Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1537

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 1537 การเปลี่ยนแปลงของลู่ชง

“ดี ดีมาก!”

C

จางเซวียนเฝ้ามองผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าเขาลดขนาดร่างลงจนเท่ากับคนธรรมดา แล้วชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูสุขุมก็ปรากฏตัวขึ้น เขาอดพยักหน้าด้วยความดีใจไม่ได้

ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากลูกศิษย์ของเขาที่มุ่งหน้าไปยังดินแดนโบร่ำโบราณของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ, ลู่ชง!

ครั้งแรกที่เขารับชายหนุ่มเป็นศิษย์ อีกฝ่ายทั้งเงียบขรึมและเก็บตัว อันที่จริง เขาไม่พูดอะไรเลยสักคำอยู่หลายปีเพราะเกรงว่าคู่ต่อสู้จะหาตัวพบ แต่ตอนนี้ เขากลายเป็นชายหนุ่มที่กล้าเยาะเย้ยแม้แต่กับรองประธานสภาปรมาจารย์

นั่นเป็นสัญญาณว่าในที่สุดลู่ชงก็ก้าวพ้นจากความบอบช้ำที่ได้รับจากการสังหารหมู่ในตระกูลของเขาแล้ว

พูดกันตามตรง จางเซวียนไม่ได้ให้ความสำคัญกับความปราดเปรื่องหรือแม้แต่ความแข็งแกร่งของลูกศิษย์ของเขามากนัก เพราะเมื่อมีเขาอยู่ด้วย ไม่ว่าลูกศิษย์ของเขาจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอแค่ไหน เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถบ่มเพาะคนเหล่านั้นให้กลายเป็นกลุ่มอำนาจใหญ่ของโลกได้ ดังนั้นจางเซวียนจึงให้ความสำคัญกับนิสัยและบุคลิกของลูกศิษย์มากกว่า

นิสัยและบุคลิกจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกเส้นทางและโชคชะตาของแต่ละคน

มีแต่ผู้ที่เอาชนะใจตัวเองได้เท่านั้นที่จะก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดได้ สำหรับจางเซวียน นั่นเป็นคุณสมบัติเพียงข้อเดียวที่เขารู้สึกว่าผู้เชี่ยวชาญจะต้องมี

ในอีกด้านหนึ่ง คนที่ไร้แรงบันดาลใจและเกียจคร้าน เอาแต่ใช้เวลาอันมีค่าครุ่นคิดว่าจะเยาะเย้ยและคุยโวโอ้อวดกับคนอื่นอย่างไรแทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนวรยุทธ คนแบบนั้นจะไม่มีทางกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ ต่อให้มีอาจารย์ที่ดีเลิศและทรัพยากรชั้นยอดขนาดไหนก็ตาม ซึ่งคนแบบที่เขากำลังพูดถึงอยู่ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากซุนฉาง

ซุนฉางติดตามเขามานานแล้ว ใช้ทรัพยากรของเขาไปก็มาก แต่ลงท้ายก็ยังอ่อนแอที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ

ได้ยินคำชมเชยของท่านอาจารย์ ลู่ชงตาโตด้วยความตื่นเต้นขณะประสานมือ “ท่านอาจารย์ ผมประสบความสำเร็จในการปลุกสภาวะจิตวิญญาณประจัญบานแล้ว!”

“ผมเห็นแล้วล่ะ” จางเซวียนตอบยิ้มๆ

ในครั้งนั้น ลู่ชงยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยชีวิตเขา และลงเอยด้วยการได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะรัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวน เขาสลบและหลับลึกไปนาน จางเซวียนต้องผ่านความยากลำบากไม่น้อยกว่าจะปลุกลู่ชงให้ฟื้นจากสภาวะโคม่าได้ และพบว่าจิตวิญญาณของลู่ชงมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่ถูกปลุกขึ้นมา ก็แน่นอนว่าเขาจะมีพละกำลังมหาศาล

ดูจากการที่ตอนนี้ลู่ชงสามารถปั่นหัวได้แม้แต่กับเหรินชิงหยวน ก็ชัดเจนว่าเขาประสบความสำเร็จในการปลุกสภาวะจิตวิญญาณประจัญบานและควบคุมมันได้อย่างเต็มที่แล้ว

เพราะไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้เขาจะยกระดับวรยุทธได้ขนาดนี้ภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว

ได้เห็นรอยยิ้มของท่านอาจารย์ ลู่ชงรู้สึกอบอุ่นอยู่ภายใน เหมือนกับว่าในที่สุดงานหนักที่เขาลงทุนลงแรงมาตลอดปีก็ผลิดอกออกผล เขาพยักหน้าและรีบยื่นตราประทับสภาปรมาจารย์ที่นำมาจากเหรินชิงหยวนให้จางเซวียน “ท่านอาจารย์ ผมจะฝากสิ่งนี้ไว้กับคุณก่อน ถ้าตาเฒ่านั่นเอาคืนไปได้ เราจะไม่มีโอกาสรับมือกับเขาได้อีก!”

จางเซวียนเข้าใจความจริงข้อนี้ดี จึงเอื้อมมือมารับตราประทับสภาปรมาจารย์ไป

เหตุผลที่ลู่ชงฉกฉวยเอาตราประทับสภาปรมาจารย์จากเหรินชิงหยวนมาได้ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งกว่า แต่เป็นเพราะเมื่อไรก็ตามที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจงใจปกปิดตัวเอง ก็ยากที่นักรบคนไหนๆ จะหาเจอ ยิ่งไปกว่านั้น เหรินชิงหยวนมัวสนใจเว่ยหรูเหยียนอยู่ ด้วย 2 ปัจจัยนี้ ลู่ชงจึงถือโอกาสตอนที่อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัวฉกฉวยเอาตราประทับสภาปรมาจารย์มาได้

ถ้าเหรินชิงหยวนไหวตัวทันและตอบโต้เขาตั้งแต่แรก ต่อให้ลู่ชงแข็งแกร่งกว่าตอนนี้อีก 2 เท่า ก็ไม่มีทางชิงมันมาจากมือของเหรินชิงหยวนได้เลย

ทันทีที่จางเซวียนสัมผัสตราประทับสภาปรมาจารย์ เขาก็รู้สึกคุ้นเคยกับมันขึ้นมา ราวกับว่าตรานั้นถูกสร้างมาเพื่อเขา และเขาสามารถทำให้มันยอมจำนนและใช้งานได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

จางเซวียนถึงกับผงะ มันเกิดอะไรขึ้น?

เขาแน่ใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสตราประทับสภาปรมาจารย์ และคิดว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมของล้ำค่าที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง แต่เมื่อถือมันไว้ในมือ ก็รู้สึกราวกับว่าเป็นของล้ำค่าที่เขาหลอมขึ้นเอง มันมีทั้งความรักและความหลงใหลในตัวเขา

หรือเราควรจะพยายามซึมซับมัน? จางเซวียนสงสัยขณะที่ยื่นมือออกไป พยายามจะหยดเลือดลงไปบนนั้น

แต่ยังไม่ทันจะได้ทำ ก็พลันรู้สึกถึงแรงกดดันหนักหน่วงที่ถาโถมลงมาจากด้านบน เมื่อเงยหน้าขึ้นดู ก็เห็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวทุกคนมารวมตัวกัน ต่างคนต่างเรียงตัวตามจุดต่างๆ เพื่อสร้างค่ายกลที่ทำให้เกิดปราการแสงขนาดใหญ่ขึ้นกลางอากาศ

“ท่านอาจารย์ นั่นคือค่ายกลปกป้องเมืองของสมาพันธ์นานาจักรวรรดิ มันสร้างขึ้นโดยมีสภาปรมาจารย์ของสมาพันธ์นานาจักรวรรดิเป็นศูนย์กลาง ใช้ป้องกันศัตรูที่จะเข้ามาคุกคามความปลอดภัยของสมาพันธ์นานาจักรวรรดิ ดูเหมือนปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวพวกนั้นกำลังจะเปิดใช้งานมัน!” เว่ยหรูเหยียนพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

หลังจากได้รู้ว่าท่านอาจารย์ของเธออยู่ที่สมาพันธ์นานาจักรวรรดิ เว่ยหรูเหยียนก็รีบรวบรวมความรู้เกี่ยวกับสมาพันธ์นานาจักรวรรดิเอาไว้เพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จให้กับแผนการช่วยเหลือท่านอาจารย์

“ค่ายกลปกป้องเมือง?”

“ใช่แล้ว ตัวค่ายกลนี้ไม่ได้ทรงพลังมากนัก แต่เมื่อมีปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวมากมายผนึกพลังปราณเข้าด้วยกัน มันก็กลายเป็นแหล่งพละกำลังที่เราไม่อาจประมาทมันได้” เว่ยหรูเหยียนอธิบาย

หลายปีมาแล้วที่สภาปรมาจารย์ประสบความสำเร็จในการผลักดันเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นออกจากทวีปแห่งปรมาจารย์ ซึ่งความแข็งแกร่งของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ก็มีบทบาทมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สภาปรมาจารย์ได้ก่อตั้งสาขาของตัวเองทั่วทั้งทวีป ซึ่งแต่ละสาขาก็ได้สร้างค่ายกลขนาดใหญ่ขึ้นในเมืองที่ตัวเองอยู่ ค่ายกลขนาดใหญ่เหล่านี้คงทนอยู่ยาวนานหลายปี โดยได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังจิตวิญญาณที่อยู่โดยรอบ เมื่อเกิดการบุกรุกขึ้น พวกเขาก็สามารถเรียกพละกำลังทำลายล้างออกมาได้ทันทีที่เปิดใช้งานมัน

เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ สมาพันธ์นานาจักรวรรดิไม่ใช่กลุ่มอำนาจที่อ่อนแอ ดังนั้นค่ายกลปกป้องเมืองจึงมีพละกำลังไม่น้อย และเมื่อผนวกเข้ากับการผนึกกำลังของปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวจำนวนมาก เมื่อมันถูกเปิดใช้งาน ก็จะมีพละกำลังมหาศาลชนิดที่แม้แต่ปรมาจารย์หยางก็ยังรับมือได้ยาก

“ท่านอาจารย์ วางใจเถอะ ด้วยวิชาการทะลุของจิตวิญญาณของผมและศาสตร์แห่งยาพิษของศิษย์น้อง ต่อให้ค่ายกลจะแข็งแกร่งขนาดไหน ก็ไม่อาจขังพวกเราไว้ตรงนี้ได้ง่ายๆ !” ลู่ชงตอบพร้อมกับยิ้มอย่างมั่นใจ

การเดินทางไปยังดินแดนโบร่ำโบราณของเหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณทำให้เขาเติบโตขึ้นอีกมาก ลู่ชงไม่ใช่ชายหนุ่มที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกต่อไป เหมือนกับเว่ยหรูเหยียน เขากลายเป็นผู้กุมอำนาจคนหนึ่งของทวีปแห่งปรมาจารย์ ทุกถ้อยคำและการกระทำของเขาบ่งบอกความสง่างามและทำให้ใครต่อใครเกิดความยำเกรง ไม่กล้าปะทะกับเขา

“ใช่ ค่ายกลนี้อาจทรงพลังจนฉันเผชิญหน้ากับมันตรงๆ ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นแค่การหลบหนีล่ะก็ ไม่มีปัญหาเลย” เว่ยหรูเหยียนตอบขณะที่รังสีพิษของเธอแก่กล้าขึ้น ดูเหมือนพร้อมจะกวาดล้างทุกอย่างโดยรอบและแผดเผาทุกสิ่งที่เข้ามาขวางทาง

เห็นลูกศิษย์ทั้งสองมีความมั่นใจ จางเซวียนตอบยิ้มๆ “เรื่องหนีน่ะผมไม่เคยกังวล ถึงวรยุทธของผมจะไม่สูงนัก แต่ถ้าผมคิดจะหนี ก็ไม่มีทางที่พวกนั้นจะยับยั้งผมไว้ได้หรอก”

ระดับวรยุทธของเขาอ่อนด้อยกว่าลูกศิษย์ทั้งสอง แต่สำหรับเรื่องค่ายกล ก็ไม่แตกต่างอะไรกับของขวัญจากคู่ต่อสู้ นับตั้งแต่เขาเดินออกจากอาณาจักรเทียนเซวียน ก็ไม่เคยเจอค่ายกลไหนที่กักขังเขาไว้ได้มาก่อน!

“แล้ว…”

เว่ยหรูเหยียนกับลู่ชงมีสีหน้างุนงง

ในเมื่อท่านอาจารย์หลบหนีออกจากวงล้อมนี้ได้ ทำไมถึงยังอยู่ตรงนี้ล่ะ?

ถึงพวกเขาจะประคองสถานการณ์ได้ แต่ก็ไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมนัก

“ผมยังออกไปตอนนี้ไม่ได้ ศิษย์พี่จ้าวหย่าของคุณน่ะอยู่ในช่วงเวลาคับขันของการฝึกฝนวรยุทธ ถ้าเราออกไปตอนนี้ การที่ความพยายามของเธอจะสูญเปล่าก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เธออาจถึงกับเสียชีวิตได้” จางเซวียนอธิบาย

“ศิษย์พี่จ้าวหย่า? ฝึกฝนวรยุทธ? ที่ไหนกัน?” ได้ยินว่าศิษย์พี่ก็อยู่ที่นี่ ทั้งคู่ถึงกับชะงัก

จางเซวียนใช้พลังปราณพันร่างของจ้าวหย่าไว้แน่นจนเหมือนดักแด้ แม้แต่ลู่ชงกับเว่ยหรูเหยียนก็ไม่อาจมองทะลุดักแด้ได้ จึงไม่คิดว่าวัตถุที่แผ่เจตนาสังหารของเผ่าพันธุ์ปีศาจออกมานี้จะเป็นศิษย์พี่ของพวกเขา

“เธออยู่ในนั้น…มีบางอย่างเกิดขึ้นกับทางเดินพลังปราณของเธอ เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ผมจึงใช้พิมพ์เขียวของเครือข่ายทางเดินพลังปราณที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิมเพื่อสร้างทางเดินพลังปราณใหม่ให้จ้าวหย่า ซึ่งผลข้างเคียงก็คือเธอแผ่รังสีนั้นออกมา” จางเซวียนอธิบาย

“สร้างทางเดินพลังปราณขึ้นใหม่?”

“ใช้พิมพ์เขียวของเครือข่ายทางเดินพลังปราณที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม?”

เว่ยหรูเหยียนกับลู่ชงอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ

ทั้งคู่ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน แน่นอนว่ามีแต่ท่านอาจารย์เท่านั้นที่จะเก่งกล้าบ้าบิ่นพอจะทำเรื่องแบบนี้ได้

“ในเมื่อศิษย์พี่อยู่ที่นี่ เราก็ต้องปกป้องเธอด้วยชีวิต!” เว่ยหรูเหยียนประกาศขณะยืดตัวตรง

ท่านอาจารย์ของเธอยินดีเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่เป็นปรมาจารย์มากมายโดยปราศจากความหวาดกลัวเพื่อประโยชน์ของศิษย์พี่ แล้วในฐานะลูกศิษย์ พวกเธอจะต้องกลัวอะไร?

อย่างมากที่สุดก็แค่ตายด้วยกัน!

“ผมสาบานว่าจะปกป้องท่านอาจารย์และศิษย์พี่เช่นกัน!” ลู่ชงประกาศอย่างมุ่งมั่น

“ผมเข้าใจความรู้สึกของพวกคุณ แต่ไม่ต้องห่วง พวกนั้นฆ่าเราไม่ได้ง่ายๆ หรอก ถึงจะมีค่ายกลนั่นก็เถอะ สำหรับตอนนี้ ผมอยากให้คุณทั้งคู่คุ้มกันผมไว้ระหว่างที่ผมศึกษาตราประทับอันนี้ ผมคิดว่าผมน่าจะใช้ตรานี่พาพวกเราออกจากสถานการณ์คับขันนี้ได้!” จางเซวียนสั่งการก่อนจะหันกลับไปศึกษาตราประทับสภาปรมาจารย์

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!