Scumbag System 10

0 Comments

ตอนที่ 10

ผู้อาวุโสแขนเดียวถูกรังสีกระบี่อันเจิดจ้าทำเอาแสบตารีบยกดาบขึ้นสู้ทันที

ทันทีที่กระบี่กับดาบปะทะกัน เกิดเสียงเคร้งคร้างแสบแก้วหูไม่หยุด สะเก็ดไฟปลิวกระเด็นว่อน

ทุกคนล้วนชมดูกันจนไม่กล้าเบนสายตาไปทางอื่น ความจริงการประลองยกนี้กล่าวได้ว่าทั้ง ‘น่าดู’ และ ‘น่าดู’

‘น่าดู’ คำแรกหมายถึงการต่อสู้รอบนี้เปี่ยมพลัง ใช้อาวุธจริงถึงขั้นเอาชีวิตกันจริงๆ ส่วน ‘น่าดู’ คำหลังหมายถึงภาพสวยอลักการมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสิ่นชิงชิวที่รับมือได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญการด้วยราศีของบัณฑิตผู้สง่างาม ประกายดาบเงากระบี่วูบวาบ ท่าทีสบายโบกพัดด้ามจิ้วไปมาเบาๆ ประหนึ่งว่าทุกเจ็ดก้าวก็ร่ายโครงออกมาบทหนึ่ง ท่วงท่าเช่นนี้งดงามชวนตะลึงราวกับต้องมนตร์เลยทีเดียว!

ไม่ซิ ต้องบอกว่า ความสามารถในการเต๊ะท่าของเขานี่สมบูรณ์แบบเลยต่างหาก!

ลั่วปิงเหอชมดูจนแทบใจสั่นขวัญสะเทือน เขารู้ว่าเสิ่นชิงชิวร้ายกาจ แต่คาดไม่ถึงว่าจะร้ายกาจขนาดนี้

ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!

ท่ามกลางเสียงเชียร์ของศิษย์ในสำนัก เสิ่นชิงชิวเป็นผู้คว้าชัยในรอบแรกไป

เวลานี้เองที่เสิ่นชิงชิวเข้าใจถึงความรู้สึกของตัวออริจินอลที่ถ้าไม่ได้เก็กแล้วจะตาย!

เพราะว่ามันฟืนสุดๆไปเลย!

สายตาที่มองมาด้วยความเลื่อมใสของเหล่าลูกศิษย์กลายเป็นผืนฟ้าพร่างดาวระยิบระยับ

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าเรื่องราวของตัวเองช่างเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนโดยแท้!

ตัวโกงเศษสวะก็สามารถเพิ่มค่าบารมีได้ด้วย!

ขณะเดียวกันระบบก็แจ้งข่าวดี : [มารบุกบรรพตเซียน การประลองรอบแรก เสิ่นชิงชิวชนะ ค่าพลังยุทธ์บวกเพิ่ม 50 คะแนน ค่า B บวกเพิ่ม 50 คะแนน]

รอยยิ้มชื่นใจของเสิ่นชิงชิวอยู่ได้ไม่นาน ข้อความต่อมาของระบบตบบ้องหูเขาดังผัวะ

[ประกาศเตือน : หากลั่วปิงเหอไม่เข้าร่วมการประลอง ค่าความฟินของพระเอกจะถูกหัก 1,000 คะแนน]

“หา!” เสิ่นชิงชิวที่ไม่ได้เตรียมใจไว้สักนิด ตกใจจนเสียงหลง

เขาครางโอดโอยราวกับวัวแก่เทียมเกวียนเก่า ค่าความฟินที่สะสมมาอย่างยากเย็นเพิ่งจะได้แค่สามร้อยกว่าเอง คราวนี้จะมาหักกัน 1,000 คะแนนเลยเหรอ!

ไอ้คุณระบบ นี่กะจะฆ่ากันเลยใช่ไหม!

เนื้อเรื่องตอนประลองรอบนี้มีความสำคัญมาก ขณะเดียวกันก็เป็นจุดไคลแมกซ์เล็กๆ ตอนต้นเรื่องด้วย ส่งผลสำคัญคือตัวเอกฝ่ายหญิงสองคนจะออกโรงมาประชันโฉมกัน การรับลูกน้อง การได้คัมภีร์ลับ ฯลฯ หากไม่สามารถทำให้ลั่วปิงเหอออกโรงในเวลานี้ได้ ลั่วปิงเหอก็ไม่อาจเสนอหน้าดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ ค่าความฟืนจะลดลงไป 1,000 คะแนน

แต่หากให้เขารับหน้าที่เป็นตัวแทนของสำนักออกมาสู้ เสิ่นชิงชิวที่เป็นผู้สั่งการจะกลายเป็นตัวอะไรล่ะ

การที่เสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลสามารถผลักลั่วปิงเหอขึ้นสู้เวทีประลองได้นั้น เป็นเพราะเขามันไร้ยางอาย ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีหน้าตาของสำนักด้วยซ้ำ ตัวออริจินอลนั้นเกลียดชังลั่วปิงเหอเข้ากระดูกดำ ขนาดคิดยืมมือของเผ่ามารมาทารุณพระเอกก็เอา

แต่ตอนนี้เสิ่นชิงชิวไม่ตรงกับประเด็นทั้งสามข้อนี้เสียหน่อย

ว่ากันตามจริงแล้ว ทำไมค่าความฟินของพระเอกผู้ยิ่งใหญ่จะต้องเป็นภาระให้คนอื่นแบกด้วยล่ะ

ขณะที่เสิ่นชิงชิวยังคงตำหนิความไม่เป็นวิทยาศาสตร์ของระบบ การประลองรอบที่สองก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

ซาหัวหลิงกลัวว่าเสิ่นชิงชิวจะชนะหนึ่งต่อสามรีบกล่าวว่า “หากว่าสามยกล้วนขึ้นอยู่กับคนๆเดียว เช่นนั้นการแลกเปลี่ยนวิชาฝีมือก็ไร้ความหมาย ผู้ที่เผ่ามารของข้าจะส่งเป็นตัวแทนประลองรอบสอง ก็คือข้าเอง”

ที่นางอยากออกมาประลอง ข้อแรก เพราะนางเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองยิ่งนัก ข้อสอง คือคิดว่าเสิ่นชิงชิงไม่น่าเป็นคนที่ใช้ศักดิ์ฐานะของผู้อาวุโสมารังแกผู้น้อย

เสิ่นชิงชิวแสดงท่าทีว่าเป็นคนไม่ถือสาเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อย ต่อให้เดิมทีมุ่งมั่นอยากใช้วิธีชนะรวดทั้งสามรอบเพื่อเพิ่มค่าพลังยุทธ์และค่าบารมี แต่คำเตือนของระบบก็ทำเขาห่อเหี่ยวไปแล้ว

และในอีกแง่ของการประลองรอบสองนั้นก็มีความสนุกสนานเร้าใจมากเช่นกัน

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “พวกเจ้าได้ยินคำพูดของนางแล้ว มีใครอยากรับภาระนี้บ้าง”

ถึงที่เขาถามจะเป็นการถามศิษย์ทั้งสำนัก แต่สายตากลับจับอยู่ที่จุดหนึ่ง

พื้นที่บริเวณนั้นมีศิษย์สตรีหน้าตางดงามยืนอยู่ล้วนๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือบรรดาศิษย์ของเซียงซูเฟิงนั่นเอง และท่ามกลางเหล่าสาวงามของเซียงซูเฟิงที่แต่ละคนผิวขาวผ่องหน้าตางดงามดูเป็นกุลสตรีกลุ่มนี้ มีอยู่คนเดียวที่คลุมหน้าอย่างไม่เข้าพวกกับชาวบ้าน

หลังจากที่เสิ่นชิงชิวถามออกไป คนผู้นี้ก็ค่อยๆเดินออกมา

เสิ่นชิงชิวรู้สึกได้ถึงอาการขนลุกซู่ของตัวเอง

มาแล้ว! กำลังจะมาแล้ว! PK* รอบแรกระหว่างสองตัวเอกฝ่ายหญิงในนิยายเชียวนะ!

(PK มาจากคำว่า Player Kill เป็นโหมดการเล่นเกมแบบหนึ่งที่ผู้เล่นประลองฝีมือด้วยการต่อสู้ฆ่ากัน)

หลิ่วหมิงเยียนเป็นผู้หญิงสวยจัดที่งามชนิดสวรรค์ตะลึงภูตผีปีศาจสะอื้นไห้ ต่อให้อยู่บนเซียงซูเฟิงที่มีแต่หญิงงามมาแต่โบร่ำโบราณ นางก็ยังโดดเด่นเป็นหงส์ในฝูงกา เป็นนกกระสาในฝูงไก่ได้สบาย

พี่ชายของนางคือเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิง เพราะอายุน้อย เข้าสำนักทีหลัง จึงกลายเป็นศิษย์รุ่นเยาว์ของเซียงซูเฟิงไป

ด้วยหน้าตาสวยสะคราญระดับยึดครองขวัญดึงดูดวิญญาณ จึงได้แต่ใช้ผ้าคลุมหน้าปิดบังหน้าตาตลอดทั้งปี เหมือนบุปผาบนยอดเขาสูงเห็นแต่ไกลๆ ไม่อาจเอื้อมปีนป่าย

กล่าวโดยสรุป เพื่อบรรยายหน้าตาของนางเอกคนนี้ เดาว่าไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีคงต้องใช้พรรณนาโวหารที่เรียนมาตั้งแต่ระดับประถมยันมัธยมจนหมดไส้หมดพุงเลยทีเดียว ลำบากเขาแล้วจริงๆ

เสิ่นชิงชิวชอบนางเอกคนนี้มาก ไม่เพียงเพราะความสวยของหลิ่วหมิงเยียน แต่เป็นเพราะผู้หญิงคนนี้กล้าหาญ เข้าใจสถานการณ์ รู้จักผลประโยชน์ส่วนรวม กระทำการเที่ยงตรงเปิดเผย เป็นเมียไอคิวสูงมีคุณธรรมที่มีอยู่น้อยมากในฮาเร็มอันใหญ่โตมโหฬารของลั่วปิงเหอ

ยังมีอีกประเด็น หลิ่วหมิงเยียนเป็นตัวละครหญิงคนเดียวที่เซี่ยงเทียนต่าไฟยจีไม่ได้บรรยายรายละเอียดช่วงเหตุการณ์ตอนเข้าพระเข้านาง แม้การทำเช่นนี้จะทำให้นักอ่านจำนวนมากไม่พอใจใหญ่หลวงถึงขนาดตั้งกระทู้ด่าแต่ก็ทำให้หลิ่วหมิงเยียนมีสิ่งที่ตัวละครหญิงคนอื่นไม่มี นั่นคือ ภาพลักษณ์อันสะอาดบริสุทธิ์ราวกับหยกน้ำแข็ง!

ช่วยไม่ได้ สิ่งที่ไม่อาจได้มามักดีที่สุดเสมอ

ประเด็นที่ต้องดูในศึกนี้อยู่ตรงนี้แหละ มีหญิงงามจากฝ่ายอธรรมก็ต้องมีหญิงผู้สูงส่งจากฝ่ายธรรมะ ผู้ชายทุกคนล้วนมีความฝันที่จะได้ยืนอยู่ตรงกลาง แล้วถูกนางฟ้ากับนางมารกดดันอย่างลำบากใจทั้งนั้น ครู่ก่อนหน้ายังเห็นพวกนางตบตีกันแย่งชิงความรักจากตนอยู่เลย ครู่ต่องมากลับยอมพลีชีพเพื่อตนแล้ว

นี่เป็นฉากในฝันของนิยาย YY ที่สิ่งมีชีวิตเพศชายเทิดทูนบูชาสูงสุดเลยเชียวนะ เสน่าห์อันดุเดือดเลือดพล่านของนางมารสามารถพาให้พวกเขาเคลิบเคลิ้มหลงใหล ส่วนท่าทางพิสุทธิ์แบบผู้ทรงศีล เหมือนจะป้องปัดแต่แอบให้ท่าอยู่ในทีของนางฟ้าผู้บริสุทธิ์น่ายกย่อง มีหรือจะไม่ทำให้คนรู้สึกระวนกระวายใจได้

ได้แต่กล่าวว่า ไอ้คุณเฟยจีมันจับจุดฟินของคนไว้ได้อยู่หมัดจริงๆ

เสิ่นชิงชิวอดหันไปมองลั่วปิงเหออีกครั้งไม่ได้

ลั่วปิงเหอถูกเขามองจนรู้สึกผิดสังเกต

ไม่รู้ว่าทำไมเสิ่นชิงชิวถึงได้ให้ความสนใจตนขนาดนี้ หรือว่าความจริงแล้ว ซือจุน…ใส่ใจตนจริงๆ?

เสียดายที่ภายใต้ปากกาของไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี ศึกระหว่างตัวละครฝ่ายหญิง นอกจากตบตีกันเพื่อแย่งผู้ชาย ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจให้ดูเลยสักนิดเดียว อันที่จริงมาคิดดูแล้ว การบรรยายฉากต่อสู้ไม่ว่าจะฉากไหนก็ไม่มีอะไรให้ดูจริงๆนั่นแหละ เพราะไปๆมาๆก็ใช้แค่ไม่กี่ประโยคอย่าง ‘ประกายสีขาววาบผ่าน’ ‘สายรุ้งเจ็ดสี’ ‘ไอกระบี่หลากเฉดสีเรืองวาบ’ ‘สยดสยองปานนั้น’

หลิ่วหมิงเยียนพ่ายแพ้หลังจากผ่านไปสองสามชั่วก้านธูป อย่างไรเสียตอนนี้นางก็ยังไม่ได้ไปเลือกกระบี่ของตนเองที่วั่นเจี้ยนเฟิง ต่อให้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว น่าเสียดายที่อาวุธที่ใช้เป็นแค่กระบี่เรียวบางธรรมดาเล่มหนึ่ง ส่วนซาหัวหลิงเป็นพธูศักดิ์สิทธิ์เผ่ามาร พกพาอาวุธวิเศษเต็มตัว ความแกร่งระหว่างคนทั้งสองจึงห่างชั้นกันเยอะ

หลิ่วหมิงเยียนเดินมาตรงหน้าเสิ่นชิงชิว “ศิษย์พ่ายแพ้ พลาดพลั้งทำให้สำนักเสียหน้า ขออาจารย์ลุงเสิ่นโปรดลงโทษด้วยเจ้าค่ะ”

เสิ่นชิงชิวปลอบว่า “ก้าวออกมาในยามที่คนอื่นยืนอยู่กับที่ เจ้าเอาตัวเองเข้ามาแบกรับภาระนี้ นับว่าไม่ง่ายแล้ว แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนมีได้ก็ต้องมีเสีย เจ้าไม่ต้องใส่ใจ วันหลังค่อยเอาชนะใหม่ก็แล้วกัน”

ซาหัวหลิงที่กลับมาได้ชัยชนะยกหนึ่งก็หน้าตาสดใสหัวเราะเบิกบาน “รอบที่สามนี้ เป็นการตัดสินแพ้ชนะแล้ว ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเสิ่นจะส่งผู้ใดออกมาประลอง ครั้งนี้ต้องเลือกอย่างระวังหน่อยนะเจ้าคะ”

เสิ่นชิงชิวยืนเอามือไพล่หลัง กล่าวแฝงความหมาย “ไม่รบกวนแม่นางให้ต้องกังวล ผู้แซ่เสิ่นมีตัวเลือกแล้ว ทั้งผู้แซ่เสิ่นยังรับประกันว่า ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ คนผู้นี้จะต้องเป็นดาวข่มในชีวิตของเจ้าอย่างแน่นอน”

ซาหัวหลิงเพียงยึดถือคำพูดของเขาเป็นคำขู่ ปรบมือกล่าวว่า “ผู้กล้าท่านไหนจะออกมาประลองในยกที่สาม”

ในบรรดาเผ่ามาร มีผู้อาวุโสตัวใหญ่ยักษ์ผู้หนึ่งค่อยๆเดินออกมา

พูดว่าใหญ่ยักษ์ ความจริงเป็นเพราะเขาตัวสูงมาก

สูงชะลูดเกินกว่าหนึ่งจั้งแน่นอน

หุ่นล่ำเหมือนหมี ผมยามกระเซิง สวมเกราะที่เป็นหนามแหลมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ลากค้อนเหล็กใหญ่เบ้อเริ่ม ทุกก้าวของเขาส่งผลให้เสิ่นชิงชิวรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพื้นดินมีการสั่นสะเทือนเบาๆ

ซาหัวหลิงกล่าวอย่างภาพภูมิใจ “ขอเตือนท่านเซียนทุกท่านบนบรรพตเซียนไว้ก่อนเลยนะ หนามบนเกราะของผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ฉาบพิษร้ายแรงเอาไว้ พิษนี้ไม่มีผลต่อเผ่ามาร แต่หากมนุษย์ต้องหนามเข้า จะไม่มียาใดถอนพิษได้เลย”

ความรู้สึกแรกเมื่อเสิ่นชิงชิวได้ฟังประโยคนี้คือ

แม่ง! ไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี ตั้งชื่อไม่ต้องมักง่ายขนาดนี้ก็ได้นะ! แขนเดียวก็ดันเรียกผู้อาวุโสแขนเดียว อาวุธคือค้อนใหญ่ก็เรียกผู้อาวุโสค้อนสวรรค์เนี่ยะ ช่วยใส่ใจกับการตั้งชื่อหน่ยยได้ไหม!

คนที่มุงดูอยู่พากันเป็นเดือดเป็นแค้นไปตามๆกัน

“นางมารหน้าเหม็น! การประลองคือการประลอง ใช้พิษร้ายยังจะเรียกว่าเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรมได้อีกหรือ!”

ซาหัวหลิงกล่าวปฏิเสธ “ข้ามิได้ปิดบังจุดนี้ หากคิดว่าไม่ยุติธรรม หรือกลัวจะถูกพิษถึงแก่ความตายก็ยกเลิกการประลอง ยอมรับความพ่ายแพ้ไปเสีย เผ่ามารจะไม่หัวเราะเยาะเผ่ามนุษย์ อย่างไรรักถนอมชีวิตก็เป็นปกติวิสัยของมนุษย์อยู่แล้ว ขณะที่เผ่าข้ากลับมองว่าเกียรติยศอยู่เหนือทุกสิ่ง!

ท่ามกลางเสียงหัวเราะกึกก้องของเผ่ามารและเสียงก่นด่าของเหล่าศิษย์ เสิ่นชิงชิวคลึงหว่างคิ้ว ถอนใจเงียบๆ

ผู้หญิงแบบซาหัวหลิงนี้ เวลามองจากมุมมองของนักอ่าน เป็นตัวละคร YY ที่จะได้หมื่นไลค์หมื่นฟิน แต่ถ้าต้องกลายเป็นคนที่มาอยู่ใกล้นาง เขาไม่เชื่อว่าจะมีใครชอบนางขึ้นมาได้

ไม่ใช้เพราะแตกต่างจากที่บรรยายในนิยาย อันที่จริงส่วนที่แย่ก็คือ สมจริงเกินไป!

บุคลิกโหดเหี้ยมอำมหิต บวกกับงมงายในรักชนิดหัวปักหัวปำ ถ้าคุณไม่ใช่พระเอกก็จงรีบหลบไปโดยเร็ว หากว่าคุณคุกคามเศษเสี้ยวผลประโยชน์ของนางหรือของลั่วปิงเหอ นางจะหมายหัวสุนัขของคุณเป็นอย่างแรก ความเป็นไปได้ที่จะตัดแค่มือ ตัดเท้า ควักลูกตานี่ไม่มีเลย ต่อให้คุณเป็นพ่อที่แท้จริงของนางก็ต้องระวังเอาไว้สักนิด ในเรื่องเดิมเพื่อช่วยลั่วปิงเหอขึ้นเป็นผู้นำภพมาร คนที่นางทรยศมิใช่พ่อแท้ๆของตัวนางเองหรอกหรือ

เสิ่นชิงชิวไม่สะดุ้งสะเทือนต่อคำยั่วยุของซาหัวหลิง เว้นจังหวะครู่หนึ่งเพื่อสร้างความกดดันแก่เผ่ามาร สุดท้ายจึงค่อยหันกายกลับมา สายตาจับจ้องไปยังจุดที่คนผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างแน่วแน่

“ลั่วปิงเหอ เจ้าออกมา”

ศิษย์ทุกคนของยอดชิงจิ้งเฟิงส่งเสียงอื้ออึงทันที

ศิษย์อื่นยังไม่เท่าไร เพราะไม่รู้สถานการณ์ของยอดชิงจิ้งเฟิง ยังเข้าใจว่าผู้ที่ถูกส่งออกมาจะต้องเป็นศิษย์อัจฉริยะสวรรค์ประทานที่เสิ่นชิงชิวภาคภูมิใจ จึงสามารถแข่งกับผู้อาวุโสเผ่ามารที่ดูแล้วอายุน่าจะอย่างน้อยก็สองสามร้อยปีขึ้นไปได้ แปลกตรงที่เหตุใดถึงไม่เคยได้ยินชื่อคนผู้นี้มาก่อน แถมดูแล้วอายุก็ยังไม่มาก แต่คนของชิงจิ้งเฟิงจะไม่ตระหนักถึงความสามารถของลั่วปิงเหอได้อย่างไร

หมิงฟานหน้าซีดเผือด ร้องตะกุกตะกัก “ซือจุน ส่งเจ้าเด็ก…ศิษย์น้องปิงเหอ ไม่เหมาะกระมังขอรับ”

เสิ่นชิงชิว “อ้อ เช่นนั้นเจ้าออกมาเองไหมล่ะ”

หมิงฟานส่ายหน้าไม่หยุด ถึงไม่คิดออกไปประลอง ทั้งยังชอบใจที่จะได้เห็นลั่วปิงเหอต้องเจ็บตัว แต่เขาก็เป็นห่วงศักดิ์ศรีหน้าต่ของสังกัดตัวเองเช่นกัน ปล่อยให้คนปีนขึ้นเขามาถอดป้ายชื่อสำนักไป แล้วยังแพ้การประลองอีก ชางฉยงซานเสียหน้า ชิงจิ้งเฟิงยิ่งเสียหน้าหนักกว่า

หนิงอิงอิงกังวลจนน้ำตาไหลพราก กอดแขนลั่วปิงเหออย่างไม่อายใคร กระทืบเท้าพลางตะโกนลั่น “ไม่เอา! ไม่เอา! ไม่เอา! ลั่วปิงเหอไม่มีประสบการณ์จริงในการต่อสู้ ส่วนผู้อาวุโสเผ่ามารมีพิษทั่วตัว ค้อนเหล็กนั่นดูท่าหนักไม่น้อยกว่าสองสามร้อยชั่ง* ไม่ถูกฟาดตายก็มหัศจรรย์แล้ว!”

(ชั่ง หรือภาษาจีน คือ 斤จิน เป็นมาตราชั่วตวงวัดของจีน 1 ชั่ง หนักประมาณ 0.5 ก.ก.)

พวกเธอเข้าใจว่าฉันอยากส่งเขาออกไปประลองหรือ ฉันก็ถูกบังคับไม่มีทางเลือกเหมือนกันนั่นแหละ!

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าบอกว่าให้เขาออกไปคือให้เขาออกไป พวกเจ้าไม่พอใจการตัดสินใจของเหวยซือหรือ อิงอิง ปล่อยเขา”

หนิงอิงอิงเห็นอาจารย์หน้าขึงก็รู้ว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว

ลั่วปิงเหอตบแขนนางอย่างปลอบใจ แม้หน้าซีดขาว แต่น้ำเสียงกลับมั่นคงยิ่ง “ศิษย์พี่ไม่ต้องห่วง ถึงแม้ข้าใช้การอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อซือจุนเลือกให้ออกไปประลอง ข้าก็จะทำให้ดีที่สุด ต่อให้ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ไม่มีทางทำให้สำนักเราขายหน้าแน่”

หนิงอิงอิงปาดน้ำตาปล่อยแขนลั่วปิงเหอ เห็นชัดว่าไม่อาจทนมองชายในดวงใจถูกทุบตีไหว กระทืบเท้าร้องไห้โฮวิ่งออกไป

เสิ่นชิงชิวแอบดีใจ ไปซะได้ก็ดี พอไปแล้วฉากต่อมาที่หนิงอิงอิงจะก่อให้เกิดความวุ่นวายจะได้ไม่มี

ทุกคนต่างคิดว่าเด็กหนุ่มผู้ยืนเด่นออกมานี้ ถึงแม้บุคลิกหน้าตาจะใสสะอาด ดูซื่อตรง ท่าทางพื้นฐานไม่เลว แต่ดูแล้วเป็นศิษย์ที่พลังฝึกปรือยังตื้นเขิน ตรงกันข้ามกับผู้อาวุโสค้อนยักษ์ที่เผ่ามารส่งออกมา รูปร่างหนาล่ำบึกบึน ตั้งแต่หัวจรดเท้าแผ่ปราณมารดำมืดม้วนตลบ พอยืนอยู่ตรงนั้นเทียบกับลั่วปิงเหอที่ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ ก็ก่อเกิดเป็นความรู้สึกกดดันชนิดหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น ทุกผู้คนล้วนไม่กล้าปักใจเสียทีเดียว บ้างเดาว่าลั่วปิงเหออาจปกปิดความสามารถที่แท้จริงอยู่ ทว่าครั้นการต่อสู้ของจริงเริ่ม ก็พากันพูดไม่ออกเสียแล้ว

ปกปิดความสามารถที่แท้จริงอะไรกัน! สู้ไม่ได้ของจริงต่างหากเล่า!

นี่มันใช่การประลองที่ไหนกัน เป็นการลงมืออยู่ฝ่ายเดียวชัดๆ

นับจากลั่วปิงเหอเข้าสู้สนามประลองก็ไม่มีโอกาสลงมือแม้แต่น้อย ผู้อาวุโสเผ่ามารผู้นั้นแข็งแกร่งสุดจะเปรียบ ยามกวัดแกว่งค้อนยักษ์ฉวัดเฉวียนจะเกิดลมที่มีกำลังมหาศาล ลั่วปิงเหอที่พยายามหลบและหาจังวะแทรกตีโต้ไม่วายโดนค้อนทุบเข้าที่ร่างเป็นพักๆ

ไม่เพียงฝั่งชางฉยงซานเท่านั้นที่ตกตะลึง ทางฝั่งเผ่ามารก็อ้ำอึ้งพูดไม่ออกเช่นกัน นี่มันน่าอนาถเกินไปแล้ว…

มีคนเอ่ยเสียงเบาว่า “แพ้กันเห็นๆแล้ว ยังจะประลองอะไรอีก”

ค้อนยักษ์ โอ้ ไม่ซิ ผู้อาวุโสค้อนสวรรค์แหงนหน้าหัวเราะก้อง เสียงราวกับระฆังลั่นกังวาน “กล่าวได้ถูกต้อง! เจ้าหนูรีบยอมรับความพ่ายแพ้แต่เนิ่นๆ ออกจากการประลองไปเถอะ ผู้อาวุโสเช่นข้ายังอาจเหลือลมหายใจให้เจ้าได้”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเสียงเรียบ “เขาจะชนะ”

เหลวไหล นี่คือพระเอกดัชนีทองคำนะ ต้องชนะอยู่แล้วซิ เพียงแต่จะชนะยากหน่อยเท่านั้น

เสียงเขาไม่เบาไม่ดัง กลับสามารถถ่ายทอดไปถึงกลางลานประลองได้พอดิบพอดี

ลั่วปิงเหอโดยทุบเข้าอย่างจัง ทำเอาบาดเจ็บไปหลายแห่ง เลือดจุกแน่นคอหอย พอได้ยินประโยคที่กล่าวอย่างมั่นใจลอยมาเข้าหู ไม่รู้ว่าทำไมถึงกลืนเลือดลงท้องไป

จะชนะ…หรือ

เพราะซือจุนคิดว่าเขาจะชนะ จึงมอบโอกาสในการขึ้นประลองให้เขาอย่างนั้นหรือ

บรรดาเผ่ามารพร้อมใจกันหัวเราะลั่น ตะโกนเซ็งแซ่ให้เขารีบยอมแพ้

ลั่วปิงเหอไม่เพียงไม่ทำตามที่พวกเขาปรารถนา ถึงจะรับค้อนไปหลายครั้งติดกัน ท่าทีกลับนิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทำหูทวนลมต่อเสียงของโลกภายนอก ฝีเท้าคล่องแคล่วยิ่งขึ้น ค้อนของผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ที่ทุบลงมาสิบครั้ง กลับมีเก้าครั้งที่วืดออกด้านข้าง

บนร่างของผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ มีเพียงใบหน้าและหมัดที่มิได้ห่อหุ้มโดยเกราะหนามอาบยาพิษ นี่ไม่ใช่ข่าวดีอะไรเลย เพราะมันแสดงว่าสองตำแหน่งนี้ฝึกจนบรรลุถึงขั้นต่อให้ไม่มีเกราะหนามอาบยาพิษปกป้องก็ไม่มีทางเสียเปรียบ

แต่ขณะเดียวกัน นี่ก็อาจเป็นตำแหน่งที่จะฝ่าทะลวงได้

ลั่วปิงเหอผ่อนลมหายใจช้าๆ ตั้งสติพิจารณา

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: