ตอนที่ 303 : มือใหม่
ณ เขตเหนือ ถนนอัลก้า
คาปุสตี้·รีดด์กำลังนอนบนเก้าอี้เอนหลังภายในห้องนั่งเล่นด้วยสีหน้าเหม่อลอย ด้านข้างเป็นเตาผิงถ่านหินกำลังลุกไหม้
ในฐานะครูอาวุโสของโรงเรียนรัฐบาล มันได้รับค่าแรงสัปดาห์ละกว่าสี่ปอนด์ ช่วยให้ชายโสดมีชีวิตค่อนข้างสุขสบาย แต่ชุดอยู่บ้านของมันมีสภาพค่อนข้างเก่า เครื่องเรือนและภาชนะลายครามก็ดูธรรมดา บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ใช่วัสดุหรูหรา
ในสภาพไม่ถอดวิกผม จุดเด่นอันดับหนึ่งบนร่างกายคาปุสตี้คือโหนกแก้มโด่งเป็นสัน หน้าอกโหนกนูนผิดธรรมชาติ คล้ายกับซี่โครงยื่นออกมามากกว่าคนปรกติ
บนตักเป็นหนังสือบทกลอนภาษาฟุซัค แต่มันไม่ได้เปิดอ่านแม้แต่หน้าเดียว เอาแต่นั่งเงียบงันปล่อยเวลาผ่านไปอย่างไร้ค่า
สายตาคาปุสตี้กำลังเหม่อลอย จ้องมองผนังว่างเปล่าอย่างปราศจากจุดหมาย จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังแว่วข้างหู
“ผมไม่เข้าใจว่า…ทำไมคุณถึงไม่รีบเผ่นหนีไปให้ไกล แต่กลับนอนแน่นิ่งอยู่ภายในบ้าน ไม่กลัวตำรวจตามมาจับเลยหรือ”
สุ้มเสียงปริศนาแตกพร่าเล็กน้อย คล้ายกับเสียงแตกหนุ่มขณะย่างเข้าสู่วัยรุ่น
คาปุสตี้สะดุ้งเฮือกจนเกือบตกเก้าอี้
มันรีบหันหน้ามองตามสัญชาตญาณ และพบว่าใครบางคนกำลังนั่งบนโซฟาถัดไปจากตนไม่กี่เมตร!
อีกฝ่ายสวมชุดฤดูร้อน เสื้อลินินผ้าบาง กางเกงขายาว ใบหน้าค่อนข้างพร่ามัวและไม่คมชัด
“คุณเป็นใคร! มาทำอะไรในบ้านของผม!” คาปุสตี้โพล่งถามพลางใช้มือฝ่าบีบจุดเท้าแขนแน่นขนัด
ไคลน์ ผู้กำลังใช้ภาพหลอนเล่นงานเหยื่อ นำแผ่นหลังเอนพิงโซฟาสบายใจ สองมือกอดอกแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“เมื่อคืน…ไม่สิ ช่วงเช้าของวันนี้ ผมได้ช่วยคุณและเด็กทุกคนไว้”
“ช่วยผมและเด็ก…” คาปุสตี้เริ่มแสดงสีหน้าผ่อนคลายเมื่อตระหนักว่าผู้บุกรุกไม่มีเจตนาร้าย
ขณะกล่าว สีหน้าท่าทางของมันยังแฝงความหวาดกลัวเล็กน้อย
สามารถลอบเข้ามาในบ้านเราได้อย่างเงียบเชียบ แม้ว่าเราจะตื่นอยู่ก็ตาม…การขัดขืนคงไม่เกิดประโยชน์…คาปุสตี้ไตร่ตรองอย่างชาญฉลาด
“คุณคือคนในป่าใช่ไหม? จัดการศพคืนชีพไปแล้วหรือ? พวกคุณโชคดีมาก เป็นเพราะผมบังเอิญผ่านไปเห็นพอดี ไม่อย่างนั้นคงมีซากศพกระจัดกระจายเต็มลานกว้าง…ซากศพในสภาพถูกฉีกกระชากเนื้อหนังอย่างโหดเหี้ยม” ไคลน์แสยะยิ้ม “ตอบคำถามของผม…ทำไมคุณถึงเลือกจะอยู่บ้าน แทนการหลบหนีไปให้ไกล หลังจากก่ออาชญากรรมร้ายแรงเช่นนั้นกับกลุ่มเยาวชน”
ไคลน์ประเมินจากพฤติกรรมขณะประกอบพิธีปลุกศพ รวมถึงลักษณะท่าทางในการรับมือหลังจากนั้น ชายหนุ่มมั่นใจว่าคาปุสตี้ยังเป็นมือใหม่ในโลกผู้วิเศษ จึงไม่มีทางปกปิดความรู้สึกแท้จริงได้มิดชิด ดังนั้น ไคลน์จึงเลือกใช้วิธีสอบสวนแบบธรรมดา คือเปิดเนตรวิญญาณและซักถามตามปรกติ จากนั้นค่อยยืนยันความถูกต้องด้วยการทำนายซ้ำ
“ผ…ผมทราบดี การขโมยศพจากสุสานหรือลักลอบซื้อจากโรงพยาบาล มีความผิดถึงขั้นต้องติดคุกไม่ต่ำกว่าสิบปี แถมยังต้องถูกลงโทษสถานหนักโดยโบสถ์วายุสลาตันอีก…” คาปุสตี้ ผู้ไม่น่าจะมีอายุถึงสามสิบปี ถอนหายใจห่อเหี่ยวพลางอมยิ้มจืดชืด “แต่ถ้าผมไม่ก่อเรื่องกระโตกกระตาก พวกผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นก็คงไม่กล้านำเรื่องไปแจ้งความแน่ เพราะต่อให้กลุ่มเด็กได้รับโทษเบาลงสักแค่ไหน แต่ขั้นต่ำสุดก็คือการติดคุกและเสียประวัติอยู่ดี
“ฮะฮะ…” คาปุสตี้หัวเราะแห้ง “แต่เด็กบางคนบอกกับผู้ปกครองไปแล้วว่าผมเป็นใคร ในบางรายถึงขั้นจ้างกลุ่มอันธพาลมาข่มขู่ให้ผมลาออก และไปให้ไกลจากโรงเรียนภายในสัปดาห์นี้…แน่นอน ผมยอมทำตาม”
ไคลน์พยักหน้ารับ
“ได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดี แต่ห้ามก่อเรื่องแบบเดิมอีกเด็ดขาด การล่อลวงเด็กไร้เดียงสาประกอบพิธีกรรมอันตราย ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงชนิดหนึ่ง”
“ไม่เอาแล้ว…ไม่ทำอีกแน่นอน ผมไม่คิดว่ามันจะอันตรายแบบนี้ แค่เห็นว่ากลุ่มเด็กสนใจเรื่องหลังความตาย จึงอยากสอนและแสดงตัวอย่างให้เห็น พาพวกเขามาร่วมกันค้นหาความลับสู่การมีชีวิตอมตะ…ส่วนเรื่องแอบขุดศพจากสุสาน พวกหมอจากโรงพยาบาลแอบทำกันมาตั้งนานแล้ว” คาปุสตี้ถอนหายใจยาว สีหน้าแผงไว้ด้วยความกังวล
สีออร่าตรงตามสภาพภายนอก…แปลว่าเขาไม่ใช่สมาชิกของนิกายวิญญาณ…ไคลน์ก้มหน้าไตร่ตรอง ก่อนซักถามเถรตรง “แล้วคุณเรียนระบำวิญญาณมาจากไหน”
“ระบำวิญญาณ? อ้อ ผมเรียกสิ่งนั้นว่าระบำแห่งความตาย” คาปุสตี้เค้นสมองนึกสักพักก่อนจะได้คำตอบ “อา…สุภาพบุรุษสูงวัยคนหนึ่งเป็นคนสอนผม”
“สุภาพบุรุษสูงวัย?” ไคลน์ถามจี้
คาปุสตี้ก้มหน้านึกซ้ำ
“เขาเป็นคนเร่ร่อน บังเอิญหมดสติหน้าบ้านของผมพอดี ทราบในภายหลังว่าเกิดจากโรคร้ายชนิดหนึ่ง ในเวลานั้น ผมไม่ทราบว่าเขาป่วย คิดว่าคงเป็นอาการหมดสติทั่วไปจากสภาพอากาศ จึงพาเข้ามาในบ้าน ใช้ผ้าเช็ดตัวอุ่นชุบทำความสะอาด และทาขี้ผึ้งให้เล็กน้อย หลังจากได้สติ ชายคนนั้นรีบบอกผมว่า ห้ามพาเขาไปส่งโรงพยาบาลเด็ดขาด ปล่อยให้ตายไปตามธรรมชาติ เพราะความตายไม่ใช่จุดจบสุดท้ายของมนุษย์ เนื่องจากผมเห็นญาติพี่น้องรวมถึงพ่อแม่เสียชีวิตไปต่อหน้า จึงสนใจในประเด็นดังกล่าวมาก ผมคุยกับเขาหลายเรื่อง และพบว่าชายคนนั้นมีความรู้เกี่ยวกับความตายค่อนข้างลึกซึ้ง…เมื่อเขาเห็นผมสนใจ จึงแสดงปาฏิหาริย์ให้ดู ด้วยการฆ่ายุงหนึ่งตัวและปลุกมันให้คืนชีพกลับมา”
เนื้อเรื่องแบบนี้มัน…นิยายในความทรงจำของเราไม่ต่ำกว่าสิบเรื่อง ล้วนขึ้นต้นด้วยบทนำทำนองนี้ เริ่มจากการพาคนแก่ใกล้ตายเข้ามาในบ้าน จากนั้นก็ค่อยๆ พานพบความฉิบหายรอบตัวทีละอย่างสองอย่าง…มุมปากไคลน์เริ่มสั่นกระตุก
“คุณจึงให้เขาอาศัยอยู่ในบ้านต่อ?”
คาปุสตี้พยักหน้ารับขึงขัง
“ถูกต้อง ถ้าหากมีเวลามากกว่านี้ ผมเองก็อยากเป็นศิษย์ของเขาเหมือนกัน ในช่วงสองสามวันดังกล่าว เขาสอนผมหลายเรื่อง รวมถึงระบำแห่งความตาย แต่น่าเสียดาย ช่วงเวลาอันมีค่าช่างสั้นนัก ขณะผมกำลังจะเข้าใจบางสิ่ง เขาก็เสียชีวิตลงและทิ้งไว้เพียงนกหวีดทองเหลือง”
เมื่อเล่าจบ คาปุสตี้หยิบนกหวีดสภาพค่อนข้างใหม่ออกมาถือ
“อันนี้”
ทางนี้ก็มีเหมือนกัน…แต่เป็นรุ่นโบราณกว่าหลายพันปี…ไคลน์พึมพำติดตลก ก่อนจะซักถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด “เรื่องราวเกิดขึ้นนานแค่ไหนแล้ว? หน้าตาเขาเป็นอย่างไร และคุณฝังเขาไว้ตรงไหน เกิดขึ้นเมื่อราวครึ่งปีก่อน…จุดเด่นของเขาคือผมหงอกสีเทา และรอยแดงระเรื่อสองข้างแก้ม เขากำชับให้ผมฝังศพไว้ในสวนหลังบ้าน” คาปุสตี้ทบทวนความทรงจำ
ไม่ใช่มิสเตอร์อะซิก…แต่ก็มีโอกาสเป็นหนึ่งในสมาชิกของนิกายวิญญาณ และคงไม่ใช่ผู้วิเศษลำดับต่ำ…ไคลน์เปลี่ยนเรื่องซักถาม “นอกจากระบำวิญญาณ ชายคนนั้นสอนอะไรคุณอีกบ้าง?”
“ว่ากันตามตรง เขาสอนระบำแห่งความตายไม่จบด้วยซ้ำ แต่ผมศึกษาต่อยอดเอาเองจนสมบูรณ์แบบ จากการนำตำนานพื้นบ้านหลายแขนงมาผนวกรวมกัน” คาปุสตี้ตอบอย่างเถรตรง
พัฒนาจากตำนานพื้นบ้าน? เจ้าแมวดำน่าสงสาร…ขอให้เทพธิดาอวยพร…ไคลน์ฝืนไม่วาดสัญลักษณ์จันทร์แดงสี่จุดกลางหน้าอก
“แล้วอะไรอีก?” ชายหนุ่มซักไซ้
“นกหวีดอันนี้ไง เขาบอกว่าเป็นกุญแจสำคัญในการสื่อสารกับโลกหลังความตาย” คาปุสตี้ยกนกหวีดขึ้นมาเป่า จากนั้นก็ถอนหายใจด้วยสีหน้าอึมครึม “การเป่าทุกครั้งจะทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นลง ราวกับมีใครบางคนจ้องมองและสะกิดผมอยู่…”
ขณะชายตรงหน้ากำลังเล่าเรื่อง ไคลน์ซึ่งเปิดเนตรวิญญาณค้างไว้ เริ่มเห็นคลื่นน้ำกระเพื่อมผุดจากพื้นห้อง มาพร้อมกับสายลมเย็นเฉียบ ตะเกียงแก๊สภายในห้องนั่งเล่นพลันมืดลงเล็กน้อย
ถัดมา กะโหลกศีรษะซึ่งมาพร้อมดวงตาสามดวง ไร้ความแวววาว ผุดขึ้นจากพื้นห้องในลักษณะเชื่องช้า รอบกะโหลกมีหนวดหมึกสีดำจำนวนมากกำลังล่องลอยกลางอากาศ
หนวดหมึกยื่นออกมาสะกิดขาคาปุสตี้พร้อมกับกระตุกเสื้อผ้าเป็นระยะ พฤติกรรมค่อนข้างไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม คาปุสตี้ย่อมไม่ทราบและไม่มีท่าทีตอบสนอง
ผู้ส่งสาร…? นกหวีดอันนั้นก็เป็นสื่อกลางเรียกผู้ส่งสารเหมือนหรือ…คุณเรียกมันออกมาทำไมถ้าไม่คิดจะยื่นจดหมาย? ไคลน์ผงะเล็กน้อยเมื่อได้เห็นฉากตรงหน้า
ทันใดนั้น คาปุสตี้หันมาจ้องชายหนุ่ม
“คิดเหมือนกันไหม? บรรยากาศรอบห้องเย็นลงกะทันหัน! แม้แต่ตะเกียงแก๊สก็มืดลง! ผมบอกแล้ว ผมไม่ได้โกหก! ใครบางคนกำลังจ้องมองผมและสะกิดผมอยู่!”
ผู้ส่งสารหน้าตาอัปลักษณ์พยายามสัมผัสร่างกายคาปุสตี้หนแล้วหนเล่า แต่สุดท้ายก็ต้องมุดกลับลงไปใต้พื้นห้อง เพราะคนเป่านกหวีดไม่มีจดหมายเตรียมไว้ให้
มุมปากไคลน์กระตุกเป็นระยะ ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
เราขอถอนคำพูด…หมอนี่ไม่ใช่มือใหม่ แต่ไม่ได้อยู่ในวงการด้วยซ้ำ!
เขาไม่ใช่ผู้วิเศษ!
เราเคยคิดว่าจะเป็นพวกหน้าใหม่ เพิ่งได้ย่างกรายผ่านประตูโลกผู้วิเศษเข้ามาไม่นาน แต่ความจริงแล้ว คาปุสตี้ยังหาประตูโลกผู้วิเศษไม่พบ…
‘ผู้เก็บซากศพ’ จากเส้นทางมรณาจะมีพลังมองเห็นภูตผีได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดเนตรวิญญาณเหมือนเส้นทางอื่น…
เมื่อผนวกเข้ากับเหตุการณ์ก่อนหน้า ขณะคาปุสตี้พยายามใช้นกหวีดออกคำสั่งกับซากศพคืนชีพ…
ไคลน์เริ่มมั่นใจว่าชายคนนี้ไม่ได้แกล้งโง่
ชายหนุ่มถอนหายใจเหนื่อยหน่าย
ถัดมา มันผุดคำถามใหม่ ถ้าตนเขียนจดหมายและมอบให้ผู้ส่งสาร อีกฝ่ายจะนำจดหมายไปส่งหาใคร?
สมาชิกตัวจริงของนิกายวิญญาณ? สมาชิกระดับอาวุโส?
ไคลน์ระงับความอยากรู้อยากเห็น เพียงพยักหน้ารับและกล่าว
“เย็นขึ้นจริงด้วย”
เมื่อพูดจบ มันรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“หลังจากสุภาพบุรุษสูงวัยเสียชีวิตลง คุณพบความผิดปรกติกับตัวเองบ้างไหม”
“เอ่อ…ในช่วงก่อนหน้าไม่มี แต่อาการเริ่มปรากฏเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมรู้สึกคล้ายกับคนรอบตัวกลายเป็นซากศพ…ซากศพแบบคืนชีพขึ้นมาได้” คาปุสตี้เล่าพลางซักถามด้วยสีหน้าวิตกกังวล “ผมเห็นภาพหลอนใช่ไหม”
คำให้การตรงกับอาโดล…ชายคนนี้ไม่ได้โกหก…ไคลน์สำรวจสีออร่าของคาปุสตี้ จากนั้นก็ตอบเถรตรง “ขอแนะนำให้คุณเข้าวิหารอย่างน้อยสามวันต่อสัปดาห์ พยายามเข้าร่วมพิธีมิสซา ฟังคำเทศนาจากบาทหลวงบ่อยครั้ง หากไม่ต้องการทำตาม ก็หาซื้อโลงศพรอล่วงหน้าได้เลย”
“ข…เข้าใจแล้ว” คาปุสตี้ผงกศีรษะรับด้วยสีหน้าผิดหวัง
มันเคยเข้าใจว่าอาการดังกล่าว เป็นสัญญาณของการพัฒนาพลังไปอีกขั้น!
ไคลน์ก้มหน้าไตร่ตรองสักพักและกล่าวเชิงออกคำสั่ง
“พาผมไปดูศพของชายชราหน่อย”
“หา? ค…ครับ” คาปุสตี้คิดจะปฏิเสธตามสัญชาตญาณ แต่หลังจากตระหนักว่าตนไม่มีอำนาจเช่นนั้น จึงยอมทำตามแต่โดยดี
มันหยิบอุปกรณ์และเดินนำไคลน์ออกทางประตูหลังบ้านข้างครัว ผ่านสวนเหี่ยวเฉา ก่อนจะหยุดยืนหน้าต้นไม้ใหญ่โน้มเอียง
ไคลน์ยืนจ้องคาปุสตี้ขุดดินอย่างชำนาญ จนกระทั่งเริ่มเห็นแผ่นหินปิดฝาโลง
หลังจากเปิดหน้าดินเสร็จ คาปุสตี้เปลี่ยนไปเป็นอุปกรณ์งัดแผ่นหิน
ครึก!
แผ่นหินถูกวางไว้บนดินใหม่ซึ่งเพิ่งถูกขุด แสงสลัวจากจันทร์แดงด้านบนช่วยส่องให้เห็นหลุดฝังศพขนาดไม่ลึกมากด้านล่าง
คาปุสตี้ก้มมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะแหกปากห้องสุดเสียงอย่างหวาดผวา แข้งขาเซถอยหลังสองก้าวพร้อมกับล้มก้นจ้ำเบ้า
ด้านในหลุมศพไม่มีโครงกระดูกหรือศพมนุษย์ในสภาพเน่าเปื่อย กลับมีเพียงขนนกสีขาวกระจัดกระจายถ้วนทั่ว ทั้งหมดถูกฉาบด้วยคราบน้ำมันสีเหลืองอมทอง
………………….



