บทที่ 660 ผู้มีพรสวรรค์เป็นเลิศทั้งสี่! (ปลาย)
ในช่วงเวลานั้นเอง สีหน้าของเสี่ยวเชียนและไป๋หลิงดูย่ำแย่ยิ่ง
ในครั้งนี้ไป๋หลิงเอ่ยเสียงต่ำ “ชายผู้นี้จัดการได้ไม่ง่าย พวกเราสมควรที่จะรอหนานซานกลับมาจากกักตัวเสียก่อน”
เสี่ยวเชียนนิ่งฟังเงียบๆ พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ
ในเวลานั้นเยี่ยฉวนพลันปรากฏกายในที่ที่ไม่ห่างออกไปนัก เมื่อเห็นภาพนั้นสีหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก
เยี่ยฉวนฉีกยิ้มและกำลังจะเริ่มการโจมตี เวลานั้นเองอาจารย์หยวนที่เพิ่งหายตัวไปก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง
อาจารย์หยวนจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา “เจ้าร้อนใจอยากจะสังหารพวกเขาหรือ?”
เยี่ยฉวนเอ่ยออกมาเบาๆ “เหตุใดท่านไม่ไต่ถามสักหน่อยเล่าว่าใครเป็นคนเริ่มความวุ่นวายนี่?”
อาจารย์หยวนกล่าว “เจ้าตัดแขนข้างหนึ่งของเขาไปแล้ว เพียงเท่านั้นยังไม่พออีกหรือ?”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เท่านั้นจะเพียงพอได้อย่างไร? ด้วยความสัตย์จริงข้าไม่สามารถเอาชนะท่านได้ ท่านสามารถปกป้องเขาได้ช่วงหนึ่ง ทว่าท่านจะปกป้องเขาได้ตราบชั่วชีวิตหรือไม่?”
เมื่อพูดถึงสิ่งนี้ ชายหนุ่มก็ดุดันขึงขังขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอากระบี่ในมือชี้ไปที่เสี่ยวเชียนที่อยู่ไม่ไกลออกไป “หากเจ้าไม่มอบเพชรน้ำค้างสีม่วงให้ข้าสองแสนก้อน แม้แต่สวรรค์ก็ขัดขวางให้ข้าสังหารเจ้าไม่ได้!”
อาจารย์หยวนหรี่ตาเล็กน้อย “ผู้น้อยทั้งหลายที่ไม่รู้จักการวางตัวให้เหมาะสม พวกเขามักต้องพบกับจุดจบที่เลวร้าย เจ้าเข้าใจหรือไม่”
เยี่ยฉวนยิ้มจนเห็นไรฟัน กระบี่คนชี้ไปที่เสี่ยวเชียนที่อยู่ไม่ไกลนักอีกครั้ง “จงฟัง พรุ่งนี้เช้า หากเจ้าไม่เอาเพชรน้ำค้างสีม่วงมาให้ข้า หัวของเจ้าจะไม่อยู่ในที่ที่มันควรอยู่ ข้าขอให้คำสัญญา!”
จากนั้นคนก็หันไปหาอาจารย์หยวน “อย่าได้ข่มขู่ข้า ข้าเยี่ยฉวน ได้บรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพตั้งแต่อายุได้ 14 และกลายเป็นเซียนกระบี่ในอายุ 16 ข้าไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด”
ด้วยประการนี้เขาเบือนหน้าและจากไป
ได้ยินคำของเยี่ยฉวน คนทั้งสามที่อยู่อีกด้านก็ถึงกับตะลึงงันไปทั้งหมด
เขาบรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพตั้งแต่อายุได้ 14? และเขากลายเป็นเซียนกระบี่ในอายุ 16?
เรื่องแรกนั้นยังพอยอมรับได้แต่เรื่องต่อมานั้นน่าเกรงกลัวอยู่บ้าง!
เซียนกระบี่อายุ 16 ปี มันไม่เพียงน่าแค่กลัว แต่มันสะพรึงกลัวอย่างมากเชียว!
สีหน้าของอาจารย์หยวนก็ถมึงทึงขึ้นมา “ช่างเป็นชายที่ฟั่นเฟือนอะไรเช่นนี้!”
พร้อมกันนั้นเขาก็เบือนหน้าและจากไป
แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่กล้าที่จะกระทำบุ่มบ่ามกับอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์นี่ เหตุเพราะเมื่อเขาไม่สามารถรับมือคนระดับนี้ได้ พวกเขามักกลายเป็นศัตรูที่ร้ายกาจ และคงเป็นการพาตนเองไปสู่ปัญหาใหญ่! มากไปกว่านี้ก็เป็นไปได้ว่ามีกองกำลังที่มีอิทธิพลที่หนุนหลังเขาอยู่ หากเขาสังหารเยี่ยฉวน กองกำลังที่หนุนหลังเยี่ยฉวนอาจไม่กล้าตอบโต้สถานศึกษาเต๋าอี้แต่คงกล้าพอจะมาชำระแค้นกับเขาเป็นแน่!
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เซียนกระบี่อายุ 16 ปีผู้นี้คงเป็นไปได้ว่าจะได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีภายใต้สถานศึกษาเต๋าอี้… ไม่มีผู้ใดที่จะหมายหัวคนเช่นนี้ได้ง่าย เว้นแต่จะเป็นคณะอาจารย์ใหญ่
สีหน้าของเสี่ยวเชียนและไป๋หลิงดูจะย่ำแย่ลงทันตา โดยเฉพาะเสี่ยวเชียน เขาไม่คาดคิดว่าเยี่ยฉวนจะบ้าคลั่งได้ถึงเพียงนี้
เขาเป็นคนเสียสติหรือ?
บัดนั้นไป๋หลิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งพลันเอ่ยขึ้นมา “จงกลับไปก่อน แล้วค่อยรายงานหนานซานเสีย!”
เสี่ยวเชียนพยักหน้ารับ ไม่ช้าพวกเขาก็หันกลับหายวับไป
เหล่าศิษย์ทั้งหมดของสาขาภายในมีจวนเป็นของตนเอง เช่นเดียวกับเยี่ยฉวน แม้มันจะดูเรียบง่ายยิ่งและเป็นเพียงเรือนไม้ก็ตาม เรือนไม้อยู่สามหลังทั้งด้านซ้ายและขวาของเขา เป็นแน่ว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นศิษย์ของสาขาภายใน
หลังจากที่เยี่ยฉวนกลับมาที่เรือนไม้ของตน เสี่ยวเก้อก็กลับมาหาเขาพร้อมชายสองคนในทันที
ในจวนนั้นเสี่ยวเก้อจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “พี่ชาย โปรดชี้แจงความจริงแก่พวกข้า ท่านไม่ได้ต้องการให้พวกข้าต่อสู้กับไปกับท่านเพื่อเอาชนะท่านอาจารย์หยวนใช่หรือไม่?”
ท่านอาจารย์หยวน?
เยี่ยฉวนนิ่งงันไปจากนั้นจึงถามออกมา “ชายคนที่ประมือกับข้าก่อนหน้านี้หรือ?”
เสี่ยวเก้อพยักหน้ารับ “ถูกต้องแล้ว”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “อย่าได้เป็นกังวล ข้าไม่ได้ต้องการให้พวกเจ้าทำสิ่งนั้นเพื่อข้า”
เสี่ยวเก้อผงกหัว “เป็นการดีแล้ว!”
เมื่อพูดถึงสิ่งนี้ เขาลังเลใจและถามออกไป “เจ้าและหนานซานมีความแค้นต่อกันหรือ?”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าคิดว่าเป็นเช่นนั้น! ยามที่ข้าอยู่ที่สาขานอก เขาเข้ามายุ่มย่ามกับข้า! ตอนนี้ข้าอยู่ในสาขาภายใน เป็นเวลาเหมาะสมที่จะสะสางเรืองที่คั่งค้างกับเขา”
เสี่ยวเก้อปรารถนาที่จะเอ่ยบางสิ่งทว่าตัดสินใจที่จะหยุดไปหลังคิดอีกครั้งแล้ว
เยี่ยฉวนเอ่ยถาม “มีปัญหาอันใดหรือ?”
เสี่ยวเก้อกล่าวเสียงต่ำ “หนานซานหาใช่บุคคลธรรมดา ในสาขาภายในนั้นมีอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์อยู่สี่คน พวกเขาคือผู้ปราดเปรื่องยิ่งในหมู่อัจฉริยะ หนานซานเป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนยังติดตามเขา อาจมีราวเจ็ดคนได้ เสี่ยวเชียนและไป๋หลิงมิใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่คนเหล่านั้น”
เยี่ยฉวนฉงนใจ “เหล่าคนที่เข้ามาในสาขาภายในได้ล้วนเป็นอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ เหตุใดพวกเขาถึงได้ติดตามผู้อื่นอย่างเต็มใจกันเล่า?”
เสี่ยวเก้อส่ายศีรษะและทอดถอนหายใจ “หอคอยเพลิงอินทนิล……หากท่านต้องการจะเข้าไปในหอคอยเพลิงอินทนิลเพื่อบำเพ็ญเพียร ท่านไม่ใช่แค่ต้องมีเพชรน้ำค้างสีม่วงแต่เพียงเท่านั้น ทว่าต้องมีพลังอันกล้าแกร่งด้วยเช่นกัน เหตุเพราะประสิทธิภาพของแต่ละชั้นนั้นดีเลิศนัก ทว่าหลายๆ ชั้นส่วนใหญ่นั้นถูกครอบครองแล้ว พวกเขาติดตามหนานซานเพราะหนานซานนั้นแข็งแกร่ง เขาครอบครองพื้นที่ทางตอนใต้ของชั้นสามและพวกเขายังสามารถบำเพ็ญเพียรที่นั่นได้อีกด้วย”
ได้ยินเช่นนี้เยี่ยฉวนก็กระจ่างแจ้ง
ผลประโยชน์!
คนเหล่านี้ติดตามหนานซานเพื่อผลดีต่อพวกเขาเอง
แล้วเสี่ยวเก้อก็กล่าวออกมาอีก “ท่านตั้งใจจะสังหารเสี่ยวเชียนจริงหรือ?”
เยี่ยฉวนฉีกยิ้ม “เจ้าจงเดาดูสิ!”
เสี่ยวเก้อกล่าวเสียงต่ำ “ท่านไม่เกรงกลัวว่าปัญหามันจะยิ่งบานปลายหรือ?”
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะและหัวเราะออกมา ทำให้เรื่องบานปลายหรือ? สิ่งที่เขาเกรงกลัวน้อยที่สุดคือการทำให้เรื่องบานปลาย
เวลานั้นชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาให้ห้องอย่างฉับพลัน ชายผู้นี้เดินไปหาเสี่ยวเก้อและเอ่ยบางสิ่งกับเขา จากนั้นให้หน้าของเสี่ยวเก้อก็มืดหม่นไป เขาจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “ชื่อของท่านอยู่บนรายนามบัญชีแดง ใครบางคนต้องการทำให้ท่านเดือดร้อน!”



