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ 5 ผมอาจมัวแต่อารักขาชายแดน แต่ก็ไม่ได้ย่อหย่อนในการฝึกฝน ต่อให้ผมผ่านด่านที่ 3 ไม่ได้ ก็น่าจะเกือบๆแหละ” หยูเจิงตอบอย่างมั่นใจ

หยูหงพยักหน้า “ก็ดีแล้ว”

…..

ไม่ช้าทั้งคู่ก็มาถึง ‘ทางเดิน’ ที่จางเซวียนเพิ่งผ่านเข้าไปเมื่อครู่

“เริ่มกันเถอะ!”

ทั้งคู่สบตากันแล้วก้าวเข้าไปในทางเดินพร้อมกันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แต่เพียง 2-3 ก้าว พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่เข้าปะทะจิตวิญญาณ ทำเอาร่างกายถึงกับซวนเซ แทบยืนไม่อยู่ เหงื่อเย็นๆไหลท่วมหลัง

“อดทนไว้!”

ทั้งคู่มองหน้ากันก่อนจะกัดฟันเดินต่อไป ยิ่งลึกเข้าไปเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งสั่นรุนแรงขึ้นทุกที

พลั่ก!

หยูเจิงเป็นคนแรกที่ยอมแพ้ เขากระอักเลือดออกมาและทรุดลงกับพื้น จากนั้นก็ถอนหายใจ เฮือกก่อนจะพูดว่า “พี่ 5 ผมไปต่อไม่ไหวแล้ว ติดอยู่แค่ด่านที่ 2 ก็ถือว่าผมโชคดีแล้วล่ะ!”

หยูหงกัดฟันกรอดก่อนจะเดินหน้าต่อไป

ตัวอักษรที่จารึกไว้บนกำแพงมรรคานั้นคือเทคนิควรยุทธสำหรับการฝึกฝนจิตวิญญาณ และใครก็ตามที่ต้องการอ่านมันจะต้องอดทนกับแรงกดดันหนักหน่วงจากทางเดินที่พุ่งเข้าปะทะจิตวิญญาณของเขา การทดสอบแต่ละด่านมีระยะทาง 5 เมตร รวมแล้วมีทั้งหมด 9 ด่าน

ถ้านักรบขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบสามารถฝ่าด่านที่ 3 ไปได้ ก็เรียกตัวเองว่าเป็น ผู้ฝึกฝนวรยุทธด้านจิตวิญญาณที่เก่งกาจได้แล้ว

พลั่ก!

2-3 ก้าวต่อมา หยูหงก็หน้าซีดเผือด เขาเข่าอ่อนและทรุดฮวบลงกับพื้นเช่นกัน

แม้เขาจะหมั่นเพียรฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณทั้งวันทั้งคืน แต่ก็ไม่อาจผ่านด่านที่ 3 ไปได้!

“เรายังอ่อนแอเกินไป”

องค์ชายทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะส่ายหัวอย่างผิดหวัง

การได้รู้ว่าองค์หญิงที่ 6 ฝ่าไปได้ถึง 4 ด่านทำให้พวกเขาอยากมาพิสูจน์ความสามารถที่พันมรรคาขัดเกลาจิตวิญญาณ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย มรรคานี้ยากเย็นเกินไป!

หลังจากนั่งพักอยู่ครู่หนึ่งจนรู้สึกว่าอาการปวดแสบปวดร้อนในหัวทุเลาลงแล้ว ทั้งคู่ก็ลุกขึ้นยืนและกลับออกไป

“ดูเหมือนพวกเราจะยังไม่ได้เรื่อง ตอนนี้เจ้าของสถิติยังคงเป็นองค์หญิงที่ 6 ใช่ไหม?” หยูเจิงถาม

“คงอย่างนั้นแหละ ไปดูกัน” หยูหงพยักหน้า

ทั้งคู่เดินไปที่กำแพงด้านหนึ่งซึ่งอยู่นอกมรรคา แล้วหยูหงก็ทาบฝ่ามือลงไปเบาๆ

กำแพงนั้นชื่อว่ากำแพงสถิติ มีรายละเอียดและผลการทดสอบของผู้เข้าท้าทายมรรคานี้

วิ้ง!

เกิดเสียงหึ่งเบาๆ แล้วคำสองสามคำก็ปรากฏขึ้นบนกำแพงสถิติ

การทดสอบด่านแรก : 2 อึดใจ!

“2 อึดใจ? องค์หญิงที่ 6 ผ่านการทดสอบด่านแรกในเวลาเพียง 2 อึดใจเท่านั้นหรือ? ไม่น่าเชื่อเลย!” หยูเจิงตาโตด้วยความประหลาดใจ

“เป็นไปไม่ได้หรอก! ต่อให้เธอฝ่าด่านที่ 4 ได้ แต่ก็ไม่มีทางที่จะฝ่าด่านแรกได้ภายในช่วงเวลาเพียงสองอึดใจ ลองดูผลการทดสอบด่านที่ 2 ของเธอซิ” หยูหงขมวดคิ้วขณะวาดมือไปบนกำแพง

วิ้ง!

ถ้อยคำปรากฏขึ้นอีก 1 แถว

การทดสอบด่านที่ 2 : 2 อึดใจ!

“2 อึดใจอีกแล้ว?”

ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา ต่างพากันสัมผัสกำแพงอีกครั้ง

วิ้ง!

การทดสอบด่านที่ 3 : 2 อึดใจ!

การทดสอบด่านที่ 4 : 2 อึดใจ!

การทดสอบด่านที่ 5 : 2 อึดใจ!

การทดสอบด่านที่ 6 : 2 อึดใจ!

…..

ยาวไปจนถึงการทดสอบด่านที่ 9 สถิติของผู้เข้าท้าทายคือใช้เวลาเพียง 2 อึดใจเท่านั้น

“มีใครคนหนึ่งผ่านการทดสอบทั้ง 9 ด่านโดยใช้เวลาเพียงด่านละ 2 อึดใจ?”

องค์ชายทั้งสองมองหน้ากัน ต่างเห็นความพรั่นพรึงในดวงตาของอีกฝ่าย

เอาจริงๆสิ?

พวกเขาฝ่าด่านที่ 3 ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ใครก็ไม่รู้สามารถฝ่าได้ถึง 9 ด่านโดยใช้เวลาเพียงด่านละ 2 อึดใจ ไม่ขาดไม่เกิน?

หมอนั่นเข้ามาเดินเล่นหรือเข้ามาท้าทายการทดสอบกันแน่

“เจ้าของสถิตินี้ไม่ได้ทิ้งชื่อไว้” หยูเจิงตั้งข้อสังเกต

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หยูหงพูดว่า “ไปเชิญท่านอาไป๋มาดีกว่า เขาทำหน้าที่ดูแลมรรคานี้ น่าจะพอมีทางหาเจอว่าใครเป็นเจ้าของสถิติ!”

“ดี!”

ทั้งคู่รีบออกไป และไม่ช้าก็กลับมาพร้อมกับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินตามหลัง

ถ้าจางเซวียนอยู่ที่นั่น ก็จะจดจำชายวัยกลางคนซึ่งเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด ผู้นั้นได้ทันที เขาคือคนที่จางเซวียนเคยเผชิญหน้าในบ้านพักที่เต็มไปด้วยป้ายหลุมฝังศพ

“คุณทั้งสองมีอะไร จึงเรียกผมมาเร่งด่วนแบบนี้?” อาไป๋ตั้งคำถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

เขากำลังอยู่ระหว่างการตามหาเจ้าวิญญาณบุกรุกนั่น ไม่มีเวลาจะมาเสียกับองค์ชายทั้งคู่

“ท่านอาไป๋ 2-3 วันมานี้ ตัวท่านอาหรือท่านพ่อได้เข้ามาท้าทายพันมรรคาขัดเกลาจิตวิญญาณบ้างหรือเปล่า? ท่านอาคิดจะพวกเราจะทำลายสถิติของคุณได้หรือไง?” หยูหงถามพร้อมกับยิ้มแหยๆ

“พูดอะไรออกมาน่ะ? พวกเราจะเข้าท้าทายพันมรรคาขัดเกลาจิตวิญญาณทำไมกัน?” อาไป๋ตอบพร้อมกับหน้านิ่วคิ้วขมวด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาใช้เวลาศึกษาป้ายหินโบร่ำโบราณนั่น จะเอาเวลาที่ไหนมาท้าทายพันมรรคาขัดเกลาจิตวิญญาณ

โดยเฉพาะหยูเสิ่นชิงนั่นยิ่งแล้วใหญ่ เขาเป็นถึงฮ่องเต้ของจักรวรรดิหงหย่วน มีภารกิจเต็มไม้เต็มมือ ไม่มีโอกาสจะหาเวลามาท้าทายมรรคานี้หรอก

“แต่ถ้าไม่ใช่ท่านอา ไม่ใช่ท่านพ่อ แล้วใครกันที่เป็นเจ้าของสถิตินั้น?” ได้ยินอาไป๋ปฏิเสธ หยูหง ทาบฝ่ามือลงบนกำแพงสถิติอีกครั้ง

วิ้ง!

สถิติที่เพิ่งปรากฏเมื่อครู่กลับมาให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง

“สะ-สองอึดใจ?” อาไป๋ถึงกับเซ แทบลมจับด้วยความตกใจ

“ต่อให้มีวรยุทธระดับฝ่าบาทหรือตัวผม ก็ผ่านการทดสอบได้แค่ 8 ด่านเท่านั้น แถมเมื่อเลยด่านที่ 6 ขึ้นไปแล้ว กว่าจะผ่านไปได้แต่ละด่านก็ต้องใช้เวลานานมาก ขั้นหนึ่งตกราว 1 ชั่วโมง ทำได้ใน 2 อึดใจแบบนี้ มะ-มันเป็นใครกัน?”

ตัวเขาไม่เชื่อสายตา

พันมรรคาขัดเกลาจิตวิญญาณก่อตั้งขึ้นโดยบรรพบุรุษเก่าแก่ของตระกูลหยู เพื่อเป็นเครื่องท้าทายคนรุ่นหลัง แรงกดดันที่มรรคาแผ่มานั้นมีผลในการขัดเกลาและบ่มเพาะจิตวิญญาณ และเพราะเหตุนี้จึงทำให้ตระกูลหยูมีชื่อเสียงเรื่องการฝึกฝนวรยุทธเกี่ยวกับจิตวิญญาณ เลื่องลือไปทั่วบรรดาจักรวรรดิขั้น 1

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีอัจฉริยะที่โดดเด่นถือกำเนิดขึ้นในตระกูลหยูมากมาย แต่ไม่มีใครสักคนเดียวที่สามารถผ่านได้ทั้ง 9 ด่าน แล้วกำแพงสถิติบ่งบอกว่ามีการฝ่าด่านที่ 9 ได้อย่างไร?

แถมยังใช้เวลาแค่ 2 อึดใจ?

ถ้าเขาจำไม่ผิด นั่นไม่ใช่สถิติที่หยู่เฟยเอ๋อทำไว้เมื่อวาน หลังจากที่เธอออกจากการปลีกวิเวก

“หรือว่า” อาไป๋หรี่ตาก่อนจะหวนนึกถึงจิตวิญญาณที่เขาเพิ่งเผชิญหน้าไปเมื่อครู่

“ไม่ใช่หรอกน่ะ เราต้องตรวจดู” เมื่อนึกได้ว่าเกิดอาจเกิดอะไรขึ้น เขาก็รีบตรวจสอบทางเดินและมุ่งหน้าไปยังห้องโถงที่อยู่ด้านหลัง

ในฐานะผู้ดูแลพันมรรคาขัดเกลาจิตวิญญาณ เขามีสิทธิ์ที่จะเข้าไปในห้องโถงโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการทดสอบ

เมื่อผลักประตูเข้าไปในห้องโถงก็ต้องอ้าปากค้างและกระพริบตาปริบๆกับสิ่งที่เห็น

พลังจิตวิญญานเข้มข้นที่ควรจะอบอวลอยู่ในนั้นหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย และประติมากรรมโบราณ 4 อันที่มีไว้ขัดเกลาจิตวิญญาณของคนรุ่นหลังก็สูญเสียการเรืองแสงไปด้วย แตะเพียงครั้งเดียว “เคร้งงง!” ประติมากรรมนั้นก็แตกเป็นชิ้นๆลงกับพื้น

“บ้าที่สุด ไอ้หมอนั่นเป็นใคร?” อาไป๋รู้สึกเหมือนตัวเองจะเสียสติ

สิ่งที่อยู่ในห้องนี้คือรังสีอบอวลของเหล่าบรรพบุรุษ ซึ่งหากเขาไม่ได้เป็นผู้ดูแลพันมรรคาขัดเกลาจิตวิญญาณล่ะก็ จะไม่มีทางอาจหาญเข้าไป แล้วไอ้ผู้บุกรุกหน้าไหนที่สามารถเข้ามาในห้องแล้วทำให้ทุกอย่างตกอยู่ในสภาพนี้?

ทำได้ถึงขนาดนี้ จิตวิญญาณของเขาจะต้องแข็งแกร่งแค่ไหนกัน?

“ไม่ได้การแล้ว ต้องรายงานเรื่องนี้ให้ฝ่าบาทรับรู้โดยเร็วที่สุด”

อาไป๋รีบรุดเข้าไปในห้องโถงใหญ่ที่หยูเสิ่นชิงอยู่

…..

ในห้องประชุมใหญ่โตโอ่อ่าของพระราชวัง หยูเสิ่นชิงเพิ่งเสร็จสิ้นการรับฟังรายงาน และกำลัง หลับตาเพื่อพักผ่อนชั่วครู่

ขันทีเก่าแก่ผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้องแล้วพูดว่า “ฝ่าบาท สถาบันปรมาจารย์ได้ส่งหมายกำหนดการมาว่าพิธีสถาปนาอาจารย์ใหญ่จะมีขึ้นในอีก 3 วันข้างหน้า และพวกเขาเชิญฝ่าบาทเข้าร่วมงานด้วย”

“อือ เข้าใจแล้ว บอกพวกเขาว่าฉันจะไป!” หยูเสิ่นชิงพยักหน้า

แม้สถาบันปรมาจารย์จะอยู่ในสังกัดของจักรวรรดิหงหย่วน แต่ในแง่ของสถานภาพและอิทธิพลแล้วก็พูดได้ว่าตัวเขาเองอยู่ภายใต้อำนาจของอาจารย์ใหญ่ของสถาบันอีกทีหนึ่ง

ผู้ที่ได้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์จะเรียกได้ว่าเป็นบุคคลหมายเลข 1 ของจักรวรรดิหงหย่วน แม้ตัวเขาซึ่งเป็นถึงฮ่องเต้ของจักรวรรดิหงหย่วนก็ยังมิบังอาจแสดงความกระด้างกระเดื่องต่ออาจารย์ใหญ่แม้แต่น้อย

ขันทีพยักหน้ารับ

“อ้อ แล้วพวกเขาได้บอกไหมว่าอาจารย์ใหญ่เป็นใคร?” หยูเสิ่นชิงถาม

“เรียนฝ่าบาท พวกเขาไม่ได้บอกว่าอาจารย์ใหญ่ผู้ได้รับเลือกเป็นใคร แต่บอกว่าปรมาจารย์มู่จากทางสำนักงานใหญ่เข้ามาดูแลพิธีสถาปนาด้วยตัวเอง” ขันทีตอบ

“ปรมาจารย์มู่? คุณหมายถึงปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว มู่หยวน?” หยูเสิ่นชิงตาโต

“ใช่แล้ว ฝ่าบาท!”

“ถ้าเขาเข้ามาดูแลพิธีสถาปนาด้วยตัวเองล่ะก็ อาจารย์ใหญ่คงจะเป็นลู่เฟิง หรือไม่ก็จ้าวปิงฉู ส่งคนไปถามซิว่าอาจารย์ใหญ่ผู้ได้รับเลือกคือใคร เราจะได้เตรียมของขวัญที่เหมาะสมไว้ให้ล่วงหน้า!” หยูเสิ่นชิงโบกมือ

ลู่เฟิงกับจ้าวปิงฉูมีอาชีพรองรับคนละอาชีพกัน ความสนใจของพวกเขาจึงแตกต่างกันไปด้วย

ถ้าเป็นลู่เฟิง เขาก็จะเตรียมสมุนไพรล้ำค่าไว้ให้ แต่ถ้าเป็นจ้าวปิงฉู ก็จะเตรียมสินแร่ล้ำค่าไว้เป็นของกำนัล

โชคชะตาของจักรวรรดิหงหย่วนขึ้นตรงกับสถาบันปรมาจารย์ หากเขาสามารถเอาชนะใจอาจารย์ใหญ่คนใหม่ได้ ก็จะรักษาอำนาจที่ตระกูลหยูถือครองอยู่ไว้ได้ต่อไป

ขันทีขมวดคิ้ว “แต่ฝ่าบาท ในเมื่อพวกเขาไม่ได้บอกรูปร่างหน้าตาหรือลักษณะของท่านอาจารย์ใหญ่เอาไว้เลย ผมเกรงว่าเราจะไม่ได้รับคำตอบจากพวกเขาหรอก”

ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเปิดเผยว่าอาจารย์ใหญ่คนใหม่เป็นใคร ก็หมายความได้อย่างเดียวว่าพวกเขามีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น และถ้าเป็นแบบนั้น คำตอบที่ได้ก็คงเหมือนเดิมไม่ว่าพวกเขาจะเซ้าซี้ถามมากครั้งแค่ไหน

หยูเสิ่นชิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “บอกพวกเขาว่าเป็นคำขอส่วนตัวของผม เหล่าหัวหน้าโรงเรียนคงจะใส่ใจบ้างแหละ อีกอย่าง จะรู้จักอาจารย์ใหญ่คนใหม่เอาไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่”

ในฐานะฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิหงหย่วน แม้สถานภาพของเขาจะไม่อาจเทียบชั้นกับอาจารย์ใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ถือได้ว่าทัดเทียมกับ 10 สุดยอดปรมาจารย์ หากถามในนามของเขา อีกฝ่ายน่าจะยอมพูด

“ขอรับฝ่าบาท!” ขันทีพยักหน้า

“แล้วงานเลี้ยงวันเกิดของเฟยเอ๋อเริ่มหรือยัง?” หยูเสิ่นชิงถาม

“ฝ่าบาทยังอยู่ที่นี่ พวกเราไม่กล้าเริ่มงานหรอก”

“เข้าใจแล้ว บอกเธอว่าฉันจะไปเดี๋ยวนี้” หยูเสิ่นชิงพูดขณะลุกขึ้นจากบัลลังก์ “อ้อ แล้วจางเซวียนคนนั้นมาถึงหรือยัง?”

“เรียนฝ่าบาท ตอนนี้ปรมาจารย์จางนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่”

“เขาสร้างความวุ่นวายเดือดร้อนหรือเปล่า?” หยูเสิ่นชิงขมวดคิ้ว

เขานั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นตั้งแต่มาแล้ว คงจะเกร็งๆที่ต้องเข้ามาในวัง”

ขันทีรู้ดีว่าหยูเสิ่นชิงสนใจความเป็นไปของจางเซวียน เขาจึงคอยจับตาการกระทำของอีกฝ่าย

“ดี!” หยูเสิ่นชิงพยักหน้า “ไปดูกัน”

จากนั้น เขาก็ออกเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยง

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!