บทที่ 753 สำนักมารภูตผี! (ต้น)
สิ่งที่ได้ยิน ภาพที่ปรากฏทำให้ใบหน้าของชายชราเหยเกบิดเบี้ยว
คนที่ยืนข้างอย่างสตรีคนหลานสีหน้าหมองหม่นไม่แพ้กัน “ไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดจู่ๆ เขาจึงรีบถอนตัวไป!”
หญิงสาวเหลือบมองชายชราและพูดว่า “ชายคนนี้ทำแต้มต่ออาศัยช่วงที่หอวาณิชว่านเป่าของเรากำลังเผลอ พวกเรา…”
ผู้เป็นตาสั่นศีรษะ “ช่างเถอะ เป็นความผิดของเราที่โง่เอง”
สตรีถามอย่างมีอารมณ์โกรธเคือง “ถ้างั้นเราจะปล่อยไปอย่างนี้หรือเจ้าคะ?”
ชายชราตอบเสียงขรึม “อย่าห่วงเลยอีกไม่นานจะต้องมีคนจัดการกับมันเอง พวกเราคอยดูอยู่เฉยๆ ก็พอ”
พูดถึงตอนนี้เขาหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนหันไปบอกว่า “แจ้งคำสั่งของข้า อย่าให้ใครไปทำยั่วยุไอ้บ้าสติแตกคนนั้นอีก”
กล่าวจบคนหันขวับก่อนจะลับหายไปจากสถานที่
หญิงสาวยังคงนิ่งขึงอยู่ที่เดิม ครู่ต่อมาจึงหันไปเอ่ยกับคนอื่นในที่นั้น “แจ้งออกไปว่าเป็นคำสั่งของนายใหญ่ เวลานี้พลังของเยี่ยฉวนถดถอยลงไปมากด้วยผลกระทบจากอาการข้างเคียง ขั้นพลังของมันเพียงพลังผสานลมปราณเท่านั้น!”
…
ไม่ช้าไม่นานเรื่องเยี่ยฉวนที่หอวาณิชว่านเป่าได้แพร่สะพัดไปทั่ว ขณะนี้ทุกคนแทบจะรู้แล้วว่าเขาอยู่ในเมืองเว่ยหยางนั่นเอง
แน่ล่ะนั่นมิใช่ประเด็น สิ่งที่เป็นประเด็นก็คือเขาเก็บสมบัติล้ำค่าชั้นยอดไว้!
สุดยอดสมบัติล้ำค่าอันดับหนึ่งของทำเนียบขุมทรัพย์จักรดารา
ที่สำคัญที่สุด ตอนนี้เยี่ยฉวนถูกผลกระทบจากอาการข้างเคียงทำให้ลดทอนพลังลงเหลือเพียงขั้นพลังผสานลมปราณ!
ช่วงเวลานั้นคนยอดฝีมือต่างพร้อมที่จะลงมือแล้ว
…
ณ อารามเว่ยหยาง
อารามเว่ยหยางตั้งอยู่ใจกลางเมืองเว่ยหยาง สถานที่นี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง ด้วยเป็นที่พำนักของคนระดับขุมพลัง
ด้านในสุดของอารามเว่ยหยางมีบริเวณที่เป็นสวนสำหรับปลูกพืชพรรณ ซึ่งทั้งสวนมีเพียงชนิดเดียวคือต้นบัวหิมะ!
ต้นบัวหิมะมีสีขาวดุจหิมะทั้งต้น กิ่งก้านและใบของมันเป็นผลึกใสดุจผลึกแก้วใส สวยงามเป็นที่สุด!
ทว่าเมื่อทั้งสวนมีแต่ต้นบัวหิมะเพียงชนิดเดียว มองแวบแรกจึงเห็นแต่สีขาวไกลจนสุดลูกหูลูกตา
เส้นทางในสวนดอกไม้ สตรีนางหนึ่งกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ บนบ่าของนางมีนกยืนเกาะนิ่ง นกตัวนี้มีขนสีดำสนิทและนัยน์ตาทั้งสองข้างเป็นสีแดง
ขณะที่สตรีเดินทอดน่องช้าๆ พลันด้านข้างปรากฏสตรีสวมเกราะสีขาวขึ้นอีกคน เมื่อเห็นคนที่กำลังเดินสตรีสวมเกราะสีขาวทรุดนั่งชันเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น “คารวะท่านหัวหน้า!”
อีกฝ่ายสีหน้าเรียบเฉย “ว่ามา!”
สตรีในชุดเกราะสีขาวรายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เวลานี้มีความเคลื่อนไหวภายในสำนักแมวดำ ทว่าไม่ทราบจุดประสงค์ที่แน่ชัดเจ้าค่ะ”
คนอีกฝ่ายก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ สตรีสวมเกราะขาวเห็นดังนั้นจึงรีบผุดลุกขึ้นและเดินตามไปทันที
ครู่ต่อมา สตรีคนเดินนำเอ่ยขึ้นว่า “ข้าได้ยินว่าที่สำนักแมวดำมีคนอัจฉริยะยอดฝีมืองั้นหรือ?”
เมื่อได้ฟังสีหน้าของสตรีสวมเกราะตึงเครียดขึ้นทันที “ใช่เจ้าค่ะ ชายคนนั้นมีชื่อว่ามั่วเหยี่ย เพิ่งอายุยี่สิบปี ทว่าสำเร็จขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ ในเชิงพลังทางร่างกายแข็งแกร่งพอที่จะฉีกร่างคนขั้นศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักมังกรได้ทีเดียว นอกจากนั้นข้าได้ยินว่าเขาเคยฝึกพลังจิตขั้นสูงของสำนักแมวดำที่เรียกว่า ‘วิชาแมวดำอมตะ’ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดยอด ทว่าสิ่งที่ข้ารู้มามีเพียงข้อมูลพื้นๆ เราไม่รู้ว่าแท้ที่จริงพลังของเขาได้พัฒนาไปถึงขั้นไหน อย่างไรก็ตามอีกไม่ช้าคงจะได้รู้กัน เพราะเขาเดินทางออกจากสำนักแมวดำที่กำแพงใหญ่จ้างเทียนมาแล้ว ถึงตอนนั้นเขาต้องต่อสู้กับพวกอัจฉริยะทั้งหลายในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางของเราแน่เจ้าค่ะ”
สตรีตรงหน้านิ่งฟังครู่ต่อมาจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายว่า “เรื่องเยี่ยฉวนมีอะไรบ้าง?”
คนสวมเกราะชะงักงัน จากนั้นรีบรายงานคนตรงหน้ารวดเร็ว “ตามข้อมูลที่สืบได้เขาทำให้ตระกูลตู๋กูถึงกับล่มสลาย ส่วนเรื่องตระกูลกู่บางทีอาจจะไม่ใช่ฝีมือของเขา ทว่าการถูกทำลายอย่างถอนรากถอนโคนในครั้งนี้เขาน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ชายคนนี้เคยไปยังสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือทว่าพวกนั้นไม่มีใครกล้าทำอันตราย! พอมาถึงเมืองเว่ยหยางได้ไปมีเรื่องขัดแย้งกับศาลาไป่เสี่ยว ทว่าศาลาไป่เสี่ยวก็ทำอันตรายเขาไม่ได้อีกเหมือนกัน เรื่องที่เกิดขึ้นที่หอวาณิชว่านเป่า นายใหญ่ของที่ชื่อว่านชิว พยายามจะลงมือทว่าถูกสัตว์อสูรที่ติดตามเยี่ยฉวนสกัดไว้จนสิ้นท่า”
เสียงคนพูดหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนมีเสียงกล่าวต่อไปว่า “เรายังไม่รู้ที่มาที่ไปของเจ้าสัตว์อสูรตัวนั้น คาดว่าพลังของมันน่าจะถึงระดับชั้นศักดิ์สิทธิ์ ทว่าความแข็งแกร่งเหนือชั้นกว่ายอดฝีมือขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างเทียบไม่ติด! อีกทั้งกองกำลังหนุนหลังเขานั้นจนถึงเดี๋ยวนี้ยังเป็นปริศนาอยู่นั่นเอง ถึงกระนั้นสิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจก็คือเขาเก็บสมบัติล้ำค่าเอาไว้”
อีกฝ่ายถามมาว่า “เขตนักบุญมีความเคลื่อนไหวหรือไม่?”
สตรีสวมเกราะส่ายหน้า “ไม่มีเลยเจ้าค่ะ จนกระทั่งถึงตอนนี้!”
คนตรงหน้าพยักหน้าเบาๆ “เฝ้าจับตาพวกมันไว้”
คนสวมเกราะทำสีหน้าลังเลก่อนถามออกไปว่า “หัวหน้า ถ้าท่านได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้น ไยจะต้องหวาดกลัวอิทธิพลของสำนักแมวดำอีกเจ้าคะ? ข้าว่าท่านน่าจะไปชิงเอามาด้วยตัวเอง……”
สตรีตรงหน้าหันมาถลึงตาใส่คนสวมเกราะ ซึ่งฝ่ายหลังเมื่อเห็นดังนั้นถึงกับหน้าเสียและรีบทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นทันที
คนตรงข้ามมองสตรีสวมเกราะด้วยสายตาแน่วนิ่ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกเขตนักบุญจึงไม่เคลื่อนไหว?”
คนสวมเกราะลนลานตอบมาว่า “ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
สตรีผู้เป็นหัวหน้าบอกว่า “เพราะพวกนั้นรู้ดีว่าไม่มีปัญญาชิงเอาสมบัติมาได้ไงล่ะ! สมบัติล้ำค่าชิ้นนั้นนำพาความยิ่งใหญ่ขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งหายนะอันใหญ่ยิ่งด้วย ถ้าพวกเขาใช้กำลังช่วงชิงมาครอบครอง นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นในภายหลังจากการช่วงชิงนั้น ถึงอย่างไรตราบใดที่คนพวกนั้นไม่รู้แน่ชัดว่าผลที่เกิดขึ้นจากการชิงสมบัติล้ำค่าจะร้ายแรงเพียงใด พวกเขาไม่มีทางจู่โจมเยี่ยฉวนเช่นกัน”
หญิงสาวสวมเกราะสีหน้าลังเลเล็กน้อยขณะเอ่ยถาม “หัวหน้าสมบัตินั่นมีพลังอำนาจมากมายเพียงนั้นเชียวหรือ?”
สตรีเบือนหน้ามามองอีกฝ่าย “เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือ?”
หญิงสาวสวมเกราะตอบเสียงอ้อมแอ้ม “ทว่าเจ้าเยี่ยฉวนเพิ่งขั้นทลายสุญตา เหตุใดหลังเก็บสมบัตินั้นไว้กับตัว มันกลับยังอยู่ดีมีสุขเล่าเจ้าคะ?”
อีกฝ่ายค่อยหลับตาลงท่าทางครุ่นคิด “นั่นเป็นเพราะใครบางคนที่หนุนหลังเขา คนผู้นั้นเป็นคนที่คอยสกัดหายนะทั้งหลายทั้งปวงของสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้นที่จะเกิดขึ้นกับเขาอย่างไรเล่า”
คนตรงหน้าถึงกับค้อมศีรษะลงทันที “อย่างนี้เอง”
เสียงถามมาจากคนเป็นนาย “เจ้ารู้หรือยังว่าน้องสาวเยี่ยฉวนอยู่ที่ไหน?”
คนตอบเสียงเคร่ง “น้องสาวของเขาถูกชายลึกลับมาช่วยเอาไว้ ระหว่างทางถูกคนแกร่งกล้าคุมตัวไปที่ตระกูลกู่เจ้าค่ะ ชายลึกลับคนที่ว่าอาจจะเป็นคนของสำนักมารภูตผี…”



