Scumbag System 9

0 Comments

ตอนที่ 9

เสิ่นชิงชิวเห็นหลิ่วชิงเกอกำลังลำบากจริงๆ เลยตบหลังเขาเบาๆทีหนึ่ง

เดิมทีหลิ่วชิงเกอเข้าใจว่าตนจะถูกทำร้าย จนใจที่หลบไม่พ้น กระทั่งฝ่ามือแตะถูก จึงรู้สึกว่ามีปราณทิพย์อันบริสุทธิ์และคงที่สายหนึ่งถ่ายเทเข้าสู่ร่างกาย แล้วกระจายไปทั่วแขนขาอย่างเป็นจังหวะ ช่วยปรับลมปราณของตนให้มั่นคงขึ้น

คราวนี้หลิ่วชิงเกอตกใจเสียยิ่งกว่าพบว่าเสิ่นชิงชิวลอบทำร้ายข้างหลังอีก ไม่ว่าเช่นไรเรื่องลอบทำร้ายนี้ เขาก็คุ้นชินแล้ว

เสิ่นชิงชิงตบหลังให้เขาพลางกล่าวอย่างจริงใจว่า “ศิษย์น้องหลิ่วความจริงแล้ว ช่วงนี้ที่ศิษย์พี่ปิดด่านฝึกวิชาทำให้คิดได้หลายเรื่อง ยิ่งพอได้มาเห็นชีวิตเจ้าแขวนอยู่บนเส้นด้ายเกือบจะสุคนธ์สิ้นหยกสลาย…อะแฮ่ม…จากไปก่อนวัยอันควร หวนคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ศิษย์พี่ให้รู้สึกละอาย ยิ่งนักก็ยิ่งเสียใจนัก”

หลิ่วชิงเกอดูจะกระอักเลือดออกมารุนแรงหนักกว่าเก่า

เสิ่นชิงชิวกล่าวขอญาติดีอย่างอ้อมๆ “มิสู้จากนี้พวกเราโยนอดีตทิ้ง จับมือกันเดินไปข้างหน้า เป็นแบบอย่างของศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ดี เป็นสหายร่วมสำนักที่รักใคร่กลมเกลียว ศิษย์น้องเจ้าเห็นเป็นอย่างไร”

พูดตรงแบบนี้ก็รู้สึกเขินนิดหน่อย แต่ในเมื่อตอนนี้เขาไม่ได้ฆ่าหลิ่วชิงเกอ ค่าความเกลียดชังในเนื้อเรื่องถูกเปลี่ยนแปลงแล้ว ทำไมไม่ทำให้ถึงที่สุดไปเลย จะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหลิ่วชิงเกอ ไม่แน่ว่าพี่หลิ่วอาจกลายเป็นผู้ช่วยเหลือเขาในภายหลังก็ได้

หลิ่วชิงเกอมีสีหน้าแย่มาก เขามองตาเสิ่นชิงชิวครู่หนึ่ง กล่าวในที่สุดอย่างอดรนทนไม่ไหว “เจ้า ออกไปให้ห่างหน่อย”

เสิ่นชิงชิวทำท่าเข้าใจ

ในเมื่อต่างฝ่ายต่างเกลียดชังกันมาหลายปี แน่นอนว่าไม่มีทางจะปรับเปลี่ยนความรู้สึกให้ดีขึ้นได้ในเวลาเพียงสั้นๆ เรื่องนี้ไม่อาจใจร้อย ต้องค่อยเป็นค่อยไป

เขาพยักหน้า ถูกบอกให้ไปก็ไปจริงๆ เดินไปก็โบกมือโดยไม่หันหน้ากลับมา “หากตอนศิษย์น้องฝึกวิชาแล้วเกิดปัญหาอะไรขึ้น ไม่ต้องกระดากอาย ร้องขอความช่วยเหลือจากศิษย์พี่ดังๆได้เลย เราอยู่ห่างกันแค่นี้ ย่อมต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันเข้าไว้”

หลิ่วชิงเกอทำเหมือนว่าหากเสิ่นชิงชิวขืนพูดต่ออีกสองประโยคก็จะกระอักเลือดออกมาอีก เห็นได้จากสายตาที่แทบกินเลือดกินเนื้อ

เสิ่นชิงชิวหุบปากอย่างรู้การควรไม่ควร ‘ออกไปให้ห่าง’ เหลือหลิ่วชิงเกอกระอักเลือดออกมาอย่างลำบากคนเดียว

พวกเขาสองคนไม่เคยญาติดีกัน ตอนยังเยาว์ หลิ่วชิงเกอชิงชังพฤติกรรมของเสิ่นชิงชิวอย่างมาก ต่างฝ่ายต่างเกลียดขี้หน้ากันอย่างถึงที่สุด

ความเกลียดขี้หน้าชนิดนี้หาใช่ประเภทคู่กัดทะเลาะกันเล็กน้อยเท่านั้น หากแต่เป็นประเภทคำเดียวไม่ถูกหูก็ลงไม้ลงมือจะเอาชีวิตอีกฝ่ายได้เลย การที่เสิ่นชิงชิวไม่เข้ามาซ้ำเติมก็พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกแล้ว อย่าว่าแต่จะช่วยชีวิตเขาเลย

ทว่าความจริงที่อยู่ตรงหน้า ทำเอาหลิ่วชิงเกอหน้าตาบิดเบี้ยวเหยเกอย่างลืมตัว

เขาจำเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้เพียงช่วงก่อนที่จะฝึกวิชาจนถึงตอนคุมสมาธิไม่อยู่ แต่ตอนนี้ปราณทิพย์ของเขาราบรื่นดี ไม่มีทางที่เขาจะกรุยลมปราณอันยุ่งเหยิงด้วยตัวเองได้แน่ ต้องเป็นการช่วยเหลือจากภายนอก

หรือที่เสิ่นชิงชิวช่วยเขาไว้เป็นเรื่องจริง

พอคิดถึงความเป็นไปได้นี้ หลิ่วชิงเกอพลันรู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาระลอกหนึ่ง แบบนี้สู้ตายไปยังดีเสียกว่า

ถึงจะถูกคนที่อุตส่าห์ช่วยชีวิตไว้รังเกียจเอา แต่เสิ่นชิงชิวกลับรู้สึกพอใจสุดๆ

หลิ่วชิงเกอที่เดิมทีควรตายด้วยน้ำมือเขากลับถูกเขาจับพลัดจับผลูช่วยชีวิตเอาไว้แทน

หากว่าสามารถคบหากับคนๆนี้ได้ด้วยดี ต่อให้แผนการที่จะเลี้ยงลั่วปิงเหอให้เป็นลูกศิษย์ที่สมบูรณะแบบไม่สำเร็จ หลิ่วชิงเกอในฐานะที่เป็นเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิง อย่างน้อยที่สุดต้องเห็นแก่ความเป็นศิษย์ร่วมสำนักมาช่วยขวางหน้าให้เขาได้บ้าง

แม้จะดูเหมือนทำเพราะเห็นแก่ได้ไปหน่อย แต่ยามชีวิตอันมีค่าอยู่ตรงหน้าจะพูดถึงคุณธรรมไปทำไมล่ะ…

ภายในถ้ำไร้เดือนไร้ตะวัน เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันรู้สึกว่าตังเองได้อะไรเท่าไรก็ถึงเวลาสิ้นสุดการปิดด่านฝึกวิชา จำต้องออกจากถ้ำหลิงซี

เสิ่นชิงชิวหลับตานั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหิน รอให้ปราณทิพย์สายสุดท้ายแล่นไปทั่วร่าง จึงค่อยลืมตาขึ้น

เขามุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญฌานอยู่หลายเดือน ตอนนี้เขาสามารถใช้พลังทิพย์ได้ตามใจปรารถนาแล้ว อีกทั้งพลังปราณยังเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกขั้นหนึ่ง นี่บ่งชี้ว่าอำนาจในการควบคุมร่างกายนี้เป็นของเขาเต็มร้อยแล้ว แม้แต่จุดท้ายสุดที่ติดขัดก็หายไป สายตาคมชัดเป็นประกายแวววาว ร่างกายและจิตใจแตกต่างจากเมื่อก่อน

เสิ่นชิงชิวกระโดดลงจากแท่นหิน เนื้อตัวเบาโหวง พลิ้วไหวขึ้นเรื่อยๆ แขนขาทั้งสี่ราวกับเปี่ยมด้วยสายลมเย็นฉ่ำ คล่องเบา พละกำลังเกินร้อย

แน่นอนว่านี่อาจแค่อุปทานไปเอง วันเวลาในการปิดด่านฝึกวิชาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับกดปุ่มกรอวีดีโอไปข้างหน้า หากเป็นนิยายถ้าไม่ทำเบบเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีที่น้ำท่วมทุ่ง ก็เขียนจบหนึ่งบทแล้ว

ก่อนจากไป เขาคิดว่าควรต้องไปทักทายเพื่อนบ้านสักหน่อย จึงตบที่ผนังหิน

เสิ่นชิงชิว “ศิษย์น้อง สถานการณ์ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ศิษย์พี่ออกไปก่อนแล้วนะ”

เสียงของเขาสะท้อนก้องอยู่ในโพรงอันเวิ้งว้าง ไม่ดังมากนัก แต่เพียงพอให้ผู้ที่มีพลังฝึกปรือระดับหลิ่วชิงเกอได้ยินชัด

เป็นดังคาดไม่มีเสียงตอบจากทางนั้น เสิ่นชิงชิวไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ถือว่าแสดงน้ำใจ (…)* ก็แล้วกัน สะบัดชายเสื้อโลดแล่นออกจากถ้ำไปอย่างรวดเร็ว เพื่อเผชิญกับพายุฝนระลอกหนึ่งซึ่งกำลังจะมาถึง

(…) เป็นภาษาวัยรุ่นของจีน เพื่อแสดงความรู้สึกอึ้ง พูดไม่ออก ในบริบทนี้ นักเขียนแซวเสิ่นชิงชิวที่กล้าพูดว่าแสดงน้ำใจ

คำนวณเวลาดูน่าจะใกล้ถึงเวลาแล้ว เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปมีความสำคัญมาก ถือว่าเป็นไคลแมกซ์เล็กๆฉากหนึ่งในช่วงต้นของ ‘เทพมารอหังการ’ เลยทีเดียว

เผ่ามารมาท้าทายถึงหน้าประตู ก่อให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนครั้งใหญ่

ตัวเอกฝ่ายหญิงสองคนในนิยายดั้งเดิมจะเปิดตัวในฉากไคลแมกซ์เล็กๆนี้เช่นกัน และเริ่มให้ความสนใจต่อลั่วปิงเหอ

ถ้ำหลิงซีตัดขาดจากโลกภายนอก ในถ้ำเงียบสงบ แต่พอออกจากถ้ำบนยอดฉยงติ่งเฟิงราวกับเกิดเพลิงไหม้ไปทั่ว บรรดาศิษย์วิ่งกันให้พล่าน เป็นที่สับสนอลหม่าน ระฆังเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหว

เสิ่นชิงชิวเข้าใจทันที พวกมันขึ้นเขามาแล้ว!

มาให้ถูกเวลา ช่างดีกว่ามาก่อนเวลาจริงๆ ทันการณ์พอดิบพอดี

ศิษย์สองสมคนที่ไม่รู้ว่าอยู่ใต้สังกัดใคร พอเห็นเขาก็โผเข้ามาทันที “อาจารย์ลุงเสิ่น อาจารย์ลุงเสิ่นออกจากด่านได้เสียที เกิดเรื่องใหญ่แล้ว คนของภพมารบุกขึ้นฉยงติ่งเฟิงทำร้ายศิษย์พี่ศิษย์น้องของพวกเราไปไม่น้อยแล้วขอรับ!”

เสิ่นชิงชิวมือข้างหนึ่งแตะตัวศิษย์คนหนึ่ง “ใจเย็นๆ ศิษย์พี่เจ้าสำนักเล่า”

ศิษย์ A ร้องไห้พลางกล่าว “อาจารย์ลุงเจ้าสำนักลงเขาไปทำธุระข้างนอกขอรับ หาไม่แล้วพวกปีศาจภพมารไหนเลยจะฉวยโอกาสขึ้นเขามาได้!”

ศิษย์ B กล่าวอย่างโกรธแค้น “พวกปีศาจภพมารต่ำช้าจริงๆขอรับ ไม่เพียงฉวยโอกาสบุกเข้ามา ยังสะบั้นสะพานสายรุ้งที่เชื่อมทั้งสิบสองยอดเขาจนขาด ทั้งยังกางข่ายเวทประหลาด ตอนนี้ฉยงติ่งเฟิงไร้หนทางจะขอความช่วยเหลือจากยอดเขาอื่นๆแล้วขอรับ”

เรื่องพวกนี้เสิ่นชิงชิวรู้อยู่แล้ว เมื่อครู่ทำเป็นถามไปอย่างนั้นเอง เขาในตอนนี้ผ่านการฝึกวิชาเซียน ซ้ำยังมีประสบการณ์ต่อยลั่วปิงเหอ เตะหลิ่วชิงเกอมาแล้ว (…) กล่าวอย่างองอาจฮึกเหิมว่า “ไม่ต้องตกใจไป ชางฉยงซานเป็นสำนักใหญ่เกรียงไกร จะมากลังอะไรกับพวกเผ่ามารปลายแถวไม่กี่ตน!”

เหล่าศิษย์รู้สึกเหมือนหาเสาหลักให้เกาะยึดพบแล้ว เลยเดินตามหลังเสิ่นชิงชิวกันมาเป็นขบวนอย่างกับรถไฟ ระหว่างที่เดินไป พวกที่ตอนแรกวิ่งกันเพ่นพ่านเหมือนแมลงวันไร้หัวก็มาเข้าร่วมด้วยทันที พวกที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เข้ามาร่วมด้วยอีก ในที่สุดขบวนยาวขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินกันมาถึงหน้าอารามใหญ่ของฉยงติ่งเฟิง

คนของชางฉยงซานที่อยู่บนฉยงติ่งเฟิงล้วนกรูกันเข้ามาล้อมเผ่ามารที่บุกมาถึงเขตชั้นในเอาไว้ ศิษย์ของชิงจิ้งเฟิงก็มาด้วย เพราะเนื้อเรื่องในยามนี้จำเป็นต้องมีพวกเขาซึ่ง ‘เผอิญ’ มาฉยงติ่งเฟิงเพื่อรับเสิ่นชิงชิวที่ออกจากด่านพอดี จึงมาพร้อมหน้ากับที่นี่อยู่ก่อนแล้ว

เสิ่นชิงชิวมองหาร่างของลั่วปิงเหอเป็นลำดับแรก เห็นลั่วปิงเหอยืนสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ท่ามกลางฝูงชน

ไม่เห็นหน้ามาพักหนึ่ง เขาโตขึ้นไม่น้อย รูปร่างของเด็กหนุ่มราวกับต้นไผ่ที่สูงพรวดพราด ทั้งสง่างามและเหยียดตรง ใบหน้าหล่อเหลาสะดุดตายิ่งนัก เห็นพระเอกปรากฏตัว เสิ่นชิงชิวก็วางใจ ค่อยหันความสนใจไปที่ศัตรูได้

เบื้องหน้าอารามฉยงติ่งเฟิงอันเรียบหรูสง่างามเต็มไปด้วยพวกปีศาจนับร้อย ปราณมารดำคลั่ก ทว่าผู้นำการบุกครั้งนี้กลับเป็นสาวน้อยผู้หนึ่งที่ดูแล้วอายุไม่น่าจะเกิน 15-16

เสิ่นชิงชิวใจเต้นรัวขึ้นมาชั่วขณะ ออกมาแล้ว! ในที่สุดก็ออกมาแล้ว!

ถึงอยู่ท่ามกลางเผ่ามารที่ชื่นชอบการแต่งกายด้วยชุดประหลาด แต่การแต่งตัวของสาวน้อยคนนี้ก็ยังแหวกกระแสอย่างมาก ผมยาวดำขลับถักเปียเล็กๆไว้ทั่วศีรษะ ผิวกายขาวกระจ่าง แต่งตาเข้ม ริมฝีปากสีแดงสด แม้อายุยังน้อย แต่ดูออกเลยว่า ในอนาคตจะต้องสวยหยาดเยิ้มตราตรึงแน่นอน

เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันอากาศร้อนจัดดูน่าเย็นสบาย ด้วยมีเพียงผ้าโปร่งเนื้อเบาสีแดงเพียงไม่กี่ชิ้นห่อหุ้มร่างกายไว้เท่านั้น ข้อมือข้อเท้าสวมกำไลสีเงินเอาไว้ มีกระพรวนเล็กเต็มร่างส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งยามเคลื่อนไหว

เท้าเปล่าเปลือยขาวผ่องดุจหิมะเหยียบย่ำพื้นตรงๆ โดยไม่มีอะไรกั้น

เสิ่นชิงชิวอดสอดส่ายสายตาเหลือบมองไม่ได้

ไม่ใช่เกิดจากจิตใจต่ำช้าลามกอะไร แต่เป็นเพราะ…รอนแรมข้ามน้ำข้ามภูเขาจากแดนปีศาจมาเป็นหมื่นลี้เพื่อมาถึงนี่ แล้วยังต้องเดินเท้าเปล่าขึ้นเขาต่อ แม่นางน้อย…น้อง…น้องไม่เจ็บตีนแย่เหรอ…

ไม่ใช่ละ…นี่ไม่ใช่ประเด็นเสียหน่อย

ประเด็นก็คือในนิยาย ‘เทพมารอหังการ’ ฉบับดั้งเดิมนี่คือ(หนึ่งใน)ตัวเอกหญิงที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีตำแหน่งเป็น ‘พธูศักดิ์สิทธิ์’* ของเผ่ามาร…ซาหัวหลิง

(พธูศักดิ์สิทธิ์ ในเรื่องนี้เป็นชื่อตำแหน่งขุนนางหญิงระดับสูงสุดของเผ่ามาร)

ซาหัวหลิงเป็นชาวเผ่ามารสายเลือดบริสุทธิ์ โหดเหี้ยมอำมหิต ยโสเอาแต่ใจ แต่กลับตกหลุมรักลั่วปิงเหอแบบโงหัวไม่ขึ้น หลังจากคบกับลั่วปิงเหออย่าว่าแต่เรื่องฆ่าคนเพื่อเขาเลย กระทั่งเรื่องเนรคุณอย่างทรยศเผ่ามารเพื่อเขาแล้วนางก็กล้าทำ

ต่อให้น้องสาวที่ตกอยู่ในห้วงรักอย่างไม่ลืมหูลืมตาประเภทนี้จะเป็นที่ก่นด่าอย่างมาก แต่ก็ช่วยไม่ได้ มีนักอ่านผู้ชายมากมายที่ชอบนาง น่าเสียดายที่น้องนางผู้ร้อนแรงราวกับไฟเช่นนี้ มีแต่พระเอกเท่านั้นที่มีวาสนาได้แอ้ม

เสิ่นชิงชิวอดมองไปทางลั่วปิงเหอไม่ได้ พอดีกับที่ลั่วปิงเหอกวาดตามองมาอย่างไม่ตั้งใจเช่นกัน ศิษย์อาจารย์สบตากันก็พากันชะงักไปครู่หนึ่ง

ลั่วปิงเหอทำท่าอยากพูด แต่ไม่ได้เอ่ยออกมา เสิ่นชิงชิวพยักหน้าให้เขาทีหนึ่ง

ตอนนี้สะพานสายรุ้งขาดแล้ว เจ้ายอดเขาที่นอนอยู่ก็นอนไป ที่ปิดด่านก็ปิดด่านไป ที่ไปเดินตลาดก็เดินตลาดไป ที่ไปทำธุระก็ทำธุระไป

การมาของเสิ่นชิงชิวที่เป็นผู้อาวุโส ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการช่วยฉีดยาระงับประสาทอย่างแรงให้แก่พวกเขา เหล่าศิษย์พากันบังเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาทันใด

หมิงฟานตะโกนลั่นออกมาก่อนใครเพื่อน “นางมารร้าย! ซือจุนของข้ามาแล้ว ดูซิว่าเจ้ายังจะกล้ากำเริบเสิบสานอีกไหม”

คนยิ่งมาออกันมากขึ้นเรื่อยๆ ศิษย์หลายร้อยคนในชุดเครื่องแบบ แบบเดียวกันมีสีหน้าเป็นเดือดเป็นแค้น เข้ามาล้อมผู้บุกรุกไว้เป็นวงใหญ่อยู่หน้าอารามฉยงติ่ง

เผ่ามารสองสามคนที่คิดฝ่าทะลวงถูกเสิ่นชิงชิวถือโอกาสเอาเป็นที่ซ้อมมือ เพียงเอื้อมมือออกไปก็ทำพวกมันลอยขึ้นได้แล้ว ก่อนโยนพวกมันให้ลอยกลับไปตกแทบเท้าซาหัวหลิง

ซาหัวหลิงเป็นคนปราดเปรียวหัวไว ที่กำเริบเสิบสานได้เมื่อครู่ เพราะอาศัยว่าชางฉยงซานเป็นสำนักอันดับหนึ่งมานาน การระวังป้องกันหละหลวม อีกทั้งตรวจสอบมาแล้วว่าเยวี่ยชิงหยวนไปทำธุระข้างนอก ฉยงติ่งเฟิงไม่มีผู้อาวุโสดูแลควบคุมสถานการณ์เลยคิดจะมาก่อกวน

แต่ตอนนี้ชักเห็นท่าไม่ดี นางจึงแก้คำพูดเสียใหม่ “เผ่าข้าขึ้นเขาครั้งนี้ ความจริงมิได้มาเพื่อต่อสู้ เพียงแต่ได้ยินมานานแล้วว่าชางฉยงซานแห่งจงหยวนมากไปด้วยยอดฝีมือ เลยนึกใคร่รู้ อยากขึ้นเขามาแลกเปลี่ยนวิชาฝีมือกันสักตั้ง เพื่อดูว่าเป็นอย่างไรกันแน่”

เสิ่นชิงชิวโบกพัดด้ามจิ้ว “กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี”

แต่ในเมื่ออยากแลกเปลี่ยนวิชาฝีมือสักตั้ง เหตุใดถึงฉวยโอกาสตอนเจ้าสำนักไม่อยู่มาขอแลกเปลี่ยนวิชาฝีมือเล่า ไฉนจึงตัดสะพานสายรุ้ง อีกทั้งเพราะอะไรถึงได้ทำร้ายลูกศิษย์สำนักข้าบาดเจ็ดไปตามๆกัน ข้าไม่เคยเห็นการแลกเปลี่ยนวิชาฝีมือเช่นนี้มาก่อนเลย”

ซาหัวหลิงกัดริมฝีปาก ใช้สิ่งที่เป็นอาวุธประจำกายของผู้หญิงทั้งหลาย นางทัดผมปอยหนึ่งที่ตกรุ่ยร่ายอยู่ข้างแก้มกับใบหู กล่าวแช่มช้า “ท่านผู้นี้คงเป็น ‘กระบี่ซิวหย่า’ ผู้อาวุโสเสิ่นชิงชิวที่ระบือนามไปทั่วหล้าแล้ว สมกับคำว่าร้อยได้ยินมิสู้หนึ่งพบพานโดยแท้ หลิงเอ๋อร์เยาว์วัย ไม่อาจควบคุมลูกน้องให้ดี หากล่วงเกินจนเกิดการเข้าใจผิดของเซียนซือ* ได้โปรดใจกว้างอภัยให้ด้วย”

ไม่ว่านางจะใช้น้ำเสียงนุ่มนวลแค่ไหน เสิ่นชิงชิวไม่มีทางใจอ่อนสักนิด ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเสิ่นชิงชิวแล้ว

(เซียนซือ เป็นคำเรียกอาจารย์ผู้ฝึกวิชาเซียนด้วยความยกย่อง)

ว่ากันตามตรง เหตุวุ่นวายครั้งนี้ความจริงเป็นเพราะซาหัวหลิงเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็น ‘พธูศักดิ์สิทธิ์’ ของเผ่ามาร คนหยิ่งลำพองอย่างนาง ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คิดบุกรุกยอดเขาสำคัญอันดับหนึ่งของสำนักชางฉยงซานในคราเดียว ยึดป้ายชื่ออารามฉยงติ่งเอากลับเผ่ามารไปเป็นที่ระลึก หมายสร้างความดีความชอบ และเพื่อเป็นการสำแดงอำนาจที่ภพมนุษย์ในคราเดียว

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เช่นนั้นตอนนี้แม่นางได้ข้อสรุปว่าอย่างไร”

ซาหัวหลิงยิ้มมุมปาก “แม้ตอนนี้เผ่าข้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ นั่นก็เพราะว่าทางฝั่งของท่านมีคนมากกว่า หลิงเอ๋อร์ย่อมมิกล้าสรุปแล้ว”

เสิ่นชิงชิววางมาดของผู้อาวุโสได้อย่างคล่องแคล่วราวกับปลาได้น้ำ “อ้อ เช่นนั้นเจ้าจะเอาอย่างไรจึงจะได้ข้อสรุป”

ซาหัวหลิงแย้มริมฝีปาก เอ่ยวิธีที่ฟังเหมือนยุติธรรมออกมา

“พวกเรามิสู้คัดเลือกตัวแทนฝ่ายละสามคนเข้าประลองสามคู่”

วิธีนี้ถือว่าดีมา อย่างไรเสีย สมดุลระหว่างภพมนุษย์กับเผ่าปีศาจก็อุตส่าห์รักษามาได้อย่างยากเย็น ไม่มีการแตกหักผิดใจกันมาหลายปี หากผลีผลามกวาดล้างซาหัวหลิงกับลูกน้องอันธพาลโขยงนี้ไป ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่จะเป็นการจุดชนวนระเบิดขึ้นโดยง่าย ด้วยเผ่ามารย่อมไม่ยอมปล่อยให้นางตายเปล่า เช่นนี้จะเป็นการนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ ได้ไม่คุ้มเสีย ทว่าหากปล่อยให้พวกมันลอยนวลก็จะเป็นการหยามน้ำหน้ากันเกินไป จะปล่อยให้พวกต่างเผ่าต่างพันธุ์เข้าๆออกๆ ชางฉยงซานตามใจชอบได้อย่างไร กำหนดหลักเกณฑ์ประลองกันสักตั้ง ถือโอกาสสั่งสอนฝ่ายตรงข้ามโดยทั้งสองฝ่ายยอมถอยคนละก้าว ไว้หน้าให้กันบ้าง ดูจะเป็นวิธีรับมือที่ดีที่สุด

ในนิยายดั้งเดิม เนื่องจากฉากนี้เป็นฉากไคลแมกซ์เล็กๆ เสิ่นชิงชิวนับว่าจำได้อย่างชัดเจน

คู่แรก เสิ่นชิงชิว VS ผู้อาวุโสแขนเดียวของเผ่ามาร เพื่อให้ความเลวระยำของเสิ่นชิงชิวโดดเด่นเป็นพิเศษ แน่นอนว่าเขาย่อมใช้วิธีต่ำช้าแฝงเล่ห์กระเท่ห์เอาชนะ เทียบกับลั่วปิงเหอในคู่ที่สามที่ใช้วิธีการอันบริสุทธิ์และเปิดเผย ให้ผู้อ่านตระหนักถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน

ทว่า ณ ที่นี้เสิ่นชิงชิวย่อมไม่มีทางทำลายภาพลักษณ์ของตัวเองอยู่แล้ว

ผู้อาวุโสแขนเดียวสวมชุดสีม่วงเข้มทั้งตัว นิสัยเงียบขรึม พูดน้อย ได้ฟังคำสั่งของซาหัวหลิงก็เดินมายังที่ว่างข้างหน้าทันที

พวกศิษย์ส่งเสียงเชียร์อาจารย์ลุงเสิ่นเป็นการใหญ่

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าผู้อาวุโสแขนเดียวผู้นี้มีความสามารถแค่ไหน จึงกล่าวยิ้มๆ “เจ้ามีเพียงแขนเดียว เช่นนี้ต่อให้ข้าชนะก็มีชัยอย่างเอาเปรียบ”

ซาหัวหลิงเอามือปิดปากพูด “อ้อ เช่นนั้นหลิงเอ๋อร์กลับมีวิธี ข้าว่ามิสู้…เซียนซือหักแขนตัวเองสักหนึ่งข้างเป็นอย่างไร เช่นนี้ก็ไม่ถือว่ามีชัยอย่างเอาเปรียบแล้ว!”

ในลานพลันระงมไปด้วยเสียงด่าทออย่างโกรธแค้น เสิ่นชิงชิวไม่ถือสา เพียงยิ้มน้อยๆ เอาพัดด้ามจิ้วออกมากางช้าๆ “แขนเดียวก็ไม่ใช้เป็นอย่างไร”

พอพูดวาจานี้ออกมาก็เรียกเสียงฮือฮาไปทั่ว ลั่วปิงเหอที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนตะลึงลานไปด้วย

แขนเดียวก็ไม่ใช้หรือ

ซาหัวหลิงแค่นเสียง เข้าใจว่าเสิ่นชิงชิวประมาทคู่ต่อสู้ ในใจลอบดีใจอยู่ในที สามารถเอาชนะง่ายดายหนึ่งรอบ เหตุใดจะไม่เอาเล่า นางรีบกล่าว “ในเมื่อผู้อาวุโสเสิ่นกล่าวเช่นนี้ ก็เริ่มกันเลยเถอะ!”

คนไม่น้อยคิดว่าหญิงผู้นี้หน้าหนาเสียจริง ฉากหน้าท่าทางใสซื่อบริสุทธิ์ ในน้ำคำกลับเจือความอำมหิต หน้าเนื้อใจเสือ ซ้ำยังคอยเอาเปรียบผู้อื่น

ตอนเสิ่นชิงชิวอ่านนิยาย ในฐานะคนอ่านความรู้สึกเป็นแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้ในฐานะคนในก็รู้สึกอีกแบบหนึ่ง ยังดีว่าเมื่อก่อนเขาเองก็รับรูปแบบการจัดการของซาหัวหลิงไม่ค่อยจะได้นัก แต่เห็นว่านางยังเด็ก อีกทั้งหน้าตาดี จึงคิดเสียว่านางเป็นหนูน้อยโลลิน่ารักที่เอาแต่ใจไป

ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คน เสิ่นชิงชิวไม่ได้ชักกระบี่ออกมาตามที่พูดไว้จริงๆเสียด้วย หากแต่เอาพัดด้ามจิ้วในมือมาเล่น พลางยิ้มให้ผู้อาวุโสแขนเดียว

ผู้อาวุโสแขนเดียว ถึงมีแค่แขนเดียว แต่ไม่มีผลต่อการกวัดแกว่งดาบหัวปีศาจแต่อย่างใด ทว่าดาบที่กวัดแกว่งอย่างทรงพลังนี้ กลับฟันไม่ถูกเป้าหมาย พอหันกลับไปก็เห็นเสิ่นชิงชิวยืนยิ้มอยู่อีกด้านหนึ่ง ยิ่มจนเมื่อยแก้มกันเลยทีเดียว

กระนั้นกระบี่ซิวหย่ากลับออกจากฝักแล้ว เสิ่นชิงชิวหาได้ใช้มือแตะต้องกระบี่แม้แต่น้อยไม่ มือซ้ายแอบวาดท่าร่ายกระบี่สั่งการกระบี่ซิวหย่าให้บินฉวัดเฉวียนไปมา

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 244
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 243
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 242
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: