Home Novel Novel Action Scumbag System 7

Scumbag System 7

ตอนที่ 7

เตี๋ยเอ๋อร์เดินไปตรงหน้าหนิงอิงอิงและลั่วปิงเหอที่ถูกจับมัดอยู่

ลั่วปิงเหอสงบนิ่งดังเดิม

แต่หนิงอิงอิงกรีดร้องลั่น “ปีศาจร้าย! อย่าเข้ามานะ! ซือจุนช่วยข้าด้วย!”

เตี๋ยเอ๋อร์หัวเราะหึๆ “ซือจุนของเจ้าถูกข้าใช้ ‘เชือกมัดเซียน’ มัดอยู่ ทั่วทั้งร่างไม่อาจโคจรพลังทิพย์ได้ ตัวเขาเองยังเอาตัวไม่รอด แล้วจะช่วยเจ้าได้อย่างไร”

มิน่า เมื่อครู่เสิ่นชิงชิวลองออกแรงก็รู้สึกว่าพลังทิพย์ติดขัด ไม่รู้สึกเปี่ยมพลังดังเช่นก่อนหน้า

เตี๋ยเอ๋อร์เข้าสู่โหมดพูดกับตัวเองอีกแล้ว “น่าชังนัก หากมิใช่เพราะพลังวัตรของข้าได้รับความเสียหาย ไหนเลยจะต้องคอยเปลี่ยนคราบและดูดซับปราณของมนุษย์ นางเด็กคนนี้ผิวนุ่มเนียนใสกระจ่าง ทั้งยังเป็นศิษย์สำนักมีชื่อ คะเนว่าคงใช้ไปได้อีกนาน รอจนหนังของเจ้าถูกข้าสูบจนเหือดแห้งเมื่อใด ก็จะถึงตาซือจุนของพวกเจ้า สามารถใช้ร่างของกระบี่ซิวหย่า ชีวิตนี้นับว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว”

ลั่วปิงเหอ “…”

เสิ่นชิงชิว “…”

เมื่อกี้แกเพิ่งพูดอะไรออกมา ‘เจ้าคิดหรือว่าข้าจะบอกเจ้า’ ใช่ไหม

ตอนนี้ไม่ใช่แค่บอกฉัน แถมพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกมาด้วย แผนการในอนาคตก็เอามาเปิดเผย จรรยาบรรณวิชาชีพของตัวร้ายในโลกใบนี้เกินเยียวยาแล้ว!

เสิ่นชิงชิวทำหน้าหนาเจรจากับระบบ “คือว่า…หากระหว่างทำเควสต์เกิดความผิดพลาดขึ้นมา แล้วผมถูกกำจัด จะมีโอกาสเอาข้อมูลเดิมที่เก็บไว้กลับมาใช้ใหม่อีกครั้งไหม”

ระบบ [ร่างทองคำไม่บุบสลายเป็นสิทธิ์พิเศษของพระเอกเท่านั้น]

ยังดีที่พวกผู้ร้ายมักมีนิสัยที่ดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ‘ถามมาเป็นต้องตอบ’

เสิ่นชิงชิวอยากถ่วงเวลา แค่ทำเป็นโยนคำถามใส่เตี๋ยเอ๋อร์ก็ได้แล้ว “เจ้ามิใช่มักลงมือแต่กับหญิงงามที่ยังเยาว์วัยหรอกหรือ”

“ข้าไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าเลือกลงมือแต่กับหญิงงามที่ยังเยาว์วัย ขอเพียงเป็นผู้ที่มีผิวพรรณเนียนละเอียดเกลี้ยงเกลา ข้าก็ลงมือหมด เพียงแต่ผิวของบุรุษส่วนใหญ่ไม่ดีเช่นสตรี ผิวของผู้เฒ่าไม่ดีเช่นผู้เยาว์” เตี๋ยเอ๋อร์ร่ายต่อเป็นฉากๆ

แต่แล้วสองตาพลันเขียววาบ ทำหน้าแสดงอาการอยากได้น้ำลายหกขึ้นมา สองมือที่ทาเล็บสีแดงสดลูบคลำไปตามร่างกายท่อนบนของเสิ่นชิงชิว “แต่…ร่างของผู้ที่ผ่านการฝึกวิชาเซียนนั้นแตกต่างออกไปจริงๆเสียด้วย ถึงจะเป็นบุรุษ ทว่าผิวพรรณเปล่งปลั่งเป็นประกายละเอียดเกลี้ยงเกลา นานเหลือเกินแล้วที่ข้าไม่ได้กลับไปใช้ร่างของบุรุษ…”

เสิ่นชิงชิวถูกสองมือของมารถลกหนังลูบคลำจนขนลุกซู่ แต่ต้องทำท่าผ่องแผ้วบริสุทธิ์ไร้มลทิน มิอาจล่วงละเมิด ทางหนึ่งสะอิดสะเอียน ส่วนอีกทางสงสารอยู่ในที

คิดดูแล้ว เจ้าปีศาจตนนี้ก็น่าเวทนาอยู่ เดิมทีมันคงเป็นเพศชาย แต่เป็นเพราะวิชาที่ฝึกเลยต้องใช้ผิวหนังของสตรีมาตลอด ผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้ น่ากลัวจะเป็นโรคจิตไปแล้วล่ะ…

อย่างไรเสียมันก็สวมใบหน้าของอนุภรรยาผู้สวยหยาดเยิ้มอยู่

เสิ่นชิงชิวถูกลูบคลำไปมาแบบนี้ ออกจะลำบากใจอยู่นิดหน่อยเหมือนกัน อดหดตัวหลบเป็นระยะไม่ได้

สภาพเช่นนี้ของเขา ในสายตาของลั่วปิงเหอแล้วเกิดผลกระทบที่ไม่ธรรมดาเลย

เมื่อก่อนลั่วปิงเหอมักเห็นแต่สีหน้าที่ดูสูงส่ง ห่างเหิน ถากถาง และเย็นชาอยู่เป็นนิจ ต่างจากยามนี้ที่ได้เห็นเสิ่นชิงชิวมีใบหน้าค่อยๆแดงระเรื่อขึ้นมิอาจควบคุม ทั้งแววตาท่าทางที่คอยหลบเลี่ยงนั่น ซ้ำท่อนบนซึ่งเปลือยเปล่าของเขา ตามลำตัวนอกจากรอยแดงอันเกิดจากการถูกเชือกมัดเซียนที่ถึงแม้จะบาง แต่ตัดไม่ขาดบาดเอาแล้ว ก็มีเพียงผมยาวดำขลับแผ่สยายปิดบังไว้แบบวับๆแวมๆเท่านั้น ในอกของลั่วปิงเหอพลันเกิดความรู้สึกยุ่งเหยิงปั่นป่วนที่ยากจะบรรยายชนิดหนึ่งเอ่อทะลักออกมา

ถ้าให้เสิ่นชิงชิวหาคำอุปมาสำหรับความรู้สึกตอนนี้ออกมา ก็จะเหมือนการดูหนังแอ็คชั่นโรแมนติกสักเรื่อง ดูๆไปผลปรากฎว่าพระเอกในเรื่องดันเป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษที่คอยเรียกเขาให้ตอบคำถามในชั้นเรียนทุกวัน ถ้าตอบไม่ได้จะถูกตีมือ 300 ที นอกจากจะหงายหลังขาชี้ฟ้าแล้วยังเจ็บตัวอีก!

ทันใดนั้น เสิ่นชิงชิงก็ยิ้มกว้าง

เตี๋ยเอ๋อร์ถามอย่างระแวว “เจ้ายิ้มทำไม”

เสิ่นชิงชิวตอบท่าทีสบายไม่รีบไม่ร้อน “ข้าขันที่เจ้าตาต่ำซื้อไข่มุก ดันเก็บแต่กล่อง เอาไข่มุกไปคืน* ที่นี่มีคน 3 คน แต่คนที่มีหนังที่เหมาะให้เจ้าใช้ที่สุด เจ้ากลับหาได้สังเกตเห็นไม่”

(ซื้อไข่มุกเก็บไว้แต่กล่อง เอาไข่มุกไปคืน มีความหมายตรงกับสำนวนไทยว่า มีตาแต่ไร้แวว)

ลั่วปิงเหอได้ยินเข้าก็หน้าเปลี่ยนสีเดี๋ยวนั้น

ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงเด็ดขาดว่าอยู่ดีๆ ดันโดนลากลงเหวเสียอย่างนั้น

เสิ่นชิงชิวไม่ได้พูดส่งเดช ลั่วปิงเหอเป็นใครกัน ฐานะที่แท้จริงของเขาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นทายาทของมารฟ้าแห่งยุคบรรพกาลเชียวนะ เล่ากันว่าเป็นเผ่ามารที่เคยเป็นเทพตกสวรรค์แล้วแปรเปลี่ยนเป็นมาร เรียกย่อๆว่ามารฟ้า ว่าที่องค์ชายน้อยของเผ่ามารในอนาคต อันเป็นเลือดเข้มข้น มารทั่วไปนั้นหากสามารถได้คราบร่างของเขามา อย่าว่าแต่จะซ่อมแซมพลังวัตรที่เสียหายกลับคืนมาเลย อยากทำอะไรมีหรือจะทำไม่ได้

เตี๋ยเอ๋อร์มองลั่วปิงเหอกลับไปกลับมา ฝ่ายหลังฝืนทำเป็นไม่สะทกสะท้าน ในใจกลับรู้สึกเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูก คิดจนศีรษะแทบแตกก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมอยู่ๆความสนใจถึงได้ย้ายมาที่ตัวเขา

เตี๋ยเอ๋อร์กล่าวว่า “ต่อให้เจ้าอยากโกหกข้า ก็ต้องกุคำลวงให้น่าเชื่อถือหน่อย เจ้าเด็กคนนี้ถึงแม้ผิวพรรณดี กระดูกได้สัดส่วน อีกทั้งผิวนุ่มนวลเนียนแต่จะสู้ร่างจินตานระดับกลางของเจ้าได้อย่างไร”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะ “ก็สายตาเจ้าเป็นแบบนี้ ไม่แปลกหรอกที่ฝึกวิชาไม่ประสบผล เจ้าไม่ลองคิดดูเล่า ข้า เสิ่นชิงชิวเป็นบุคคลระดับไหน หากเด็กคนนี้มีดีแค่ผิวพรรณดี กระดูกได้สัดส่วน นอกนั้นไม่มีดีสักอย่าง ข้าจะรับเขาเข้าสำนักเป็นศิษย์ทำไม หากต้องการศิษย์ที่กระดูดได้สัดส่วน ในบรรดาคนที่แห่กันมาขอเข้าสำนักชางฉยงซานทุกปี คนที่มีพรสวรรค์สูงส่ง สติปัญญาเป็นเลิศยังมีให้ข้าเลือกได้พออีกหรือ ปริศนาในการณ์นี้ แน่นอนว่าย่อมไม่อาจบอกต่อคนนอกได้”

เตี๋ยเอ๋อร์หวั่นไหวทันใด

ดีมาก ผู้ร้ายตัวนี้ไอคิวต่ำมากเสียจริง หลอกง่ายสุดๆ คำโกหกที่คิดขึ้นในเวลาจวนตัว ทั้งเต็มไปด้วยช่องโหว่นี้ มันกึ่งจะเชื่อขึ้นมาบ้างแล้ว

เสิ่นชิงชิวรีบตีเหล็กขณะยังร้อน “หากเจ้าสงสัยก็ง่ายมาก ข้าจะบอกวิธีพิสูจน์คำพูดของข้าให้ เจ้าเข้าไปฟาดที่ตำแหน่งกลางของกระหม่อมเขาทีหนึ่ง แล้วจะรู้ว่าข้าโกหกหรือไม่”

ลั่วปิงเหอหน้าซีดเผือดทันตา

ไม่ว่าจะมีความเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยอย่างไร ตอนนี้เขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ต่อให้เป็นผู้ใหญ่สักคน เวลาเผชิญหน้ากับความตาย น้อยคนนักที่หน้าไม่เปลี่ยนสี อย่าว่าแต่เข้าที่อายุแค่ 14 เลย

เสิ่นชิงชิวพยายามไม่มองหน้าเขา ในใจเอาหัวโขกพื้นคุกเข่ากล่าวขอโทษลั่วปิงเหอไปแล้วไม่รู้กี่สิบรอบ ปิงเกอ ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างและมีเมตตา ท่านก็อภัยให้ผมที่ปากบอนสักครั้งเถอะนะ ต่อไปไม่กล้าอีกแล้ว วันหลังผมต้องใช้คืนให้แน่!

หนิงอิงอิงตกใจแทบตายแล้ว “ซะ…ซือจุน ทะ…ท่านคงมิได้พูดจริงใช่ไหมเจ้าคะ”

หัวใจของเสิ่นชิงชิวราวกับสายธนูที่พาดขึง ไหนเลยจะสนใจนาง ได้แต่กล่าวยิ้มๆกับเตี๋ยเอ๋อร์ “จริงไม่จริง เจ้าลองดูก็รู้แล้ว ทำไมเล่า กะอีแค่ฟาดหัวเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้นเอง ต่อให้ข้าหลอกเจ้า เจ้าก็ไม่ขาดทุนหรอก ใช่ไหมล่ะ หรือเจ้ากลัวว่าที่ข้าพูดจะเป็นความจริงเลยไม่กล้า”

คนที่ไม่รู้ความจริงมาเห็นเข้า จะต้องคิดโดยปราศจากความสงสัยเลยว่า นี่คือการผลักลั่วปิงเหอไปสู่ความตาย

ลั่วปิงเหอไม่อยากเชื่อ เขานึกในใจอย่างเลื่อนลอย เสิ่นชิงชิวเกลียดเขาถึงขนาดนี้เชียวหรือ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ตอนขามาทำไมถึงได้ดีต่อเขาขึ้นมาหน่อยล่ะ

ลั่วปิงเหอออกแรงดิ้นโดยสัญชาตญาณ เชือกที่ผูกบนร่างเขาเลยยิ่งขึงตึงเข้าไปอีก

หนิงอิงอิงถึงแม้โดนดึงไปด้วยจนเจ็บ แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ได้แต่ร้องไห้กระซิกๆ

น้ำเสียงและคำพูดของเสิ่นชิงชิวมีพลังในการโน้มน้าวสูงมาก

เตี๋ยเอ๋อร์ลองคิดๆดูแล้วเห็นจริงตามนั้น มันฆ่าคนมาแล้วมากมาย กะอีแค่ฟาดหนึ่งฝ่ามือจะต้องไปกลัวอะไร

มันแค่นเสียง “ข้ากลับอยากเห็นเหมือนกันว่าเจ้าจะมีอุบายอะไรกันแน่”

ว่าแล้วก็ก้าวไปหาลั่วปิงเหอ ยกมือขึ้นฟาดทันที!

โอกาสมีเพียงชั่วเสี้ยววินาที! รูม่านตาของเสิ่นชิงชิวหดเล็กลงโดยพลัน

ขณะที่ฝ่ามือจะฟาดลงไปนี้เอง ขื่อตัวหนึ่งก็จับพลัดจับผลูหักลงมาพอดีราวกับเทพหรือผีก็ไม่รู้บันดาล…

หากตอนนี้เสิ่นชิงชิวยังเป็นนักอ่าน ‘เทพมารอหังการ’ อยู่ อ่านมาถึงตรงนี้เป็นต้องเขวี้ยงมือถือด่าเช็ดแน่

ระบบได้แจ้งกฎเหล็กหมื่นปีไม่คลอนแคลนเอาไว้แล้ว นั่นคือพระเอกไม่มีทางตาย หรือพูดอีกนัยหนึ่ง หากมีสิ่งใดคุกคามชีวิตพระเอก สิ่งนั้นจะถูกเหนี่ยวนำให้ไปสู่ความตายเสียเอง!

เสิ่นชิงชิวจงใจยุเตี๋ยเอ๋อร์ให้ไปทำร้ายลั่วปิงเหอ เพื่อเอากฎนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ หมายยืมมีดฆ่าคน แม้…ทำเช่นนี้จะดูใจร้ายไปสักหน่อย แต่ลั่วปิงเหอไม่มีทางได้รับอันตรายอย่างแน่นอน กลับกันหากไม่ทำเช่นนี้ ดีไม่ดีเสิ่นชิงชิวนั่นแหละที่ต้องมาตายเสียเอง มองกันในระยะยาว ตอนนี้เขาโยนขี้ให้ลั่วปิงเหอ วันหน้าก็ยังมีโอกาสเอาความรู้สึกที่ดีกลับคืนมาได้

แต่ว่า

ไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี แกเห็นไอคิวของนักอ่านเป็นอะไร บ้านเขาใหม่เอี่ยมหรูหรา อยู่ดีๆ ขื่อห้องก็พังลงมาเสียอย่างนั้นนี่นะ

ถึงต้องช่วยให้พระเอกรอดจากความตายอย่างฉิวเฉียด แต่นี่มันตัดฉากแข็งทื่อไปหน่อยไหม แบบนี้ต่างอะไรกับละครโทรทัศน์น้ำเน่าที่พระเอกนางเอกกำลังจะกลับไปแต่งงานที่บ้านเกิด แล้วดันมีรถพุ่งเข้ามาชนให้จบแบบ Bad End. เสียอย่างนั้น พล็อตสุดป่วย!

ขื่อห้องที่แทบจะใหม่เอี่ยมตกลงมาใส่เตี๋ยเอ๋อร์พอดิบโดยไร้สาเหตุ ทำเอามันเกือบแบนแต๊ดแต๋กับพื้นลุกไม่ขึ้น แถมขื่อที่ตกลงมายังฟาดเสาที่ลั่วปิงเหอกับหนิงอิงอิงถูกจับมัดไว้ให้ล้มลงอย่างสุดจะประจวบเหมาะ

หนิงอิงอิงตกใจจนเป็นลมไปก่อนหน้าแล้ว

ลั่วปิงเหอดิ้นแรงๆสักพักก็หลุดออกมาอย่างไร้สาเหตุอีกเช่นกัน

หลังจากอุบัติเหตุต่อเนื่องอันไม่มีที่มาที่ไป สภาพในห้องก็เป็นดังนี้ เสิ่นชิงชิวถูกเชือกมัดเซียนมัดไว้ นั่งอยู่กับพื้นมองลั่วปิงเหอที่ยืนอึ้งด้วยความงุนงง ขณะที่เตี๋ยเอ๋อร์นอนสลบอยู่ข้างๆ

แค่นี้คือ…หมดเรื่องแล้ว?

เสิ่นชิงชิวคิดได้ไม่ทันไร เตี๋ยเอ๋อร์ก็พลิกกายหลุดจากใต้ขื่อกระโดดปราดขึ้นทันที

มันตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “เสิ่นชิงชิว! คนของชางฉยงซานต่ำช้าไร้ยางอายเจ้าแผนการเสียจริง เมื่อครู่เจ้าใช้วิธีการชั่วร้ายอะไร ถึงลอบทำร้ายข้าลับหลังได้เช่นนี้”

ความจริงแล้วเสิ่นชิงชิวหาได้มีความผิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาเสียหน่อย ผู้ร้ายตัวจริงควรเป็นลั่วปิงเหอต่างหาก

เตี๋ยเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่ลดละ “เจ้าจงใจหลอกข้าจริงๆด้วย คิดเบนความสนใจข้าแล้วลอบโจมตีซินะ ไม่อย่างนั้นทำไมขื่อห้องจะพังตกลงมาใส่ตัวข้าพอดิบพอดีได้”

เขา/เธอ อุตส่าห์สังเกตจุดที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลของเนื้อเรื่องได้อย่างหัวไว ไอคิวเยียวยาได้นี่! เสิ่นชิงชิวนึกปลื้มใจหน่อยๆ

เตี๋ยเอ๋อร์ยิ้มเหี้ยม “เจ้าคิดว่าแค่นี้จะสกัดข้าได้อย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ มีแต่กระบี่วิเศษของชาวเซียนเท่านั้นที่ตัดเชือกซึ่งพันธนาการเจ้าให้ขาดได้ หากใช้วิธีธรรมดาสามัญ อย่าคิดหมายจะดิ้นหลุดไปได้เลย”

…เพิ่งจะชมไปหยกๆ กลับมาโง่อีกแล้ว วิธีปล่อยศัตรูน่ะ ไม่ต้องพูดออกมาก็ได้นะ!

แถมยังกลัวฉันจะมองไม่เห็นว่าแกเอากระบี่ซิวหย่าเก็บไว้ตรงไหน อุตส่าห์เปิดเสื้อคลุมโชว์กระบี่ที่ห้อยอยู่ข้างเอว แล้วตบเรียกความสนใจอีกต่างหาก!

เสิ่นชิงชิวข่มความสะเทือนใจต่อไปไม่ไหว เจียดเวลาไปเจรจากับระบบครู่หนึ่ง “ขอถามหน่อยเถอะ ผู้ร้ายทุกตัวนี่มากันแนวนี้หมดเลยรึ”

ระบบ [เพื่อเป็นการรับประกันว่าท่านจะสามารถผ่านภารกิจขั้นต้นไปได้อย่างราบรื่น หลังจากเปิดใช้งานอีซี่โหมด ไอคิวของผู้ร้ายจะถูกตั้งค่าให้ต่ำกว่าระดับปกติ]

ที่แท้ไม่ใช่บอสทุกตัวจะเลอะเลือนแบบนี้ เสิ่นชิงชิวนึกเสียดายขึ้นมานิดหน่อย แต่ยังกดไลค์ให้รัวๆ “อีซี่โหมดของพวกคุณออกแบบมาได้สะดวกต่อการใช้งานดีมาก บริการด้วยน้ำใจจริงๆ ขอชม ขอชม”

เตี๋ยเอ๋อร์กัดฟันกรอด “คราวนี้ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไรอีก ข้าก็จะไม่ฟังแล้ว รับความตายเถอะ เสิ่นชิงชิว!”

เสิ่นชิงชิวตะโกนลั่น “ขอพูดคำสุดท้ายหน่อย!”

ภายใต้อานุภาพของอีซี่โหมด เตี๋ยเอ๋อร์หยุดมือไว้ก่อนจริงๆ “เจ้ายังมีอะไรจะสั่งเสียหรือ”

เสิ่นชิงชิวคิดนิดนึง แล้วค่อยถามว่า “รสชาติของการขึ้นเตียงกับตาแก่วัยหกสิบนี่มันเป็นเช่นไรรึ”

“…” เตี๋ยเอ๋อร์โกรธจนหน้าบิดเบี้ยว เนื้อตัวสั่นเทิ้ม

ลั่วปิงเหอที่อยู่ข้างหลังฉวยโอกาสนี้โผเข้าใส่ทันที

เขาฉวยกระบี่ซิวหย่าซึ่งห้อยอยู่ข้างเอวเตี๋ยเอ๋อร์ออกมา ทันทีที่ชักกระบี่ออกจากฝัก ประกายขาวพร่างก็สว่างวาบไปทั่วทั้งห้อง

เงาสีเงินกรีดผ่านลงมา เชือกมัดเซียนบนร่างของเสิ่นชิงชิวขาดสะบั้นโดยพร้อมเพรียงกัน

ได้แต่โทษไอคิวของบอสเล็กเตี๋ยเอ๋อร์อันต่ำกว่ามาตรฐานภายใต้อีซี่โหมดแล้ว

ลั่วปิงเหอตัวเป็นๆยืนอยู่ข้างหลังทั้งคน มันกลับถือเอาเป็นคนตายเสียอย่างนั้น

เตี๋ยเอ๋อร์ร้องลั่น “เป็นไปไม่ได้”

พอได้ละ ฉันไม่ขอฟังบอสวิเคราะห์จิตใจตัวเองก่อนตายตามหน้าที่เป็นอันขาด ไม่อยากฟัง มุมปากเสิ่นชิงชิวกระตุก โคจรพลังทิพย์ทั้งหมดมาไว้ที่มือขวา ฟาดไปที่ช่วงอกของเตี๋ยเอ๋อร์ ฝ่ายหลังกระเด็นออกไปทันทีราวกับว่าวสายป่านขาด

นี่เป็นการลงมือสังหารครั้งแรกของเสิ่นชิงชิว แต่เขากลับไม่ยั้งมือแม้แต่นิดเดียว

ข้อ 1 นี่คือนิยาย

ข้อ 2 นี่คือปีศาจที่สังหารคนมานับไม่ถ้วน

ข้อ 3 ถ้าเขาไม่ลงมือ ที่จะตายก็คือเขาเองนั่นแหละ

เสิ่นชิงชิวปรายตามองสภาพอเนจอนาถของ ‘เตี๋ยเอ๋อร์’ ที่แขนขาบิดเบี้ยว เลือดออกเจ็ดทวาร* ก่อนหันกลับมาแล้วใช้เหตุผล 3 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นล้างสมองตัวเอง เขาฝืนทำเป็นไม่สะทกสะท้าน ค่อยๆยันกายขึ้นทำใจให้สงบ จัดท่าทาง จากนั้นหันไปกล่าวกับลั่วปิงเหอ “เห็นการกำราบมารผดุงคุณธรรมครั้งแรก ตกใจกลัวหรือไม่”

(เลือดออกเจ็ดทวาร หมายถึง สองตา สองหู สองรูจมูก และหนึ่งปาก)

ใบหน้าที่ยังมีเค้าความเป็นเด็กของลั่วปิงเหอซีดเผือด

เสิ่นชิงชิวกล่าวหน้าตาเฉย “หากจะ ‘ผดุง’ ก็ต้อง ‘ปราบ’ ”

ลั่วปิงเหอกัดฟันกล่าวเสียงสั่น “ซือจุน ศิษย์ขอบังอาจถามคำหนึ่ง “เมื่อครู่…”

คำถามที่เหลือไม่ถามออกมาให้หมดเสียที เสิ่นชิงชิวเลยกล่าวว่า “เจ้าอยากถามว่า หากเมื่อครู่ขื่อห้องไม่ได้พังลงมากะทันหัน เหวยซือตั้งใจจะทำอย่างไรกระมัง”

เสิ่นชิงชิวได้แต่น้ำท่วมปาก เขาอยากบอกลั่วปิงเหอใจจะขาดว่าเจ้าวางใจเถอะ ต่อให้ขื่อไม่ได้พังลงมา ก็มีความเป็นไปได้ว่าผนังจะพังลงมา ต่อให้ผนังไม่พัง ก็มีความเป็นไปได้อีกเช่นกันว่า เสาจะพังแทน สรุปแล้วเจ้าไม่มีทางตาย แต่บอสต้องตายแน่นอน…

เรื่องนี้ยากจะกล่าว เขาได้แต่แกล้งวางมาดลึกล้ำสุดหยั่ง เสพูดเรื่องอื่นแทน “นี่จะถือว่าเจ้ากำลังตำหนิเหวยซือได้หรือไม่”

ลั่วปิงเหอส่ายศีรษะ กล่าวด้วยสีหน้าแววตาจริงใจ “มิได้ขอรับ หากสามารถสละชีวิตเพื่อซือจุนได้ สำหรับศิษย์แล้วถือเป็นเกียรติขอรับ”

…เสิ่นชิงชิวถูกความดอกบัวขาว(ความใสซื่อบริสุทธิ์ดุจบัวขาว) ของเขาทำเอาตื่นตะลึงถึงขีดสุดแล้ว!

เสิ่นชิงชิวคิดๆ แล้วจึงเลือกคำพูดที่ค่อนข้างกำกวมหน่อยมากล่าว “เช่นนั้นเหวยซือก็จะบอกต่อเจ้า ต่อให้เหวยซือเกิดเรื่อง ก็จะไม่เกิดเหตุอันใดกับเจ้าแน่นอน”

นี่เป็นความจริงอย่างที่สุด ต่อให้เสิ่นชิงชิวตายเป็นร้อยครั้ง เอี๊อก…ร้อยครั้ง พระเอกลั่วปิงเหอที่ร่างทองคำไม่บุบสลายก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ดีได้!

สีหน้าของเขามั่นใจและสงบนิ่ง ไม่มีท่าทางฝืนใจแม้แต่นิดเดียว กล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน “เรื่องนี้ ไม่มีการหลอกลวงเด็ดขาด”

ลั่วปิงเหอได้ฟังคำพูดนี้ คล้ายดั่งพลังชีวิตถูกจุดขึ้นมาใหม่ ดอกทานตะวันที่คอตกอยู่เมื่อครู่ชูคอบานสะพรั่งอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง สองมือประคองกระบี่ขึ้นสูงถึงคิ้ว น้อมส่งให้เสิ่นชิงชิว “ซือจุน กระบี่ของท่านขอรับ!”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: