ตอนที่ 476 ใช้ผลประโยชน์แลกความช่วยเหลือ กำลังจะเข้าสู่ซานตง
วันที่ 18 เดือนเจ็ด นายกองพันหวังทงแห่งกองพันองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินไปปฏิบัติงานนอกเทียนจิน ว่ากันว่าตำแหน่งนี้ปกติไม่อาจละทิ้งพื้นที่ไปได้ ทว่าหวังทงนับว่าพิเศษ ทุกฝ่ายชินชาเสียแล้ว
เรื่องทุกอย่างที่เทียนจินมีระเบียบปฏิบัติแล้ว หวังทงจากไปไม่นาน ย่อมไม่กระทบต่อระบบการทำงานโดยรวมปกติ ทุกคนย่อมไม่คิดมากในเรื่องนี้
กอปรกับระยะนี้เกิดเรื่องลอบสังหาร ทุกคนเดาว่าใต้เท้าหวังบางทีอาจจะออกไปโรงบ้านละแวกเทียนจินเพื่อผ่อนคลายอารมณ์บ้าง หรือไม่ก็แค่ปล่อยข่าวออกมา แท้จริงไม่ได้จากเทียนจินไปที่ใด
ผู้ที่มีสายตาฉับไวย่อมสังเกตได้ว่าทหารเทียนจินไม่ได้น้อยลง แต่ละแห่งออกลาดตระเวนปกติ แสดงให้เห็นว่าหวังทงไม่ได้ไปไหนไกล
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนใส่ใจ เรื่องสำคัญที่เทียนจินก็ต้องทำการค้าหากำไรก้อนโต ตั้งแต่เดือนสี่มา ทุกแห่งก็เดินเรือกันไปมาขวักไขว่ มีร้านประกันภัยรับรอง มีร้านสามธาราเป็นผู้นำ ไปที่เหลียวโจวมาสองครั้งแล้ว
ทุกครั้งก็บรรทุกสินค้าเต็มลำไป และก็บรรทุกเต็มลำกลับมา ด้านท้ายเรือยังมักจะลากเอาไม้กองโตมาด้วย ไปๆ มาๆ พ่อค้าก็เข้าร่วมด้วยก็ล้วนทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ อวบอ้วนกันจนแทบทะลัก
พ่อค้าที่มีความสามารถคิดจะเข้าร่วมด้วย แต่เรือไม่พอ ร้านสามธาราต้องการทำการค้าที่ยาวนาน จึงค่อนข้างเลือกคนที่จะมาร่วมงานด้วย ทุกครั้งมีคนมากมายแย่งกันจนขาแทบขวิด
เดิมครึ่งหลังเดือนแปดเรือจึงจะออกครั้งที่สาม แต่เพราะอยู่ๆ มีเรือมาอีกหลายสิบลำให้ใช้เพิ่ม ร้านสามธาราเตรียมจะรวมกำลังพ่อค้าไปอีกครั้งในต้นเดือนแปด เช่นนี้ก่อนปีใหม่อย่างน้อยก็ไปได้เพิ่มอีกสามครั้ง
โอกาสเพิ่มอีกสามครั้ง คนนับไม่ถ้วนต่างเตรียมจะถือโอกาสนี้ทำกำไรร่ำรวยกัน ทุกวันกู่จื้อปินกับจางฉุนเต๋อไม่มีเวลาได้ตรวจบัญชีกัน พ่อค้าเทียนจินหลายหลายทิศทางพากันมาที่ร้านจนธรณีประตูแทบพัง ยุ่งกันจนหัวหมุน สุดท้ายก็ได้แต่หลบหน้า ไม่ยอมพบผู้ใดอีก
บรรดาพ่อค้าตอนนี้ได้แต่พากันด่าทอตนเองว่าเหตุใดจึงไม่ลงทุนที่ร้านประกันภัยกัน มีหุ้นที่ร้านประกันภัย ก็จะนับได้ว่าเป็นพวกน่าเชื่อถือ จะไปเมืองเหลียวโจวกย่อมได้สิทธิก่อน
คนส่วนใหญ่คิดจะเข้าพบพ่อบ้านร้านสามธาราก็ไม่อาจพบได้ แต่กลับมีสองสามร้านได้รับเทียบเชิญส่วนตัวจากร้านสามธารา ทำให้พวกเขาทั้งตกใจและดีใจ
“……เจ้าของร้านท่านก็คือเจ้ากรมปกครองมณฑลซานตง……”
“……เจ้าของร้านท่านก็คือผู้ตรวจการมณฑลซานตง……”
“……คิดไม่ถึงว่าพวกเท่านเป็นกิจการของลูกหลานเหยียนเซิ่งกง……”
“……ท่านอ๋องหลู่ก็ช่างเก็บตัวเงียบ บอกกล่าวกันก่อนไม่ใช่ว่าจะสะดวก……”
ร้านเหล่านี้ที่ได้รับเชิญมาต้องพากันตกใจเมื่อพบว่า เรื่องส่วนตัวร้านตนถูกร้านสามธารารู้อย่างละเอียด แต่ก็ไม่ใช่ความลับอันใด คนที่อยากรู้ สืบดูก็จะรู้ได้เอง
“ใต้เท้าหวังมีคำสั่งมา ในเมื่อร้านท่านมีสายสัมพันธ์ลึกล้ำเช่นนี้ ไปทำการค้าที่เหลียวโจว ก็ย่อมมีร้านท่านไปด้วย แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องขอรบกวน……”
สามารถได้ไปเหลียวโจวสักครั้ง ก็เทียบได้กับการค้าหลายเดือนเลยทีเดียว หากทำได้ดี อาจเท่ากับหนึ่งปีเลย เงินพวกนี้หาเข้ากระเป๋าตนบ้าง ผู้ใดบ้างจะมีปัญหากับเงินทอง
**************
“นายท่าน ข้างหน้าเป็นอำเภอตงกวงแล้ว”
“ไปหาร้านพักรถที่นอกเมือง ให้พวกเขาเตรียมอาหารและอาหารสัตว์ พวกเราไปถึงก็จะเข้าพักเลย!”
“ขอรับนายท่าน!!”
ทหารผู้หนึ่งบนหลังม้ารับคำสั่ง รีบขี่ม้าออกไปดำเนินการ หวังทงลุกขึ้นยืนจากพื้นหญ้าริมแม่น้ำ บรรดาคนข้างกายก็พากันลุกตาม ค่อยๆ จัดการเสื้อผ้า ก่อนจะขึ้นม้าออกเดินทางต่อ
“ใต้เท้าหวัง……”
“แต่งกายกันธรรมดาเช่นนี้ ไหนเลยควรเรียกใต้เท้า เรียกนายท่าน!”
“นายท่านหวัง ในเมื่อท่านยอมช่วย เช่นนั้นก็อย่าได้ดูแคลนศัตรู ชะล่าใจไป คนแค่นี้ อย่าว่าแต่ช่วยครอบครัวข้าน้อยเลย หากท่านเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ข้าเองจะรับไหวได้อย่างไร”
หวังทงตอนนี้สวมชุดแบบคุณชายตระกูลสูง ลูกน้องที่ติดตามมาและต่งช่วงสี่ก็แต่งกายแบบคนงานรับใช้ ได้ยินต่งช่วงสี่กล่าวเช่นนี้ หวังทงก็เอ่ยว่า
“พี่น้องตระกูลอู๋ทั้งหมดกี่คน ข้าจำได้ว่าใต้เท้าต่งบอกว่าพลม้าร้อยกว่า ไม่ผิดกระมัง!”
เห็นต่งช่วงสี่พยักหน้า หวังทงก็กล่าวว่า
“แค่พลม้าร้อยกว่า ข้านำคนมาหนึ่งร้อย เรียกว่าชะล่าใจได้อย่างไร”
พอได้ยิน ต่งช่วงสี่ก็ร้อนใจ ยกมือยกไม้ประกอบการพูดต่อว่า
“นั่นมันโจรใหญ่ พลม้าร้อยกว่ารับมือทหารได้พันกว่า ไปมาไร้ร่องรอย ข้าน้อยหวังให้ใต้เท้านำทหารทั้งค่ายไปปราบให้ราบคาบ แต่ใต้เท้าไยจึงมาเพียงร้อยนาย นี่ไม่ใช่เรื่องเด็กเล่นนะท่าน อันตรายมาก อันตรายอย่างที่สุด!”
“หือ? โจรร้อยกว่าน่ากลัว ทหารร้อยกว่าต้านไม่ไหว เจ้าคิดว่าทหารกล้าของข้าปวกเปียกเหมือนกับทหารกระสอบหญ้าของเจ้าที่ซานตงงั้นหรือ?”
ถูกหวังทงโต้เสียงแข็งกลับมา ต่งช่วงสี่ได้แต่อ้าปากค้าง กล่าวอันใดไม่ออก ถอนหายใจยาว ก่อนจะทำหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาตามขบวนไป
ทหารหลายพันของหวังทงตัดหัวพวกมองโกลมาได้สองร้อยกว่า ความชอบนี้ต่งช่วงสี่รู้มา จำนวนหัวข้าศึกบอกได้แล้วว่าทหารหวังทงเก่งกล้า สามารถฝากความหวังให้พวกเขาไปซานตงปราบโจรได้ แต่ก็ต้องให้หวังทงนำทหารหลายพันนายไปด้วย คิดไม่ถึงว่าหวังทงจะนำมาเพียงแค่ 105 นายเท่านั้น
อย่างว่าเด็กน้อยไว้ใจอันไม่ได้ เห็นงานปราบโจรเป็นเรื่องเด็กเล่นไปได้ พวกโจรตระกูลอู๋นั่นนับร้อย ทหารทางการเกือบพันยังเอาไม่อยู่ คนร้อยกว่าพวกนี้จะทำอะไรได้ ต่งช่วงสี่หันไปมองก่อนจะถอนหายใจยาว ทหารต่างชาติพวกนั้นจะทำอันใดได้ ก็แค่เอาไว้ข่มให้เกรงกลัวเท่านั้นกระมัง
ขณะกำลังหมดแรงกำลังอยู่นั้น ต่งช่วงสี่ก็ได้ยินเสียงม้าควบมาจากด้านาหลัง ยังไม่ทันหันไปดู ก็มีคนกระซิบกันเบาๆ ว่า ‘คนกันเอง’ ต่งช่วงสี่ขี้เกียจจะหันไปมอง
ตั้งแต่ออกจากเทียนจินมา วันหนึ่งอาจมีครั้งหรือหลายครั้งที่จะมีม้าเร็วมาจากเทียนจิน เหมือนว่ามีเรื่องสำคัญอันใดรายงาน พอสั่งการจบ ก็มีคนควบม้าวิ่งไปตอนเหนือและมีวิ่งไปตอนใต้เช่นกัน
อายุน้อยๆ ก็ทำงานหนักเช่นนี้ หรือไม่รู้ความสุขของการเป็นขุนนางกัน ต่งช่วงสี่ถอนหายใจไม่รู้กี่ครั้ง ใกล้จะถึงอำเภอตงกวงแล้ว ขี่ม้าเช่นนี้ระยะทางอีกวันครึ่ง ก็จะเข้าสู่ซานตงแล้ว กลางวันนี้มีม้าเร็วจากทางใต้มาสองรอบ
ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนกันตั้งใจเตรียมมาปราบโจร ช่างไม่รู้จักหนักเบาเสียจริง หากเกิดเรื่องขึ้นมายังไม่รู้ว่าจะอธิบายเบื้องบนอย่างไร คิดแล้ว ต่งช่วงสี่ก็คิดได้อีกเรื่อง หากว่าหวังทงเป็นอะไรที่ซานตงไป ย่อมทำให้ราชสำนักสั่นสะเทือน ถึงตอนนี้ตระกูลอู๋จะเรืองอำนาจเพียงใด เกรงว่าก็ต้องถูกปราบราบคาบเป็นแน่ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอันใด
ต่งช่วงสี่คิดเองเออเองดวงตาเป็นประกาย คนอื่นไม่อยากจะสนใจ ต่างพากันเดินต่อไป
************
พวกเขาเองรู้ว่าเป็นกองทหาร แต่คนนอกมองมาเหมือนว่าคุณชายตระกูลสูงกับขบวนพ่อค้า คนงานชายฉกรรจ์นับร้อย ม้าอีกหลายร้อย ไม่ใช่ชาวบ้านปกติทั่วไปจะทำได้
ตั้งแต่ออกเดินทางจากเทียนจินมา ก็เลียบคลองส่งน้ำลงใต้มาตลอด เมืองเหอเจียนเส้นทางนี้ ทุกร้อยลี้หรือร้อยห้าสิบสี้ก็จะมีเมืองหรือไม่ก็อำเภอ
เมืองพวกนี้เพราะอยู่ติดคลองส่งน้ำ จึงได้รับอิทธิพลความเจริญจากเทียนจินและจากการค้าเกลือที่ฉางหลูไปด้วย การเดินทางหวังทงครั้งที่จึงไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลนสิ่งใด นำเงินมาให้พอก็หาซื้อได้ทุกที่
อำเภอตงกวงห่างจากเต๋อโจว 110 ลี้ อยู่ริมคลองส่งน้ำ นับว่าเป็นเส้นทางการคมนาคมสำคัญ ร้านพักรถและโรงเตี๊ยมมีพร้อม แต่หวังทงเป็นขบวนใหญ่ ร้านเดียวไม่พออยู่ หวังทงส่งคนมาจองร้านพักรถไว้สี่ร้าน จึงสามารถจัดหาที่พักให้ม้าและคนได้ครบ
คนและม้าจำนวนมากเช่นนี้ ร้านพักรถไม่กล้ารับงานด้วยกลัวเป็นพวกต้มตุ๋น ยังดีที่มีก้อนเงินวาววับส่งมา จึงได้รู้ว่าเทพเจ้าเงินทองมาเยือนแล้ว จึงรีบจัดการให้อย่างดี
เร่งเดินทางมาหลายวัน พวกหวังทงก็ล้วนเหน็ดเหนื่อย ทุกคนนำม้าและเครื่องม้าพร้อมทั้งสัมภาระปลดออก จัดเวรยามเฝ้า เตรียมจะไปพักผ่อนกัน
ครั้งนี้ถานเจียงไม่ได้มาด้วย มีเพียงพี่น้องตระกูลถานทั้งหมด 6 คน รวมถานปิง ถานเจี้ยนและถานกงตามมาอารักขาเท่านั้น หวังทงอยู่เรือนเดี่ยว โยกเยกบนหลังม้ามาทั้งวัน ก็รู้สึกว่ากระดูกและกล้ามเนื้อจะยึดไปหมด จึงนำทวนยาวไปฝึกที่ลานด้านหน้า เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
กำลังฝึกอยู่นั้น ด้านนอกก็มีเสียงดังเข้ามา ถานเจี้ยนที่นั่งอยู่เดินไปเปิดประตู ลี่เทาเดินเข้ามา พอเข้ามาก็คำนับรายงานว่า
“ใต้เท้า นายกองพันต่งกำลังเปลี่ยนชุด กำลังจะมาถึงแล้ว”
หวังทงพยักหน้า เอ่ยว่า
“คืนนี้เจ้ากับซุนซิงผลัดกันเฝ้ายาม หากทางใต้หรือทางเหนือมีม้าเร็วแจ้งข่าวมา ไม่ว่าข้านอนอยู่หรือไม่ ก็ต้องรายงานให้ข้ารู้ทันที!”
ลี่เท่ารีบยืนตัวตรงรับคำสั่ง ก่อนจะหันหลังกลับออกไป ก่อนถานเจี้ยนปิดประตูยังมองออกไปข้างนอก ตอนหันกลับมาก็ยิ้มกล่าวว่า
“นายท่าน ออกมาครั้งนี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตา เมื่อก่อนคิดว่าทหารต่างชาติใช้ดาบและทวนยาว หรือพวกปืนไฟ คิดไม่ถึงว่าพวกเขาใช้อาวุธเป็นขวานรูปพัดเช่นนี้ด้วย”
หวังทงรู้ว่าขวานรูปพัดที่ถานเจี้ยนพูดถึงคืออาวุธอะไร เทียบกับทวนยาวราวสี่ฟุตที่ทำได้ปราณีตของแผ่นดินหมิง มีปลายแหลมเหมือนทวนยาว แต่ก็สั้นว่าทวนยาวปกติอยู่สองส่วน ปลายทวนยังมีหัวขวานยาวราวครึ่งฟุต ใบคมขวานมีความกว้าง ปลายทวนขวานยังเป็นปลายแหลมคม
อาวุธนี้เป็นที่ฮั่นซือต้องการ เขาเป็นหัวหน้าทหารต่างชาติสิบนาย แม้ว่าทุกคนยิงปืนไฟเป็น แต่ก็มีสี่คนปกติใช้อาวุธ แบ่งเป็นสองคนใช้ทวนยาว สองคนใช้ ‘ทวนขวานพัด’ แบบนี้
ที่ต่างชาติเรียกอาวุธนี้ย่อมมิใช่ ‘ทวนขวานพัด’ แต่เสียงที่เปล่งเรียกนั้นไม่อาจใช้กลวิธีการแปลใดๆ แปลออกมาได้
ฮั่นซือต้องการ หวังทงก็ให้ช่างที่โรงช่างทำให้ ทวนแบบนี้ง่ายมาก วัตถุดิบก็มี และช่างต่างชาติก็เหมือนจะคุ้นเคยกับอาวุธนี้ดี วันที่สามก็นำอาวุธที่ตีเสร็จมามอบให้
