บทที่ 1130 นางมารร้าย พวกเจ้าถอยไปนะ
สำหรับโจวอีซิงแล้ว ครั้งนี้ความหมายค่อนข้างจะต่างออกไป ภาพลักษณ์ของป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็แตกต่างไปจากในความทรงจำของเขาก่อนหน้านี้ และนั่นทำให้เขาเริ่มมีความหวังต่อเขตการปกครองอวิ๋นไห่มากขึ้น
ต่อให้จะอาลัยอาวรณ์ชีวิตที่ผ่านมามากแค่ไหน แต่เขาก็ต้องอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด ต่อให้จะได้เสวยสุขกับชีวิตที่ผ่านมาแค่ไหน ทว่ายามดึกที่ผู้คนพากันหลับนอน ความรู้สึกไม่คุ้นเคยที่ทอดสายตามองไปก็มีแค่ตนคนเดียวที่มาจากโลกทงเทียนนั้นกลับมักจะทำให้เขาทอดถอนใจด้วยความสะท้อนใจอยู่เป็นประจำ
ทว่าตอนนี้ ประโยคคำว่ากลับบ้านได้ทำให้จิตใจของโจวอีซิงสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง เขาติดตามอยู่ด้านหลังป๋ายเสี่ยวฉุนพร้อมกับชิงเอ๋อร์และเริ่มเดินจากไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ
ป๋ายเสี่ยวฉุนในอดีตคิดมาโดยตลอดว่าโจวอีซิงก็คือดาวนำโชคของตน และในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนี้
เมื่อโจวอีซิงกลับมาด้วย เช้าตรู่วันที่สอง เรื่องที่เขาคุยกับกงซุนหว่านเอ๋อร์ค้างไว้ก็ผ่านไปได้ราบรื่นแต่โดยดี
ไม่เพียงเปิดการค้าเสรี ยังอนุญาตให้หลายเขตการปกครองของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่อยู่ทางทิศเหนือของเขตการปกครองอวิ๋นไห่จัดตั้งพื้นที่การหลอมพลังจิตขึ้นมาเขตละหนึ่งแห่ง แม้ว่าสิทธิ์การควบคุมทุกอย่างจะอยู่ในมือของกงซุนหว่านเอ๋อร์ อีกทั้งนางยังแบ่งผลกำไรไปไม่น้อย แต่กระนั้นรากฐานกลับยังอยู่ที่เขตการปกครองอวิ๋นไห่ ซ้ำในแต่ละเขตการปกครองยังมีที่ดินส่วนหนึ่งที่เป็นของเขตการปกครองอวิ๋นไห่ด้วย
บางทีช่วงแรกเริ่มอาจจะยังเห็นข้อได้เปรียบไม่ชัดเจนนัก ทว่าเมื่อการค้ามีการพัฒนาไปอย่างลึกซึ้งต่อเนื่อง ไม่นานก็จะเป็นการบุกเบิกเส้นทางใหม่ให้กับเขตการปกครองอวิ๋นไห่เพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้เขตการปกครองอวิ๋นไห่สามารถยืนหยัดอยู่ตรงกลางโดยไม่ถูกโค่นล้มได้ตามความหมายที่แท้จริงดั่งแผนการที่ต้าเทียนซือวางไว้
เมื่อจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่พึงพอใจก็รู้สึกว่าครั้งนี้ตนได้กำไรแล้ว ไม่เพียงแต่ทำการค้ากับกงซุนหว่านเอ๋อร์สำเร็จ ยังสามารถนำโจวอีซิงกลับไปด้วยกันได้
ท่ามกลางความพึงพอใจนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนเดินทางกลับเขตการปกครองอวิ๋นไห่พร้อมกับโจวอีซิง โจวอีซิงที่มาถึงเขตการปกครองอวิ๋นไห่เป็นครั้งแรกรู้สึกสนใจใคร่รู้กับทุกอย่างของที่นี่ โดยเฉพาะเมื่อมาถึงนครหลักของเขตการปกครองอวิ๋นไห่แล้วได้เห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาในแดนทุรกันดาร พอได้พบหน้ากัน ต่างคนก็ต่างตะลึงระคนดีใจ ป๋ายเสี่ยวฉุนเห็นว่าเป็นเช่นนี้และรู้ว่าโจวอีซิงเพิ่งจะมาถึงคงอยากพบกับเพื่อนเก่าหลายๆ คน ดังนั้นจึงไม่ได้รบกวน
หลังจากกลับมาถึงจวนของตัวเองเขาก็เรียกต้าเทียนซือมาพบ
พอเห็นต้าเทียนซือ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เล่าให้อีกฝ่ายฟังถึงชัยชนะของตนอย่างลำพองใจ ทว่าต้าเทียนซือกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย จนกระทั่งป๋ายเสี่ยวฉุนเล่าจบ ในที่สุดเขาก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
“แล้วกับกงซุนหว่านเอ๋อร์ล่ะ? มีอะไรพัฒนาบ้างไหม? คืนนั้นเจ้าไม่ได้นอนในตำหนักของกงซุนหว่านเอ๋อร์รึ?”
“พัฒนา? เรื่องนี้…น่าจะมีนิดหน่อยกระมัง ข้าจะไปนอนในตำหนักของนางได้อย่างไร ข้าไปนอนในนครหลักต่างหาก” ป๋ายเสี่ยวฉุนปวดหัวขึ้นมาครามครัน เขารู้ความต้องการของต้าเทียนซือดี ทว่าเรื่องแบบนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนกลัดกลุ้มมากจริงๆ เพราะเขาไม่รู้ว่าจะไปมีการพัฒนากับกงซุนหว่านเอ๋อร์ได้อย่างไร
พอได้ยินคำตอบของป๋ายเสี่ยวฉุน ต้าเทียนซือก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมาหนึ่งครั้ง อันที่จริงเป้าหมายที่เขาให้ป๋ายเสี่ยวฉุนไปหากงซุนหว่านเอ๋อร์ไม่ใช่เรื่องการค้าเลย เรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้ผลประโยชน์เช่นนี้ เขากะไว้แล้วว่ากงซุนหว่านเอ๋อร์ไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน ความคิดของเขาก็คืออยากให้ป๋ายเสี่ยวฉุนกับกงซุนหว่านเอ๋อร์กระชับความสัมพันธ์ให้คลุมเครือใกล้ชิดกันอีกนิด
หากป๋ายเสี่ยวฉุนได้นอนในตำหนักนั้นสักคืน เขาก็สามารถแอบปล่อยข่าวออกไป ทำให้กงซุนหว่านเอ๋อร์ยิ่งถูกพวกคนในราชวงศ์จักรพรรดิแสผลักไสมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเขายังเตรียมแผนการไว้อีกเป็นชุด
แล้วก็มีความมั่นใจถึงหกส่วนว่าสุดท้ายกงซุนหว่านเอ๋อร์จะจับป๋ายเสี่ยวฉุนเอาได้อยู่หมัด จากนั้นก็มีลูกด้วยกันสักคนสองคน เพียงแค่นี้ก็ทำให้รากฐานของป๋ายเสี่ยวฉุนหยั่งรากลงลึกอยู่ในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้ได้อย่างมั่นคงแล้ว
ทว่าตอนนี้การเตรียมแผนการทั้งหมดของเขากลับต้องพังภินท์ลงเพราะความไม่เอาไหนของป๋ายเสี่ยวฉุน…
หากเปลี่ยนมาเป็นตอนอยู่ในแดนทุรกันดาร ต้าเทียนซือคงเดือดดาลไปนานแล้ว หรือไม่อาจถึงขั้นลงมือบังคับให้ป๋ายเสี่ยวฉุนทำตามแผนการให้สำเร็จโดยตรง ทว่าตอนนี้ฐานะของคนทั้งสองสลับกัน แม้จะไม่ใช่นายกับบ่าว แต่ก็คือกษัตริย์กับขุนนาง ดังนั้นต้าเทียนซือจึงได้แต่ถอนหายใจ สมองหมุนวนเร็วรี่ ตรึกตรองว่าควรจะทำอย่างไรถึงจะคิดแผนการที่เหมาะสมกับนิสัยและพฤติการณ์ของป๋ายเสี่ยวฉุน และทำให้เขาจัดการกงซุนหว่านเอ๋อร์ได้อย่างราบรื่น
และการเปลี่ยนแปลงแผนการใหม่ครั้งนี้ทำให้เขาต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจอย่างถึงที่สุด ต้าเทียนซือถึงกับนวดคลึงหว่างคิ้ว จากไปพร้อมรอยยิ้มจืดเจื่อน ในสมองก็ยังคิดหาวิธีการไม่หยุด
หากกงซุนหว่านเอ๋อร์รู้ว่าในเขตการปกครองอวิ๋นไห่มีเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่คิดจะวางแผนจับนางอยู่ตลอดเวลาอย่างเขาอยู่ เกรงว่าคงลงมือสังหารแบบไม่ตายไม่ยอมเลิกราแน่นอน…
ป๋ายเสี่ยวฉุนเห็นว่าต้าเทียนซือจากไปแล้วก็ถอนหายใจดังเฮือก เขาเข้าใจความคิดของต้าเทียนซือเป็นอย่างดี รู้ว่าทุกอย่างที่อีกฝ่ายทำไปก็เพื่อวางรากฐานให้แก่โลกทงเทียน เพื่อให้ฐานะของตนมั่นคง ทว่าลึกๆ ในใจเขากลับรู้สึกแปลกๆ เพราะเอาเข้าจริงเขาก็ปรับตัวกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้สักเท่าไหร่
“ช่างเถอะ เรื่องแบบนี้ข้าอย่าคิดให้วุ่นวายจะดีกว่า ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเพิ่มตบะของตัวเองให้สูงขึ้น!” ป๋ายเสี่ยวฉุนขับไล่ความฟุ้งซ่านในสมองออกไป หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกก็กลับเข้าห้องลับ เขารู้ดีว่าตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มพูนตบะก็คือของรางวัลในซากพัด
ก่อนหน้านี้ตอนที่ผ่านสามสิบด่านแรกมาได้ เขาได้ยาไม่น้อยมาเป็นของรางวัล อีกทั้งยังกวาดของทั้งหมดในสามสิบด่านแรกมาจนเกลี้ยง
แล้วพอนึกถึงวิญญาณบุพกาลที่ตนได้มาสีหน้าป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยิ่งคึกคัก พอฉุกคิด เรือนกายก็หายวับไป เมื่อปรากฏตัวอีกครั้งก็มาอยู่บนซากพัดกลางท้องฟ้าแล้ว พอไพล่นึกไปถึงเรื่องวิญญาณบุพกาลที่ตนได้รับมาจากซากพัดก่อนหน้านี้ ใจป๋ายเสี่ยวฉุนก็อยากจะลองดูว่าตัวเองจะเอาของรางวัลอย่างอื่นมาได้หรือไม่ แต่สุดท้ายแล้วกลับล้มเหลว
แม้จะเสียดาย ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขารีบทำการฝ่าด่านอย่างบ้าคลั่ง ต่อให้ความยากจะเพิ่มขึ้นมาอีกไม่น้อย แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นคนชอบสรุปบทเรียน ชอบครุ่นคิด เมื่อล้มเหลวหนึ่งครั้งก็ลองดูใหม่ เมื่อล้มเหลวเป็นครั้งที่สองก็ทดลองเป็นครั้งที่สาม และในที่สุดเมื่อผ่านไปได้หลายชั่วยาม เขาก็ผ่านด่านที่สามสิบเอ็ดเข้าไปยังด่านที่สามสิบเก้า!
เพียงแต่ว่าด่านที่สามสิบเก้านี้กลับกลายมาเป็นฝันร้ายของป๋ายเสี่ยวฉุน…
นั่นคือฟ้าดินแห่งหนึ่งที่เป็นสีชมพู ท้องฟ้าสีชมพู แผ่นดินก็เป็นสีชมพู รอบด้านยังคละคลุ้งไปด้วยไอหมอกสีชมพู ป๋ายเสี่ยวฉุนเพิ่งจะปรากฏตัว หมอกควันสีชมพูเหล่านี้ก็ก่อตัวขึ้นมาเป็นเงาร่างอรชรร่างหนึ่ง
ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ท่ามกลางหมอกควัน ทรวดทรงองค์เอวอวบอิ่ม เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ ขณะเดียวกันในหมอกควันอีกทิศทางหนึ่งก็ปรากฏเป็นเรือนกายที่สอง จากนั้นก็ร่างที่สาม ร่างที่สี่ ร่างที่ห้า…
เวลาสั้นๆ เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ หมอกควันรอบกายป๋ายเสี่ยวฉุนก็มีหญิงสาวรูปโฉมอรชรอ้อนแอ้นปรากฏขึ้นนับร้อยคน!
หญิงสาวเหล่านี้ไม่ว่าคนใดก็ล้วนเป็นโฉมงามพิลาสล้ำ หากว่ากันในบางระดับแล้วยังถือว่างามชวนตะลึงยิ่งกว่าซ่งจวินหว่านและสตรีธุลีแดงด้วยซ้ำ เพราะว่าบนร่างของพวกนางมีมายาแห่งการล่อลวงเสี้ยวหนึ่ง และกลิ่นอายที่ทั้งเหมือนจริงและเหมือนไม่จริงนี้ก็ยิ่งขับให้พลังความเย้ายวนของหญิงสาวทั้งหลายอยู่ในระดับที่ยากจะพรรณนา
พวกนางไม่ได้อยู่นิ่งเฉย แต่วิ่งไล่กันเองอยู่ในหมอกควัน บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะดังกังวานราวระฆังแก้วลอยแว่วมา ไม่ว่าจะเป็นเรือนร่างที่น่าหลงใหล หรือเสียงที่ไพเราะเสนาะใจก็ล้วนเป็นแรงดึงดูดที่รุนแรงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ทั้งสิ้น
อีกทั้งหมอกควันสีชมพูของที่นี่ยังปั่นป่วนใจของพวกนักพรต ทำให้ปณิธานของพวกเขาเปลี่ยนมาเป็นไม่มั่นคง ลมหายใจก็ค่อยๆ ถี่รัว หลังจากป๋ายเสี่ยวฉุนสัมผัสกับไอหมอกของที่แห่งนี้และมองเห็นเรือนร่างทั้งหลายรอบกาย เขาก็พลันเบิกตากว้าง
“คุณพระช่วย นี่มันด่านอะไรกัน!” วินาทีที่ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนสั่นเทิ้ม
เหล่าหญิงสาวที่อยู่ในหมอกควันก็ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้จนเห็นหน้าตาของพวกนางชัดเจนขึ้น ประกายสดใสในดวงตาคู่งามของพวกนางก็ยิ่งแผ่ความเย้ายวนชวนลุ่มหลงออกมามากขึ้น
ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นประกายวาบ รีบถอยกรูดไปด้านหลัง มือขวาก็ยกขึ้นทำมุทราแล้วโบก วิชาอภินิหารแผ่กระจายกึกก้องไปแปดทิศ ทว่ากลับไม่ได้ผลใดๆ กับหญิงสาวพวกนี้ กลับยิ่งทำให้พวกนางหัวเราะคิกคักสนุกสนานกันมากกว่าเดิม ซ้ำยังเดินมาโผล่อยู่ข้างกายป๋ายเสี่ยวฉุน เลียริมฝีปากกัดปลายนิ้วตัวเองพลางขยับเข้าใกล้เขาทุกขณะ
“นางมารร้าย หลีกไปนะ!” ป๋ายเสี่ยวฉุนคำรามกร้าว เขามองออกแล้วว่ากุญแจสำคัญที่จะข้ามผ่านด่านนี้ไปได้ก็คือการข่มกลั้นอารมณ์ต่อสิ่งเร้าพวกนี้
“ดูถูกข้าป๋ายเสี่ยวฉุนเกินไปแล้ว สำหรับข้าแล้ว ด่านนี้ง่ายดายยิ่งนัก!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนหัวเราะหยัน ตอนที่ถอยห่างออกไปก็หยิบยาแยกทางโยนเข้าปาก ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็กลายเป็นเยียบเย็น แล้วก็ยืนอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้หญิงสาวที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้แล้วลูบไล้ไปตามร่างเขาไม่หยุด
ทุกอย่างนี้ล้วนมิอาจทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนหวั่นไหว เพียงแต่ว่าเขายืนหยัดยังไม่ทันถึงหนึ่งก้านธูป จู่ๆ ในหมอกควันที่ห่างไปไกลก็มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งเผยกาย พอปรากฏตัวก็เริ่มร่ายรำ ก่อนที่เหล่าหญิงสาวรอบกายป๋ายเสี่ยวฉุนจะเริ่มยักย้ายส่ายขยับร่างตามนาง
การร่ายรำนี้เหมือนแฝงไว้ด้วยพลังประหลาดบางอย่างที่บอกไม่ถูก ทั้งยังเหมือนจะซุกซ่อนวิชาแห่งเต๋าที่ยิ่งใหญ่บางอย่างเอาไว้ ชั่วขณะที่การร่ายรำเริ่มต้นขึ้น หัวใจของป๋ายเสี่ยวฉุนก็สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่ฤทธิ์ของยาแยกทางก็ยังถูกคลายลงไปในบัดดล
“สวรรค์ นี่มันคือการร่ายรำอะไร!!”