Scumbag System 11

0 Comments

ตอนที่ 11

ซือจุนเลือกเขาขึ้นประลอง ดูเหมือนเป็นการสร้างความลำบากให้แกเขา แต่ในทางตรงกันข้ามหากการประลองรอบนี้พ่ายแพ้ ที่เสียหน้าไม่ใช่มีแค่ลั่วปิงเหอ แต่คนทั้งสำนัก รวมทั้งตัวเสิ่นชิงิชวที่เลือกเขาก็จะถูกลากมาพัวพันด้วย

ซือจุนเชื่อมั่นจริงๆว่าเขาจะชนะจึงได้เลือกเขาขึ้นประลอง!

ภายใต้การคิดเป็นตุเป็นตะของเด็กชายลั่วปิงเหอ ได้ทำการเปิดระบบมโนเอาเองครั้งมโหฬารเป็นที่เรียบร้อย

ไม่เคยมีใครเชื่อมั่นในตัวเขาเช่นนี้มาก่อน

ซือจุนถึงกลับกล้ามอบหมายภารกิจนี้ให้เขา เขาก็ต้องคว้าชัยชนะมาให้ทุกคนดูเพื่อซือจุนให้ได้

ค้อนยักษ์หวีดเสียงลมอันหนักหน่วงโจมตีเข้ามาอีกครั้ง รูม่านตาดำลั่วปิงเหอหดแคบ โคจรพลังมาไว้ที่ฝ่ามือ

ทุกคนในที่นั้นล้วนถูกหนุ่มน้อยที่มุ่งมั่นไม่ลดละผู้นี้ตรึงความสนใจไว้จนหมด แม้ลั่วปิงเหอหาจังหวะรุกไล่กลับไม่ได้เลย ก็ไม่เคยทิ้งโอกาสที่จะตอบโต้ ทั้งไม่ยอมแพ้ แต่ตอนนี้โอกาสในการโต้กลับในที่สุดก็มาถึงแล้ว เศษเสี้ยวสุดท้ายของโอกาสที่ว่าถูกลั่วปิงเหอคว้าเอาไว้ในมือได้อย่างแม่นยำ

หลังจากยื้อกันมาครึ่งชั่วยาม การประลองรอบที่สาม ในที่สุดก็ทราบผลแล้ว

นอกจากเสิ่นชิงชิวแล้ว คนอื่นๆล้วนไม่มีใครคาดคิดว่าผลจะออกมาเช่นนี้เลย

ผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ที่ครอบครองพลังยุทธ์หลายร้อยปี ทั่วร่างเต็มไปด้วยหนามพิษ กลับถูกเด็กหนุ่มอายุ 15โค่นล้มลงแล้ว!

หลิ่วหมิงเยียนและซาหัวหลิงถูกลั่วปิงเหอตรึงความสนใจไปจนสิ้น ดวงตาคู่งามสองคู่มองจ้องร่างของลั่วปิงเหอไม่วางตา

[ได้รับความสนใจจากหลิ่วหมิงเยียนและซาหัวหลิง สร้างชื่อจากศึกเผ่ามารบุกชางฉยงซาน ค่าความฟินของพระเอกบวกเพิ่ม 500 คะแนน]

เสิ่นชิงชิวโมโหหนัก

อะไรวะ! หักทีหัก 1,000 บวกเพิ่มแค่ 500 ไอ้ระบบใจดำ ไอ้สองมาตรฐาน

แต่ว่าไม่เป็นไร ในใจของทุกคนตอนนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน

ลั่วปิงเหอคือคลื่นลูกใหม่ไล่คลื่นลูกเก่าจริงๆ

เสิ่นชิงชิวคือผู้ลึกล้ำสุดหยั่งจริงๆ

ซาหัวหลิงจุกอยู่ครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็เค้นออกมาได้ “ชางฉยงซานมากด้วยอัจฉริยะ ผู้กล้ารุ่นเยาว์ปรากฏตัวไม่ขาดสาย หลิงเอ๋อร์…เลื่อมใสยิ่งนัก”

เสิ่นชิงชิวเอ่ยว่า “กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี ในเมื่อการประลองปรากฏผลแล้ว แม่นางจะสั่งคนของพวกเจ้ากลับไปได้หรือยัง ขออภัยที่ชางฉยงซานตอนนี้กำลังวุ่นวาย ไม่สะดวกรับแขกแดนไกล”

ประโยคนี้พูดเป็นนัยว่า…ที่จริงก็ไม่มีความนัยอะไรหรอก เขาแค่เชิญแขกกลับไปตรงๆแบบที่เข้าใจง่ายเท่านั้นแหละ

ซาหัวหลิงโกรธ แต่ไม่มีที่ให้ระบาย ใช้นิ้วบิดผ้าโปร่งสีแดงบนร่างเป็นเกลียว ในที่สุดก็ทนไม่ไหว

นางยื่นมือออกไปอย่างว่องไวตบหน้าผู้อาวุโสค้อนสวรรค์โดยแรงตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด “ประลองกับศิษย์ใต้สังกัดผู้อาวุโสเสิ่นที่อายุน้อยเพียงนี้ ยังแพ้ได้ทุเรศนัยน์ตาขนาดนี้ ทั้งเผ่ามารเสียหน้ากันหมดแล้วก็เพราะเจ้า!”

ผู้อาวุโสค้อนสวรรค์น่าสงสารมาก เผ่ามารปกครองตามลำดับชั้นอย่างเข้มงวด ซาหัวหลิงเป็นพธูศักดิ์สิทธิ์ที่ชาติกำเนิดสูงส่ง ถูกตบหน้าหัน คงได้แต่ก้มหน้ารับลูกเดียว ไม่กล้าตอบโต้ “ผู้น้อยไร้ความสามารถ ขอพธูศักดิ์สิทธิ์โปรดลงโทษ”

เสิ่นชิงชิวทนดูไม่ไหวอีกต่อไป “แม่นางซา หากอยากลงโทษลูกน้องขอเชิญไปลงโทษกันที่อื่น ฉยงติ่งเฟิงหาใช่สถานที่ให้เผ่าเจ้ามาแสดงอำนาจ”

ซาหัวหลิงได้ตบระบายอารมณ์ไปหนึ่งฉาด นับว่าได้ปลดปล่อยความขุ่นเคืองแล้ว หันมาอีกที ใบหน้าก็เปื้อนยิ้ม “ผู้อาวุโสเสิ่นกล่าวได้ถูกต้อง หลิงเอ๋อร์เพียงเห็นผู้มีความสามารถอายุเยาว์ในสำนักท่าน แล้วมาเห็นพวกลูกน้องเศษสวะของตัวเองเช่นนี้ ในใจบังเกิดความผิดหวังอย่างใหญ่หลวง ผู้อาวุโสโปรดอย่าได้หัวเราะเยาะเลยนะเจ้าคะ”

นางหันไปหาผู้อาวุโสค้อนสวรรค์อีกครั้ง แล้วำทหน้าเย็นยะเยียบประดุจน้ำค้างแข็งใส่เขา “ผู้อาวุโสแขนเดียวแพ้ให้กับผู้อาวุโสเสิ่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่เจ้ากลับแพ้การประลองไปด้วยอีกคน ไม่ต้องให้ข้าพูดแล้ว เจ้าจัดการเอาเองเถอะ”

คำว่า ‘จัดการเอาเอง’ หมายความว่าอย่างไร ค้อนสวรรค์ย่อมเข้าใจชัดเจนไม่อาจชัดไปกว่านี้แล้ว

ผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ใจหายวาบขึ้นมาทันที เดิมทีเขาคิดว่านอกจากเสิ่นชิงชิวแล้ว บนฉยงติ่งเฟิงส่วนใหญ่มีแต่เด็กน้อยไม่ประสาและศิษย์ที่พลังฝึกปรือตื้นเขิน จึงอยากฉวยโอกาสสำเร็จรูปนี้ไว้ หวังสร้างความดีความชอบต่อหน้าพธูศักดิ์สิทธิ์คนใหม่ แต่คิดไม่ถึงผลจะออกมาหกคะเมนนตีลังกาเช่นนี้ กระทั่งชีวิตยังรักษาไว้ไม่ได้ ชั่วพริบตานั้นเขาหันไปเห็นลั่วปิงเหอถูกผู้คนรุมล้อมถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เจตนาชั่วร้ายพลันบังเกิด

เสิ่นชิงชิวเขาไม่กล้าแตะ แต่เจ้าหนูที่ทำเขาตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถเช่นนี้ เขาจะลากมันให้ตกตายไปด้วย!

เสิ่นชิงชิวจับตามองทุกสีหน้าและการเคลื่อนไหวของเผ่ามารกลุ่มนี้อยู่ เจตนาชั่วร้ายที่วาบขึ้นในแววตาของค้อนสวรรค์จึงไม่คลาดไปจากสายตาของเขา เผ่ามารเป็นเผ่าพันธุ์ที่โจ่งแจ้งเปิดเผย คิดจะทำก็ทำเลยจะเว้นช่วงสักนิดก็ไม่มี วินาทีก่อนหน้าบังเกิดจิตชั่วร้าย ต่อมาก็แกว่งค้อนยักษ์เข้าใส่ทันที

ผู้อาวุโสค้อนสวรรค์รูปร่างสูงใหญ่ พุ่งกายเข้าหาอย่างรวดเร็วดูคล้ายภูเขาเหล็กทั้งลูกพุ่งใส่หน้า

ลั่วปิงเหอบาดเจ็บไม่เบา เคลื่อนไหวเชื่องช้าเห็นว่าจะต้องถูกฟาดแน่แล้ว กลับได้ยินเสียงเสิ่นชิงชิวแค่นเสียงเย็นยะเยียบปรากฏร่างขึ้นในชั่วพริบตา เอาพัดด้ามจิ้วจี้ไปที่ตำแหน่งหนึ่งบนเข่าของผู้อาวุโสค้อนสวรรค์

ผู้อาวุโสค้อนสวรรค์คุกเข่ากับพื้นเดี๋ยวนั้น

เป็นการคุกเข่าจริงๆ แล้วร่างค้อนสวรรค์ก็ทรุดลงไปกองกับพื้น สิ้นสติไปทันที ส่วนค้อนเหล็กอันนั้นถูกเสิ่นชิงชิวถือโอกาสคว้าขึ้นมาเดาะเล่นในมือ มันมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรคนที่ภาพพจน์สูงส่งสง่างามเช่นเชามาถือค้อนอันเบ้อเริ่มก็ดูไม่ค่อยเท่นัก จึงเหวี่ยงค้อนไปทางฝั่งที่เผ่าปีศาจยืนรวมกลุ่มกันอยู่ทันที เสียงค้อนฟาดพื้นดังสนั่นหวั่นไหว น้ำหนักของค้อนก็ทำให้คนตกใจกลัวพอแล้ว แต่เสียงค้อนกระทบพื้นยิ่งชวนผวากว่า

เสิ่นชิงชิวยิ้มเชือดเฉือน “คิดฆ่าปิดปากหรือ ศิษย์ในสังกัดข้ายังไม่ถึงตาพวกเจ้ามารังแกหรอกนะ”

ยามกล่าววาจาด้วยท่วงทำนองอันเที่ยงตรงและเที่ยงธรรมนั้น ไม่เพียงเผ่ามารที่อ้ำอึ้งพูดไม่ออก แม้แต่ตัวเสิ่นชิงชิวเองก็แอบหน้าแดงแปร๊ดอยู่ในใจด้วยเหมือนกัน

เซียนซือมิใช่ว่าท่านผู้เฒ่าก็จับลูกศิษย์ตัวเองส่งไปให้คนเขารังแกด้วยหรอกหรือ

ลั่วปิงเหอตะลึงงันยามเห็นร่างในชุดเขียวเอาตัวเข้ามาบังร่างตนเองไว้ กระทั่งกล่าวคำขอบคุณยังลืม ซือจุนเข้ามาช่วยเขาไว้อีกครั้งแล้ว

ซือจุนเป็นเช่นนี้เสมอ ดูเหมือนเข้มงวดกับเขา แต่ในเวลาคับขันที่สุดจะเอาตัวเข้ามากำบังให้

เสิ่นชิงชิวหันไปมองเขาแวบหนึ่ง “ไม่เป็นไรนะ”

เขาพยายามยกระดับความรู้สึกดีๆ อย่างคนกินปูนร้อนท้อง…

ลั่วปิงเหอรีบกล่าวว่า “ศิษย์ไม่เป็นไร ขอบพระคุณซือจุนที่ช่วยชีวิตขอรับ”

โอย…เด็กคนนี้ใสซื่อเสียจริง ทำเอาหนังหน้าแก่ๆของเสิ่นชิงชิวยิ่งแดงหนักขึ้น รีบหันไปกล่าวต่อซาหัวหลิงว่า “แม่นางซา ลูกน้องตัวเอง ตัวเองก็ต้องอบรมสั่งสอนให้ดี ในเมื่อแพ้ไม่เป็น แล้วจะประลองกันสามคู่แต่แรกทำไม”

เหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของซาหัวหลิง ทำเอานางรู้สึกอับอายอยู่บ้าง ขณะกำลังจะกล่าวสองสามประโยคกู้หน้า ใครเลยจะไปนึกว่าเวลานี้กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน

ผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ที่เดิมทีแน่นิ่งไม่ขยับอยู่บนพื้นพลันกระโดดปราดขึ้น โผเข้าใส่ลั่วปิงเหออีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้

ค้อนของผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ถูกเสิ่นชิงชิวยึดเอาไปแล้ว หรือเขาคิดจะใช้ลำตัวทับลั่วปิงเหอให้ตาย?

แต่พอเห็นสองแขนของเขากางออกกว้างทำท่าราวกับจะเข้าไปกอดลั่วปิงเหอ ในสมองของเสิ่นชิงชิวพลันผุดความคิดเราวกับถูกฟ้าผ่า เหงื่อเย็นๆแตกพลั่ก

เชี่ยเอ๊ย! เชี่ย! เชี่ย! เชี่ย! เชี่ย! เชี่ย! เชี่ย! บนตัวมันยังสวมเกราะหนามอยู่เลย!

ชั่วพริบตานั้นเสิ่นชิงชิวลืมกฎว่าด้วยร่างทองคำของลั่วปิงเหอที่ไม่บุบสลาย ไม่มีวันตายไปจนหมดสิ้น ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย จิตใต้สำนักสั่งให้เขาเอาตัวไปขวางไว้อีกครั้ง

ซิวหย่าออกจากฝัก รังสีกระบี่ขาวพร่างตาพุ่งเข้าเสียบร่างอันหนาหนักของผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ ทว่าด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลและความอึดของร่างกาย ครั้นถูกกระบี่แทงใส่ก็ไม่ผงะ กลับร่าเริงยินดีด้วยซ้ำ เขาแอ่นอกรับทันที ปล่อยให้ซิวหย่าทะลุผ่านร่างกายออกไปข้างหลัง ใบหน้าแสยะยิ้มอำมหิต พุ่งกายเข้าหาเสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิวตัดสินใจละมือเดี๋ยวนั้น แต่เสียดายที่สายไปแล้ว

มือขวาเจ็บแปลบขึ้นมาเป็นระลอก ความหนาวยะเยือกแล่นจากหัวใจสู่ปลายเท้าในฉับพลัน

ค้อนสวรรค์ล้มลงกับพื้น ถ่มเลือดออกจากปาก จากนั้นหัวเราะอย่างสะใจ “เสิ่นชิงชิวตายเป็นเพื่อนข้า ฮ่าๆๆ กำไร! กำไรแล้ว!”

“ซือจุน” ลั่วปิงเหอคว้ามือขวาของเสิ่นชิงชิวไว้ทันที “ท่านถูกพิษหรือขอรับ”

เสิ่นชิงชิวสะบัดมือให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา “ไม่เป็นไร ไม่ได้ถูกพิษ อย่าไปฟังคำขู่ของเขา” พูดแล้วก็ก้มหน้ามองแวบหนึ่ง ในใจมีคำว่า เชี่ยๆๆๆๆๆๆ วิ่งมาเป็นแถว

จากหลังมือไล่ไปถึงแขน มีรูเล็กๆขนาดเท่ารูเข็มแถวหนึ่ง เริ่มกลายเป็นสีแดงแล้ว!

ดีที่เขาไม่ได้เป็นโรคกลัวรู*

(โรคกลัวของที่เป็นรูๆ และเบียดกันถี่ๆ หมายถึงโรง Trypophobia เช่น อาการกลัวรังผึ้ง รังมด ฝักบัว เป็นต้น)

แต่พอลั่วปิงเหอเห็นเข้าก็หน้าซีดเผือดทันควัน

มีใครได้ยินเสียงคลื่นที่ซัดโหมในใจของเสิ่นชิงชิวอย่างบ้าคลั่งบ้างไหม แม่ง! นี่ตูโดนพระเอกมันทำให้เดือดร้อนกี่ครั้งแล้ว! บอกว่ามันไม่ตายก็ไม่ตายซิฟะ! ยังเจือกไปช่วยทำเชี่ยอะไร!

ผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ลากคนให้ตายตกตามกันไปด้วยในที่สุด ทั้งคนที่ลากไปตายนั้นยังเป็นระดับเจ้ายอดเขาเสียด้วย เขาจึงไม่เศร้าเลยสักนิดและกล่าวอย่างได้ใจว่า “ผู้อาวุโสเช่นข้าไม่เคยขู่ขวัญใคร พิษนี้ไม่มียาถอนก็คือไม่มียาถอน เจ้ายอดเขาเสิ่นรอความตายอย่างสงบเถอะ!”

รังสีกระบี่วาบขึ้น ลั่วปิงเหอชักซิวหย่าจ่อเข้าที่ลำคอเขา การเคลื่อนไหวฉับไวไม่มีสะดุด เสิ่นชิงชิวยังเกือบมองไม่ทัน

ลั่วปิงเหอเวลานี้ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน กล่าวเสียงเย็นเยียบ “พวกเจ้าต้องมีวิธีซิ ถ้าไม่ส่งมองยามา ข้าจะให้เจ้าตายก่อน!”

ซาหัวหลิงกล่าวทันที “คุณชายน้อยผู้นี้ ค้อนสวรรค์ไม่ได้โกหก ยาพิษนี้มีชื่อว่า ‘พิษไร้ยาถอน’ สำหรับมนุษย์แล้ว ไม่มียาใดจะถอนพิษได้จริงๆ แพ้การประลองแล้วยังทำเรื่องเช่นนี้ อย่างไรเขาก็ต้องตายอยู่แล้ว ยังจะกลัวเจ้าเอาความตายมาขู่อีกหรือ”

‘พิษไร้ยาถอน!’

เกิดมาไม่เคยได้ยินชื่อยาพิษอะไรตั้งได้ส่งเดชเท่านี้เลย!

เพราะเคยอ่านนิยายเลยรู้มาก่อนว่ามีพิษประหลาดแบบนี้ แต่นั่นไม่อาจห้ามเสิ่นชิงชิวไม่ให้แขวะสไตล์การตั้งชื่อแบบเน้นประโยชน์ใช้สอยเข้าว่าของเซี่ยงเทียนต่เฟยจีได้

ซาหัวหลิงนัยน์ตาวาววับ เห็นชัดว่ามองออกถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และกำลังดีดลูกคิดอย่างปราศจากเจตนาดี

เสิ่นชิงชิวจะไม่เข้าใจนิสัยของตัวละครนี้ได้อย่างไร เขาโคจรพลังทิพย์เพื่อสะกดความเจ็บปวดและอาการชักกระตุกที่ฝ่ามือขวาซึ่งถาโถมเข้ามาไม่หยุด ขณะที่ปากยังคงยิ้มน้อยๆ แกล้งทำเป็นพูดด้วยท่าทีสบายว่า “ถึงจะพูดได้ไม่ผิด แต่แม่นางซาคงลืมไปแล้วกระมัง ข้าได้ฌานมากี่ปีแล้ว จินตานชั้นกลางนี้ยังนับว่าเป็นคนธรรมดาหรือไม่”

ซาหัวหลิงหน้าเปลี่ยนสี แต่เสปกปิดอย่างรวดเร็ว กล่าวเสียงสดใส “คนธรรมดาหรือไม่ ข้าไม่รู้ รู้เพียงว่ามีอยู่วิธีหนึ่งที่จะตัดสินได้ว่าตกลงแล้วผู้อาวุโสเสิ่นถูกพิษหรือไม่ คนที่ถูก ‘พิษไร้ยาถอน’ การไหลเวียนของพลังทิพย์จะเริ่มสะดุด โดยเริ่มจากบริเวณปากแผล ค่อยๆลามไปทั้งตัวอย่างช้าๆ สุดท้ายไม่เพียงแค่พลังทิพย์ กระทั่งเลือดก็จเริ่มจับตัวเป็นลิ่ม ไม่สูบฉีด เชิญผู้อาวุโสเสิ่นลองใช้มือขวาจู่โจมออกด้วยท่าระเบิดพลังทิพย์ก็จะทราบผลแล้ว”

โจมตีออกด้วยท่าระเบิดพลังทิพย์ มีความหมายตามชื่อของมัน คือ โคจรพลังทิพย์มาไว้ที่จุดหนึ่ง จากนั้นปะทุพลังออกไปทันที ใช้การสั่นสะเทือนอันรุนแรงของคลื่นพลังทิพย์สร้างผลลัพธ์ในการโจมตี ผลลัพธ์นั้นจะเหมือนกับการเหนี่ยวไกปืนปล่อยลูกกระสุน หรือไม่ก็การขว้างระเบิดในมือออกไป ผลที่ได้จะแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับพลังฝึกปรือของผู้ปล่อยพลัง

เสิ่นชิงชิวเคยแอบทดลองมาก่อน เขาสามารถทำได้ถึงขั้นโยนลูกระเบิดมือ แต่ตอนนี้มือขวาของเขาเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกแกะเอาสายไฟออกไปส่วนหนึ่ง ถึงพอจะออกแรงได้บ้าง แต่การไหลเวียนของพลังทิพย์กลับถูกสกัดกั้นอย่างสิ้นเชิง

เซ็งโว้ย! ไม่ใช่ว่าต้องพิการเพราะสาเหตุนี้หรอกนะ!

ลั่วปิงเหอได้ยินสรรพคุณของ ‘พิษไร้ยาถอน’ ริมฝีปากก็สั่นระริก

เวลานี้ภาพเสิ่นชิงชิวที่เคยปฏิบัติกับเขาไม่ดีถูกลบทิ้งออกไปจากใจเกลี้ยงแล้ว

ที่เขาชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือ ภาพซือจุนที่ถูกเผ่ามารทำร้ายจนอาจสูญเสียพลังวัตร หรือถึงขั้นเสียชีวิต

ทั้งหมดเป็นเพราะเขา!

เสิ่นชิงชิวเห็นสีหน้าแปรปรวนของลั่วปิงเหอก็เอามือลูบศีรษะเขา “ไม่ต้องกังวล”

เสิ่นชิงชิวเหลือบตาขึ้น ยิ้มเจ้าเล่ห์ “จะทดสอบก็ไม่มีปัญหา แต่ไม่ควรทดสอบอย่างเปล่าประโยชน์ แม่นางซา วันนี้เจ้ามาสร้างความวุ่นวายที่ฉยงติ่งเฟิง ผู้แซ่เสิ่นก็อดทนมาตลอดจนถึงเมื่อครู่ ทว่าตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ย่อมไม่อาจปล่อยให้เจ้านึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป เช่นนั้นสำนักชางฉยงซานของข้าจะไม่ถูกผู้คนหัวเราะเยาะเอาหรือ มิสู้พวกเราโจมตีคนละหนึ่งฝ่ามือตัดสินเป็นตายกันไปเลย ไม่ว่าใครจะบาดเจ็บเสียหายขนาดไหนก็ไม่อาจโทษกัน ผลจะออกมาเป็นอย่างไรล้วนไม่อาจสืบสาวราวเรื่อง เจ้าว่าเป็นอย่างไร”

ตอนนี้เขาจะแสดงความอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด

บนยอดเขาฉยงติ่งเฟิงทั้งลูก ตอนนี้ได้แต่อาศัยเขาที่เป็นผู้อาวุโสค้ำยันไว้ หากเขาล้มลง ดูจากความอำมหิตของซาหัวหลิง อย่างเบาคือเผ่ามารทุบทำลายอารามฉยงติ่ง แบกป้ายชื่ออารามและป้ายประตุสำนักกลับเผ่ามารไปเป็นที่ระลึก จากนี้ไปชื่อเสียงสำนักป่นปี้ อย่างหนักคือฆ่าล้างบาง!

ไม่ต้องสงสัย ผู้หญิงคนนี้จะต้องทำเรื่องพรรค์นั้นได้แน่

สู้เสี่ยงแบบจนตรอกไปเลยดีกว่า พนันกันสักตั้ง! สุดท้ายแล้วจะฆ่ายัยคนนี้ให้ตายก็ไม่ยาก!

เสิ่นชิงชิวไม่ได้สังเกตเลยว่า เขาไม่ได้เห็นพวกลูกศิษย์ที่อาจกังวล เด็ดเดี่ยว โกรธแค้น หรือลังเล เป็นแค่เหล่าตัวประกอบอย่างที่ในนิยายบรรยายอีกต่อไปแล้ว

ซาหัวหลิงกัดริมฝีปาก สับสนในใจอย่างยิ่ง

หากเสิ่นชิงชิวไม่ถูกพิษจริงๆ สองคนโจมตีคนละฝ่ามือโดยทุ่มพลังทิพย์เข้าสู้ ตนคงตายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าเขาแค่สร้างสถานการณ์ขู่ขวัญตบตาไปอย่างนั้นเอง ก็จะพลาดโอกาสใหญ่ที่จะได้กวาดล้างฉยงติ่งเฟิงให้ราบเป็นหน้ากลอง แบบนั้นจะไม่เสียใจตราบชั่วชีวิตหรือ

เสิ่นชิงชิวมองซาหัวหลิงอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน แววตาไม่แสดงความคาดหวัง และไม่มีทีท่าว่าจะหนี รอให้นางตัดสินใจ

ลั่วปิงเหอฉุดชายแขนเสื้อเขา “ซือจุน ศิษย์เต็มใจรับฝ่ามือให้ซือจุนขอรับ”

เสิ่นชิงชิวถึงแขนเสื้อกลับอย่างแนบเนียน “มีอย่างที่ไหนลูกศิษย์ออกหน้าแทนอาจารย์

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุนบาดเจ็บก็เพราะศิษย์”

เสิ่นชิงชิวจ้องหน้าเขา “ในเมื่อรู้ว่าบาดเจ็บเพราะข้า ก็ต้องปกป้องชีวิตตัวเองให้ดีๆ”

ลั่วปิงเหอหัวใจเต้นกระหน่ำ พูดอะไรไม่ออก ขอบตาแดงก่ำ

ท้ายที่สุดซาหัวหลิงกัดฟันกล่าว “เช่นนั้นผู้อาวุโสเสิ่นโปรดให้อภัยในความไร้มารยาทของหลิงเอ๋อร์ด้วย”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “มาเลย ไม่ต้องยั้งมือ เป็นตายแล้วแต่สวรรค์ลิขิต”

ซาหัวหลิงใจเต้นไม่เป็นส่ำ กระทั่งวาจายังไม่กล้าโต้ตอบ เงาร่างสีแดงเพลิงกระโดดปราด ฝ่ามือขาวผ่องประดุจหยกหอบปราณมารสีดำโจมตีมา

เสิ่นชิงชิวเตะลั่วปิงเหอออกไปให้พ้นทาง พร้อมรับมือ ฝ่ามือนี้จะต้องบอบช้ำกันไปทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน

ทว่าเขากลับไม่ไดถูกซาหัวหลิงฟาดกระเด็น ทั้งไม่ได้กระอักเลือดร่างระเบิดตาย

รังสีอำมหิตเข้มข้น!

เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงที่เหมือนกระบี่ถูกชักออกจากฝัก อาศัยเพียงกระแสปราณทิพย์ที่ปะทุออกมาจากร่างโดยไม่ขบับแม้แต่นิ้วเดียว ก็กระแทกซาหัวหลิงที่ทุ่มพลังทั้งหมดออกมาให้กระดอนไปได้

หลังจากความเงียบปกคลุมเป็นระยะเวลาสั้นๆ บนฉยงติ่งเฟิงก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที

“อาจารย์อาหลิ่ว”

อาจารย์อาหลิ่วออกจากด่านแล้ว!”

“เทพสงครามแห่งไป่จั้นเฟิงออกจากด่านแล้ว พวกปีศาจภพมาร ดูซิว่าพวกเจ้าจะกล้ากำเริบเสิบสานอีกหรือไม่”

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: