Scumbag System 12

0 Comments

ตอนที่ 12

เสียงฮือฮาดังกว่าเมื่อครู่ที่เสิ่นชิงชิวลำบากลำบนเก็กมาทั้งวันรวมกันเสียอีก เสิ่นชิงชิวน้ำตาตกใน

ไอ้รูปหล่อขี้เก็ก! แม่งออกมาช้ากว่านี้หน่อยเอ็งจะตายรึไง จะได้เหลือที่ให้ตูเก็กบ้าง!

สมกับเป็นนิยายฮาเร็มที่เต็มไปด้วยฉากแฟนเซอร์วิสของแท้ หลังจากซาหัวหลิงโดยกระแทกออกไป นอกจากเสียงหวีดร้องอ้อยสร้อยแล้ว ผ้าโปร่งเนื้อบางเบาสีแดงที่เดิมทีปกคลุมร่างกายได้น้อยนิดอยู่แล้วก็ฉีกกระจุยกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เรียกเสียงกรีดร้องฮือฮาขึ้นมาทันที นางใช้ท่าร่างอันอ่อนช้อยกลิ้งตัวต้านแรงแระแทก กลิ้งหลุนๆ แล้วคลานขึ้นมาจากฟื้น เผ่ามารช่างแสดงออกเปิดเผยจริงๆ ถึงทั่วทั้งร่างจะอยู่ในภาพขนาดต้องทำเป็นภาพโมเสกเซ็นเซอร์ แต่นางก็ไม่นึกเดือดร้อน แค่กระชากเสื้อคลุมของลูกน้องที่อยู่ข้างกายมาคลุมร่างอย่างลวกๆ “ทุกท่าน วันนี้ข้าคำนวณผิดพลาด วันหน้ายังมีเวลาอีกมากที่จะได้เจอกันใหม่ ไป!”

หลิ่วชิงเกอหัวเราะหยัน “นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป หน้าใหญ่จริง เข้าใจคิดนักนะ!”

เขาหมุนตัวขวับ กระบี่เฉิงหลวน (ขี่วิหคไฟ) บนหลังทะยานขึ้นเวหา ก่อเกิดเป็นรังสีกระบี่นับร้อยนับพันเส้นเรียงตัวกันเป็นข่ายมนตร์อันเจิดจ้า จากนั้นตกลงมาแทงใส่ชาวเผ่ามารราวกับห่าฝน

ซาหัวหลิงนำลูกน้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนพลางหมุนผ้าโปร่งสีแดงในมือจนดูเหมือนเมฆแดงก้อนหนึ่งแล้วโยนขึ้นฟ้า แต่เสียดายที่ไม่อาจสกัดกั้นรังสีกระบี่อันคมกริบได้เลย ผ้าโปร่งถูกแทงจนเป็นรูพรุนไปทั้งผืน บรรดาศิษย์ชางฉยงซานที่เข้ามาล้อมก็โดนลูกหลงไปด้วย เผ่ามารส่วนใหญ่ที่บาดเจ็บก็บาดเจ็บ ที่ถูกจับก็ถูกจับ มีแต่คนสนิทกลุ่มเล็กๆ ที่ประกบซาหัวหลิงหนีลงเขาไปได้อย่างทุลักทุเล

หลิ่วชิงเกอสอดกระบี่ลงฝักแล้วทำหน้าขึง หันกลายกลับมามองบาดแผลบนมือเสิ่นชิงชิว ขณะที่พวกศิษย์ชิงจิ้งเฟิงพากันมาห้อมล้อมเขา สีหน้าตื่นตระหนกเป็นพิมพ์เดียวกัน

เสิ่นชิงชิวถอนใจ “ให้อิงอิงเลียนแบบน้าเสวี่ย* ร้องให้ตบกำแพงถ้ำหลิงซีเรียกเจ้าออกมา เป็นตัวเลือกที่ถูกต้องจริงๆ”

(น้ำเสวี่ย เป็นตัวละครจากเรื่องมนตร์รักในสายฝน นำแสดงโดยจ้าวเหว่ยและหลินซินหยู ในเรื่องมีฉากที่ตัวละครน้าเสวี่ยไปตบประตูเรียกคนมาช่วย)

หลิ่วชิงเกอถามว่า “น้าเสวี่ยเป็นใคร”

เสิ่นชิงชิว “สาวสวยน่ะ อาการข้าเป็นอย่างไร”

หลิ่วชิงเกอแค่นเสียง “ตอนนี้ยังไม่ตายหรอก”

ถึงจะพูดเช่นนี้ ทว่าเขากลับใช้มือซ้ายถ่ายทอดพลังทิพย์เข้าสู่ร่างเสิ่นชิงชิวไม่ขาดสาย สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทุกที เสิ่นชิงชิวมองมือของเขา

หลิ่วชิงเกอกล่าวอย่างชัดเจน “ที่คิดค้างเจ้าในถ้ำหลิงซี ขอคืนให้เจ้า”

พวกจองหองปากเสียเอ๊ย!

แผนการที่จะดึงหลิ่วชิงเกอมาเป็นเพื่อนร่วมทีมสำเร็จแล้ว! แต่อาการชีพจนทิพย์ทั่วร่างกระตุกเป็นระลอกทำให้เสิ่นชิงชิวยิ้มไม่ออก

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “อาจารย์อาหลิ่ว ยาพิษอย่าง ‘พิษไร้ยาถอน’ ไม่มีทางรักษาจริงๆหรือขอรับ”

หลิ่วชิงเกอปรายตามองลั่วปิงเหอแวบหนึ่ง ยังไม่ได้ตอบ เสิ่นชิงชิวพลันเข่าอ่อนยวบ แทบจะลงไปคุกเข่ากับพื้น ดีที่มีลั่วปิงเหอประคองอยู่ แต่เขายืนไม่อยู่แล้วจริงๆจึงบอกว่า “ให้ข้านอนลง…ขอข้านอนลงหน่อย”

ลั่วปิงเหอไม่เคยเห็นเสิ่นชิงชิวในสภาพอ่อนแอเช่นนี้มาก่อน เขาคุกเข่าอยู่ข้างเสิ่นชิงชิว สองดาแดงก่ำดุจเลือด กลั้นสะอื้นเรียก “…ซือจุน”

เสิ่นชิงชิวยกมือข้างหนึ่งขึ้นอย่างอ่อนแรง ลูบศีรษะปิงเกออย่างที่คิดอยากลูบมาตลอด เลือดในลำคอที่กลั้นอยู่นานในที่สุดก็พ่นออกมา ร่างกายสั่นเทิ้มเป็นลูกนอก

ทั้งที่อยู่ในสภาพนี้ เขายังคงมุ่งมั่นที่จะกล่าวประโยคเด็ดเพื่อยกระดับความรู้สึกดีๆให้สำเร็จ

“ข้ารู้…เจ้า…จะต้องชนะ”

ฟังประโยคนี้แล้วลั่วปิงเหอก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว

เมื่อมาคิดดูในภายหลัง เสิ่นชิงชิวคิดว่าหากใช้มุมมองของพระเจ้าเขาจะต้องเขวี้ยงนิยายแล้วด่าด้วยความทนไม่ไหวแน่ ตัวละครอะไรวะ เดี๋ยวทุบตี เดี๋ยวก็ช่วย แม่งป่วยชัวร์! หลายบุคลิก + โรคประสาท!

เวลานี้เอง ระบบส่งข้อความมา

[ระดับความซับซ้อนของตัวละครเสิ่นชิงชิว บวกเพิ่ม 20 คะแนน ความลึกซึ้งของอิมเมจในแง่ปรัชญา บวกเพิ่ม 20 คะแนน ค่าความลึกลับของคาแรคเตอร์ บวกเพิ่ม 10 คะแนน รวมค่า B ทั้งหมดที่เพิ่มมาเป็น 50 คะแนน]

เสิ่นชิงชิวสยอง ค่าความลึกซึ้งด้านปรัชญาของตัวละครนี่มันคำนวณกันแบบนี้เหรอ

และกรุณาอย่าเปิดค่าตัวเลขแปลกๆมาใช้ตามใจชอบได้ไหม จะเป็นพระคุณอย่างสูง!

เสิ่นชิงชิวที่สองตาเริ่มพร่ามัวเงยหน้าขึ้น รู้สึกเหมือนจะเห็นน้ำตาของลั่วปิงเหอไหลรินออกมาเป็นสาย

ภาพลวงตามั้ง

นี่เป็นความคิดสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติไป

บทที่ 3

ความรู้สึกดีๆ

ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน เสิ่นชิงชิวถึงค่อยฟื้นขึ้นมาอย่างลำบาก

ลืมตาขึ้นก็เห็นม่านผ้าโปร่งสีขาวเหนือศีรษะอันคุ้นตา เลยรู้ว่าอยู่ในเรือนพำนัก ‘ชิงจิ้ง’ บนยอดเขาชิงจิ้งเฟิงแล้ว

เขาสูดลมหายใจ อยากบิดขี้เกียจ ทันใดนั้นเองประตูห้องถูกเปิดออก คนผู้หนึ่งเดินเข้ามา

หมิงฟานประคองถาดในมือ ครั้นเห็นเขาตื่นแล้วก็เหวี่ยงถาดไปที่โต๊ะทันที ร้องไห้โฮ “ซือจุน ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว”

ยังมีอีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอก ลั่วปิงเหอยืนอยู่หน้าประตูเหมือนอยากเข้ามาแต่ไม่กล้า

หมิงฟานร้องไห้ฟูมฟายอยู่สักพักทำเอาผ้าปูที่นอนเปียกเป็นดวง จากนั้นหันไปดุลั่วปิงเหอ “เหตุใดจึงยืนอยู่ตรงนี้ ไม่รู้หรือไงว่าซือจุนเห็นเจ้าแล้วรำคาญ” แล้วหันมากล่าวกับเสิ่นชิงชิว “ไม่รู้เจ้าเด็กนี่เป็นโรคอะไร รบเร้าจะขออยู่ตรงนี้ให้ได้ ยืนปักหลักราวกับไม้ตะบอง ไล่ก็ไม่ไปขอรับ”

เสิ่นชิงชิวโบกมือ “ไม่เป็นไร ปล่อยเขาเถอะ”

หมิงฟานกล่าวว่า “ขะ…ข้าจะไปตามอาจารย์อาหลิ่ว อาจารย์ลุงเจ้าสำนัก และอาจารย์อามู่! พวกท่านสั่งไว้ว่าพอท่านฟื้นแล้วให้ไปแจ้งด้วยขอรับ!” พูดจบก็ลุกพรวด พุ่งกายออกไปนอกประตูทันที

ดูท่าว่าจะหลับไปนานมากจริงๆ…เยวี่ยชิงหยวนกลับมาแล้ว ส่วนที่พูดว่า ‘อาจารย์อามู่’ จะต้องเป็นมู่ชิงฟางเจ้ายอดเขาเชียนเฉ่าเฟิงแน่ (หนึ่งพันสมุนไพร) เชียนเฉ่าเฟิงเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพร ชำนาญทักษะการแพทย์เลยต้องออกโรง

ลั่วปิงเหอหลีกทางให้ พอเห็นหมิงฟานไปไกลแล้ว ก็ยังไม่ยอมจากไป เอาแต่เมียงมองเข้ามาในห้อง กำหมดแน่น

เสิ่นชิงชิวค่อยๆลุกนั่ง กล่าวกว่า “เจ้ามีวาจาอยากกล่าวหรือ เช่นนั้นก็เข้ามาเถอะ”

ลั่วปิงเหอเดินเข้ามาตามที่เขาบอก แต่แล้วจู่ๆก็คุกเข่าดังตุ้บที่หน้าเตียง

เสิ่นชิงชิว “…!!!”

ระบบ เดี๋ยวนะ! เกิดอะไรขึ้น ผมแค่หลับไปงีบเดียวเอง ทำไมพอตื่นมาก็เปลี่ยนเป็นโหมดนี้แล้วล่ะ นี่ผมหลับไปนานขนาดนั้นเลยเหรอ ตอนนี้ผ่านไปสิบปีแล้วเหรอ

ลั่วปิงเหอคุกเข่า เงยหน้าขึ้น แววตาลุกโชนของเขาเจือไว้ด้วยความรู้สึกผิดอยู่ในที “ขอซือจุนโปรดให้อภัยความโง่เขลาไม่รู้ความของศิษย์ในกาลก่อนด้วยขอรับ”

‘โง่เขลาไม่รู้ความ’ 5 พยางค์นี้ จะใช้กับใครก็ได้ แต่ไม่สามารถใช้กับลั่วปิงเหอเด็ดขาด

เมื่อก่อนศิษย์เพียงเข้าใจว่าซือจุนไม่ค่อยเมตตาศิษย์นัก จนกระทั่งหลังการประลองรอบที่สาม ศิษย์จึงค่อยกระจ่างถึงความลำบากใจของซือจุนในกาลก่อน”

เสิ่นชิงชิวนึกในใจว่า ไม่ๆๆๆ ตอนแรกไอ้อาจารย์คนนั้นของนายมันไม่เคยเป็นห่วงนายจริงๆนั่นแหละ มันอยากให้นายตายใจจะขาด…ว่าแต่ที่บอกกระจ่างถึงความลำบากใจของฉันน่ะ มันอะไรรึ นายลองบอกมาที ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน!

แต่ลั่วปิงเหอดันไม่พูดต่อเสียอย่างนั้น เพียงกล่าวอย่างเอาจริงเอาจังว่า “นับจากนี้ไปศิษย์จะตั้งใจทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ซือจุนสุดความสามารถ เชื่อฟังคำสั่งของซือจุนขอรับ”

เสิ่นชิงชิวมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน

ช่วยชีวิตเขาไว้ครั้งเดียว ที่ดุด่าทุบตีข่มเหงรังแกเมื่อก่อนก็ลืมหมดเกลี้ยงเลยเหรอ ความรู้สึกดีๆ นี่จะยกระดับง่ายไปไหม

แน่นอนว่าเขาไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของลั่วปิงเหอขณะนั้นว่ามันสับสนเวียนวนไปมากี่ร้อยรอบพันตลบ

เสิ่นชิงชิวเงียบไปครู่หนึ่ง “เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว ลุกขึ้นมาก่อนเถอะ”

แม้เขาจะยังไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า ตกลงแล้วปิงเกอกระจ่างแจ้งเรื่องอะไร

เห็นลั่วปิงเหอลุกขึ้นยืน แต่ไม่ยอมจากไป ทำท่าเคอะเขิน เหมือนมีอะไรอยากพูด เสิ่นชิงชิวจึงถาม “ยังมีเรื่องอะไรอีก”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุนหลับไปนานหลายวัน เพิ่งจะตื่นขึ้นมา ไม่ทราบว่าอยากอาหารหรือไม่ขอรับ”

พูดกันตามจริง เสิ่นชิงชิวผ่านขั้นปี้กู่แล้ว ไม่กินก็ไม่เป็นไร แต่ไม่อาจต้านทานสัญชาตญาณความอยากกินอาหารได้อยู่ดี พอได้ฟังว่ามีอาหารให้กินก็ตาลุกวาว “อยากซิ อยากมาก”

ลั่วปิงเหอวิ่งออกจากห้องทันที หลายวันมานี้เขาคอยต้มโจ๊กหม้อใหม่ทุกหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ได้ใช้แล้ว เขาประคองถ้วยโจ๊กร้อนๆที่ยังมีไอควันลอยกรุ่นวางลงบนโต๊ะ จากนั้นช่วยพยุงเสิ่นชิงชิวนั่งบนเตียงให้ถนัดถนี่ เอาใจใส่จนชวนขนลุก ขาดก็แต่ยังไม่ได้ตักป้อนเท่านั้น

เสิ่นชิงชิวขนแขนลุกซู่ รีบถือช้อนมาตักเข้าปากกินเอง เห็นลั่วปิงเหอยังคงยืนอยู่ข้างเตียงจ้องตนไม่วางตา

เสิ่นชิงชิวขบคิด จากนั้นค่อยนึกขึ้นได้ เลยกล่าวชมเสียงเรียบ “รสชาติไม่เลว”

ใครว่าแค่รสชาติไม่เลย ยอดชิงจิ้งเฟิง (สงบบริสุทธิ์) พอฟังก็ให้นึกถึงแนวทางอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วละแล้วซึ่งกิเลสตัณหา กระทั่งสไตล์การปรุงอาหารก็ยึดแนวทางนี้

เสิ่นชิงชิวกินมานานจนปากชืดชาไร้รสชาติไปหมดแล้ว แม้ที่อยู่ในถ้วยซึ่งเขาถือไว้นี้จะเป็นเพียงโจ๊ก แต่อาจแตกต่างที่เครื่องปรุงรสและวิธีการปรุง จึงห่างคนละชั้นกับสารพัดโจ๊กที่ใสโจ๋งเจ๋งเป็นน้ำก่อนหน้านี้ เนื้อโจ๊กขาวเนียนโรยต้นหอมซอยบาง หมูสับที่ปรุงรสมาอย่างดี และยังมีขิงซอยโรยมาอย่างพอเหมาะ ร้อนกำลังดี!

ไม่ได้พบไม่ได้เจอนานเหลือเกินแล้ว เสิ่นชิงชิวแทบน้ำตาไหลพราก

ลั่วปิงเหอฟังคำชมของเขา ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที กล่าวว่า “หากซือจุนชอบ ศิษย์จะทำแบบไม่ซ้ำให้ซือจุนทุกวันเลย เป็นอย่างไรขอรับ”

เสิ่นชิงชิวถึงกับสำลัก

ลั่วปิงเหอรีบตบหลังให้เขา เสิ่นชิงชิวโบกมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร

เขาแค่ตกใจไปนิดเท่านั้นเอง

ฝีมือการทำอาหารของลั่วปิงเหอคืออาวุธสังหารอันดับหนึ่งในการพิชิตใจสาว นึกไม่ถึงว่าตนกลับได้รับเกียรตินั้นด้วย ในนิยายดั้งเดิมมีน้องหนูคนสำคัญในฮาเร็มของเขาไม่กี่คน จำนวนประมาณว่านับได้ด้วยมือเดียวเท่านั้นที่ได้กิน ‘อาหารตำหรับลั่วปิงเหอ’

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ‘ทำ(อาหาร) แบบไม่ซ้ำให้เจ้าทุกวันเลย’ เป็นประโยคที่ลั่วปิงเหอเอาไว้ใช้ตอนปะเหลาะคุณหนูสองสามคนให้เต็มใจเข้าฮาเร็มของเขาไม่ใช่เหรอ

อาหารสามารถกินมั่วได้ แต่คำพูดจะพูดมั่วไม่ได้นะ

เห็นเสิ่นชิงชิวทำหน้าแปลก ลั่วปิงเหอก็ใจคอไม่ดี ถามว่า “ซือจุนไม่ชอบหรือขอรับ”

ทำให้กินฟรีๆ ใครไม่ชอบก็โง่แล้ว

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างเป็นกันเอง “เหวยซือชอบมาก เช่นนั้นจากนี้ไปเรื่องพวกนี้ก็มอบให้เจ้าแล้ว”

ในที่สุดก็ไม่ต้องกินโจ๊กใสเป็นน้ำอีกต่อไป เป็นถึงผู้นำของยอดชิงจิ้งเฟิงอันยิ่งใหญ่ทั้งที ทำไมจะเปิดครัวเล็กๆของตัวเองไม่ได้ล่ะ!

พอได้รับคำยืนยัน ลั่วปิงเหอก็ดูสดใสราวกับดอกไม้แย้มบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นขึ้นมาทันตา

เสิ่นชิงชิวเห็นเขาในสภาพเช่นนี้ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกคันไม้คันมืออยากลูบหัวเขาทันควัน หรือจะเป็นได้ว่าหัวของปิงเกอมีสนามแม่เหล็กอะไรบางอย่าง ไม่อย่างนั้นทำไมเขาถึงควบคุมมือไม่อยู่ทุกทีล่ะ

หลังจากปล่อยลั่วปิงเหอที่(รับปากทำงานให้คนอื่นฟรีๆ) ยิ้มจนแก้มแทบฉีกออกไปแล้ว เสิ่นชิงชิวก็เคาะเรียกระบบ “เนื้อเรื่องในห้วงอเวจีนี่เลี่ยงไม่ได้เลยรึ”

ระบบ [หากลั่วปิงเหอพลาดจากเนื้อเรื่องตอน ‘ห้วงอเวจี’ ค่าความฟินจะถูกหัก 10,000 แต้ม]

พอได้ยินตัวเลขท้ายประโยคถนัดหู เสิ่นชิงชิวก็กระอักเลือดออกมาด้วยความเคยชิน กระอักเสร็จก็เช็ดๆปาก ช่างเถอะ กระอักก็กระอักไป เขาชินแล้วล่ะ

ก็มีเหตุผลอยู่ หากไม่สามารถฟาดให้ลั่วปิงเหอร่วงลงไปในห้วงอเวจีได้ เขาก็เปิดใช้ดัชนีทองคำไม่ได้ พระเอกใช้ตัวช่วยไม่ได้ ยังจะมีค่าความฟินอะไรเหลืออยู่อีกล่ะ

ดังนั้นเนื้อเรื่องว่าด้วยห้วงอเวจีจึงไม่มีไม่ได้ แต่ในฐานะตัวบัดซบอันดับหนึ่ง และตัวโกงเศษสวะอันดับหนึ่งของนิยายเรื่องนี้ ภารกิจอันทรงเกียรติและจำเป็นนี้แน่นอนว่าจะมอบหมายให้ใครอื่นไม่ได้นอกจากตน

เสิ่นชิงชิวถามอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ อยากร้องไห้นัก ให้อย่างไรก็ทำใจไม่ได้จริงๆ ลั่วปิงเหอที่สดใสราวกับดวงตะวันดวงน้อยในเวลานี้ ต้องตกต่ำกลายเป็นมารหนุ่มเลือดเย็น จิตใจมืดมัว แม้แต่เขาที่ทะลุมิติมาเกิดใหม่ในนิยาย และตามหลักน่าจะเปิดใช้ตัวช่วยได้ ก็ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้

เขาถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องเป็นคนฟาดพระเอกให้ตกลงไปในห้วงอเวจี เปิดเส้นทางตำนานยอดบุรุษดัชนีทองคำแห่งยุค!

นี่เป็นงานที่ไร้อนาคตเสียจริง

ไม่ทำ ค่าความฟินก็จะถูกหักทันที 10,000 คะแนน ตายจนไม่รู้จะตายอย่างไรได้อีก

ถ้าทำ หลังจากลั่วปิงเหอเปิดใช้ดัชนีทองคำ และเปลี่ยนไปเป็นพระเอกสายดาร์ก ยิ่งไม่มีทางปล่อยเขาไปอยู่ดี งานลำบาก เงินเดือนน้อย สวัสดิการ…ไม่มี

นี่มันอะไรกันโว้ย!

ลั่วปิงเหอเดินออกไปได้ไม่นาน ครู่ต่อมาศิษย์พี่ศิษย์น้องสองสามคนของเสิ่นชิงชิวก็เข้ามาเยี่ยม

เสิ่นชิงชิวนอนอยู่บนเตียง เอานิยายเล่มเล็กสอดไส้ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง* แล้วอ่าน พอเห็นเยวี่ยชิงหยวนเดินนำเข้ามาก่อน ก็ปิดหนังสือเงียบๆ ซุกไว้ในผ้าห่ม เหลือแต่ปกของเต้าเต๋อจิงโผล่ให้เห็น เขาทำท่าจะลงจากเตียง เยวี่ยชิงหยวนรีบเข้ามาห้าม “อย่าขยับ ตอนนี้เจ้าไม่เหมาะจะลงจากเตียงนอนไปเช่นนั้นแหละ จากนั้นหันไปหามู่ชิงฟางที่อยู่ด้านหลัง “ศิษย์น้องมู่ เจ้าเข้ามาดูเขาอีกทีเถิด”

(คัมภีร์เต้าเต๋อจิง คือ หนังสือปรัชญาของลัทธิเต๋า)

ระหว่างที่หมดสติไปมู่ชิงฟางเข้ามาตรวจอาการให้เสิ่นชิงชิวไปครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนี้น่าจะเป็นการตรวจซ้ำ

เสิ่นชิงชิวยื่นข้อมือให้เขา กล่าวอย่างเกรงใจว่า “รบกวนศิษย์น้องมู่แล้ว”

มู่ชิงฟางชะงัก ผงกศีรษะ นั่งลงข้างเตียง แตะนิ้วลงบนชีพจรข้อมือของอีกฝ่าย วิชาแพทย์ของเจ้ายอดเขาเชียงเฉ่าเฟิงนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงที่รักษายากเพียงใด เพียงชั่วพริบตาก็สามารถวินิจฉัยและบอกวิธีรักษาได้แล้ว แต่เขาแตะนิ้วอยู่เป็นนานสองนาน ถึงค่อยเอานิ้วออกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เยวี่ยชิงหยวนถามเขาว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”

หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังวัตร เสิ่นชิงชิวจะไม่สงวนท่าทีแม้แต่น้อย “พิษนี้ตกลงถอนได้หรือไม่”

หลิ่วชิงเกอสะบัดชายแขนเสื้อ นั่งลงข้างโต๊ะ แค่นเสียงว่า “มันเรียกว่า ‘พิษไร้ยาถอน’ เจ้าว่าอย่างไรล่ะ”

เสิ่นชิงชิวถอนใจอีกครั้ง “อย่างนั้นศิษย์น้องมู่บอกข้ามาตามตรงเถิด ข้าเหลือเวลาอีกกี่ปี หรือว่ากี่เดือน หรือว่ากี่วัน”

มู่ชิงฟางส่ายหน้า กล่าวว่า “แม้ถอนพิษไม่ได้ แต่กลับมีวิธีสะกดข่มได้”

เสียงเขาราบเรียบ ไม่เบาไม่หนัก แต่เสิ่นชิงชิวกลับรู้สึกเหมือนตนเองกำไรมหาศาลแล้ว

ยาพิษนี้แม้เรียกว่า ‘พิษไร้ยาถอน’ แต่ความจริงแล้วมันถอนได้

เพราะในนิยายดั้งเดิม ช่วงงานชุมนุมเซียนที่มีจุดใคลแมกซ์มากมาย มีศิษย์น้องหญิงต่างสำนักผู้เรียบร้อยนุ่มนวลคนหนึ่งได้รับพิษประหลาดชนิดนี้ของเผ่ามารเข้า

ประเด็นสำคัญอยู่ที่นางเป็นน้องหนูคนหนึ่งของพระเอกนี่แหละ

คุณเคยเห็นพระเอกนิยายฮาเร็มที่ปล่อยให้ผู้หญิงของตัวเองถูกพิษตายหรือเปล่าล่ะ

หากว่าเคย เช่นนั้นเขาก็เป็นพระเอกนิยายฮาเร็มที่ไม่มีคุณภาพ

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 219
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 218
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 217
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: