บทที่ 1204 ผนึก!
เมื่อออกจากสุสานเซียนวีรชน สวี่ชิงอาศัยการนำทางด้วยจิต ทอดมองทางวงแหวนที่ 9 ตามจินตนาการ
ธารดารากว้างใหญ่ ความจริงสวี่ชิงไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองมองใช่วงแหวนที่ 9 หรือไม่
ต่อให้ร่างแยกของเทพอยู่แดนต้องประสงค์ ต่อให้สัมผัสได้ในใจ แต่ระยะห่างกลับกว้างใหญ่ ทุกอย่างล้วนเลือนราง
แม้ว่าเป็นเช่นนี้ ต่อให้เขามองอะไรไม่เห็น ถึงขั้นว่าที่นั่นใช่ตำแหน่งแน่นอนของวงแหวนที่ 9 หรือไม่ เขาไม่มั่นใจนัก
แต่สวี่ชิงทราบเหตุผลเบื้องหลังความคิดของตน
ตนคิดถึงบ้าน
เขาคิดถึงแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ คิดถึงคนที่นั่น คิดถึงสิ่งต่างๆ คิดถึงทุกอย่าง…
‘สักวันหนึ่ง แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์จะเหมือนวงแหวนที่ 5 ไม่มีไอพลังประหลาด ปราณวิญญาณเซียนอบอวล’
‘เทพที่เหลือรอดอาจเปลี่ยนวิถี ละทิ้งความเป็นเทพฝึกบำเพ็ญเซียน!’
สักพักสวี่ชิงค่อยถอนสายตากลับ
ยังไม่ถึงเวลากลับไป
เขายังไม่แข็งแกร่งพอ
ทั้งยังเปลี่ยนแปลงและปกป้องไม่ได้
‘ใกล้แล้ว…’
สวี่ชิงเงียบไป เนิ่นนานกว่าเขาจะเก็บความคิดทั้งหมด หยิบป้ายเซียนของจักรวาลตะวันมืดออกมาบีบ เงาร่างเลือนรางชั่วพริบตา คลื่นแผ่ขยายโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง เคลื่อนย้ายตัวเขาไปทันที
การส่งข้ามระหว่างจักรวาล ห้วงมิติที่เกี่ยวข้องเรียกว่ากว้างใหญ่ไพศาล ในนั้นยังมีแรงหนุนจากบัญญัติซึ่งสูงกว่า ขาดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้
เช่นนี้ถึงจะทำให้ผู้บำเพ็ญในนภา 9 ฝั่งเคลื่อนย้ายได้ตามปกติ
ต่อให้เป็นพลังบำเพ็ญของสวี่ชิงตอนนี้ ต่อให้เขามีความเข้าใจต่อห้วงมิติอย่างลึกซึ้ง แต่มองออกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่อาจเห็นแก่นแท้จริงอย่างชัดเจน
‘ความลับที่เกี่ยวข้อง…’
‘คิดว่าเกี่ยวกับผู้นำเซียนจิ่วอั้น’
สวี่ชิงพึมพำในใจ ระดับผู้นำเซียนยังไกลเกินเอื้อม
ตอนนี้เขาได้แค่เห็นมุมหนึ่งรางๆ
กระทั่งภาพบิดเบี้ยวตรงหน้าเปลี่ยนตามห้วงอากาศ ฟ้าดารา… แปรเปลี่ยนช้าๆ ถูกแทนที่ทีละน้อย
สุดท้ายเมื่อทุกอย่างฟื้นคืน สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตาสวี่ชิงไม่ใช่สุสานวีรชนอีก แต่เป็นด้านในตำหนักเซียนที่สร้างจากหินอุกกาบาตบนจักรวาลตะวันมืดนั่น!
เมื่อเปิดประตูตำหนักเซียน จักรวาลตะวันมืดปรากฏตรงหน้าสวี่ชิง
เขาเยื้องย่างออกไป ก่อนหายไปชั่วพริบตา
เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง สวี่ชิงกลับมานอกหลุมดำแดนทมิฬแล้ว
เห็นจิ้งจอกสาวเอนกายตรงนั้นด้วยท่าทางเสพสุข ตบมือเป็นจังหวะให้เหล่าหญิงงามที่กำลังร่ายรำอย่างผ่อนคลาย
เมื่อสังเกตเห็นว่าสวี่ชิงกลับมา จิ้งจอกสาวค่อนข้างประหลาดใจ ก่อนเบะปากเล็กน้อย
“เด็กบ้า กลับมาเร็วขนาดนี้เชียว”
“ไม่บอกข้าล่วงหน้าสักคำ ให้ข้าเตรียมตัวหน่อย มาตรวจสอบกะทันหันหรือ”
“ช่างเถอะ พี่สาวไม่ถือสาหาความเจ้า เป็นอย่างไร ครั้งนี้ราบรื่นหรือไม่”
สวี่ชิงมีภูมิคุ้มกันต่อการหยอกล้อของจิ้งจอกดินนานแล้ว ดังนั้นเลยกล่าวเรียบๆ “ราบรื่น เจ้าตามสบาย”
เมื่อกล่าวจบสวี่ชิงนั่งขัดสมาธิ ไม่สนจิ้งจอกสาว แต่เอื้อมมือหยิบสิ่งที่คนเฝ้าสุสานวีรชนมอบให้ออกมาวางข้างหน้า แผ่จิตเทพเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด
เมื่อเห็นว่าสวี่ชิงไม่สนตัวเองนัก จิ้งจอกสาวแย้มยิ้ม ไม่ได้ใส่ใจ ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับสวี่ชิง สวี่ชิงคุ้นเคยแล้ว ความจริงนางก็ชินเช่นกัน
นางแค่ชอบหยอกล้อ ชอบเห็นสวี่ชิงทำท่าปฏิเสธ
พบเจอความสุขของการเป็นมนุษย์ที่ตัวเองคิดว่าเกือบหายไป แต่ภายหลังหวนคืนกลับมาช้าๆ
ความสุขเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกว่านั่นคือชีวิต
ดังนั้นนางเลยเลือกมองข้ามความเป็นเทพ ดื่มด่ำกับความเป็นมนุษย์ มองเหล่าหญิงงามที่ร่ายรำอ่อนช้อยด้านข้าง ทั้งมองสวี่ชิงที่กำลังนั่งขัดสมาธิ ก่อนแย้มยิ้ม
ด้านหนึ่งคือหญิงงาม ด้านหนึ่งคือหนุ่มหล่อ
‘นี่แหละคืออาณาจักรที่ข้าสร้างขึ้น!’
จิ้งจอกสาวเบิกบานใจ
นางทราบดีว่าตัวเองต่างจากเทพโดยกำเนิดเหล่านั้น
ความเป็นมนุษย์ของนางไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง ทั้งไม่อยากให้ซ่านสลาย ทุกครั้งยามหลอกล้อสวี่ชิง ความเป็นมนุษย์ของตนจะโลดแล่น
‘แบบนี้แหละดีแล้ว’
จิ้งจอกสาวกินผลไม้เซียนข้างกาย หรี่ตาเหมือนจันทร์เสี้ยว ในใจผ่อนคลายนัก
เวลาล่วงเลยไปช้าๆ
ไม่นานก็ผ่านไปหลายเดือน
หลายเดือนนี้จิ้งจอกสาวรื่นเริงตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนสวี่ชิงดื่มด่ำกับการตรวจสอบกระดิ่งทั้งกายใจ
วัสดุทำกระดิ่งแปลกประหลาดนัก
สวี่ชิงลองหลายวิธีแล้ว ไม่อาจทิ้งร่องรอยบนกระดิ่งได้สักนิด
แม้แต่บัญญัติขนานของเขาก็ไม่ส่งผลต่อสิ่งนี้
สิ่งนี้ไม่อาจปรากฏบนกาลอวกาศอื่น!
คล้ายมีพลังวนเวียนในนั้น ห้ามมันออกจากกาลอวกาศแห่งนี้!
‘นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสเฝ้าสุสานคนนั้นบอกไว้…อานุภาพเสี้ยวหนึ่งของผู้นำเทพ!’
‘แม้ว่าเจ้าของเดิมตายด้วยเงื้อมมือผู้นำเทพ แต่สมบัติชิ้นนี้กลับไม่ถูกทำลาย ทั้งรอดมาอย่างปลอดภัย…ไม่ถูกผู้นำเทพคนนั้นเก็บไว้’
‘หากไม่ใช่การกระทำโดยเจตนาของผู้นำเทพคนนั้น นั่นย่อมบ่งบอกว่าสิ่งนี้ไม่ธรรมดา!’
‘ในกระดิ่งไม่มีลูกตุ้ม’
‘แต่หลายเดือนมานี้ ข้ากลับได้รับประโยชน์!’
นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววอัศจรรย์
แม้ว่าหลายเดือนนี้พลังภายนอกทุกอย่างไม่อาจทิ้งร่องรอยบนกระดิ่ง แต่ผ่านการหล่อเลี้ยงจากตัวอ่อนเซียนของตน ระหว่างเขากับกระดิ่งนี้เกิดความสัมพันธ์เสี้ยวหนึ่ง
เดิมความสัมพันธ์นี้ยังหยั่งลึกได้อีก
ด้วยกระดิ่งไม่มีเจ้าของ กล่าวได้ว่าไม่เพียงไม่ขัดขืนการหล่อเลี้ยงของสวี่ชิง แต่กลับร่วมมือหาใดเปรียบ หากบอกว่าสวี่ชิงหล่อเลี้ยงมัน มิสู้บอกว่ามันเหมือนดินแห้งแล้งแสวงหาหยาดน้ำค้างยังดีกว่า
แต่สิ่งที่ตนมองไม่ออก สวี่ชิงมักทำอย่างรอบคอบ
ดังนั้นการหล่อเลี้ยงนี้จึงถูกเขารักษาจังหวะตลอด ทั้งสิทธิ์กำหนดความสัมพันธ์ยังถูกเขายึดไว้มั่น
หากท่าไม่ดีเพียงเล็กน้อยย่อมถูกเขาตัดขาด
‘ตอนนี้วิธีสำแดงอานุภาพของสมบัตินี้ น่าจะต้องทำให้เกิดเสียง!’
สวี่ชิงสะบัดมือขวาคราหนึ่ง เหล็กแหลมจากจักรวาลหลอมเต๋าลอยออกมาทันที ส่องประกายตรงหน้าสวี่ชิง
สวี่ชิงจ้องมองกระดิ่ง ในใจวิเคราะห์ครู่หนึ่ง
สุดท้ายเมื่อมั่นใจว่าสิ่งที่คิดไม่มีข้อผิดพลาด เขาเผยสีหน้าเด็ดเดี่ยว ควบคุมเหล็กแหลม เคาะกระดิ่งเต็มแรง
เมื่อเหล็กแหลมปะทะกระดิ่ง ตัวกระดิ่งพลันสั่นสะเทือน
เสียงชัดกระจ่างเนิบช้าพลันดังออกมาจากกระดิ่ง
เสียงนี้เหมือนยากจับต้อง ยามดังก้องสุราชั้นเลิศที่จิ้งจอกสาวยกขึ้นพลันซ่านสลาย เตียงด้านล่าง รวมถึงเหล่าหญิงงามรายรอบที่วิวัฒน์ออกมาก็เช่นกัน
ทั้งหมดหายไปชั่วพริบตา
จิ้งจอกสาวตกตะลึง ลุกขึ้นฉับพลัน ร่างกายถอยร่นต่อเนื่อง ตัวเลือนราง แท่นเทวะปรากฏ สีหน้าฉายแววตกตะลึง “นี่คืออะไร!”
ไม่ใช่เพียงจิ้งจอกสาวที่เป็นเช่นนี้ ฟ้าดารารอบทิศสั่นสะเทือน
เสียงนี้ดังก้องต่อเนื่อง ครอบคลุมอาณาเขตไร้สิ้นสุด คล้ายดังก้องสมองสรรพชีวิต เสียงสะท้อนทะลวงผ่านสรรพสิ่ง
ทำให้ในจักรวาลตะวันมืด อาณาเขตที่เสียงนี้ปกคลุมเงียบสงัดชั่วพริบตา
ท่ามกลางความเงียบสงบ วิชามายาไม่คงอยู่ วิชาเวทซ่านสลาย พลังวิเศษพังทลาย
สวี่ชิงไหวหวั่น
ในที่สุดเขาก็ทราบประโยชน์ของสมบัติกระดิ่งชิ้นนี้!
‘ผนึกสรรพวิชา!’
‘ทั้งจากท่าทางจิ้งจอกดิน เทพก็อยู่ในขอบเขตการผนึกด้วย!’
แต่น่าเสียดาย ครู่ต่อมาเมื่อเสียงกระดิ่งหายไป ทั่วทิศล้วนหวนคืนสภาพปกติ
เหล่าหญิงงามข้างกายจิ้งจอกสาวปรากฏตัว ผลไม้เซียนที่หายไปปรากฏบนมือนางอีกครั้ง
ทว่าจิ้งจอกสาวไม่มีอารมณ์ลิ้มลอง
นางจ้องสวี่ชิงเขม็ง ก่อนกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “สมบัตินี้…ผนึกเทพได้!”
สวี่ชิงพยักหน้า
“ถือเป็นอาวุธสังหารอย่างหนึ่ง!”
เมื่อกล่าวจบ สวี่ชิงจดจ่อกับการวิเคราะห์กระดิ่งต่อ
จิ้งจอกสาวมองสักพัก ก่อนทอดถอนใจ
วงแหวนที่ 5 ทำให้นางรู้สึกถึงความหวาดกลัวอีกครั้ง
‘ไม่รู้ว่าหลังจากสำเร็จวิชาที่นี่แล้ว เมื่อสวี่ชิงกลับแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ เขาจะสร้างความปั่นป่วนแก่เหล่าเทพที่นั่นมากเพียงใด’
‘ไม่สนแล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับข้า’
เมื่อนึกถึงตรงนี้ จิ้งจอกสาวเสพสุขต่อ
เวลาเคลื่อนคล้อยอีกครั้ง
การค้นคว้าของสวี่ชิงสิ้นสุดหลังผ่านไปหลายเดือน ช่วงหลังจากนั้นคือดื่มด่ำกับการฝึกบำเพ็ญ สร้างความเสถียรภาพแก่ตัวอ่อนเซียน สร้างรากฐานมั่นคงให้การยกระดับก่อนหน้านี้
ทำให้สภาวะตนเสถียรขึ้น
ในที่สุดหลังจากเวลาผ่านไป 1 ปี วันนำทางที่นัดหมายไว้ก็มาถึง
วันนี้เสียงน่าเกรงขามหนึ่งดังก้องป้ายเซียนจักรวาลของสวี่ชิง สะท้อนเข้าจิตวิญญาณเขา
“ผู้ท่องเหินครั้งนี้ ทั้งหมดมีเวลา 12 ชั่วยาม จงมารายงานตัวที่จักรวาลนำทาง เตรียมรับคำสั่ง”
“พวกเจ้าจะถูกมอบหมายหน้าที่ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับนภา 9 ฝั่งอย่างแท้จริง”
เสียงไม่เพียงดังก้องสมองสวี่ชิง ตอนนี้ล้วนดังขึ้นในใจผู้ท่องเหินครั้งนี้ทุกคน
พวกเขาที่กระจายกันอยู่ต่างจักรวาล ไม่ว่ากำลังทำอะไร พริบตานี้ต่างสีหน้าจริงจัง ในใจยิ่งเฝ้ารอ
สวี่ชิงลืมตาออกจากสมาธิช้าๆ
นัยน์ตาส่องประกาย
“ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว”
สวี่ชิงหยัดร่างขึ้น จิ้งจอกสาวที่อยู่ด้านข้างเก็บวิชามายา เดินมาข้างกายสวี่ชิง ก่อนบิดขี้เกียจเล็กน้อย
“ผ่อนคลายพอแล้ว ถึงคราวร่วมสนุก สำหรับอนาคต ข้าเฝ้ารอนัก”
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)



