Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 705

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 705 เจ้าละเว้นพี่ชายข้าได้ไหม?

C

ภายในหอโถง เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธินิ่ง รอบกายห่อหุ้มด้วยกระแสสีทอง

ในตอนนั้นกระแสที่ไหลเวียนหุ้มอยู่รอบตัวเป็นเวลานาน ฉับพลันกระแสสีทองพุ่งหายวาบเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นผิวหนังของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีทองตลอดร่าง ประหนึ่งทองคำอย่างไรอย่างนั้น!

กายาทองคำ!

กายาทองคำไร้เทียมทาน!

พลันเยี่ยฉวนผุดลุกขึ้นยืน มือสองข้างเกร็งกำหมัดแน่น

โครม!

หอโถงถล่มลงผนังแตกเป็นเสี่ยง ในเวลาเดียวกันพื้นดินใต้ฝ่าเท้าค่อยๆ แตกแยกออกทีละชั้นๆ และจากนั้นพลันแตกร้าวไปทุกทิศทาง

พลังงาน!

ขณะนั้นชายหนุ่มรู้สึกร่างกายเต็มเปี่ยมด้วยพลังงานที่ไหลเวียนไปทั่ว พลังอเนกอนันต์!

ณ ขณะนั้นเขาเกิดความมั่นใจว่าสามารถจะเอาชนะมังกรที่ได้ปะทะกันก่อนหน้า!

คัมภีร์เวทนี่ช่างน่าทึ่งอะไรเช่นนี้!

เยี่ยฉวนรู้สึกอัศจรรย์ใจไม่น้อย คัมภีร์เวทชนิดนี้มันช่างน่าเหลือเชื่อนัก ขณะที่ตนเพิ่งสำเร็จขั้นพลังทลายสุญตา ทว่าถ้าใช้กายาทองคำไร้เทียมทาน ต่อให้คนที่ขั้นพลังจุดกำเนิดก็ไม่มีทางออกมาเผชิญหน้ากับเขาแน่

ในขณะต่อมาที่เบื้องหน้าเยี่ยฉวนปรากฏแผ่นยันต์สีทองออกมาชิ้นหนึ่ง

ยันต์ผนึกพิภพ!

พลันเสียงห้าวของชายหนุ่มถามขึ้นว่า “ยันต์ผนึกพิภพนี้ทำงานอย่างไร?

เสียงเจียนจื่อไจ้ตอบกลับ “การใช้แผ่นยันต์นี้มีมากกว่ากายาทองคำไร้เทียมทานของเจ้าแน่ ในแผ่นยันต์ผนึกด้วยพลังชี่แห่งภูผาและธารา อีกทั้งพลังชี่แห่งสุริยันตลอดจนจันทราและเหล่าดารา ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเทพจักรพรรดิ ไม่เพียงแต่พลังชี่ทว่าเป็นวิถีกฎเกณฑ์แห่งเทพจักรพรรดิด้วย ถ้าเจ้ากระตุ้นใช้แผ่นยันต์ พลังความรุนแรงของมันสามารถสยบฟ้าดินเลยทีเดียว!”

อีกฝ่ายรีบถามด้วยความตื่นเต้น “จริงหรือ?”

สตรีกล่าวต่อมาอีกว่า “ถึงอย่างไรความแกร่งกล้าของเจ้าในวันนี้ ถ้ากระตุ้นใช้พลังยันต์ผนึกพิภพแล้วล่ะก็ รับรองได้ว่าผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะหนักหนาสาหัสกว่าตอนเจ้ากระตุ้นหอคอยแห่งเรือนจำเสียอีก”

ชายหนุ่มชะงักกึกก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ทำไม? ยันต์ผนึกพิภพน่ากลัวกว่าหอคอยแห่งเรือนจำงั้นหรือ?”

เจียนจื่อไจ้ตอบว่า “แม้ว่ายันต์ผนึกพิภพจะมีพลังมากมหาศาล เมื่อเทียบกันแล้วหอคอยด้อยกว่าอย่างเทียบไม่ติด ทว่าเจ้าต้องรู้ไว้อย่างหนึ่งหอคอยน่ะจดจำว่าเจ้าเป็นนายแล้ว ถึงแม้สิ่งนั้นจะยังคงหลับใหล เจ้าก็จะไม่ได้รับอันตรายจากหอคอยด้วยเพราะมันมีจิตสำนึกรับรู้ได้ในตัวเอง ทว่ายันต์ผนึกพิภพนั้นต่างกัน สิ่งนี้มิได้จดจำเจ้าของ ถ้าเจ้าขืนบังคับกระตุ้นใช้งาน มีหวังคงพินาศไปพร้อมกัน”

เยี่ยฉวนหน้าเจื่อน เป็นอย่างที่นึกไว้แล้วว่าในขณะนี้เจ้าสมบัติล้ำค่าหาใช่สิ่งเขาที่จะสามารถบงการได้!

เช่นเดียวกับหอคอยแห่งเรือนจำ ถ้าใช้มันเมื่อใด ทั้งตนเองและสิ่งนั้นมีอันต้องพินาศไปด้วยกัน!

เจียนจื่อไจ้พูดขึ้นอีกในเวลานั้นว่า “ถึงแม้ตอนนี้เจ้าไม่สามารถกระตุ้นใช้งานแผ่นยันต์ได้ ของสิ่งนี้ทำงานได้สองอย่างซึ่งเป็นประโยชน์กับเจ้าอย่างยิ่ง หนึ่งในนั้นก็คือการขับไล่ภูตผีปีศาจ ยันต์สามารถขับไล่ปีศาจได้ทุกชนิดเพราะในยันต์ผนึกด้วยพลังชี่มังกร ยิ่งไปกว่านั้นก็คือเป็นพลังชี่มังกรแห่งเทพจักรพรรดิเสมือนเพชฌฆาตแห่งความตายสำหรับภูตผีทั่วไปทั้งหลาย”

ชายหนุ่มฟังแล้วรีบถามรวดเร็วว่า “อีกอย่างคืออะไร?”

สตรีกล่าวว่า “พลังชี่มังกรที่ผนึกไว้ในแผ่นยันต์ใช้ข่มขวัญสัตว์อสูรได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะสัตว์อสูรที่อยู่ในดินแดนจักรวาลดวงดาวเดียวกับเจ้า ในกระบวนสัตว์อสูรที่มีฤทธิ์ร้ายกาจที่สุดมังกรอสูรจัดว่าเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นในดินแดนจักรวาลดวงดาวแห่งนั้นพลังชี่มังกรของเจ้าถือว่าเหนือกว่าพวกมัน อย่างไรก็ตามสัตว์อสูรบางชนิดหาได้เกรงกลัวสิ่งนี้ไม่”

เยี่ยฉวนพยักหน้าอย่างพอใจต่อสิ่งที่ได้ฟัง “เท่านี้ก็นับว่าดีแล้ว”

สำหรับคนอย่างเขาเท่านี้ก็ดีเหลือหลาย

ฉับพลันนั้นจู่ๆ สีหน้าของเยี่ยฉวนแปรเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงขณะที่ร่างสั่นเทิ้มอย่างเฉียบพลัน ต่อมาปรากฏกระแสอะไรบางอย่างพุ่งออกจากร่างกายและแผ่กระจายหายไป ก่อนที่คนจะล้มตึงลงกับพื้นทันที

อ่อนกำลัง!

ชั่วครู่นั้นเองที่เขารู้สึกว่าพลังแข็งแกร่งที่เคยมีมลายหายสิ้น ยิ่งกว่านั้นเขาไม่มีแรงแม้แต่จะขยับเขยื้อนปลายนิ้วมือด้วยซ้ำ!

ชายหนุ่มร้องถามออกมาด้วยความตกใจ “ข้าเป็นอะไร?”

เจียนจื่อไจ้พูดว่า “นี่คือผลสืบเนื่องจากกายาทองคำไร้เทียมทาน แสดงให้เห็นได้ชัดถึงความอ่อนด้อยของเจ้าในการที่จะควบคุมคัมภีร์เวท ตอนนี้ถ้าเจ้าใช้งานคัมภีร์เวทเมื่อใด อย่างเก่งไม่เกินหนึ่งชั่วยาม หลังจากครึ่งชั่วยามไปแล้วเจ้าจะเป็นอย่างนี้”

เยี่ยฉวนแค่นหัวเราะดูเหมือนจะทำสุ่มสี่สุ่มห้าใช้คัมภีร์เวทนี้ไม่ได้เสียแล้ว!

ราวหนึ่งชั่วยามให้หลังเขาจึงค่อยฟื้นพลังกลับคืนเต็มที่ เมื่อออกมาจากหอโถงแห่งนั้นได้ไม่นานชายหนุ่มได้รับข่าวจากชายหนุ่มที่ชื่อ เสี่ยวเก้อ

ในจักรวาลดาราอันไกลโพ้น เยี่ยฉวนจัดการเก็บศิลานำสาร ขณะนี้สีหน้าชายหนุ่มหมองคล้ำอย่างยิ่ง ไม่ช้าก็ขึ้นเรือเหาะจักรวาลดาราและกลืนหายไปในมหาจักรวาลดวงดาวในเวลาเพียงไม่นาน

ในเมืองเต๋าอี้ ขณะนั้นเมืองเต๋าอี้เริ่มปรากฏเค้าลางแห่งปัญหา!

นานหลายปีมากแล้วที่ไม่มีกองกำลังอื่นกล้าท้าทายอำนาจของสถานศึกษาเต๋าอี้ ทว่าบัดนี้ มันเริ่มปรากฏขึ้นแล้ว!

ตระกูลตู๋กู!

ตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งดินแดนสวรรค์!

ผู้คนในเมืองเต๋าอี้เองไม่ค่อยรู้ความเป็นมาของตระกูลนี้มากนัก ทว่าที่รู้คือพวกเขามาจากดินแดนสวรรค์!

เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว!

ช่วงเวลานี้ชาวเมืองเต๋าอี้รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย จึงมีหลายคนลักลอบหนีออกจากเมืองแห่งนี้

สถานศึกษาเต๋าอี้มีการเรียกคนยอดฝีมือซึ่งอยู่ในที่ที่ไกลออกไปให้กลับมาอีกด้วย อีกทั้งบรรยากาศในสถานศึกษาขณะนี้ก็มีความระแวดระวังและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

ด้านนอกเมืองเต๋าอี้ ชายชราตู๋กูอวี้ยืนตัวตรง เยื้องไปทางด้านหลังมีร่างสวมชุดดำสามคนยืนเรียงกันคนเหล่านี้ดุจเงามืดดูตะคุ่มๆ น่าสะพรึงกลัวและน่าขนพองสยองเกล้าต่อผู้ที่ได้พบเห็นอย่างยิ่ง

เที่ยงวันถัดมา ชายชราตู๋กูอวี้กระพือเปลือกตาลืมขึ้นทันที สายตาทอดมองตรงไปยังเมืองเต๋าอี้ที่อยู่เบื้องหน้าขณะเอ่ยออกไปว่า “ได้เวลาแล้ว”

จากนั้นทางด้านหลังของตู๋กูอวี้พลันมีคนยี่สิบหกคนเข้ามาสมทบ ทุกคนอยู่ในเครื่องแต่งกายชุดเกราะสีดำสนิทและในมือถือกระบี่แบนกว้างเล่มยาว

และทั้งยี่สิบหกคนล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นพลังจุดกำเนิดทั้งสิ้น

นอกจากนั้นข้างหลังคนกลุ่มนี้ยังมีชายชราอีกสองคน ซึ่งทั้งคู่ไม่ปรากฏร่องรอยของลมหายใจดังนั้นจึงไม่อาจระบุขั้นพลัง

บริเวณนอกเขตเมือง ตู๋กูอวี้จ้องเขม็งไปยังที่ตั้งของเมืองเต๋าอี้พลางประกาศก้อง “สถานศึกษาเต๋าอี้ ข้าให้โอกาสพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย จะส่งตัวเยี่ยฉวนมาให้เราหรือไม่!

ขณะนั้นเองที่บนขอบกำแพงเมืองปรากฏร่างของหัวหน้าผู้อาวุโส เวลานี้เขายังคงไร้แขนขาถึงแม้คนแข็งแกร่งระดับนี้การทำให้แขนขางอกขึ้นใหม่ไม่ใช่เรื่องยากเย็น หากด้วยสาเหตุที่ร้ายแรงนัก

เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เงาประหลาดทั้งสี่ใช้มีความพิเศษยิ่งยวด ดังนั้นแม้แต่หัวหน้าผู้อาวุโสก็ไม่สามารถทำให้แขนขางอกขึ้นมาได้

พลันมีเสียงตอบโต้จากบนกำแพงเมือง หัวหน้าผู้อาวุโสมองตรงไปที่ชายชราตู๋กูอวี้ “คนตระกูลตู๋กู ข้าบอกแล้วว่าเยี่ยฉวนไม่ได้อยู่ที่สถานศึกษาเต๋าอี้!”

ฝ่ายตรงข้ามขบกรามกรอดพลางออกคำสั่ง “ฆ่ามันให้หมด!”

สิ้นเสียงของคน เงาทะมึนทั้งสามที่อยู่ทางด้านหลังตั้งท่าจู่โจม ทันใดนั้นบนกำแพงมีชายชราอีกคนหนึ่งปรากฏกาย

เมื่อเห็นชายชราผู้ที่เพิ่งมาถึง หัวหน้าผู้อาวุโสและคนอื่นต่างแสดงสีหน้าเบาใจให้เห็นทันที

อาจารย์ใหญ่!

คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคืออาจารย์ใหญ่มู่ชิงหมิง อาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาเต๋าอี้

นอกจากมู่ชิงหมิง มีเด็กหญิงอีกคนอยู่เคียงข้าง นางคือเยี่ยหลิง

ณ เวลานี้ขั้นพลังของเยี่ยหลิงบรรลุถึงขั้นพลังจุดกำเนิดแล้ว!

เด็กน้อยยืนเยื้องไปด้านหลังมู่ชิงหมิงท่าทีสงบเสงี่ยม

ทันทีที่เห็นมู่ชิงหมิงปรากฏกาย ตู๋กูอวี้พลันหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย “ข้าเดาว่าเจ้าคืออาจารย์ใหญ่สถานศึกษาเต๋าอี้”

ฝ่ายที่ถูกกล่าวถึงเอ่ยกับตู๋กูอวี้และพวกว่า “ที่ผ่านมาพวกเราสถานศึกษาเต๋าอี้กับตระกูลตู๋กูไม่เคยมีเรื่องบาดหมางต่อกัน”

ตู๋กูอวี้เค้นเสียง “ถูกแล้ว ข้ามาเพื่อบอกให้พวกเจ้าส่งตัวคนสองคนมาให้เราเสีย เยี่ยฉวนกับเยี่ยหลิงนั่นแหละ หลังจากที่พวกเจ้าส่งเด็กสองคนนั้นมาให้แล้วพวกข้าก็จะไปทันที”

อีกด้านของมู่ชิงหมิง เด็กหญิงเยี่ยหลิงนิ่งฟังขณะมองผู้พูดเฉยอยู่อย่างเดิม

อาจารย์ใหญ่มู่ชิงหมิงหัวเราะหึ “แม้ว่าตระกูลตู๋กูจะยิ่งใหญ่ในดินแดนสวรรค์ ทว่าสถานศึกษาเต๋าอี้ก็ไม่ใช่พวกที่ยอมให้ใครมารังแกได้ตามใจชอบ”

คนตรงข้ามสีหน้าเฉยชา “ดูเหมือนสถานศึกษาเต๋าอี้เตรียมรับมือกับตระกูลตู๋กูมาอย่างดีสินะ”

ขณะที่มู่ชิงหมิงขยับจะโต้ตอบ ทันใดนั้นมีชายชราสองคนพุ่งทะยานมาแต่ไกลจากฝั่งของตระกูลตู๋กูนับหลายร้อยจั้งตรงมาทางนี้ ทั้งสองเคลื่อนเข้าหามู่ชิงหมิงอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่สังเกตเห็นคนสองคนพุ่งเข้าใส่ สีหน้าของเขาเผือดวูบ

ขั้นพลังสูงสุด!

ทั้งสองคนล้วนมีพลังขั้นสูงสุด!

ในตอนนั้นมู่ชิงหมิงตระหนักแน่แล้วว่าตระกูลตู๋กูเอาจริง พวกเขาไม่มีลังเลแม้จะต้องเปิดศึกกับสถานศึกษาเต๋าอี้ เพียงขอให้ได้ตัวเยี่ยฉวนและน้องสาวมาเท่านั้น!

เมื่อคิดพลางสีหน้าของมู่ชิงหมิงยามนี้ทั้งหมองทั้งคล้ำ

เสียงพูดของตู๋กูอวี้ดังขึ้นมาจากด้านล่าง “อาจารย์ใหญ่มู่ ตระกูลตู๋กูเรารู้ดีว่าพวกเจ้ามีไม้ตายซ่อนไว้มากมาย อย่างเรื่องที่มีดวงทิพย์วิเศษของมู่เต๋าอี้อดีตผู้ก่อตั้งสถานศึกษาเต๋าอี้ก็ตาม”

คนหยุดพูดพลางบิดมุมปากยกยิ้ม “อาจารย์ใหญ่มู่ ถ้าเจ้าจะจุดธูปเชิญดวงทิพย์วิเศษออกมาช่วยกันยับยั้งตระกูลตู๋กูบ้างข้าก็ไม่ว่า”

บนขอบกำแพง มู่ชิงหมิงเอ่ยถามเสียงขรึม “พวกเขามีความสำคัญต่อตระกูลตู๋กูจริงๆ งั้นสิ?”

ตู๋กูอวี้ตอบเสียงเคร่งเช่นกัน “อาจารย์ใหญ่มู่ไม่เห็นต้องมาสนใจกับเรื่องนั้น ส่วนจะคิดอย่างไรมันก็เรื่องของเจ้า! ถ้าพวกเจ้าอยากสู้พวกเราก็พร้อมสู้ทันที แต่ถ้าพวกเจ้าต้องการให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี ก็ช่วยส่งเยี่ยฉวนและเยี่ยหลิงมาให้เรา”

ขณะนั้นมู่ชิงหมิงเหลือบมองไปทางชายชราสองคนซึ่งหยุดอยู่เบื้องหน้าลงมาจากบนกำแพง พวกนี้มีขั้นพลังสูงที่สุด หากประมือกันทีละคนเขาออกจะมั่นใจว่าสามารถต่อกรกับพวกมันได้ ทว่าถ้าสองคนลงมือพร้อมกัน เขาเองที่ต้องเป็นฝ่ายปราชัย

ขณะนั้นสถานศึกษาเต๋าอี้ราวกับแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ถ้าสถานศึกษาเต๋าอี้พ่ายแพ้ก็จะไม่มีสถานศึกษาอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป ถ้าสถานศึกษาเต๋าอี้ชนะ ก็จะเป็นชัยชนะที่นำมาซึ่งความวิบัติ และสถานศึกษาเต๋าอี้อาจต้องหายไปจากโลกนี้เช่นกันอยู่ดี

ด้วยชัยชนะบนความวิบัติที่สถานศึกษาเต๋าอี้ได้มาจะเกี่ยวพันให้ลดทอนความแข็งแกร่งลงชั่วขณะ เมื่อถึงตอนนั้นแม้จะไม่มีตระกูลตู๋กูมาราวีอีกต่อไป ทว่ากองกำลังจากดินแดนอุดรอีกนับไม่ถ้วนต่างเตรียมฉวยโอกาสเข้ามาฮุบอำนาจสถานศึกษาเต๋าอี้กันทั้งนั้น

การต่อสู้ที่พวกเขาไม่มีวันได้ชัยชนะ!

มู่ชิงหมิงครุ่นคิดไปพลางหลับตาลง

ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏส่งให้บรรยากาศรอบข้างสงบลง!

ในตอนนั้นเองเยี่ยหลิงซึ่งยืนฟังอยู่เงียบๆ มาพักใหญ่พูดเสียงแผ่วขึ้นว่า “อาจารย์ ท่านจะส่งตัวพวกเราให้เขาไปใช่ไหมเจ้าคะ?”

มู่ชิงหมิงลืมตาทันทีและหันไปมองคนพูด เด็กหญิงยิ้มน้อยๆ “ข้าไม่โทษท่านหรอกเจ้าค่ะ”

คนตรงข้ามถามทันที “ทำไมหรือ?”

เยี่ยหลิงตอบกลับน้ำเสียงอ่อนเบาว่า “พี่ชายบอกเสมอว่าคนเราไม่ควรเห็นแก่ตัว ดังนั้นพวกเราจะมัวนึกถึงแต่ตัวเองไม่ได้เจ้าค่ะ สถานศึกษาไม่ได้ติดหนี้พวกเราและท่านก็ไม่ต้องชดใช้อะไรให้แก่ข้า ยิ่งกว่านั้นพวกมันมีเป้าหมายที่พี่ชายและข้า อันที่จริงเป็นเพราะพี่ชายและข้าต่างหากที่ทำให้สถานศึกษาประสบปัญหา เรื่องนี้จึงเกี่ยวกับพวกเราเท่านั้นเจ้าค่ะ”

จากนั้นนางหมุนตัวกลับและหันไปทางตู๋กูอวี้ก่อนจะบอกกับฝ่ายนั้นว่า “ข้าจะกลับไปกับเจ้า เจ้าต้องละเว้นพี่ชายข้า ได้ไหม?”

ชายชราตรงกันข้ามเขม้นมองเยี่ยหลิงด้วยสายตาแน่วนิ่งก่อนตวาดเสียงดัง “ไปเอาตัวมา!”

ชั่วขณะหนึ่งตรวนสี่เส้นตรงเข้าพันธนาการเด็กหญิงเยี่ยหลิงไว้ทั้งร่าง ขณะที่คนบนกำแพงมู่ชิงหมิงทำท่าขยับเคลื่อนไหว ทว่าชายชราสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างหน้าพุ่งเข้ามาหมายจู่โจมเขาทันที

สีหน้าของมู่ชิงหมิงแปรเปลี่ยนแฝงความหวาดกลัววูบหนึ่ง เขามีท่าทางลังเลและในที่สุดจึงตัดสินใจไม่ออกปะทะ

เยี่ยหลิงก้มศีรษะลงเล็กน้อยซ่อนแววตาไว้มิดเม้น จึงไม่อาจล่วงรู้ว่าเด็กหญิงกำลังคิดอะไร

เสียงพูดของชายชราที่ยืนข้างตู๋กูอวี้พึมพำเป็นเชิงถาม “สังหารนางเสียเลย?”

ตู๋กูอวี้ส่ายหน้าทำนองยับยั้ง “พากลับไปและจองจำไว้กับแม่ของมัน ข้าเชื่อว่าถ้าผู้หญิงคนนั้นเห็นลูก นางคงตกใจน่าดู! ยิ่งกว่านั้นพวกเราได้ตัวเด็กคนนี้แล้วอีกหน่อยเยี่ยฉวนจะต้องปรากฏตัว!”

ฝ่ายที่ตั้งคำถามพยักหน้า จากนั้นไม่นานนักเงาดำทะมึนร่างหนึ่งพาตัวเยี่ยหลิงหายวับไปจากที่บนกำแพงทันที

อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม้แกะสลักเป็นรูปชายหนุ่มตกอยู่กับพื้นบนกำแพง……

หุ่นไม้แกะสลักรูปคนละม้ายคล้ายเยี่ยฉวน!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!