ตอนที่ 477 เหตุใดจึงมาหมู่บ้านเยี่ยนโถว
“ใต้เท้าหลี่ว์ วันนี้อวี๋ซวงสือตื่นสายมาก ก่อนจะออกไปหาที่ร่ำสุราจนถึงเที่ยง จากนั้นก็ไปที่หอฉินก่วนอีก ข้าน้อยเปลี่ยนเวรกับอีกคนเฝ้าดู”
ในห้องทำงานของหลี่ว์วั่นไฉแห่งศาลซุ่นเทียน เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งกำลังรายงาน หลี่ว์วั่นไฉพยักหน้านิ่งเงียบ ก่อนจะออกคำสั่งว่า
“เจ้ากับเสี่ยวอู่ทำงานนี้เสร็จแล้วก็ออกนอกเมืองไปพักที่บ้านญาติสักสองสามวัน เงินเดือนเบี้ยหวัดได้รับตามปกติ เข้าใจแล้วใช่ไหม”
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรีบคำนับรับคำกล่าวว่า
“ขอใต้เท้าโปรดวางใจ ข้าน้อยเข้าใจแล้ว เรื่องนี้มีเพียงข้าน้อยสองคนดำเนินการ”
หลี่ว์วั่นไฉควักก้อนเงินออกจากอกเสื้อโยนให้ไป เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรีบรับไปก่อนจะฉีกยิ้มกว้างขอตัวออกไป
***********
ฟ้ามืดแล้ว ประตูวังปิดแล้ว โจวอี้แห่งสำนักรักษาความสงบยังไม่กลับออกมา เรือนเดี่ยวหรูหราในหอรุ่งเรืองบนถนนทักษิณ มีเพียงหลี่เหวินหย่วนและหลี่ว์วั่นไฉสองคนกำลังหารือกัน
บนโต๊ะมีกับแกล้มปรุงอย่างปราณีตสองสามอย่าง แต่ทั้งสองคนกลับไม่มีกระจิตกระใจจะกิน หลี่ว์วั่นไฉกล่าวว่า
“ทางศาลซุ่นเทียนได้ส่งคนที่ไว้ใจได้สองสามคนไปจับตาดูแล้ว เจ้าอวี๋ซวงสือนั้นเป็นพวกนักเลงสุรา ทุกวันนอกจากหาความสำราญแล้ว ดูเหมือนไม่ได้ทำงานทำการอื่นใดอีก และที่เมืองหลวงก็ยังไม่มีคนคุ้นเคยอันใด ทว่าวันก่อนมีคนผู้หนึ่งมาพบเขา ทางพี่หลี่สืบข่าวอะไรได้บ้างไหม?”
หลี่เหวินหย่วนส่ายหน้ากล่าวว่า
“ส่งคนไปสะกดรอยแล้ว แต่คนผู้นั้นเพิ่งย้ายมาใหม่ เพื่อนบ้านไม่รู้จัก แต่ดูท่าแล้วมีเงินทองไม่เบา ปกติมีรถม้าเข้าออก”
เห็นสีหน้าเป็นกังวลของหลี่ว์วั่นไฉ หลี่เหวินหย่วนอดไม่ได้กล่าวขึ้นว่า
“ใต้เท้าหลี่ว์อย่าได้เป็นกังวลเช่นนี้ สำนักรักษาความสงบมีสายทั่วเมืองหลวง ขอเพียงพวกเราจับตาดูให้ดี นอกจากไม่ทำผิดอันใด ไม่เช่นนั้นย่อมต้องมีร่องรอยเล็ดลอดออกมาให้เห็น……”
หลี่ว์วั่นไฉโบกมือกล่าวว่า
“ที่ข้าคิดไม่ใช่เรื่องนี้ ใต้เท้าเจอกับมือสังหารรอบที่สองแล้ว ตั้งแต่ใต้เท้าอยู่เมืองหลวงแล้ว เหมือนว่ามีคนจงใจเป็นปรปักษ์มาตลอด และคนผู้นี้ก็มิใช่……ที่เรารู้จัก……หรือข้าคิดมากไปเอง หลายวันนี้มักจะคิดถึงเจี่ยงจงเกาผู้นั้น คิดให้ดี เขาตายอย่างมีเงื่อนงำ……”
เจี่ยงจงเกาก็คือพ่อครัวในสำนักห้องเครื่องหลวง ผู้มีความสามารถพิเศษที่พบเห็นผู้ใดแล้วไม่มีวันลืมผู้นั้น หลังจากเปิดโปงพวกลัทธิไตรสุริยันในวังที่แอบซ่อนอยู่ออกมา ได้เลื่อนตำแหน่งไปดูแลถนนทักษิณ กลับป่วยตายฉับพลันได้
*************
จนมาเมืองเต๋อโจว ต่งช่วงสี่ก็ยังคงคิดถึงชื่อ ‘ไก้เถี่ยถ่า’ ที่หวังทงถามถึง
ไก้เถี่ยถ่าเป็นเจ้าของที่ดินใหญ่ในเมืองจี่หนาน และยังมีหน้าที่บริหารจัดการหมู่บ้านเยี่ยนโถว หน้าที่บริหารจัดการนี้ก็คือเร่งรัดการเก็บภาษี หากว่าเก็บไม่ได้ตามที่กำหนดก็ต้องออกเองไปก่อน เป็นงานที่ไม่ได้ประโยชน์ที่สุด ชาวบ้านคนดีมารับหน้าที่นี้ก็มักจะต้องสิ้นเนื้อประดาตัวกันไป น่ากลัวราวกับพยัคฆ์
แต่ไก้เถี่ยถ่านั้นไม่เหมือนกัน เขาทำหน้าที่นี้จนที่นาที่บ้านจากแค่ 300 หมู่ ทำได้หนึ่งปี ที่บ้านก็มีที่นาเพิ่มเป็น 2,000 หมู่……มาถึงตอนนี้ ก็นับได้ว่าเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ในเมืองจี่หนานไปแล้ว
หมู่บ้านเยี่ยนโถวนี้ติดกับแม่น้ำต้าชิง มีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยง และยังเป็นพื้นที่เศรษฐกิจทางเหนือและทางตะวันออกของเมืองจี่หนาน ทำการค้าถูกกฏหมายที่นี่คิดจะไม่รวยก็ยากนัก แต่ทว่าพวกที่มาร่ำรวยกันที่นี่และยอมจ่ายภาษีก็น้อยมาก ขุนนางท้องที่เมืองจี่หนานเห็นพื้นที่ก้อนนี้แล้วก็คิดละโมบกันมาก หากไม่มีผู้ใดอยากจะไปเก็บภาษี ด้วยไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัว
ตั้งแต่ไก้เถี่ยถ่ามาบริหารจัดการ ทุกปีภาษีจากเมืองจี่หนานก็เก็บได้ตามเป้า และยังมีเงินมอบให้กับขุนนางแต่ละแห่งอีกไม่น้อย นี่นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ว่ากันว่าใต้เท้าผู้ตรวจการพอใจมาก จึงมีคำสั่งให้จัดม้าเร็วให้จวนไก้เถี่ยถ่าเพิ่มหนึ่งตำแหน่ง นับว่าเป็นคนของทางการอย่างเป็นทางการ
กิจการครอบครัวใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ไก้เถี่ยถ่าก็ยังคงถ่อมตนเช่นเดิม และยิ่งสงบเสงี่ยมมากขึ้น ทำกิจการกุศลในหมู่บ้านเยี่ยนโถวไม่ว่า ยังส่งมอบเงินให้ขุนนางแต่ละหน่วยไม่เคยขาด
กิจการร้านค้าในหมู่บ้านเยี่ยนโถวที่สามารถจ่ายภาษีได้ค่อยๆ น้อยลงอย่างช้าๆ ทุกปีทางการกำหนดอัตราภาษีของหมู่บ้านเยี่ยนโถวก็ต่ำลงเรื่อยๆ เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น
ต่งช่วงสี่เป็นนายกองพันสำนักองครักษ์เสื้อแพรซานตง ข่าวสารแม่นยำมาก ไก้เถี่ยถ่าสมคบคิดกับบรรดาขุนนางเมืองจี่หนาน ขับไล่พ่อค้าในหมู่บ้านเยี่ยนโถวออกไปจนหมด ครอบครองการค้าแต่เพียงผู้เดียว ซื้อที่นามาในราคาถูก จากนั้นก็จัดการที่นำตามระบบราชสำนักอันเป็นเท็จขึ้น เรื่องไม่ต้องจ่ายภาษีนี้เขาเองก็รู้มาเช่นกัน
แม้ว่าจ่ายภาษีให้แผ่นดินน้อยลงเรื่อยๆ แต่เพราะขุนนางเมืองจี่หนานแต่ละภาคส่วนล้วนมีหุ้นอยู่ในกิจการของไก้เถี่ยถ่า ทุกคนก็ย่อมยินยอมพร้อมใจกัน เพราะปูทางไว้ดีแล้ว แม้แต่การตรวจที่ดินตามที่ราชสำนักกำหนดมาหลายปีนี้ก็มิได้ส่งผลกระทบต่อไก้เถี่ยถ่า
ต่งช่วงสี่แม้ว่ารู้เรื่องนี้มาบ้าง แต่เขาเองก็ได้ผลประโยชน์จากไก้เถี่ยถ่า สองฝ่ายทำการค้าร่วมกัน ก็ย่อมทำเป็นปิดตาข้างหนึ่ง
ไก้เถี่ยถ่าจะทำลายเพียงแค่ผู้มีกิจการการค้า ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับราษฎรในท้องที่ ยามปกติเขายังใช้บุญคุณเล็กน้อยซื้อใจผู้คน ไปๆ มาๆ ก็ย่อมได้ชื่อว่า ‘นักบุญไก้’
บุคคลเช่นนี้ที่จี่หนานย่อมมีชื่อเสียง แต่ที่ซานตง ที่เขตปกครองเหนือ ย่อมไม่ถือว่าเท่าไรนัก หวังทงรู้ได้อย่างไร
***********
พอผ่านเต๋อโจว เข้าสู่เส้นทางระหว่างอำเภอผิงหยวนและอำเภออวี่เฉิง เส้นทางตะวันออกเฉียงใต้นี้มุ่งสู่เมืองจี่หนาน ห่างจากเส้นทางเมืองจี่หนานอีกสิบลี้ พวกหวังทงไม่ได้เข้าเมือง หากแยกออกไปทางตะวันออก
ไม่เข้าเมือง หากไปทางตะวันออกทำไมกัน กำแพงเมืองสูงตระหง่านเบื้องหน้าแล้วนี่นา ต่งช่วงสี่คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ แต่หวังทงตอนนี้เป็นที่พึ่งเดียวของเขา อีกฝ่ายจะทำอันใด เขาก็ได้แต่ติดตามเท่านั้น
รอจนถึงที่หมาย ต่งช่วงสี่จึงได้พอจะเข้าใจว่าเหตุใดหวังทงจึงถามเรื่องไก้เถี่ยถ่า เพราะว่าที่หมายไม่ใช่จี่หนาน หากเป็นหมู่บ้านเยี่ยนโถว
จะเรียกว่าหมู่บ้านเยี่ยนโถวก็ไม่ถูกนัก ที่นี่เป็นแอ่งน้ำที่ห่างจากหมู่บ้านเยี่ยนโถวอีกราว 5 ลี้ คนและม้าหยุดพักแรมที่นี่ คนในหมู่บ้านย่อมไม่รู้ไม่เห็น
แอ่งน้ำในฤดูร้อน และเป็นพื้นที่แม่น้ำชิงเหอไหลผ่าน รอบสี่ทิศเต็มไปด้วยต้นอ้อที่สูงเท่าคน ยุงชุมมาก กัดคนและม้าแทบทนไม่ไหว มีดีแค่มีต้นอ้อสูงหนาแน่น คนข้างนอกไม่เข้ามาใกล้ก็ย่อมมองไม่เห็นด้านในว่ามีคนและม้าแอบซ่อนอยู่
ต่งช่วงสี่ถูกยุงกัดไปหลายแผล ในที่สุดก็ทนไม่ไหว รีบก้าวเดินไปหน้าหวังทง ถามด้วยน้ำเสียงโมโหว่า
“ใต้เท้าหวัง ครอบครัวข้าอยู่ที่จี่หนาน ท่านมาหมู่บ้านเยี่ยนโถวนี่ทำไมกัน ตอนนี้ก็วันที่ 3 เดือนแปดแล้ว เรื่องนี้หากท่านจัดการไม่ได้ ก็ให้ข้ากลับไปรีบให้คนที่บ้านกระจายทรัพย์สินออก ทำสงครามสู้ตายกับโจรร้ายพวกนั้นไปเลย!!”
ต่งช่วงสี่พูดอย่างไม่พอใจประชดประชัน หวังทงที่เอาแต่จับตาดูหมู่บ้านเยี่ยนโถวหรี่ตามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า
“หากท่านมีความสามารถเช่นนั้น เหตุใดต้องไปเมืองหลวง ไปเทียนจิน ขอร้องให้คนมาช่วยกัน ข้ามาถึงซานตงแล้ว ก็ย่อมรับประกันความปลอดภัยของครอบครัวท่าน ต้องจัดระเบียบความคิดก่อนสักรอบหนึ่ง ไม่เช่นนั้นถึงตอนนั้นจะเสียการได้”
“แต่ใต้เท้าหวัง ครอบครัวข้าน้อยอยู่ที่จี่หนาน ไม่ได้อยู่ที่เยี่ยนโถว เรื่องที่ท่านให้ข้าทำนั้น ก็เหลือแค่จบงาน ตอนนี้ทุกอย่างยังไม่ได้จัดการ หรือว่า……”
“ผ่านคืนนี้ไป เจ้าก็ควรจะจบงานได้แล้ว”
หวังทงตอบกลับไปทันที ยามนี้เองก็ได้ยินเสียงร้องเพลงแว่วมาจากด้านนอก บรรดาคนที่นั่งพักอยู่ล้วนพากันยืนขึ้น หวังทงโบกมือไปทางหนึ่ง ทหารสองสามนานก็พยักหน้าลุกขึ้นยืน ก้มตัววิ่งเหยาะๆ ออกไป
ต่งช่วงสี่ร้อนใจอย่างยิ่ง หากไม่กล้าห่างจากหวังทงแม้สักครึ่งก้าว เขาหวาดกลัวโจรตระกูลอู่พวกนั้นอย่างสุดขีด จะมีความกล้าหาญไปสู้ตายได้อย่างไรกัน ได้แต่ดึงแผ่นหนังแผ่นหนึ่งจากบนหลังม้าลงมาปูพื้นก่อนจะนั่งลงอย่างไม่พอใจนัก หันไปมองก็เห็นว่าต้นไม้หลายต้นรอบแอ่งน้ำถูกตัดล้ม ทหารหลายนายกำลังล้อมวงตัดไม้ หรือว่าจะก่อไฟทำอาหารกัน
แต่ต้นจนจบเขาก็ยังไม่ทันคิดว่า หวังทงเป็นคนเทียนจิน เหตุใดจึงได้รู้เรื่องหมู่บ้านเยี่ยนโถวที่ไม่คุ้นเคยว่ามีที่ซ่อนตัวเช่นนี้กัน
**************
“ข้าน้อยได้รับข่าวจากนายท่านเป้าตันเหวินจึงได้มาที่นี่กัน ผู้กล้าทั้งหลายคือ!?”
เสียงร้องเพลงนอกแอ่งน้ำนั้นกำลังท่องเที่ยวชมธรรมชาติอยู่นั้นก็ถูกคนดึงให้หมอบลงกับพื้น ยังไม่ทันได้ดิ้นรนก็ถึงลากตัวไปที่แอ่งน้ำ
พอได้สติ เบื้องหน้ามีชายรูปร่างกำยำในชุดสีครามและสีดำ ชายที่ร้องเพลงแม้ว่าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด แต่ก็ย่อมรู้สึกได้ว่าคนพวกนี้มีไอสังหาร จึงรีบรายงานที่มาที่ไปของตนทันที
หวังทงหรี่ตามองไปยังผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่ไหล่ซ้าย ทุกอย่างไม่ผิด จึงได้พยักหน้า ปล่อยคน ถามว่า
“ในเมือง ในจวน ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้ว ในเมื่อนายท่านเป้ารับปากว่าจะนำพี่น้องเราให้ได้ร่ำรวยกัน เรื่องนี้ก็ย่อมจัดการได้ง่าย ข้าน้อยมารออยู่ที่นี่ กลางคืนข้าน้อยจะนำทางไป หากมีข้อผิดพลาดใด ทุกท่านตัดหัวข้าน้อยไปได้เลย”
หวังทงยิ้ม ควักแท่งทองออกมายัดใส่มือชายผู้นั้น กล่าวว่า
“พักก่อนเถอะ เสร็จเรื่องนี้แล้ว ยังมีผลประโยชน์ให้เจ้าได้อีกมากมาย!”
ชายผู้นั้นก้มตัวเกือบติดพื้น ก่อนจะยกแท่งทองขึ้นดู ดวงตาเบิกว้าง เป็นทองแท้ๆ คนพวกนี้ใจกว้างจริง
หวังทงคิดไม่ถึงว่าเป้าตันเหวินเป็นเพียงโจรธรรมดา หากในเขตปกครองเหนือและชาวบ้านในซานคงนี้มีสายสัมพันธ์ไม่เลว ตลอดทางมากมีคนนำทางมาตลอด ที่อำเภออวี่เฉิง ก็มีคนมารายงานว่าหมู่บ้านเยี่ยนโถวที่ใดสามารถแอบซ่อนตัวได้ หมู่บ้านเช่นนี้ ถึงกับมีกองกำลังเช่นนี้ได้
*************
ดึกมาแล้ว หมู่บ้านเยี่ยนโถวแม้ว่าจะรุ่งเรืองแต่อย่างไรก็เป็นแค่หมู่บ้าน ความวุ่นวายก็ค่อยๆ สงบลง
พวกหวังทงที่เตรียมพร้อมแล้วยืนอยู่รอบแอ่งน้ำ มองไปทางหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้รอบๆ เป็นกำแพงดินและคูน้ำลึกไว้ป้องกันโจรปล้น กลางคืนยังมียามคอยเฝ้าระวัง มีโคมไฟส่องเป็นสัญญาณ
จากทิศทางนี้สามารถมองเห็นโคมไฟส่ายไปมา ชายที่มาในตอนกลางวันหันหน้ามาบอกว่า
“พร้อมแล้ว!”
“บุกเข้าไป ใครส่งเสียงดังตัดหัวทิ้ง!”
หวังทงกระซิบสั่ง ทุกคนกระโดดขึ้นหลังม้า เริ่มมุ่งไปยังหมู่บ้านเยี่ยนโถว
……
มีเสียงดังเคลื่อนไหวเล็กน้อย ประตูเมืองด้านตะวันตกหมู่บ้านเยี่ยนโถวที่เป็นสะพานแขวนปิดก็ค่อยๆ ปล่อยลง ทหารในชุดเครื่องแต่งกายพร้อมออกศึกกรูกันเข้าไป……เสียงสุนัขในหมู่บ้านเห่ากันเกรียวกราวดังขึ้น
