Skip to content

Outside Of Time 467

บทที่ 467 นี่คือสายใยดวงชะตาของหลิงเอ๋อร์!

เขตปกครองผนึกสมุทร ณ ค่ายกลที่ห่างจากเมืองหลวงเขตปกครองอีกระยะหนึ่ง เงาร่างสวี่ชิงเดินออกมาจากในนั้นจากแสงกะพริบวูบวาบ

หน้าของเขาขาวซีด ความอ่อนล้ายิ่งหนักหน่วง หลังจากที่ออกมาก็ไม่ลังเล เหินไปที่ไกลๆ ด้วยความเร็วที่สุดเหยียบย่างไปในภูเขารกร้างแห่งหนึ่ง หาถ้ำลับสายตา

เสี้ยวพริบตาที่เหยียบย่างเข้าไปก็กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง เบื้องหน้าสวี่ชิงมืดไปเล็กน้อย หลังจากนั่งขัดสมาธิลงก็หอบหายใจ แต่กลับยังกัดฟันประสานปางมือผนึกรอบๆ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา ตนน่าจะฟื้นฟูกลับมาอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในเวลาหนึ่งวันจึงจะถูก

แต่ตอนนี้กระทั่งหนึ่งส่วนก็ยังไม่ถึง

ขณะเจ็บปวดอวัยวะภายในไม่หยุด สวี่ชิงก็สัมผัสถึงสาเหตุที่ให้อาการบาดเจ็บของตนครั้งนี้ช้าถึงเพียงนั้นได้

อวัยวะภายในร่างกายของเขาแตกละเอียด เลือดเนื้อส่วนที่แห้งเหี่ยวไปเรียวลีบ กระดูกยิ่งเต็มไปด้วยรอยร้าวนับไม่ถ้วน

เหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้เจ็บปวดรุนแรง

ส่วนที่เหนื่อยล้าเพราะทะเลความรู้สึกตอนนี้หมองหม่น แสงของวิญญาณไม่สว่างไสวเจิดจ้าอย่างเมื่อก่อน

แต่ความจริงพวกนี้ไม่นับเป็นเรื่องอะไรเลยสำหรับสวี่ชิงแล้ว แต่ก่อนอาการบาดเจ็บที่สาหัสและรุนแรงกว่านี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมี สิ่งที่ทำให้เขาหนักใจในตอนนี้คือ นอกจากร่างกายจะมีบาดแผลพวกนี้แล้วยังมีเข็มเล่มบางเฉียบอีกนับไม่ถ้วนด้วย!

เข็มพวกนี้จับต้องไม่ได้ เหมือนมาจากแสงที่แตกละเอียดเป็นเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วนกระจายอยู่ในกายเนื้อและกระดูก กะพริบแสงวูบวาบไม่หยุด

และเป็นพวกมันที่ทำให้อาการบาดเจ็บของสวี่ชิงฟื้นฟูช้า

ดีที่ภายใต้การสะกดควบคุมของสวี่ชิง บนกระดูกบางจุดไม่ได้มีเข็มมากนัก และกระดูกส่วนใหญ่ยังไม่ถูกผลกระทบ

“พลังเทพเจ้า…” สวี่ชิงพึมพำ สีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาฉายแววเหี้ยมโหด

ความจริงระหว่างทางกลับ เขาลองกำจัดเข็มพวกนี้หลายวิธี แม้จะได้ผลแต่ก็ช้ามาก

สวี่ชิงรอนานขนาดนั้นไม่ได้

เพราะเขาสัมผัสถึงลางสังหรณ์วิถีสวรรค์ของตนได้อย่างชัดเจน มันไม่ได้ลดลงจากการตายของฉู่เทียนฉวินเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งรุนแรงขึ้น!

การค้นพบนี้ทำให้ระหว่างทางที่เขากลับมาอยู่ในสภาวะตึงเครียดระดับสูงอยู่ตลอด

โดยเฉพาะยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงเขตปกครอง ความรู้สึกอันตรายนี้ก็ยิ่งน่ากลัว

ทำให้สวี่ชิงตระหนักได้ทันทีว่า อันตราย…มาจากเมืองหลวงเขตปกครอง!

และเมื่อเขาย้อนนึกถึงความรู้สึกอันตรายนี้ที่เกิดขึ้นในครั้งแรกก็เป็นที่เมืองหลวงเขตปกครองเช่นกัน จากนั้นตนก็เดินทางไกลไปยังเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ แม้จะยังรู้สึกอันตราย แต่กลับไม่รุนแรงแล้ว

จวบจนเมื่อกลับมายังเขตปกครองผนึกสมุทร ความรู้สึกอันตรายนี้ถึงได้ปะทุขึ้นมาใหม่

‘เช่นนี้แล้ว ทะเลทรายก่อนหน้านี้ อันตรายของข้าไม่ได้เป็นเพราะฉู่เทียนฉวิน แต่เป็นเพราะทิศทางของข้าเข้าใกล้มายังเมืองหลวงเขตปกครองเรื่อยๆ…

‘เพราะอะไร!’

สวี่ชิงเงียบนิ่ง เขาไม่เข้าใจ แต่ก็รู้ว่าไม่ว่าจะอย่างไรตนก็ต้องรีบฟื้นฟูอาการบาดเจ็บให้เร็วที่สุด รักษากำลังรบของตัวเองอยู่ในสภาวะสูงสุด ดังนั้นเขาจะรอไม่ได้ อีกทั้งตอนนี้ก่อนที่อาการบาดเจ็บจะฟื้นฟู เขาระแวงระวังเมืองหลวงเขตปกครองเป็นอย่างยิ่ง

นี่ก็เป็นเหตุผลที่เขาไม่เดินทางกลับเมืองหลวงเขตปกครองในทันที

‘หากอยากจะฟื้นฟูให้เร็วขึ้นมีเพียงใช้วิธีพิเศษเท่านั้น!’

สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว วังสวรรค์วังที่สามในร่างโคจรทันที พลังพิษต้องห้ามปะทุ แผ่ซ่านไปยังเลือดเนื้อทุกชุ่นในกายเนื้อ

ไม่ได้ต่อกรและสลายเข็มที่แปรมาจากพลังเทพของฉู่เทียนฉวินพวกนั้น แต่โจมตีเลือดเนื้อทั้งหมด ทำให้ร่างของตนเน่าเปื่อยเหมือนถูกพิษ

จากนั้นเขาก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย หยิบกริชออกมาด้วยสายตาเย็นชา ปาดเฉือนเนื้อบนร่างตัวเอง

เริ่มจากที่แขนข้างหนึ่งก่อน เขาปาดเนื้อชุ่มเลือดที่พิษกำเริบเน่าเปื่อยและ เข็มแสงในนั้นออกมาพร้อมกัน เสียงเสียดหูที่สีกับกระดูกดังไปทั่ว ความเจ็บปวดมากกว่าก่อนหน้านี้มหาศาล

สวี่ชิงร่างสั่นเทิ้ม เพียงพริบตาทั่วทั้งร่างก็ท่วมไปด้วยเหงื่อ เม็ดเหงื่อที่หน้าผากยิ่งไหลรินเป็นทาง

นี่ก็คือวิธีที่เขาคิดได้ ในเมื่อเข็มแสงในเลือดเนื้อส่วนนี้กำจัดได้ช้านัก เช่นนั้นก็ขูดมันออกเสียก็สิ้นเรื่อง และประโยชน์ของพลังพิษต้องห้าม นอกจากจะทำให้เลือดเนื้อของตัวเองจัดการได้สะอาดหมดจดยิ่งขึ้นแล้ว ยังขัดขวางการเคลื่อนที่ของเข็มแสงได้ด้วย

สวี่ชิงเป็นคนโหด โหดกับศัตรู ก็โหดกับตัวเองยิ่งกว่า

จากเวลาที่เคลื่อนคล้อย เขาไม่หยุดจัดการตัวเองแม้แต่น้อย เขาตัดเนื้อชุ่มเลือดแต่ละชิ้นๆ ออกมา จนเมื่อถึงขีดจำกัดความอดทนสูงสุดของร่างกาย เขาก็หยุดทันที มองไปทางแสงสีทองที่ข้อมือ

เขาไม่อยากกระตุ้นพลังแสงสีทองด้วยสัญชาตญาณ จึงปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาวะใกล้ตายไม่ได้

เมื่อสัมผัสได้ว่าแสงสีทองไม่มีปัญหา เขาก็โคจรผลึกวารีสีม่วง ฟื้นฟูเลือดเนื้อที่ตนตัดออกมา หลังจากมีแรงก็ตัดเนื้อต่อไป

ทำเช่นนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นสี่วัน ในที่สุดสวี่ชิงก็เอาเข็มแสงออกมาได้ทั้งหมด

ระหว่างนั้นเขาเอายาลูกกลอนออกมากินอยู่ตลอด ผลึกวารีสีม่วงก็โคจรตลอดทั้งกระบวนการ ทำให้พลังฟื้นฟูยกระดับมากขึ้น

ส่วนเข็มแสงที่อยู่ทะเลความรู้สึก จากการกัดฟันของสวี่ชิง อาศัยพลังพระจันทร์ สีม่วงและพิษต้องห้ามที่แผ่ซ่าน บีบให้มันไปอยู่ในเนื้อแล้วตัดมันออกมา

ทำเรื่องพวกนี้เสร็จ สวี่ชิงก็ลืมตาไม่ขึ้นแล้ว ความเจ็บปวดจากทุกกระบวนการยากจะใช้คำพูดมาบรรยาย และค่าตอบแทนเช่นนี้ ในที่สุดก็ทำให้ร่างของเขาฟื้นฟูอยู่เรื่อยๆ เริ่มดีขึ้น

จวบจนผ่านไปสามวัน บาดแผลของสวี่ชิงก็ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์

เขาที่เดินออกมาจากในถ้ำ มองแสงพรายยามตะวันตกดินบนท้องฟ้า สูดลมหายใจยาวๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะขบคิด หลังจากนั้นครู่หนึ่งสีหน้าของเขาก็ฉายแววเด็ดเดี่ยว

ร่างเพียงไหววูบก็ไปจากที่นี่ มุ่งตรงไปยังค่ายกลส่งข้าม

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องกลับไปเมืองหลวงเขตปกครอง ด้านหนึ่งเป็นเพราะต้องแลกผลมรรคาเป็นแต้มกองทัพ อีกด้านหนึ่งคือต้องเดินทางไปยังแดนมายาเก็บรวบรวมอักขระจำแลงปีศาจต่อ

ก็เป็นตามนี้ คืนวันนั้น เงาร่างของสวี่ชิงปรากฏขึ้นในค่ายกลส่งข้ามเมืองหลวงเขตปกครอง ในเสี้ยวพริบตาที่เดินออกไปข้างนอก เขามองเมืองหลวงเขตปกครองที่คุ้นเคย มองรูปสลักมหึมาของจักรพรรดิโบราณเสวียนโยว สะกดความอกสั่นขวัญผวากลับไปยังหอกระบี่

หลังจากขัดสมาธินั่งลง เขาสื่อเสียงหานายกองทันที แต่ไม่มีการขานตอบรับ

สวี่ชิงรู้ว่านายกองน่าจะยังไม่กลับมา จึงสื่อเสียงหาจื่อเสวียน รายงานความปลอดภัย

จื่อเสวียนตอบกลับทันที น้ำเสียงแฝงด้วยความห่วงใย กระทั่งว่าใช้เวลาไม่นาน นางก็มาปรากฏตัวที่นอกหอกระบี่ของสวี่ชิงแล้ว

ใต้แสงจันทร์ จื่อเสวียนในชุดกระโปรงสีน้ำเงินมองสวี่ชิง สายตาแฝงด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

“ทำไมครั้งนี้ออกไปนานถึงเพียงนี้” ระหว่างถาม สายตาของนางก็จับจ้องบนร่างสวี่ชิง สำรวจอย่างละเอียด พบว่าสบายดี นี่ถึงได้โล่งใจ

สวี่ชิงประสานหมัด

“ระหว่างทางเกิดเรื่องอะไรขึ้นเล็กน้อยจึงเสียเวลาไปบ้างขอรับ” สัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงของจื่อเสวียน สวี่ชิงเอ่ยเสียงแผ่วเบา

จื่อเสวียนพยักหน้า คล้ายว่านางมีเรื่องต้องจัดการ สัมผัสได้ว่าสวี่ชิงปลอดภัยดี จึงกำชับสองสามประโยค ก็รีบร้อนจากไป

มองเงาร่างจื่อเสวียนจากไป สวี่ชิงพลันพูดขึ้นมา

“จอมเซียน ช่วงนี้ข้ามักจะใจคอไม่ดี ท่านระวังตัวด้วย”

จื่อเสวียนฝีเท้าหยุดชะงัก หันมามองสวี่ชิง แย้มยิ้มอย่างงดงาม พยักหน้าแล้วจากไป

หลังจากกลับมายังหอกระบี่อีกครั้ง สวี่ชิงก็ครุ่นคิดแล้วถ่ายทอดเสียงหาข่งเสียงหลง ถามว่าช่วงนี้เมืองหลวงเขตปกครองเกิดเรื่องอะไรหรือไม่ จึงได้รู้ว่านอกจากเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ทางนั้นเกิดระลอกคลื่นเนื่องจากบุตรเทวะฟ้าทมิฬแล้ว ในเมืองหลวงเขตปกครองทุกอย่างเป็นปกติ

อีกทั้งข่งเสียงหลงยังไม่ได้อยู่ในเขตปกครอง เขากำลังปฏิบัติภารกิจ ตอนนี้รีบซักไซ้สวี่ชิงเกี่ยวกับเรื่องที่เผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์

“อืม ใช่แล้ว ที่นั่นมีเผ่าฟ้าทมิฬสองกลุ่ม…” สวี่ชิงกระแอมขึ้นทีหนึ่ง เรื่องนี้ไม่อาจอธิบายได้

“ได้มาหลายพันลูกกระมัง…” เผชิญกับคำถามของข่งเสียงหลง สวี่ชิงไม่ได้ปิดบังจำนวน จึงได้ยินเสียงสูดลมหายใจของข่งเสียงหลงที่ดังมาจากในกระบี่อาญาสิทธิ์ทันที

“หลายพันลูกหรือ”

“อืม…ในนั้นมีส่วนของท่านด้วย” สวี่ชิงตอบ

“ใจกว้างนัก!! ผลมรรคาอย่าเพิ่งรีบร้อนขาย ต้นเซียนแท้สิบลำไส้ไม่มีแล้ว ราคาของเจ้าสิ่งนี้จะต้องพุ่งพรวดอย่างแน่นอน อะแฮ่ม แม้พวกเราจะเป็นผู้ครองกระบี่ แต่…บางครั้งที่ควรได้รับก็ต้องได้รับ!” ข่งเสียงหลงกระแอม ตอบกลับอย่างรวดเร็ว

สวี่ชิงไม่แปลกใจ แม้ข่งเสียงหลงจะจงรักภักดีต่อโถงครองกระบี่ อีกทั้งยังยึดมั่น แต่ของเช่นแต้มกองทัพ ไม่มีใครที่รู้สึกว่าเยอะ ดังนั้นทั้งสองคนก็คุยกันอีกสามสี่ประโยคแล้วจึงสิ้นสุดการสื่อเสียง

“เมืองหลวงเขตทุกอย่างเป็นปกติ แต่ต้นกำเนิดความรู้สึกอันตรายก็อยู่ที่นี่เช่นกัน เช่นนั้นก็หมายความว่าความรู้สึกอันตรายมุ่งเป้ากับข้าเพียงคนเดียว” สวี่ชิงวางกระบี่อาญาสิทธิ์ พึมพำออกมา

เขาไม่คิดว่าเป็นตัวเองที่คิดมากเกินไป การระมัดระวังก็ไม่เคยลดลง

คืนหนึ่งผ่านไป เช้าวันที่สอง สวี่ชิงไปจากหอกระบี่ตั้งแต่เช้าด้วยความระแวงระวังไปยังในเมือง หลังจากที่ซื้อยาลูกกลอนที่ใช้ไป เขาก็ไปยังสาขาย่อยของสำนักมายาจำแลงปีศาจที่อยู่ที่นี่

จ่ายแต้มกองทัพที่กำหนดแล้ว สวี่ชิงก็ไปยังแดนมายาอีกครั้ง

ไม่ว่าอันตรายจะมาจากที่ใด สวี่ชิงคิดว่าเขาจักรพรรดิภูตเอามาใช้เป็นไพ่ตายของตัวเองก็ต้องรีบชดเชยกลับมาให้เร็วที่สุด อย่างไรเสีย ถึงแม้จะผสานมันไปในวังสวรรค์ แต่ในยามที่ทำให้ปรากฏออกมาก็ยังต้องใช้อักขระจำแลงปีศาจช่วยแบ่งเบา

เพียงแต่หลังจากที่ผสานไปในวังสวรรค์แล้ว การควบคุมเขาจักพรรดิของเขาก็ยิ่งสะดวก

และการเดินทางมาแดนมายาครั้งนี้ สวี่ชิงรู้ทางเป็นอย่างดี ในโลกที่เยือกเย็นน่าขนลุกดังก้องไปด้วยเสียงซุบซิบของต้นสมอง ในยามที่เขาปรากฏตัวขึ้นก็เกิดระลอกคลื่นทันที

ทุกที่ที่ผ่าน ต้นสมองนับไม่ถ้วนสั่นงันงก หลบหลีกกรีดร้องเสียงแหลม

สวี่ชิงเมื่อครั้งที่แล้วลงมือโหดมาก ทำให้ช่วงนี้แม้เขาจะไม่มา แต่เรื่องเกี่ยวกับเขาเล่าลือไปในต้นไม้สมองพวกนี้ตั้งนานแล้ว

แต่ว่าพลังบำเพ็ญของสวี่ชิงพัฒนาขึ้นจากก่อนหน้านี้ ต้นไม้สมองพวกนั้นแม้จะหลบหลีก แต่สวี่ชิงก็ไล่ตามทันได้อย่างรวดเร็ว ในยามที่ครบกำหนดเวลามาถึงสวี่ชิงก็ส่งข้ามกลับออกไปอย่างพออกพอใจเช่นนี้เอง

“เจ็ดสิบห้าชิ้น!” ในตอนที่เดินออกมาจากสำนักย่อย สวี่ชิงคลำถุงเก็บของ ไปยังที่เก็บรวบรวมตำราของวังครองกระบี่ เขาอยากจะหาที่มาที่ไปของแสงทองบนข้อมือ

แต่น่าเสียดาย แม้ในตำหนักตำรา บันทึกตำราจะมากมายดั่งมหาสมุทร แต่สวี่ชิงหาจนดึกก็หาไม่เจอ จึงกลับหอกระบี่

‘พรุ่งนี้ค่อยไปหาที่ตำหนักตำราต่อ จะต้องหาเจออย่างแน่นอน!

‘หากยังไม่ได้ก็ไปเข้าเวรที่กรมราชทัณฑ์ ไปถามเจ้าวัง จากนั้นในช่วงนี้ข้าก็ไม่ออกไปข้างนอกแล้ว’ สวี่ชิงรู้สึกว่าในเมื่อเมืองหลวงเขตปกครองมีอันตรายกับตน เช่นนั้นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็เป็นที่กรมราชทัณฑ์

จะอย่างไรก็มีเจ้าวังดูแลอยู่ที่นั่น

คิดถึงตรงนี้ สวี่ชิงก็นั่งขัดสมาธิ หลับตาทั้งสองข้างลง

ข้างนอกมือดสนิท ไม่มีเมฆหมอก ในยามดึก สวี่ชิงกำหนดลมหายใจจักรวาลดาราเสร็จสิ้น ลืมตาขึ้นก้มมองไปยังข้อมือขวาของตน ยกมือซ้ายลูบไปบนนั้นเบาๆ

“เส้นสีทองนี่…คืออะไรกันแน่”

เสียงอัสนีคำรามสะท้านก้องดังมาจากท้องฟ้า ฟาดผ่าเปรี้ยงปร้างสนั่นหวั่นไหว เกิดลมแรงเปลี่ยนเป็นเสียงร่ำไห้ ดังก้องอยู่นอกหอกระบี่

พายุกำลังจะมา

คืนนี้มืดมิดกว่าที่ผ่านมา

บนท้องฟ้ามองไม่เห็นดวงจันทร์ ถูกเมฆหมอกหนาแน่นบดบัง มีเพียงเสียงคำรามหนักแน่นของสายฟ้าแต่ละเสียง ที่ดังก้องในฟ้าดินอยู่ตลอดเวลา ประดุจเทพเจ้าคำราม

สิ่งที่ตามมาคือสายฟ้าแต่ละทาง ที่เปล่งแสงสว่างจ้ามาในฟ้าดิน

ส่องสว่างเมืองหลวงเขตปกครอง และส่องสว่างไปทั่วทั้งเทือกเขาที่เผ่าต้นไม้วิญญาณอาศัยผืนนั้น

ลมพัดมาจากฟ้าดิน สั่นคลอนต้นไม้นับไม่ถ้วน ขณะเดียวกับที่ส่งเสียงซู่ซ่า ฝนจากหยดเปาะแปะทีละเม็ดก็เทกระหน่ำลงมาในพริบตา ซัดสาดมายังโลกมนุษย์

ในลมฝน เสียงคำรามน่าเวทนาดังก้องทะลุผืนฟ้า มากพอจะทำให้คนที่ได้ยินหนังศีรษะชาวาบ อยู่ในแอ่งกระทะเผ่าต้นไม้วิญญาณ ดังท่วมฟ้าขึ้นมา

เสียงแฝงด้วยความโศกเศร้าสุดหัวใจ มาพร้อมด้วยจิตใจที่แตกสลาย ดังก้องไปทั่วสารทิศ ดังก้องไปทั่วฟ้าดิน สายฟ้าไม่อาจสะกดควบคุม ลมฝนไม่อาจปกปิด

จากการฟาดผ่าของสายอัสนี เงาร่างผมเผ้ากระเซิงพุ่งออกมาจากเผ่าต้นไม้วิญญาณราวเสียสติ

เงาร่างนี้เป็นชายชราคนหนึ่ง

เขาดวงตาแดงก่ำ น้ำตาอาบหน้า ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันทุกข์ระทมสีหน้าก็บิดเบี้ยวขึ้นมา ร่างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ พุ่งตรงไปทางเมืองหลวงเขตปกครองเต็มกำลัง

ลมฝนหนักขึ้น เทกระหน่ำลงมาทั้งคืน

จวบจนยามรุุ่งสางจึงได้ค่อยๆ ซาลง ทว่าฟ้าดินกับตลบอวลไปด้วยไอน้ำคลุมเครือ เมฆหมอกที่ไกลสลายไปเล็กย้อย อาทิตย์ยามเช้าเหมือนป่วย แสงสลัวรางเลือนกล้อมแกล้มพอจะส่องสว่างโลก

นอกกรมราชทัณฑ์ ในหอกระบี่ สวี่ชิงลืมตา หลังจากสิ้นสุดการบำเพ็ญทั้งคืน เขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากหอกระบี่

‘ข้าไปตำหนักตำราวังครองกระบี่ค้นหาที่มาที่ไปของแสงสีทองต่อ น่าเสียดายที่เด็กชายเขตติงหนึ่งสามสองสื่อสารไม่ได้ ไม่เช่นนั้นข้าน่าจะรู้เบาะแสของเส้นสีทองบ้างเล็กน้อย

‘แต่ทางเขา รอเมื่อข้าหาเบาะแสแล้วก็ไปยืนยันได้’

สวี่ชิงพึมพำในใจ ลอยขึ้นมุ่งหน้าตรงไปวังครองกระบี่

ท่ามกลางลมฝน เงาร่างของเขาทะยานไปอย่างรวดเร็วกลางอากาศ ไม่นานนักก็เหยียบมาบนบันไดหินขาวที่เปียกปอนรอบนอกวังครองกระบี่ ในเสี้ยวขณะที่กำลังจะไปทางตำหนักตำรา ก็พลันเงยหน้ามองไปทางที่ไกล ฟ้าดินในตอนนี้มีชายชราที่ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือด สีหน้าโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง กำลังเหินตรงมายังวังครองกระบี่อย่างบ้าคลั่ง

เหินมาด้วย ปากเขาก็คำรามโหยไห้ไม่หยุดไปด้วย

“สวี่ชิง สวี่ชิง สวี่ชิง!”

เสียงของเขาดังมา ไม่ใช่แค่รวมไว้ด้วยพลังบำเพ็ญ ยิ่งเหมือนใช้พลังทั้งหมดในตัวตะโกนออกมา

เป็นชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดนั่นเอง

เขาไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัดที่สวี่ชิงอยู่ แต่เขารู้ว่าสวี่ชิงเป็นผู้ครองกระบี่ มื่อใกล้เข้ามาเขาจึงทำได้เพียงแค่ตะโกนเช่นนี้ แต่ที่นี่คือเมืองหลวงเขตปกครอง เขาที่ในใจว้าวุ่นสูญเสียความรู้หนักเบาไปตั้งนานแล้ว ยังไม่ทันจะได้เข้าใกล้ก็ถูกจิตเทพทางหนึ่งจับเป้าหมายเอาไว้ ไม่สามารถมุ่งตรงต่อไปได้

ชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เขาไม่เห็นสวี่ชิงที่อยู่ในวังครองกระบี่ในที่ไกล ตอนนี้ยืนอยู่กลางสายฝน เขามองเมืองหลวงเขตปกครองที่ไม่คุ้นเคย เสียงแฝงด้วยความโกรธโศกเศร้า แฝงด้วยความน่าสังเวช แฝงด้วยความรันทด

“สวี่ชิง! เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”

เสียงคำรามของเขาดังไปทั่วทิศ ทำให้ผู้ครองกระบี่จำนวนไม่น้อยขมวดคิ้ว หน่วยลาดตระเวณที่อยู่นอกวังครองกระบี่มีคนจำนวนหนึ่งเหาะเหินไปอย่างเคร่งขึม

“ใครมาเอะอะเสียงดัง!”

“ข้ามาหาสวี่ชิง พวกท่านได้โปรดช่วยข้าตามหาเขาที ข้ามีเรื่องสำคัญร้ายแรงต้องหาสวี่ชิง!!”

“ท่านอย่าได้ร้อนใจไป เรื่องนี้รอสักครู่ก็จะมีคนไปแจ้งให้ท่าน” ผู้ครองกระบี่เดินไปข้างหน้าชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดขวางเขาเอาไว้ สังเกตเห็นความบ้าคลั่งในดวงตาของอีกฝ่าย ในขณะที่ระแวดระวังก็เอ่ยปลอบไปด้วย

ในวังครองกระบี่ สวี่ชิงมองชายชราที่ถูกขวางอยู่ที่ไกลๆ จำตัวตนของอีกฝ่ายได้ การปรากฏตัวของอีกฝ่ายกะทันหันนัก อีกทั้งระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ได้สนิทสนมกัน

ในยามที่สวี่ชิงขบคิดอยู่ทางนี้ ชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดที่ถูกขวางอยู่ไกลๆ ก็ส่งเสียงโหยวหวนราวแตกสลายขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่มีเวลาแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว” ระหว่างพูด ทางนี้จิตใจก็ปั่นป่วนว้าวุ่นไปแล้วโดยสมบูรณ์ ชายชราที่สูญเสียความเป็นเหตุเป็นผลพุ่งออกไปทันที

“สวี่ชิง สวี่ชิง เจ้าอยู่ที่ใด ช่วยด้วย ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ!!! เส้นสีทองในตัวเจ้า…”

ชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดร่างกายสั่นเทิ้ม ในดวงตาคล้ายจะมีเลือดหยดออกมา ตะโกนคลุ้มคลั่งรอบๆ แต่ครั้งนี้เสียงของเขาแทบจะเพิ่งดังออกมายังไม่ทันพูดจบ ก็มีลมคลั่งพัดมาจากในวังครองกระบี่ทันที เพียงพริบตา เงาร่างสวี่ชิงก็มาปรากฏตัวหน้าชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุด มือขวายกขึ้นขวางผู้ครองกระบี่รอบๆ เอาไว้

ผู้ครองกระบี่รอบๆ แต่ละคนสีหน้าฉายแววเคารพนอบน้อมทันที หลังจากโค้งคารวะสวี่ชิงก็จากไป ส่วนสวี่ชิงตอนนี้ไม่มีเวลาทำความเคารพกลับ เขาจ้องชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดที่อยู่ข้างหน้า เอ่ยอย่างรวดเร็ว

“เส้นสีทองในตัวข้าหรือ”

มองสวี่ชิงที่ปรากฏตัวในพริบตา ชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดพลันก้าวขึ้นไปคว้าเอาไว้ เอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน

“สวี่ชิง สวี่ชิง ไปกับข้า พวกเราไปช่วยหลิงเอ๋อร์กัน!”

สวี่ชิงเบี่ยงหลบ มองชายชราบ้าคลั่งข้างหน้าคนนี้อย่างเย็นชา

“พูดให้รู้เรื่อง!”

ชายชราใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า สีหน้าร้อนรน แต่ตอนนี้เขาฟื้นคืนความเป็นเหตุเป็นผลกลับมาแล้วเล็กน้อย รู้ว่าเรื่องที่หลิงเอ๋อร์ทำสวี่ชิงไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย ด้วยความระมัดระวังของอีกฝ่ายไม่มีทางไปกับตนแบบนี้แน่

“สวี่ชิง เส้นสีทองในตัวเจ้าคือดวงชะตาของหลิงเอ๋อร์ เพื่อที่ช่วยเจ้า ตอนนี้ชีวิตนางจะมอดดับแล้ว!!

“ไม่มีเวลามีเสียเปล่าอยู่ที่นี่แล้ว เจ้าไปกับข้า ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังระหว่างทาง!”

พูดจบ ชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดก็เหาะไปข้างหน้าอย่างเร็วรี่

สวี่ชิงได้ยินก็ใจสั่นสะท้าน

เส้นสีทองที่ข้อมือเป็นความลับของเขา และมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าเส้นสีทองนั่นมีบุญคุณกับตน เขาไม่เคยพูดกับใครมาก่อน ตอนนี้ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นมาเล็กน้อย ไม่ว่าอีกฝ่ายจะรู้ได้อย่างไร ต่อให้เรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังบางอย่าง แต่ตอนนี้เขาก็ไม่อาจทำจิตใจให้สงบได้ เพียงก้าวเดียว เงาร่างสวี่ชิงก็พุ่งออกมา ไล่ตามชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดไป ห้อตะบึงไปอย่างเร็วรี่กับอีกฝ่าย พลางเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว

“ชะตาชีวิตของหลิงเอ๋อร์หรือ หลิงเอ๋อร์หรือ เด็กคนนั้นที่ปรากฏตัวบนเกาะเงือกน่ะหรือ”

สวี่ชิงมีความทรงจำกับชื่อหลิงเอ๋อร์ชื่อนี้ไม่มาก ตอนนั้นที่เกาะเงือกมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมอบไอพลังประหลาดปลุกเร้าจำนวนมากให้กับเขา แต่ก็ได้พบกันเพียงแค่ ครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยเจอกันอีก

“แม้แต่หลิงเอ๋อร์เป็นใครเจ้าก็ไม่รู้…” ชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดหัวเราะโศกเศร้า สีหน้าฉายแววเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง ในใจยิ่งเกิดความรู้สึกเหลวไหลไร้สาระ

“เจ้าเด็กโง่ เป็นเจ้าเด็กโง่จริงๆ ในฟ้าดินนี้ทำไมถึงมีเด็กโง่ขนาดเจ้าด้วย…”

สวี่ชิงไม่รู้ว่าทำไม ได้ยินประโยคนี้ในใจรู้สึกปวดใจนิดๆ เขากำลังจะพูดอะไรแต่ชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดก็พลันหันมาท่ามกลางเสียงหัวเราะ จ้องสวี่ชิงเขม็ง เส้นเลือดในดวงตาเสี้ยวขณะนี้ปกคลุมไปในดวงตาทั้งหมด ทำให้ดวงตาทั้งสองยิ่งฉายแสงเลือดชัดขึ้น

“หลิงเอ๋อร์เป็นลูกสาวของข้า ซึ่งก็คืองูขาวที่เจ้าเห็นตัวนั้น เด็กผู้หญิงที่เจ้าเห็นบนเกาะเงือกคือนางแปลงเป็นคนครั้งแรก!

“เส้นสีทองในตัวเจ้าคือสายใยดวงชะตาของนาง สามารถเพิ่มพลังโชคชะตาให้กับเจ้า ต้านทานเคราะห์ภัยทุกอย่างให้เจ้า เจ้าตายนางตาย หากนางตาย…เจ้าไม่เป็นไร!!”

ชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดกัดฟันกรอด

สวี่ชิงใจไหววูบ

“หลิงเอ๋อร์เพื่อเจ้าแล้ว นางได้รับบาดเจ็บแล้วสามครั้ง! สามครั้ง!

“หากเจ้าไม่เชื่อก็ลองนึกย้อนดูเอา ครั้งแรกคือเมื่อสองปีก่อน!

“ครั้งที่สองห่างจากครั้งแรกไม่นาน!”

สวี่ชิงในใจเกิดคลื่นกระหน่ำซัด ลมหายใจหอบถี่ สมองยิ่งเหมือนถูกสายฟ้าฟาดผ่า ความจริงเขาเคยนึกย้อนทุกอย่างนี้ ครั้งแรกที่เส้นสีทองปรากฏขึ้นคือเมื่อสองปีกว่าก่อนหน้านี้ ในตอนที่ตนอยู่ในดินแดนเผ่าสิงซากสมุทร ยืมของวิเศษเวทต้องห้ามเจ็ดเนตรโลหิต จากเป็นสู่ตาย และจากความตายกลับสู่ชีวิต

ในระหว่างความเป็นตายนี้ทะลวงเปิดช่องเวทช่องที่หนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ด

ตอนนั้นในเสี้ยวขณะที่ตัวเองอยู่ในช่วงอันตรายที่สุด เส้นสีทองก็เปล่งแสงออกมากำจัดอันตรายให้กับตน

จากนั้นไม่นาน เขากับนายกองไปจากเขาไตรวิญญาณสะกดมรรคา ระหว่างทางเขาลองวางลูกกลอนพิษต้องห้ามไปไว้ในวังที่สาม สุดท้าย ในความอันตรายความเป็นความตายแขวนบนเส้นด้าย แสงสีทองที่ข้อมือก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เกิดวาสนาเป็นชุดอย่างบังเอิญ ช่วยกำจัดอันตรายให้เขาอีกครั้ง

“แล้วก็ยังมีครั้งที่สาม!” ชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดดวงตาเศร้าโศก ตวาดใส่สวี่ชิง

“ครั้งที่สามก็คือก่อนหน้านี้ ไม่นานเท่าไร ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเจอกับอะไร แต่ต้องเป็นวิกฤตชีวิตเป็นตายแน่นอน เจ้าคิดว่าเจ้ารอดมาได้อย่างไร ห๊ะ

“เป็นหลิงเอ๋อร์ หลิงเอ๋อร์ในขณะที่สืบทอดมรดก ตายแทนเจ้า!!

“และเมื่อวานนี้…การสืบทอดมรดกล้มเหลว”

ชายชราร้องไห้ เสียงสะอึกสะอื้น

สวี่ชิงทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านบ้าคลั่ง ในสมองในเสี้ยวขณะนี้เกิดสายอัสนีท่วมฟ้าฟาดผ่า เหมือนสายฟ้ามากมายฟาดผ่าในจิตใจทั้งหมดของเขา

เขาที่วัยเด็กทุกข์ยาก ดิ้นรนมาจากโลกที่โหดเหี้ยม สำหรับศัตรูหากไม่ฆ่าทิ้ง ให้หมด เขาใจไม่สงบ มีแค้นต้องชำระ

เช่นเดียวกัน สำหรับบุญคุณเขาให้ความสำคัญในระดับสูงมาก นายกองเป็นเช่นนี้ ปรมาจารย์ไป่เป็นเช่นนี้ นายท่านเจ็ดเป็นเช่นนี้ นายท่านหกก็เช่นกัน

แต่ตอนนี้ เขากลับไม่ทันรู้ตัวก็ติดหนี้บุญคุณมากมายถึงปานนั้น

“นาง…ตายแทนข้า…” เลือดทั้งร่างสวี่ชิงในเสี้ยวขณะนี้ไหลเวียนอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาพลันหันหน้าไปคว้าชายชราที่น้ำตาไหลริน ดวงตาฉายประกายวาววับ

“ตอนนี้นางเป็นเช่นไร”

สวี่ชิงจับแรงมาก แขนของชายชราส่งเสียงดังกร๊อบๆ แต่ชายชราลืมความเจ็บปวดตั้งนานแล้ว กระทั่งว่าสำหรับเขาแล้ว ยิ่งสวี่ชิงออกแรง เขายิ่งรู้สึกว่าความหวังที่อีกฝ่ายจะช่วยก็ยิ่งมีมาก

“การสืบทอดล้มเหลว วิญญาณร่วงหล่นสู่หุบเหวลึก…”

สวี่ชิงเงียบนิ่ง ฉัตรบนศีรษะในเสี้ยวขณะนี้ปะทุขึ้นมาทันที ตะเกียงปีกโลหิตวิญญาณทมิฬปรากฏออกมาทันใด อสูรสมุทรบรรพกาลใต้เท้าส่งเสียงคำรามปรากฏตัวออกมา เงาใต้ร่างก็พวยพุ่งปกคลุมเขาเอาไว้ทันที หลังจากปกคลุมพลังกายเนื้อที่เหนือยิ่งกว่าพลังระดับสิบวังก็ปะทุจากร่างสวี่ชิงพวยพุ่งขึ้นฟ้า

“เจ้าบอกทาง!” เสียงของสวี่ชิงแหบแห้ง ในดวงตาฉายแววมุ่งมั่น ในเสี้ยวพริบตาที่พูดอกมา เขาก็คว้าชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมถนนทองผุดพลางทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงสุดขีด

ความเร็วเทียบได้กระทั่งกับการเคลื่อนย้ายในพริบตา เกิดเสียงแหวกอากาศ ดังลั่น นี่เป็นความเร็วที่เร็วที่สุดของสวี่ชิง!

ทุกที่ที่ผ่าน ท้องฟ้าดังกึกก้อง แผ่นดินสะเทือน มิติเกิดเป็นระลอกคลื่นแผ่ออกไปไม่สิ้นสุด

เผ่าต้นไม้วิญญาณสกัดกั้นจากโลก จึงไม่สร้างค่ายกลส่งข้าม แต่ที่ที่พวกมันอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงเขตปกครอง ดังนั้นชายชราใช้เวลาเพียงครึ่งคืนก็ทะยานถึง

แต่สำหรับสวี่ชิง ภายใต้ความเร็วขีดจำกัดสูงสุดของเขา ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม แอ่งกระทะเผ่าต้นไม้วิญญาณ…ก็ปรากฏลิบๆ อยู่ข้างหน้าแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!