บทที่ 468 โลกใหญ่บนศพจักรพรรดิวิญญาณ
ในบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่เผ่าต้นไม้วิญญาณผสานเข้าไปแต่ละต้น เวลานี้ล้วนลืมตา จ้องไปทางสวี่ชิงเขม็ง
คนในเผ่าบนใบไม้แต่ละใบที่ยังแบเบาะเหล่านั้นกำลังโศกเศร้า ความเศร้าโศกนี้แผ่ซ่านออกมาท่ามกลางลมฝน ปกคลุมอาณาบริเวณ
พวกเขาไม่ได้เข้าขวางสวี่ชิง ยอมให้สวี่ชิงพาชายชราพุ่งทะยานมา ตรงไปที่ต้นไม้ขนาดใหญ่เทียมฟ้าที่อยู่ศูนย์กลาง
ที่นั่น ประตูใหญ่ของศาลเจ้าเปิดรอเขาแล้ว
ขณะที่เดินเข้าไปในศาลเจ้า สวี่ชิงเห็นเทวรูปสักการะด้านใน แต่เวลานี้สวี่ชิงไม่มีกระจิตกระใจตรวจสอบอย่างละเอียด พุ่งไปยังอุโมงค์ลับภายใต้การนำทางของ ชายชรา ไล่ลงไปตามบันได
ในอุโมงค์ดำมืดมีเสียงหายใจหอบถี่ของชายชราถนนทองผุดดังก้อง เขาวิ่งสุดกำลังแล้ว แต่สวี่ชิงยังรู้สึกว่าช้า จึงคว้าตัวชายชราถนนทองผุดพุ่งไปเบื้องหน้าก็ราวกับพุ่งเข้าไปในมิติภายใต้การระเบิดความเร็วของเขา ทะยานมาจนถึงปลายสุดของบันได มาอยู่บนแท่นพิธีที่เหมือนลอยอยู่เหนือหุบเหว
พริบตาที่ปรากฏอยู่บนแท่นบูชา สวี่ชิงมองไปรอบๆ เห็นว่าเบื้องหน้าที่ห่างออกไปนับพันจั้ง ในปากถ้ำมากมายนับไม่ถ้วน มีร่างเงาสีขาวนั่งขัดสมาธิอยู่
นั่นเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยมากคนหนึ่ง ใบหน้าเล็กไร้ตำหนิ มาพร้อมกับความสงบและไร้เดียงสา เพียงแต่ตอนนี้ นางกำลังหลับตา ใบหน้าขาวซีด ไม่ขยับเขยื้อน
แต่มุมปากนั้นรวมถึงรอยเลือดแห้งกรังบนกระโปรง ทำให้ใจสวี่ชิงโหมคลื่นกระหน่ำซัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สีหน้าของเขาเผยความซับซ้อนหน่วงหนักขึ้นมา
เขาจำได้แล้ว อีกฝ่ายคือเด็กสาวไร้เดียงสาที่เคยปรากฏตัวที่เกาะเงือกคนนั้น
เขาจำได้ว่าตอนนั้นอีกฝ่ายกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจมาอยู่เบื้องหน้าตน ถามคำถามขึ้นมาคำหนึ่ง
“ศิษย์พี่ ท่านชอบงู หรือว่าชอบกินดีงูมากกว่ากัน”
สวี่ชิงเงียบนิ่ง เขานึกถึงคำพูดระหว่างทางของชายชราถนนทองผุด จากคำพูดของอีกฝ่าย เด็กสาวคนนี้คืองูขาวตัวนั้นที่ตนเคยพบ…สวี่ชิงจำครั้งสุดท้ายที่ตนเองเห็นอีกฝ่าย อยู่ที่เจ็ดเนตรโลหิต ที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งได้
งูขาวน้อยโผออกมา รัดข้อมือขวาของตน
“ข้อมือขวา…สายใยสีทอง…สายใยดวงชะตา…” สวี่ชิงพึมพำ มองเด็กสาวชุดขาวที่ไร้ชีวิตชีวา เขารู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำให้ จากนั้นก็มีความรู้สึกผิดรุนแรงก็ปะทุขึ้น
บุญคุณนี้ มากเกินไป
แต่เขาไม่เข้าใจ ตนเจอกับอีกฝ่ายแค่ไม่กี่ครั้ง กระทั่งไม่ได้รู้จักกันเท่าไรด้วย แล้วทำไมนางถึงทำเพื่อตนเองถึงเพียงนี้
ชีวิตนี้ของเขา สิ่งดีงามทั้งหมดที่เคยพบ แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ล้วนมีเหตุและผลอยู่
หัวหน้าเหลยดีกับเขา เป็นเพราะอีกฝ่ายมองเห็นความอบอุ่นบนโลกในกองไฟซากศพ หลังจากบุญคุณที่ช่วยชีวิต ก็มองเขาเป็นเหมือนทายาทคนหนึ่ง
ความดีของปรมาจารย์ไป่ เพราะพากเพียรวิถีหญ้าสมุนไพรรวมถึงกระหายและตั้งใจความรู้ของเขา ทำให้เขาอยากส่งต่อวิชาให้
ส่วนนาย่ทานเจ็ด เป็นเพราะพฤติกรรมของตนจึงเกิดความชื่นชม มอบโอกาส จนเห็นว่าตลอดทางที่ตนเดินมา เดินอยู่แนวหน้าตลอดจนได้รับการยอมรับ
แต่หลิงเอ๋อร์ สวี่ชิงไม่เข้าใจ
คนเช่นนี้ ทั้งชีวิตเขา ไม่เคยพบเจอมาก่อน
“เพราะอะไร” สวี่ชิงมองเด็กสาวชุดขาว พึมพำเสียงแผ่ว
ชายชราถนนทองผุดยืนอยู่ข้างสวี่ชิง มองหลิงเอ๋อร์ตรงหน้าอย่างโศกเศร้า เอ่ยตอบออกมา
“เพราะนางชอบเจ้า”
สวี่ชิงเงียบนิ่ง
ชายชราถนนทองผุดถอนใจออกมา ริ้วรอยบนใบหน้ามากองรวมกัน จนกลายเป็นความขมขื่น
“สวี่ชิง ชีวิตคนเรามีเรื่องราวมากมายที่ไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว มาตรฐานเดียว ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เข้าใจ แต่หากเจ้าเข้าใจว่าทุกสิ่งดีงามทั้งหมดที่พานพบในชีวิตล้วนต้องมีเหตุและผล เช่นนั้นสวี่ชิง จิตใจของเจ้าก็พบทางตันแล้ว
“อันที่จริงความรักมีหลายรูปแบบ ไม่มีมาตรฐานและรูปแบบแน่นอน มีทั้งรักที่เป็นการอุทิศตน รักที่เป็นการปกป้อง รักที่เป็นความกตัญญู รักที่เป็นความรุนแรง และรักที่อยู่ในทรงจำ
“บนโลกใบนี้คนเช่นไรก็มีทั้งนั้น เรื่องแบบใดก็มีหมด หากคนคนหนึ่งรับได้แต่เพียงเส้นทางที่ตนยอมรับ เช่นนั้นก็เป็นคนจิตใจคับแคบ ขอแค่เจ้ายอมรับเส้นทางที่แตกต่างจากของตนบ้าง ถึงจะเรียกว่าเติบโต”
ชายชราถนนทองผุดเอ่ยเสียงต่ำ ต่อให้เขาร้อนรนเพียงใด ก็ต้องพูดทั้งหมดให้ชัดเจน เขาต้องการให้สวี่ชิงเข้าใจว่าโลกใบนี้เรื่องราวมากมายไม่มีคำว่าเพราะอะไร ไม่แน่ว่าจะต้องมีเหตุและผล
และสิ่งนี้เกี่ยวข้องว่าสุดท้ายว่าจะช่วยหลิงเอ๋อร์จากในหุบเหววิญญาณพิเศษนั่นออกมาได้สำเร็จหรือไม่
สวี่ชิงได้ยินคำพูดเหล่านี้ เส้นหนึ่งส่วนลึกสุดในใจก็สั่นแผ่วเบา คลื่นที่โหมซัดแผ่ซ่านไปทั้งกายและจิตใจ
“บอกข้า ว่าต้องช่วยอย่างไร” สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก จ้องไปทางหลิงเอ๋อร์เขม็ง เอ่ยเสียงแผ่วเบา
“เจ้ามีเวลาแค่เจ็ดวัน!” ชายชราถนนทองผุดสะกดความร้อนรนในใจ ดวงตาจับจ้องอยูที่สวี่ชิง
“หลังจากการสืบทอดของหลิงเอ๋อร์ล้มเหลว วิญญาณของนางก็ดำดิ่งสู่หุบเหววิญญาณ เดิมเลือดเนื้อในร่างกายจะแห้งเหี่ยวกลายเป็นโครงกระดูก ข้าใช้วิถีปิดผนึกของตนปิดผนึกกายเนื้อไม่ให้แตกดับแล้ว แต่ก็ผนึกได้เพียงเจ็ดวันเท่านั้น
“ในเจ็ดวัน เจ้าต้องหาวิญญาณของหลิงเอ๋อร์ในหุบเหววิญญาณให้พบ!” สายตาชายชราถนนทองผุดมองไปในหุบเหวลึกใต้แท่นบูชา
“หุบเหววิญญาณผืนนี้ เว้นเสียแต่จะมียันต์หุบเหววิญญาณ ไม่เช่นนั้นคนนอกจะเข้าไปไม่ได้ แต่ยันต์ใบสุดท้าย หลายปีก่อนหน้ามีคนนำลงไป แต่อีกฝ่ายไม่ได้ออกมา
“และข้าไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของหลิงเอ๋อร์ และไม่ใช่เผ่าวิญญาณบรรพกาล ข้าจึงเข้าไปไม่ได้ ที่นี่มีเพียงเผ่าวิญญาณบรรพกาลรวมถึงผู้ที่มีชีวิตของเผ่านี้พัวพันอยู่เท่านั้นถึงจะเข้าไปได้
“นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมข้าจึงไปหาเจ้า” ชายชราถนนทองผุดเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง
‘เผ่าวิญญาณบรรพกาล? หุบเหววิญญาณ?’ ในใจสวี่ชิงโหมระลอกคลื่นขึ้นมา เขาเคยได้ยินเผ่าวิญญาณบรรพกาล แต่ไม่ได้สอบถามอะไรตอนนี้
เพราะถ้าแค่เจ็ดวัน ตอนนี้ก็ผ่านไปเกือบหนึ่งวันแล้ว เขาจึงเงยหน้ามองชายชราถนนทองผุด
“มีแผ่นหยกข้อมูลของด้านล่างนั่นหรือไม่”
“เอามาให้ข้า เดี๋ยวข้าจะไปดูเองภายหลัง”
ชายชราล้วงแผ่นหยกออกมาหลายเม็ด หลังจากส่งให้สวี่ชิง สีหน้าเขาก็เผยความวิงวอน
“ขอให้เจ้าเห็นแก่การตายแทนเจ้าของหลิงเอ๋อร์ จะต้อง…จะต้องช่วยนางกลับมาให้ได้นะ”
สวี่ชิงเงยหน้ามองหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ห่างออกไป ในความทรงจำฉายความเป็นความตายสามครั้งของตนขึ้นมา เขาพยักหน้าเงียบๆ กระโดดจากขอบแท่นบูชาลงไปใน หุบเหวอย่างไม่ลังเล
พริบตาต่อมา ร่างกายเขาดิ่งลงไปฉับพลัน ทะยานลงไปในหุบเหวอย่างรวดเร็ว
ปราณเย็นเยียบไหลผ่านตัวเขาหวีดหวิว แทรกซึมไปทั่วร่าง ราวกับเลือดเนื้อรวมถึงจิตวิญญาณถูกแช่แข็งในตอนนี้
สวี่ชิงก้มหน้า จ้องมองหุบเหวเบื้องล่าง ขณะที่พลังบำเพ็ญแผ่ซ่านเจ้าเงาก็กระจายไปรอบด้าน ยิ่งมีพลังลูกกลอนพิษต้องแผ่ออกมา จากนั้นสัมผัสของเขาก็ผสานเข้าไปในแผ่นหยกที่ชายชราถนนทองผุดให้มา
จากข้อมูลที่หลั่งทะลักเข้ามาในสมองสวี่ชิงเป็นช่วงๆ ขณะที่สวี่ชิงดำดิ่งลงไปเบื้องล่างเรื่อยๆ ก็เข้าใจตัวหลิงเอ๋อร์กับหุบเหววิญญาณทั้งหมดอย่างกระจ่างแจ้ง
นานมาแล้วก่อนหน้านี้ ในยุคสมัยที่ห่างไกลยิ่งกว่าจักรพรรดิโบราณเสวียนโยว มีเผ่าหนึ่งที่รวมแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์เป็นหนึ่งเดียว
นั่นคือเผ่าวิญญาณบรรพกาล
ช่วงปลายจักรพรรดิวิญญาณรวมพลังของคนทั้งเผ่า รวมดวงชะตา ทำเรื่องหนึ่งที่สั่นสะเทือนไปทั้งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวิถีสวรรค์
แต่จักรพรรดิวิญญาณนั้นแตกต่างกับเผ่าเซียนพิบัติหลังจากนั้น และแตกต่างกับเผ่าอีกสามพันกว่าเผ่าก่อนหน้าด้วย เขาไม่ได้ต้องการวาสนา แต่ต้องการทดแทน ใช้ร่างของตนยึดครองวิถีสวรรค์
วาสนา ถือเป็นบุญกุศล
การทดแทน เป็นการกบฏ
ท้ายสุดจักรพรรดิวิญญาณล้มเหลว เผชิญกับการโต้กลับจากวิถีสวรรค์ทั้งหมดในแผ่นดินต้องประสงค์ สายเลือดทั้งชนเผ่าถูกคำสาป ในช่วงวิกฤต จักรพรรดิวิญญาณจึงอาศัยพลังบำเพ็ญที่น่ากลัวของตน พาชนเผ่าส่วนใหญ่เข้าสู่โลกใบใหญ่ของเขา
คิดจะใช้สิ่งนี้หลีกเลี่ยงภัยพิบัติของทั้งชนเผ่า แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ สุดท้ายก็หนีคำสาปไม่พ้น
จักรพรรดิวิญญาณ ดับสูญ
โลกใบใหญ่ของเขาเหี่ยวเฉา กลายเป็นโลกแห่งความตาย เผ่าวิญญาณบรรพกาลในนั้นทั้งหมดแกตดับในพริบตา และจุดที่น่ากลัวของคำสาปนี้ไม่ได้ทำลายได้ง่ายดายเช่นนั้น
ภายใต้คำสาปนั้น เผ่าวิญญาณบรรพกาลที่ตายไปทั้งหมด กลายเป็นวิญญาณที่ต้องทนทุกข์ทรมานทุกคืนวัน ดังนั้นโลกความตายที่เหี่ยวเฉานี้ จึงกลายเป็นรัฐแห่งความตายวิญญาณบรรพกาล แบกรับคำสาปและความทรมานนี้ ฝังไว้ในส่วนลึกใต้ดินของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ตลอดกาล
หุบเหววิญญาณเผ่าต้นไม้วิญญาณนี้ เป็นหนึ่งในทางเข้าสู่โลกใบใหญ่ของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล
ทางเข้าเช่นนี้ มีอยู่หลายแห่งในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
แม้เผ่าวิญญาณบรรพกาลจะถูกคำสาป แต่สุดท้ายก็ยังมีสายเลือดบางส่วนเหลืออยู่ในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ สืบทอดกระจัดกระจายอยู่ในช่วงเวลาที่ยาวนานนี้ บางครั้งพวกเขาก็ปรากฏตัวออกมา
เช่นเดียวกับซากศพเหล่านั้นที่สวี่ชิงเห็นที่ผนังหินหุบเหวก่อนหน้า ก็คือเหล่า รุ่นหลังที่เคยมาที่นี่ คิดจะสืบทอดแต่กลับล้มเหลวจนตาย
สาเหตุที่พวกเขามาที่นี่ เพราะหลังจากที่เผ่าวิญญาณบรรพกาลเปลี่ยนจากงูกลายเป็นคน เป็นเพราะคำสาปของสายเลือด จึงยากจะรักษาเอาไว้ ร่างกายอยู่ในสภาพที่สายเลือดพร้อมจะแตกดับได้ตลอดเวลา
จึงจำเป็นต้องไปที่ทางเข้าโลกที่อยู่ใกล้กับรัฐแห่งความตายวิญญาณบรรพกาลใช้พลังของโลกใบใหญ่รัฐแห่งความตายวิญญาณบรรพกาล สะกดสายเลือดต้องสาปในร่างกาย
เช่นนี้ ถึงจะสามารถกลายร่างเป็นคนได้อย่างแท้จริง
แต่คนของเผ่าวิญญาณบรรพกาลก็แสนจะรันทด พวกเขาต้องคอยมาใช้พลังโลกวิญญาณบรรพกาลเพื่อสะกดคำสาปเป็นระยะตลอดชีวิต ขณะเดียวกันขั้นตอนการสะกดก็อันตรายใหญ่หลวงราวกับภัยพิบัติ
หากล้มเหลว วิญญาณของพวกเขาก็จะถูกรัฐแห่งความตายวิญญาณบรรพกาลกลืนกิน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณความตาย
สวี่ชิงเก็บแผ่นหยกเงียบๆ ขณะที่ร่างกายนี้ดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ ก็มองข้อมือขวา หลังจากถอนใจออกมา สีหน้าเขาก็เผยความเด็ดขาด ระเบิดความเร็วในร่างกายขึ้นอีกครั้ง
ทั้งร่างหวีดหวิวเร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับดาวหางดวงหนึ่ง พุ่งตรงไปยังต้นกำเนิดความหนาวเย็นเบื้องล่าง ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
พลังต้านทานก็แผ่มาจากด้านล่างของหุบเหววิญญาณเป็นระยะ แต่ในฐานะที่เป็นผู้มีสายใยดวงชะตาแห่งชีวิตของเผ่าวิญญาณบรรพกาล หลังจากที่พลังต้านทานนี้ผ่านสวี่ชิงก็สลายหายไปอย่างรวดเร็ว
และสวี่ชิงก็เข้าถึงใจกลางหุบเหวลึกมืดมิดอย่างรวดเร็วถึงขีดสุด
จวบจนผ่านไปพักใหญ่ ในปราณหมอกมีวัตถุขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น
นั่นคืองูยักษ์ที่เน่าเปื่อยตัวหนึ่ง ทั่วร่างมีเจตจำนงความตายโอบล้อมอยู่อย่างเข้มข้น
ซากงูที่อยู่ในปราณหมอก ขณะที่ร่างฉยความเน่าเปื่อยออกมา ก็ยังแบกโลก ใบใหญ่ใบหนึ่งอยู่บนศีรษะด้วย
โลกใบใหญ่นี้สลัวเลือนไปหมด มีเสียงร้องระงมแทบขาดใจดังลอดออกมาจากด้านในเป็นระยะ ในความว่างเปล่าและปราณหมอกนี้ เมื่อมาถึงหูสวี่ชิง ร่างของเขาก็ถูกพลังดึงดูดมหาศาลสูบไปยังโลกใบใหญ่
เมื่อใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ร่างงูยักษ์ก็ใหญ่โตขึ้น ไม่นานสวี่ชิงก็ไม่สามารถมองเห็นร่างงูยักษ์ได้ทั้งร่างอย่างชัดเจนแล้ว มีเพียงโลกใบใหญ่เลือนรางที่มีเสียงร้องระงมดังออกมาที่ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุด เสียงครืนครันก้องสะท้อน ร่างของสวี่ชิงเหยียบย่ำลงไปในโลกใบใหญ่แย่งแรง
ขณะที่เสียงดังไปรอบด้าน บนพื้นดินที่เหมือนเป็นเลือดเนื้อเน่าเปื่อยก็มีหลุม หลุมหนึ่งปรากฏขึ้นมา
ร่างเงาของสวี่ชิง เดินออกมาทีละก้าวจากด้านใน สังเกตรอบๆ ทันที
อากาศในนี้มีปราณหมอกโอบล้อม ไม่มีตะวันจันทรา มีเพียงไฟวิญญาณที่ดั่งเป็นดวงดาว กระพริบวูบวาบอยู่ในม่านหมอก แสงขาวสลัวทำให้ฟ้าดินขมุกขมัว
แผ่นดินใหญ่ที่นี่เป็นเลือดเนื้อที่เน่าเปื่อย ไม่มีเทือกเขา ไม่มีต้นไม้ ขณะที่รกร้างก็แผ่กลิ่นอายความตายมหาศาลออกมาด้วย
กลิ่นอายนี้เย็นเยียบอย่างมาก ตอนนี้กำลังแทรกซึมเข้ามาในร่างกายสวี่ชิงอย่างต่อเนื่อง ราวจะกัดกร่อนเลือดเนื้อ เห็นได้ชัดว่าสถานที่นี้แฝงเจตจำนงชั่วร้ายกับทุกสรรพชีวิตอย่างเข้มข้น
เพียงพริบตา ร่างของสวี่ชิงก็มีปานดำจำนวนมากปรากฏขึ้นภายใต้การปกคลุมของปราณความตายนี้
‘โลกใบใหญ่จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล’ สวี่ชิงมองไปรอบๆ แผ่พลังพิษต้องห้ามในร่างกายออกมาในพริบตา
ร่างกายก็พลันมีเสียงชี่ดังขึ้น ขับศีรษะผีร้ายที่ลำตัวยาวเหยียดเหมือนหนอนตัวเล็กหลายตัวออกมาจากปานดำบนร่าง ตกลงมาบนพื้นดิน กระสับกระส่ายไปมาแล้วกลายเป็นหมอกดำสลายหายไป
หลังจากที่พวกมันสลายหายไป ก็ไม่มีปานดำเกิดขึ้นอีก ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมา
“แล้วจะตามหาในที่แห่งนี้เจอได้อย่างไร” สวี่ชิงสัมผัสได้ถึงเจตจำนงชั่วร้ายของโลกใบใหญ่นี้ ดวงตาเผยแววครุ่นคิด ก้มหน้ามองข้อมือขวาของตน
“เผ่าวิญญาณบรรพกาลข้องเกี่ยวกับดวงชะตา…”
สวี่ชิงใจสั่นกระตุก วังสวรรค์วังที่หกในร่างกายสั่นคลอนในพริบตา อสูรสมุทรบรรพกาลวิถีสวรรค์ด้านในแผ่กลิ่นอายหลั่งทะลักเข้าไปในข้อมือวูบหนึ่ง
ข้อมือไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
สวี่ชิงยังไม่ยอมแพ้ ผสานกลิ่นอายวิถีสวรรค์ต่อ จนผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ข้อมือขวาของเขาก็ร้อนวูบ สายใยสีทองที่เดิมทีฝังลึกอยู่ในกระดูก ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาบนเลือดเนื้อช้าๆ
สวี่ชิงเพ่งพินิจ
เมื่อเห็นสายใยสีทองนับไม่ถ้วนปริแตก เขาก็ถอนหายใจ ความรู้สึกผิดยิ่งลึกมากขึ้น
เวลานี้ยกมือ สัมผัสไปรอบด้าน เพียงไม่นานสวี่ชิงก็หันหน้า มองไปเบื้องหน้าเยื้องทางขวาทันควัน
ตอนที่โบกข้อมือไปทางนี้ ความร้อนก็รุนแรงขึ้นมาพอสมควรอย่างชัดเจน
‘ทางนี้!’ สวี่ชิงดวงตาเผยแววเด็ดขาด แม้ว่าโลกนี้จะมีอันตรายอยู่ แต่ตอนนี้เขาสนใจมากไม่ได้แล้ว เมื่อวูบไหวก็พุ่งออกไป
พลังบำเพ็ญระเบิดออกไปรอบด้าน โคจรความเร็วสุดกำลัง พลังพิษต้องห้ามยิ่งแผ่ซ่าน ทุกจุดที่แล่นผ่าน ฟ้าดินครืนครัน ส่งเสียงแหวกอากาศเป็นระลอก
หนึ่งก้านธูปต่อมา จู่ๆ สวี่ชิงที่กำลังพุ่งทะยานก็ยกมือซ้ายกดไปเบื้องหน้า ทันใดนั้นวิหคทองก็ปรากฏขึ้นด้านหลัง เปล่งเสียงร้องคำราม แผ่เปลวเพลิง ขณะที่ส่องสว่างรอบด้าน ก็พุ่งทะยานลงไปเบื้องล่างต่อ
ขณะที่วิหคทองพุ่งออกไป มือผีขนาดยักษ์ข้างหนึ่งก็ก่อร่างขึ้นกะทันหันด้านล่างสวี่ชิง เดิมทีจะคว้ามาทางเขา แต่เวลานี้สัมผัสกับวิหคทอง
มือผีข้างนี้สีดำสนิท มีตุ่มหนองเต็มไปหมด ทุกตุ่มหนองเต็มไปด้วยผีนับไม่ถ้วนที่กำลังกรีดร้อง พวกมันจ้องมาทางสวี่ชิงเขม็ง เผยความบ้าคลั่งและความละโมบออกมา
จากเสียงครืนครันสะท้อนก้อง มือผีนี้ก็หายไปด้วยการปะทะกับวิหคทอง วิญญาณที่แฝงอยู่รอบๆ หลังจากกระจัดกระจายกันอยู่ก็รวมตัวกัน โรมรันเข้าหาสวี่ชิงด้วยจำนวนมากมายมหาศาล
แต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ขณะที่วิหคทองแผ่เปลวไฟออกไปรอบๆ เสียงแหลมดังออกมาจากวิญญาณเหล่านั้น เหมือนกับแมงเม่าบินเข้ากองไฟ สลายหายไปจนหมด
สวี่ชิงไม่สนใจ พุ่งทะยานไปตามการชี้นำของสายใยสีทองบนข้อมือต่อ
แต่ผ่านไปไม่เท่าไร จู่ๆ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมขนาดยักษ์ของผีก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา อ้าปากกว้างคิดจะกลืนกิน
สวี่ชิงรีบร้อนหาหลิงเอ๋อร์ ตอนที่เบี่ยงตัวหลบ เจ้าเงาด้านหลังเขาบิดเบี้ยวปรากฏขึ้นข้างๆ ใบหน้าผี กลืนกินมันเข้าไปด้วยความตะกละตะกลาม แต่ไม่นานเจ้าเงาก็สั่นไปทั้งตัว สำรอกออกมา
สวี่ชิงขมวดคิ้ว เขาสัมผัสสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ เป็นเพราะวิญญาณคนตายที่นี่มี คำสาปอยู่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาขบคิด ความเร็วของสวี่ชิงไม่ลดลง พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
บนข้อมือเขา ส่งเสียงปริแตกออกมาไม่หยุด!
สวี่ชิงหน้าเปลี่ยนสีก้มหน้าลงฉับพลัน
ในตอนนี้สายใยสีทองก็ปริแตก หลุดร่วงออกมาจากข้อมือสวี่ชิง
ความรู้สึกหดหู่วูบหนึ่ง ปะทุขึ้นมาในใจเขาในพริบตา
จากนั้นก็กลายเป็นความไม่สบายรุนแรง กลายเป็นความเจ็บปวดทิ่มแทงจิตใจ
สวี่ชิงหายใจหอบถี่ ยกมือคิดจะคว้าสายใยสีทองที่โปรยปรายเหล่านั้น แต่หลังจากสายใยสีทองเหล่านี้ปริแตก ก็สลายไปอย่างรวดเร็ว
คว้าไว้ไม่ได้
ท่ามกล่างความรำไร ราวกับมีร่างเงาเลือนรางร่างหนึ่ง กำลังหายไปจากความทรงจำ…
ในช่วงวิกฤตสำคัญ ดวงตาสวี่ชิงเผยประกายคมออกมา อสูรสมุทรบรรพกาลในวังสวรรค์วังที่หก จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะสวี่ชิง พ่นพลังวิถีสวรรค์มหาศาลออกมาหลั่งทะลักไปทางสายใยสีทองผืนนั้น
อสูรสมุทรบรรพกาลก็สัมผัสได้ถึงความร้อนรนของสวี่ชิง ทุ่มสุดกำลัง แผ่พลังวิถีสวรรค์ออกมาอย่างบ้าคลั่ง
วิธีนี้ใช้ได้จริงๆ แต่บางเรื่องหากอยากให้ย้อนคืนกลับมาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายถึงเพียงนั้น ถึงแม้การใช้พลังวิถีสวรรค์อสูรสมุทรบรรพกาลผสานเข้าไปจะทำให้การสลายของสายใยสีทองช้าลง แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งไว้ได้
เห็นได้ชัด ว่าแค่พลังอสูรสมุทรบรรพกาล ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการสลายหายไปของสายใยสีทอง
เห็นสายใยทองสลายไปอย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวดในหัวใจของสวี่ชิงทวีความรุนแรงขึ้น ดวงตาข้างซ้ายของเขากลายเป็นสีม่วง พระจันทร์สีม่วงในม่านตารุนแรงอย่างมาก
และดวงตาขวาก็เปลี่ยนไปกลายเป็นสีดำเช่นกัน ขณะที่แฝงพิษไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้ ด้านหลังของเขาจำแลงพระจันทร์สีม่วงขึ้นมา ด้านหลังพระจันทร์สีม่วงมีดวงตาเฉยชาสีดำปรากฏออกมาเลาๆ
รอบด้านพลันเลือนรางลง ฟ้าดินบิดเบี้ยว อำนาจเทพเจ้าปะทุขึ้นมาจากสวี่ชิง หลังจากกายทิพย์ยกระดับขึ้นต่อเนื่อง สวี่ชิงก็จับจ้องสายใยสีทองที่กำลังสลายก็พูดออกไป
“หยุด!”
เมื่อส่งเสียงออกมา เสียงก็ดังก้องฟ้าครืนครัน แผ่นดินใหญ่สั่นสะเทือน
นี่คือสิ่งที่ลอกเลียนเสียงพึมพำพลังเทพเจ้าของฉู่เทียนฉวินมาจากตอนที่สวี่ชิงต่อสู้กับเขา ใช้อำนาจเทพสองชนิด ทำให้ร่างตนเป็นเหมือนเทพองค์ใหม่ เช่นนั้นคำพูดที่เปล่งออกมา จึงเป็นเสียงแห่งเทพเจ้า
สวี่ชิงรู้สึกว่า ในเมื่อพลังท้องฟ้ายังไม่เพียงพอ เช่นนั้นก็เพิ่มเสียงแห่งเทพเจ้าด้วยแล้วกัน…
ตอนนี้เมื่อเปล่งเสียงเทพเจ้าออกไป สายใยสีทองที่กำลังสลายก็พลันสั่นขึ้น ด้วยพลังของเสียงเทพเจ้ากับอสูรสมุทรบรรพกาลทั้งสองก็ค่อยๆ หยุดการสลาย!
แม้จะสลายไปแล้วกว่าครึ่ง แต่สุดท้ายก็มีส่วนหนึ่งเหลือเอาไว้
สวี่ชิงรีบยกมือคว้า สัมผัสความร้อนแรงแผ่ซ่านออกมาได้ ความรู้สึกร้อนรนปะทุขึ้นมา พุ่งทะยานตรงไปยังทางที่ความร้อนนั้นชี้นำอย่างรวดเร็ว
เขาต้องตามหาวิญญาณหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ที่นี่ ส่วนหลังจากหาเจอแล้วจะออกไปอย่างไร ชายชราถนนทองผุดก็แจกแจงไว้ในแผ่นหยกชิ้นหนึ่งที่ค่อนข้างพิเศษในบรรดาแผ่นหยกมากมายที่อีกฝ่ายให้มา
ถ้าหักแผ่นหยกนี้ ชายชราถนนทองผุดจะใช้พลังของเผ่าต้นไม้วิญญาณของโลกภายนอกสำแดงวิชา สามารถช่วยเหลือพวกเขากลับให้ออกไปได้
“ยังเหลืออีกหกวัน…”
สวี่ชิงเร่งความเร็วขึ้น ระหว่างที่มะยานทุกจุดที่เขาแล่นผ่านฟ้าดินกึกก้องครืนครัน ส่วนการมีอยู่ของเขาสำหรับโลกแห่งความตายใบนี้ สำหรับวิญญาณคนตายเหล่านั้นราวกับเป็นคบเพลิงที่สว่างเจิดจ้า
ดังนั้นไม่นานนัก วิญญาณคนตายหลายดวงก็ปรากฏขึ้นมาทั่วสารทิศ มาพร้อมกับความชั่วร้ายมหาศาล คำรามโถมเข้าหาสวี่ชิง
พื้นดินปะทุ มือแห้งเหี่ยวหลายข้างยื่นออกมา เผยให้เห็นซากศพที่เน่าเปื่อย หลายร่าง มาพร้อมกับความตะกละตะกลามและความคุ้มคลั่ง พุ่งออกไปหาสวี่ชิง
“ไสหัวไป!”
ตอนนี้สวี่ชิงกายทิพย์สูงส่ง เมื่อเปล่งเสียงแห่งเทพเจ้าออกไป รอบด้านก็บิดเบี้ยว วิญญาณคนตายจำนวนมากกรีดร้องสลายไป
วิญญาณคนตายเหล่านี้ เนื่องจากแฝงคำสาปเอาไว้ การโจมตีของคุณสมบัติประหลาดทำให้มันแค่สลายหายไป ไม่สามารถทำให้มันศิโรราบได้ และวิญญาณก็ยิ่งก่อร่างขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่นานขณะที่สวี่ชิงกำลังพุ่งทะยาน เบื้องหน้าเขาก็กลายเป็นทะเลวิญญาณ
สวี่ชิงสีหน้าปั้นยาก เขารักษาสภาพกายทิพย์ที่เกิดขึ้นจากใช้อำนาจเทพสองอย่างได้นานนัก เวลานี้สลายพระจันทร์สีม่วงชั่วคราว กระตุ้นลูกกลอนพิษต้องห้ามในร่างกายสุดกำลังให้แผ่ซ่านออกไป เขาในตอนนี้ ลูกกลอนพิษแผ่ออกไปรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับฉู่เทียนฉวินตอนนั้นเสียอีก
และที่แห่งนี้…ในฐานะที่เป็นโลกใบใหญ่ที่ถูกผนึกไว้ เหมาะให้สวี่ชิงระเบิดพิษต้องห้ามอย่างมาก
ดังนั้นพริบตาต่อมา ท่ามกลางพิษต้องห้ามที่ซ่านกำจาย รอบด้านของสวี่ชิงก็กลายเป็นพายุคลั่ง โหมพัดครืนครันออกไปทั่วสารทิศ สิบจั้ง ร้อยจั้ง ห้าร้อยจั้ง จนกระทั่งสุดท้ายไปถึงพันจั้ง!
ในอาณาเขตพันจั้ง เต็มไปด้วยพลังพิษต้องห้ามของสวี่ชิง จุดที่ตลบอวล เหล่าผีวิญญาณคนตายที่ปรากฏขึ้นเหล่านั้น ก็เปล่งเสียงกรีดร้องโหยหวนร่างวิญญาณบิดเบี้ยวเหมือนถูกกัดกร่อนทันที
ซากศพเหล่านั้นพุ่งออกมาจากพื้นดินก็เช่นเดียวกัน ต่อให้พวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่พิษของสวี่ชิงทำให้กลายเป็นผงฝุ่นได้
ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นพลังที่มาจากแดนเทพเจ้า เป็นคำสามเทพเจ้าประเภทหนึ่ง!
ดวงตาสวี่ชิงจิตสังหารแผ่ซ่าน ความเร็วไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย พิษต้องห้ามแผ่ออกไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พุ่งไปเบื้องหน้า และด้านหลังเขานอกจากเสียงโหยหวนนับไม่ถ้วนแล้ว ยังมีไอพลังประหลาดที่เป็นของเขาฟุ้งขึ้นมาด้วย พุ่งกลับมาทางเขาอย่างรวดเร็ว ห้อมล้อมอยู่รอบด้าน ทำให้อานุภาพพิษต้องห้ามแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง
อาณาบริเวณที่โหมพัดออกไปก่อนหน้านี้เพิ่มจากหนึ่งพันจั้งเป็นหนึ่งพันสามร้อยจั้ง
เพียงแต่วิญญาณคนตายของที่นี่มากเกินไป ปรากฏตัวอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าโลกความตายนี้มีชีวิตขึ้นมาในพริบตา
แม้วิญญาณหนึ่งร่างจะมีพลังสังหารธรรมดา แต่หลังจากรวมตัวกัน ก็กลายเป็นแรงกดดันที่น่ากลัว
เห็นว่าถูกขัดขวาง สวี่ชิงก็กัดฟันกรอด พระจันทร์สีม่วงที่สะกดไว้ในร่างกายก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง หมอกสีม่วงมหาศาลฟุ้งออกมาจากร่างกาย เมื่อสวี่ชิงกดมือลง หมอกสีม่วงก็ลอยต่ำลงมายังพื้นดิน ลอยอวลออกไปรอบด้าน ทำให้พื้นดินกลายเป็นสีม่วง!
ศพหลายร่างที่เพิ่งคลานออกมาบนพื้นดิน ร่างสั่นเทิ้ม ถูกหมอกสีม่วงนี้โจมตีจนกลายเป็นฝุ่นจำนวนมหาศาล กระทั่งสุดท้ายฝุ่นก็ฟุ้งกระจายจนคล้ายหมอกอย่างน่าตกตะลึงบนพื้นดิน
จากนั้นสวี่ชิงก็ร่างไหววูบ วิหคทองปรากฏขึ้นอีกครั้ง ร่างของเขาเหยียบบนหลังวิหคทอง วิหคทองเงยหน้าร้องคำราม ขณะที่หางที่เผาไหม้แผ่ทะเลเพลิงออกมา พาสวี่ชิงพุ่งไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
มองไกลๆ ภาพนี้น่าขนพองสยองเกล้ามาก
พื้นดินปกคลุมด้วยหมอกสีม่วง ลอยอวลไปตามร่างของสวี่ชิง แผ่ไปยังศพแต่ละร่าง แต่ด้านนอกหมอกสีม่วงในทิศทางที่ไร้จุดสิ้นสุด ซากศพโหดเหี้ยมก็ยังมีจำนวนมหาศาล
ส่วนบนท้องฟ้าก็เป็นวิญญาณร้ายคุ้มคลั่งทั้งสิ้น แม้ว่าพายุพิษของสวี่ชิงจะแผ่ออกไป ทำให้วิญญาณนับไม่ถ้วนสูญสลาย แต่วิญญาณร้ายก็ยิ่งโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
สุดลูกหูลูกตา
ในโลกที่มืดมิด มีเพียงไฟที่แผ่ออกมาจากวิหคทองกำลังส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าโหมทะเลเพลิง พุ่งออกไปไม่หยุด
เป็นเหมือนแสงทางหนึ่ง
ผีชั่วร้าย ซากศพมากมายมหาศาลรอบด้านลำแสงนี้ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน มาพร้อมกับความคุ้มคลั่ง ความตะกละตะกลาม ความเคียดแค้นสิ่งชีวิต คิดจะดับเปลวเพลิงปิดแสงนั้นเอาไว้
เวลาไหลผ่านไป
แสงทางนี้ในโลกที่มืดมิดก็พุ่งไปอย่างเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว วาดผ่านเส้นขอบฟ้า
จนผ่านไปหนึ่งวัน ขณะที่มุมปากสวี่ชิงมีเลือดไหลออกมา ชุดนักพรตชุ่มไปด้วยเลือดสด เขาแบกสารร่างที่ยับเยินมาถึงทะเลวิญญาณได้ในที่สุด สองตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดและความเหนื่อยล้า มองเบื้องหน้าที่มีแม่น้ำขนาดใหญ่สีดำสายหนึ่ง
น้ำในแม่น้ำเชี่ยวกราก ราวกับแม่น้ำยมโลก
ในนั้นมีซากศพลอยอยู่นับไม่ถ้วน และมีใบหน้ามหาศาลที่กำลังร่ำไห้ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในน้ำ
และปลายทางของแม่น้ำ สวี่ชิงมองเห็นเกี้ยวขนาดแปดคนหามสีแดงคันหนึ่ง
คานแบกเกี้ยวด้านหน้าและหลังมีไหที่สีแตกต่างกันวางอยู่ข้างละใบ ขณะที่เกี้ยวคลอนไหวก็ไม่ขยับเขยื้อนราวกับงอกขึ้นมาจากคาน
ขณะเดียวกัน ก็มีขบวนยาวเหยียดเดินอยู่รอบๆ เกี้ยว ร่างเงาส่วนใหญ่ในบรรดานั้นมีหัวเป็นงู ร่างเป็นคน พวกเขาอยู่ในชุดคลุมสีแดงตัวใหญ่ กำลังเดินไปเบื้องหน้า
ละมีเสียงเสียดหูราวกับเสียงกรีดร้อง ดังออกมาจากด้านหน้าขบวน
ขณะเดียวกันสายลมหยินก็พัดมาเหนือแม่น้ำยมโลก ขณะที่โหมคลื่นกระหน่ำซัด ก็พัดม่านของเกี้ยวมุมหนึ่งเลิกขึ้นมา เผยให้เห็นร่างหญิงสาวในชุดแต่งงานคนหนึ่งนั่งเหม่อลอย ใบหน้าซีดขาว
สวี่ชิงอึ้งตะลึง ไม่ได้มองหญิงสาวด้านในเกี้ยว แต่มองไหใบสีขาวหนึ่งในสี่ใบบนคานเกี้ยวด้านหน้า!
เศษชิ้นส่วนสายใยสีทองในฝ่ามือเขา เวลานี้ส่งความร้อนวูบขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
