Home Novel Novel Action Scumbag System 8

Scumbag System 8

ตอนที่ 8

เสิ่นชิงชิวรับมา ในใจลอบปาดเหงื่อ เด็กคนนี้หลอกง่ายจริงๆ เมื่อกี้ถูกให้ร้ายจนขวัญกระเจิดกระเจิง เพียงคำพูดสองสามคำก็สามารถฟื้นคืนชีพอีกครั้งแล้ว ถ้าเป็นเกมก็กลับมามีสถานะค่าเลือดเต็มแถบ แต่ในอนาคตจะไม่ถูกหลอกง่ายเช่นนี้อีก การเติบใหญ่ช่างเป็นเส้นทางอันโหดร้ายเต็มไปด้วยขวากหนามเสียจริง…

จากนั้นระบบก็กระหน่ำข้อความมาเป็นชุดที่ทำให้เขาปลื้มสุดๆ

[ระดับความประทับใจของหนิงอิงอิงเพิ่มขึ้น ค่าความฟินของพระเอกเพิ่มขึ้น 50 คะแนน]

[ได้รับไอเทมระดับสูง ‘เชือกมัดเซียน’ พลังของตัวโกงเพิ่มขึ้นมา 30 คะแนน]

[ทำภารกิจขั้นต้นเสร็จสมบูรณ์ ค่า B เพิ่มขึ้น 200 คะแนน ฟังก์ชั่น OOC ปลดล็อคแล้ว จากนี้ไป ท่านมีสิทธิ์ในการควบคุมแอคเคาน์เสิ่นชิงชิวโดยสมบูรณ์ ยินดีด้วย! ขอให้พยายามต่อไป]

เสิ่นชิงชิวชักชอบเกมประลองแบบนี้ตรงที่มีขึ้นมีลง เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวเสียใจนี่แล้ว

ฟังก์ชั่น OOC ปลดล็อคแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไปเขาสามารถเดินหน้าโปรเจคอันทรงเกียรติในการเกาะแข้งเกาะขาพระเอกได้อย่างเต็มที่เสียที

กลับถึงชางฉยงซาน เรื่องแรกที่ทำคือขึ้นยอดเขาฉยงติ่งเฟิง(เพดานฟ้า) อันเป็นที่ทำการของเจ้าสำนัก เพื่อรายงานผลปฏิบัติการต่อเยวี่ยชิงหยวน

ก่อนหน้านี้เสิ่นชิงชิวมีความรู้สึกมาตลอดว่า ศิษย์พี่เจ้าสำนักผู้นี้ออกแนว NPC ที่มีไว้เพื่อคอยมอบเควสต์ แต่ความรู้สึกเหล่านี้สูญสลายไม่เหลือร่องรอยหลังย่างเท้าเข้าประตูใหญ่ของสำนัก

ยังไม่ทันก้าวเข้าห้องโถงใหญ่ เยวี่ยชิงหยวนก็เดินนำขบวนศิษย์ของยอดฉยงติ่งเฟิงมาต้อนรับเขาแล้ว ทั้งสองคนเพิ่งจะเจอหน้ากันก็ยิ้มทันที มือขวาของเยวี่ยชิงหยวนคว้าหมับเข้าที่ชีพจรของเสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิวพลันตกใจ แต่หลังจากนั้นเห็นว่าเยวี่ยชิงหยวนไม่ได้ทำอะไรเกินกว่าตรวจชีพจรอย่างตั้งใจ จากปราณอ่อนจางสายหนึ่งที่ถ่ายทอดเข้ามา เลยรู้ว่าอีกฝ่ายเพียงตรวจการโคจรของปราณทิพย์ภายในร่างกายตนเท่านั้น จึงค่อยวางใจ

หลังจากนั้นครู่หนึ่งเยวี่ยชิงหยวนก็ปล่อยมือ ก่อนหัวเราะและเดินเข้าไปในห้องโถงพร้อมเสิ่นชิงชิว ถามว่า “การไปสั่งสมประสบการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”

น้ำเสียงแบบพี่ชายคนโต ชวนให้เสิ่นชิงชิวคิดถึงพี่ชายทั้งสองของตนขึ้นมาทันที แม้รู้สึกเศร้าขึ้นมาเพียงนิด แต่กลับอบอุ่นยิ่งกว่า กระทั่งคำพูดท้อใจยังกล่าวได้อย่างหน้าชื่น “ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังนักขอรับ”

เหล่าลูกศิษย์นั้น กระทั่งเงาของมารถลกหนังก็ไม่ได้เห็น เมื่อมองว่านี่คือการไปสั่งสมประสบการณ์ของศิษย์ ก็ถือว่าไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวว่า “อย่าร้อนใจไปเลย”

เสิ่นชิงชิวพยักหน้าแล้วเปลี่ยนหัวข้อฉับ “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ข้าอยากเข้าถ้ำหลิงซีด้านหลังฉยงติ่งเฟิงเพื่อปิดด่านฝึกวิชาขอรับ”

ยอดเขาฉยงติ่งเฟิงในฐานะที่เป็นยอดหลักของทั้งสิบสองยอดเขา ย่อมเก็บกักแก่นพลังงานชั้นยอดของฟ้าดินไว้ได้มากที่สุด ส่วนถ้ำหลิงซีคือสถานที่สำหรับฝึกบำเพ็ญเพียรที่ดีที่สุดของฉยงติ่งเฟิง เรียกได้ว่าลงแรงน้อยแต่ได้ผลมาก ด้วยเหตุนี้ บุคคลระดับผู้อาวุโสของสำนักหรือศิษย์ที่มีฝีมือโดดเด่นล้วนสามารถขอเจ้าสำนักเข้าไปปิดด่านฝึกวิชาในนั้นได้ เพียงแต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าสำนักก่อนถึงจะเข้าไปได้

เสิ่นชิงชิวอยากเข้าถ้ำหลิงซีเพื่อปิดด่านฝึกวิชา แน่นอนว่าเยวี่ยชิงหยวนไม่มีทางไม่อนุญาต แต่รอยยิ้มที่ริมฝีปากกลับดูเจื่อนลง หน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ แต่ความรู้สึกนี้ก็วาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เยวี่ยชิงหยวนถามเขาอย่างนุ่มนวล “ไว้สำหรับงานชุมนุมเซียนครั้งใหญ่หรือ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ขอรับ”

ไม่ใช่แค่เพราะงานชุมนุมเซียนครั้งใหญ่ คดีมารถลกหนังคราวนี้ทำให้เสิ่นชิงชิวตระหนักถึงความสำคัญของการฝึกวิชาเซียนมากขึ้น ในโลกใบนี้ต้องมีกำลังที่แข็งแกร่งจึงจะมีสิทธิ์คิดเรื่องอนาคตได้ ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าจะมีอีซี่โหมดกับบอสไอคิวต่ำกว่ามาตรฐานทุกครั้งไป

ก่อนปิดด่านฝึกวิชา เสิ่นชิงชิวเรียกลั่วปิงเหอเข้ามาแล้วมอบวิชาบำเพ็ญฌานเบื้องต้นที่ถูกต้องให้เขา

ลั่วปิงเหอรับคัมภีร์ไป แล้วถามว่า “ทำไมซือจุนถึงมอบคัมภีร์เล่มที่ไม่เหมือนเก่าให้ศิษย์เล่าขอรับ”

เสิ่นชิงชิวปั้นน้ำเป็นตัวอย่างเอาจริงเอาจัง “พื้นฐานร่างกายเจ้าไม่เหมือนผู้อื่น ไม่สามารถฝึกตามแนวทางวิชาบำเพ็ญฌานทั่วไปของสำนักได้”

เขาไม่อยากเปิดโปงความจริงเรื่องที่เสิ่นชิงชิวยุหมิงฟานให้เราตำราปลอมมอบแก่ลั่วปิงเหอ ต่อให้อีกไม่นานความจริงก็จะเปิดเผยออกมาอยู่ดี

มองตาหลังเสิ่นชิงชิวที่เดินห่างออกไป ลั่วปิงเหอประคองคัมภีร์บำเพ็ญฌานเบื้องต้นเล่มนั้นไว้ ใจสั่นไหวอย่างรุนแรง

นี่คือคัมภีร์บำเพ็ญฌานเบื้องต้นที่ซือจุนมอบให้เขาคนเดียวโดยเฉพาะ

เสิ่นชิงชิวหันหน้ากลับมามองเป็นระยะ เห็นลั่วปิงเหอยังยืนเซ่ออยู่ที่เดิมก็คลึงหว่างคิ้วแล้วเดินต่อ

ถึงไม่รู้ว่าลั่วปิงเหอคิดอะไรอยู่ แต่สงสัยจะคิดมากไปแล้วล่ะ…

_________________________

ในถ้ำหลิงซี ทางเดินคดเคี้ยววังเวง หลังจากลดเลี้ยงมาร้อยคดพันโค้ง ก็ปรากฏสถานที่อันงดงามราวกับถ้ำฟ้า ไร้ลมไร้จันทร์ทว่าสงบเย็น หินขาวดุจเมฆ หินเขียวดังหยก มีแท่นหินที่เกิดตามธรรมชาติรูปทรงแปลกประหลาดน้อยใหญ่มากมาย ตรงกลางยังมีสระแห่งหนึ่ง น้ำในสระสีเขียวมรกตใสปานกระจก ภาพสะท้อนบนผิวน้ำชัดแจ๋วราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่ง

ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวของสถานที่อันสมบูรณ์แบบแห่งนี้คือ ผู้อาวุโสที่เข้ามาปิดด่านฝึกวิชาก่อนหน้าอาจไม่สนใจนักว่านี่เป็นสถานที่สาธารณะ ตามผนังถ้ำมีรอยคมกระบี่กรีดผ่าจนเป็นร่องทั้งแนวขวางและแนวตั้งนับไม่ถ้วน ม่านโลหิตปื้นใหญ่ที่จับตัวแข็งอยู่ตามผนังหิน ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีคล้ำแล้ว

นี่เป็นเพียงโพรงหนึ่งในบรรดาโพรงมากมายที่มีอยู่ในถ้ำ ถึงจะชวนให้นึกสงสัยว่าเกิดการฆาตกรรมขึ้นที่นี่ แต่เสิ่นชิงชิวก็พอใจมากแล้ว ไม่คิดไปหาที่อื่นอีก

เขานั่งบนแท่นหิน เริ่มบำเพ็ญฌานตามวิชาในคัมภีร์โบราณที่ท่องมา

กระนั้นราวกับสวรรค์ไม่ยินยอมให้เขาเพิ่มค่า B โดยง่าย นั่งสมาธิได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังขึ้น

เสียงหอบหายใจแผ่วต่ำ

นี่เป็นเสียงของคนที่กำลังหอบหายใจอย่างทรมานด้วยความเจ็บปวด

ขณะเดียวกันเขาก็สำเหนียกได้ถึงคลื่นพลังทิพย์อันแปรปรวนระลอกหนึ่งที่จวนเจียนจะระเบิดออกเต็มที

เอาล่ะ เสิ่นชิงชิวรู้แล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

ถ้ำหลิงซีใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่สามารถขอเข้ามาปิดด่านฝึกวิชาได้ ข้างในยังมีคนอื่นที่กำลังบำเพ็ญฌานอยู่เช่นกัน อีกทั้งตอนนี้กำลังธาตุไฟเข้าแทรก ตกอยู่ในจังหวะคับขันพอดี

ฉัน! แค่! อยาก! ปิด! ด่าน! ฝึก! วิชา! เลื่อน! เล! เวล! แต่! ไม่! เอา! แบบ! นี้! ได้! ไหม! ไม่! เอา! ไม่! เอา!

เสิ่นชิงชิวลืมตาขึ้นทันที ตกลงใจไปตรวจดูสักเที่ยวหนึ่ง เขาเดินตามเสียงและคลื่นแปรปรวนของพลังทิพย์ไป เลี้ยวประมาณเจ็ดโค้งแปดขด เสียงเคลื่อนไหวยิ่งเข้าใกล้ยิ่งดังชัดขึ้น

ในที่สุดก็เข้าสู่อีกโพรงหนึ่ง ทันทีที่เข้าไปก็เห็นร่างในชุดขาวของคนผู้หนึ่งหันหลังให้ กระบี่ยาวเล่มหนึ่งปักอยู่ในหินจมมิดด้าม

ปราณกระบี่ในถ้ำแตกฉานซ่านเซ็นสับสนไร้ทิศทาง ร่างของคนชุดขาวผู้นั้นเปื้อนเลือด แลดูคล้ายเหยื่อที่ถูกทำร้าย ทว่าครั้นมองท่าทางก็ดูคล้ายกับว่าเขานั่นแหละคือฆาตกรโรคจิตเสียเอง

คนผู้นี้กำลังธาตุไฟเข้าแทรกขั้นสาหัสจริงๆ!

เสิ่นชิงชิวยืนครุ่นคิดว่า ตนเองที่มีความรู้ครึ่งๆกลางๆหาสาระอะไรไม่ได้นี้ หากไปกรุยชีพจรให้ฝ่ายตรงข้าม ความเป็นไปได้ที่จะช่วย หรือความเป็นไปได้ที่จะซ้ำเติม อันไหนมีแนวโน้มมากกว่ากัน ขณะเดียวกันก็เหลือบมองกระบี่เล่มนั้นแวบหนึ่ง

ยามนี้ด้วยเหตุว่าพลังทิพย์ของผู้เป็นนายระเบิดออก ตัวกระบี่จึงสั่นไม่หยุด จนค่อยๆหลุดออกมาเองทีละนิด พลางส่งเสียงแหลมสูงแสบแก้วหู ประกายสีเงินแผ่ออกมาตามด้ามกระบี่ที่สลักอักขระมนตร์และลายหลวนเฟิ่ง* อย่างต่อเนื่อง

(หลวนเฟิ่ง คือวิหคเทพในตำนาน เดิมเรียกกันว่า นกหลวน ถูกจัดให้เป็นนกตระกูลเดียวกับนกเฟิ่ง(หงสา) แต่ต่อมาคนก็เรียกรวมๆกันว่า หลวนเฟิ่ง”

เสิ่นชิงชิวมองทีเดียวก็จำได้ว่านี่เป็นกระบี่อะไร และกระบี่ของใคร

ไข่แม่มึง!

ซวยสุดๆ ดันมาเจอคนๆนี้เข้า!

หากเมื่อครู่เจตนาของเขาคือช่วยคน ตอนนี้ความคิดกลับเหลือแค่อยากวิ่งหนีเท่านั้น ทว่าสายไปเสียแล้ว จู่ๆคนในชุดขาวก็หันกลับมากะทันหัน จนเห็นเขาเข้า!

เสิ่นชิงชิงไม่มีแก่ใจจะกล่าวชมว่า ‘หนุ่มหล่อ’ เลย ก็ถ้าหนุ่มหล่อนั่นมองคุณด้วยสองตาแดงเถือก เส้นเอ็นเส้นเลือดเขียวปูดโปนล่ะก็ คุกเข่าให้แทนจะดีกว่าไหม!

เขาสะบัดชายแขนเสื้อออกวิ่งทันที ชายหนุ่มผู้นั้นฟาดฝ่ามือกับผนังหิน ทำเอาสะเก็ดหินกระเด็นว่อน กระบี่ยาวหลุดออกจากหินในที่สุด และเหินมาปักตรงหน้าเสิ่นชิงชิวพอดี จนสะบั้นทางหนีของเขา หากวิ่งเร็วกว่านี้สักนิดคงหยุดไม่ทัน เขาเป็นได้หัวขาดคาที่ไปแล้ว ตอนนั้นเองคนชุดขาวที่สูญเสียสติรู้คิดไปแล้วก็โผเข้ามา

เสิ่นชิงชิวเห็นว่าหนีก็คงไม่ทันแล้ว ได้แต่แข็งใจสู้ โคจรพลังทิพย์มาไว้ที่มือขวา ฟาดเข้าที่อกของอีกฝ่ายสุดแรงเกิด

หากคนผู้นี้เป็นเหมือนที่ร่ำลือ คือมีพลังยุทธ์แทบจะสูสีกับพระเอก ถ้าอย่างนั้นฝ่ามือที่ฟาดไปก็ไม่มีประโยชน์ทำเบื๊อกอะไรเลย ไม่เพียงไม่มีประโยชน์ แถมเสิ่นชิงชิวอาจถูกดีดกระดอนออกไป 3 จั้ง* กระอักออกมาเป็นเลือดบ้างอะไรบ้างก็เป็นได้

(จั้ง คือ หน่วยวัดความยาวของจีน 1 จั้ง = ประมาณ 3 เมตร)

แต่มันกลับได้ผล ที่กระดอนออกไป 3 จั้ง กระอักออกมาเป็นเลือดไม่ใช่เสิ่นชิงชิว กลับเป็นอกีฝ่ายเสียอย่างนั้น

เสิ่นชิงชิวยกมือขวาของตนขึ้น มองดูคนชุดขาวที่ถูกตัวเองฟาดลงไปนอนคว่ำกับพื้น แล้วแอบคิดว่า ไม่ต้องเต๊ะมาก ก็เก่งเหมือนกันนะเรานี่!

ปกติแล้ว เวลาคนที่ธาตุไฟเข้าแทรก คลุ้มคลั่งขึ้นมานั้นน่ากลัวก็จริง แต่ในทางกลับกันบุคคลนั้นก็อ่อนแอมากเช่นกัน หากดวงดีพอ อาจฟาดแค่ฝ่ามือเดียวก็ส่งผลให้ฟางเส้นสุดท้ายของเขาขาดสะบั้นไปเลยก็เป็นได้

สีหน้าของเสิ่นชิงชิวสับสน ขณะมองดูคนผู้นั้นนั่งชันเข่าข้างหนึ่งกับพื้นอย่างเจ็บปวดทุรนทุราย พยายามจะยักแยะยักยันลุกขึ้นมาฉีกตนเป็นชิ้นๆให้จงได้ แต่กลับไม่ประสบผล หัวเข่าทรุดลงไปอีก เสิ่นชิงชิวถอนใจในที่สุด เดินเข้าไปวางมือแปะบนหลังเขา

“พูดกันให้รู้เรื่องก่อนนะ” เสิ่นชิงชิวไม่สนใจว่าเขาจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ ก้มหน้าก้มตาพูดไปเรื่อย “ไม่ช่วยเจ้าตอนนี้ก็ช่วยไม่ทันแล้ว งานแบบนี้ข้าไม่ถนัด เผื่อว่าเจ้า…แหะ แหะ จะดีจะชั่วก็ถือว่าข้าทำเต็มที่แล้วนะ ห้ามมาโทษกันเด็ดขาด”

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าปราณทิพย์ในกายคนผู้นั้นค่อยๆสงบจนโคจรเป็นปกติ ใจที่แขวนค้างจึงค่อยๆวางลงได้ เขาชักมือกลับมา ที่เหลือได้แต่ภาวนาให้การรักษามั่วซั่วของเขาจะไม่ทำให้พลังฝึกปรือของอีกฝ่ายถดถอยลง

ผู้ที่ถูกเขาซัดหมอบแล้วช่วยกลับคืนมาใหม่ผู้นี่ยังคงคอพับคออ่อนไม่รู้สึกตัว

ความจริงเสิ่นชิงชิวพอจะเดาออกแล้วว่าคนผู้นี้เป็นใคร แต่ระบบก็อุตส่าห์ติ๊ดเข้ามาช่วยยืนยันให้อยูดี

[ยินดีด้วย ระบบขอแจ้งให้ทราบว่า การเปลี่ยนเนื้อเรื่อง ‘ความตายของหลิ่วชิงเกอ’ ส่งผลให้ค่ารนหาที่ตายและค่าความเกลียดชังของตัวร้ายเสิ่นชิงชิวลดลง ค่า B เพิ่มขึ้น 200 คะแนน]

เป็นอย่างที่คิดจริงๆ

นี่คือศิษย์น้องร่วมสำนักของเขา ทั้งยังเป็นคนที่ตายเปล่าด้วยน้ำมือของเสิ่นชิงชิวในนิยายดั้งเดิมอีกด้วย

เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิง(ร้อยสมรภูมิ) หนึ่งในสิบสองยอดเขาแห่งชางฉยงซาน ‘หลิ่วชิงเกอ’

หลิ่วชิงเกอ เป็นตัวละครที่เก่งกาจขั้นเทพคนหนึ่ง

ในสิบสองยอดเขาของชางฉยงซาน แต่ละยอดเขาต่างก็ดีและโดดเด่นแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น

ฉยงติ่งเฟิงที่เป็นผู้นำ คอยดูแลเรื่องทั่วไปและความเป็นอยู่ของทุกยอดเขาโดยรวม

ชิงจิ้งเฟิงของเสิ่นชิงชิว เป็นที่นิยมของบรรดาปัญญาชนและคนหนุ่มสาวที่ไฝ่ศิลปะวิทยามากที่สุด

ส่วนยอดวั่นเจี้ยนเฟิง ด้วยวาระฟ้า ชัยภูมิ และมนุษย์ที่ประสานอย่างลงตัว เกื้อหนุนให้ก่อเกิดยอดฝีมือนักหลอมกระบี่มากมายมาแต่โบราณ

ขู่สิงเฟิง(บำเพ็ญทุกข์กิริยา) แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าทำอะไร ต่อให้เอาแส้เฆี่ยน เสิ่นชิงชิวก็ไม่คิดจะไปเหยียบเด็ดขาด

ส่วนการมีอยู่ของยอดเขาเซียนซูเฟิง(เทพธิดา) ช่างชวนให้คนน้ำลายหก เพราะยอดเขานี้รับแต่ศิษย์ผู้หญิงเท่านั้น แถมล้วนหน้าตาดีกันทุกรุ่น สาวงามมากมายราวกับเมฆบนท้องฟ้า

นักอ่านสายหื่นเขียนแฟนฟิคแนว YY ออกมากันไม่ขาดสายราวกับร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก* ในบรรดานี้ ‘เซียนซูผู้เอาแต่ใจหลงรักผม’ และ ‘วันที่ได้ซ้ายโอบขวาประคองทั้งเซียนซูเฟิง’ นับว่าเป็นผลงานมาสเตอร์พีซ ประโยคและคำศัพท์แบบนักเรียนประถมเซ็กส์ซีน ต่ำตมชนิดไร้ขีดจำกัดสร้างความนิยมกลายเป็นแฟชั่นแทบจะสูสีกับนิยายต้นฉบับเลยทีเดียว

(สำนวน ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก อุปมาถึง การออกไอเดียกันอย่างเต็มที่)

แต่ยอดเขาที่เหล่าเด็กรุ่นๆชอบมากที่สุด เลื่อมใสเป็นที่สุด และอยากเข้าสังกัดมากที่สุด แน่นอนว่าคือยอดเขาไป่จั้นเฟิงของหลิ่วชิงเกอ!

นี่คือยอดเขาที่ชอบการต่อสู้ที่สุด อีกทั้งความสามารถในการต่อสู้นั้นแข็งแกร่งที่สุดของชางฉยงซาน

เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงทุกรุ่นวิชากระบี่ล้ำเลิศ รบร้อยครั้งชนะร้อยครา ตามความหมายของชื่อยอดเขา เจ้าของตำนานไร้พ่ายเปี่ยมด้วยพลังและความกล้าหาญ เท่เกินจะบรรยาย!

นักอ่านชายมักชื่นชมพวกสายแข็งเป็นพิเศษ ถึงหลิ่วชิงเกอจะไม่ได้มีบทเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็มีแฟนๆสายบ้าพลังยุทธ์ติดตามไม่เคยขาด เสิ่นหยวนเองก็เป็นสาวกเทพท่านนี้กับเขาเหมือนกัน ภาพของหลิ่วชิงเกอในหัวเขาเป็นหนุ่มหน้าคมเข้ม สง่างาม น่าเกรงขาม แนวเทพสงคราม!

แต่พอเสิ่นชิงชิวก้มหน้ามองใบหน้าที่สะสวยราวกับผู้หญิงนั่น ก็มีอันต้องฝันสลายวิญญาณสะบั้น ภาพที่ติดอยู่ในใจมาตลอดแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ

เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงผู้ไร้พ่ายทำไมรูปลักษณ์ถึงเป็นแบบนี้ นี่มันแนวเจ้าชายสุดหล่อที่แสนจะเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้วชัดๆ

แบบนี้ไม่ผิดต่อภาพลักษณ์ในหัวแฟนๆสายพลังยุทธ์โขยงนั้นของนายเหรอ

แต่มาคิดดู แบบนี้ก็เข้าเค้าอยู่ หลิ่วชิงเกอเป็นพี่ชายแท้ๆของหลิ่วหมิงเยียน นางเอกอันดับหนึ่งที่สวยเลอเลิศหาใดปาน แบบนี้เมียพระเอกคุณภาพต้องเต็มเปี่ยมแน่นอน พลังแห่งกรรมพันธุ์นั้นย่อมทรงอานุภาพอยู่แล้วตรงตามหลักวิทยาศาสตร์เป๊ะ!

ผู้ชนะศึกไร้พ่าย นิสัยเย่อหยิ่งจองหอง หน้าตาดี คนแบบนี้พอมีปิงเกอก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกคนแล้ว มิน่าไอ้เจ้าต่าเฟยจีถึงได้เขียนให้เขาตายแต่เนิ่นๆ

ตัวประกอบกล้ามีคุณสมบัติแบบนี้หรือ ถ้าไม่ใช่ลิ่วล้อตัวสำคัญก็ต้องรีบส่งให้ตายไปเสีย!

เมื่อครู่ไม่ทันได้คิดถึงประเด็นนี้ ตอนนี้พอมาคิดดู การที่เขาช่วยคนๆนี้ไว้ จะมีผลกระทบต่อค่าความฟินของลั่วปิงเหอไหมนี่

หลิ่วชิงเกอมีบทไม่มากนัก แต่การมีอยู่ของเขาจะมีความสำคัญมากอย่างหนึ่ง เพราะเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเสริมแต่งความสารเลวของเสิ่นชิงชิว

แม้พวกเขาสองคนจะเป็นศิษย์ร่วมสำนัก แต่ไม่กินเส้นกัน

นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมเสิ่นชิงชิวถึงได้คิดหนีเมื่อกี้นี้ คนสองคนที่ยามปกติเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน ฝ่ายหนึ่งธาตุไฟเข้าแทรก ถ้าไม่ใช่เขาเป็นฝ่ายจับเสิ่นชิงชิวฆ่าทิ้ง ก็ต้องเป็นเสิ่นชิงชิวที่ฆ่าเขาเหมือนในเนื้อเรื่องดั้งเดิม

ถึงแม้ไม่รู้ว่าตกลงแล้วสองคนนี้มีความแค้นฝังลึกอะไรกันอยู่ แต่การที่เสิ่นชิงชิวตัวจริงเป็นผู้สังหารหลิ่วชิงเกอก็เป็นข้อเท็จจริงที่แน่เสียยิ่งกว่าแน่ ตอนที่ความจริงเรื่องนี้เปิดเผย ก็เป็น(หนึ่งใน) เหตุผลที่ผลักดันให้เสิ่นชิงชิวไปสู่จุดที่ชื่อเสียงฟอนเฟะ เกียรติยศสูญสิ้น เนื้อเรื่องดั้งเดิมที่ด่าเสิ่นชิงชิวไว้คือ ‘อาศัยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามเกิดความผิดพลาดตอนฝึกวิชา ลอบทำร้ายจนตาย’ คงจะหมายถึงตอนนี้นี่เอง

เสิ่นชิงชิวฆ่าญาติสนิทเพียงคนเดียวของนางเอก แน่นอนว่าลั่วปิงเหอต้องแก้แค้นให้เมียเขาอยู่แล้ว ประเด็นแค้นของตัวละครเสิ่นชิงชิวนี่แน่นปึ๊กไม่ธรรมดาเสียจริง

ขณะที่เสิ่นชิงชิวยังมัวยืนกลุ้มเกี่ยวกับอนาคตของตนเองอยู่ ทางฝ่ายหลิ่วชิงเกอก็กระอักเลือดเสร็จพอดี ค่อยๆรู้สึกตัวในที่สุด

พอลืมตาเห็นเสิ่นชิงชิวนั่งทำหน้าสบายอารมณ์อยู่แถวนั้น เต๊ะท่ามองดูเขา ท่าทางเช่นนั้นดูอย่างไรก็น่าจะไม่มาดี ระฆังเตือนภัยในใจดังลั่นขึ้นมาทันที หลิ่วชิงเกอหมายลุกขึ้นนั่งเพื่อเตรียมรับมือ แต่กลับส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายใจที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักเมื่อครู่ ลมปราณสับสนขนานใหญ่จนกระอักออกมาเป็นเลือดอีกครั้งหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวคุยกับเขาอย่างใจเย็น “ศิษย์น้อง ปรับลมปราณไว้ อย่าได้พลุ่งพล่านเช่นนี้ ในฐานะเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิง ไฉนถึงได้ย่ำแย่ขนาดนี้เล่า เอ้า! เช็ดก่อน” เสิ่นชิงชิวพูดพลางส่งผ้าเช็ดหน้าให้

หลิ่วชิงเกอกระอักเลือดไปด่าไป “สะ…เสิ่น เจ้ามีอุบายอะไรอีก…”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: