บทที่ 883 : เคล็ดวิทยายุทธ! (ต้น)
เขาเป็นคนสวนปลูกผักงั้นหรือ?
เยี่ยฉวนไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด ยอดฝีมือที่มีฝีมือลายมือไร้เทียมทานมักมีลักษณะอย่างชายชราคนนี้!
ชายหนุ่มเผยยิ้มบางเบา “ผู้อาวุโส อาจารย์รองเป็นคนที่มีพลังมากเชียวหรือขอรับ?
ชายชราชำเลืองตามองคนพูด “ไม่ต้องห่วง เขามีพลังมากกว่าเจ้าแน่!”
คนฟังย้อนถามเสียงขรึม “จริงหรือ?”
ชายชราหันมามองเยี่ยฉวนเต็มตา “นี่ไอ้หนุ่ม ท่าทางเจ้ามั่นใจในตัวเองเหลือเกิน!”
เยี่ยฉวนรีบสั่นศีรษะปฏิเสธพัลวัน “มิได้! ข้าอยากให้พลังแข็งแกร่งมากกว่านี้เท่านั้นเอง”
ที่พูดออกไปไม่ใช่ว่าเป็นคนมั่นใจแต่อย่างใด ทว่าบัดนี้เต๋าแห่งกระบี่มาถึงส่วนที่ยากลำบากแก่การพัฒนาเพื่อจะผ่านไปให้ได้เสียแล้ว!
ทักษะเพลงกระบี่ก็เหมือนกัน!
สิ่งที่ชายหนุ่มกระหายใคร่รู้คือสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องของตัวเอง!
ชายชราวางของที่ถืออยู่ลงทันทีก่อนจะหันมาประจันหน้ากับเยี่ยฉวน “คิดว่าตอนนี้ตัวเองแข็งแกร่งมากแล้วสินะ?”
ชายหนุ่มรีบบอกอีกฝ่าย “โปรดสั่งสอนข้าด้วยขอรับ!”
คนตรงข้ามกลับสั่นหน้าดิกเป็นเชิงปฏิเสธ “ข้าเป็นแค่คนสวน!”
ว่าแล้วจึงหันไปก้มหน้าก้มตาทำท่าปลูกผักต่อไป
เยี่ยฉวนไม่อาจรบกวนขอคำชี้แนะจึงเดินหลีกไปอีกทาง
รอคอย!
เขาได้แต่หวังว่าอาจารย์รองที่ว่าคนนั้นจะแข็งแกร่งมากพอ!
ในแง่ของขั้นพลังปราณ เยี่ยฉวนไม่ได้พัฒนาให้สูงขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยปัจจุบันยังมิได้ไขว่คว้าให้กับตนเองอย่างเต็มที่ ณ เวลานี้ชายหนุ่มเพียงอยากจะพัฒนาเต๋าแห่งกระบี่อย่างเดียวเท่านั้น!
หรือไม่อย่างนั้นก็อยากพบกับยอดฝีมือเต๋าแห่งกระบี่คนอื่นบ้าง!
พลังแข็งแกร่งขึ้นเป็นดีที่สุด!
แต่ไม่ถึงกับต้องการยอดฝีมือที่มีพลังกล้าแกร่งเหมือนสตรีลึกลับ……
ไม่นานนักปรากฏสตรีผู้หนึ่งขึ้นต่อหน้าเยี่ยฉวน
นางคือเหลียนว่านลี่!
ภายหลังจากเดินทางมาถึงนครอานุภาพเขาเริ่มคิดจะติดต่อไปหาเหลียนว่านลี่รวมทั้งคนอื่นๆ
เหลียนว่านลี่มองเยี่ยฉวนอย่างพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “ขั้นพลังพัฒนาบ้างหรือยัง?”
ชายหนุ่มยิ้มไม่ได้ตอบคำถาม สายตามองเลยไปทางด้านหลังของสตรีผู้มาเยือน “คนอื่นอยู่ไหน?”
หญิงสาวเหยียดมุมปากพลางยกขึ้นน้อยๆ “ข้ามาถึงที่นี่……ยังไม่พออีกหรือ?”
เยี่ยฉวนยิ้มกว้างขึ้นก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “แม่นางเหลียนเจ้าอยู่ที่นี่มาพักใหญ่แล้ว……เป็นอย่างไรบ้าง?”
รอยยิ้มมุมปากของสตรีค่อยๆ เลือนหายไป
อีกฝ่ายถามเสียงอ่อนลง “เกิดอะไรขึ้น?”
เหลียนว่านลี่ยิ้มออกมา “ที่นี่มีแต่อัจฉริยะยอดฝีมือชั้นเยี่ยมมากมายจนน่าแปลกใจ”
“คนมีฝีมือยอดเยี่ยมงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนได้ยินถึงกับตะลึงงันไป ผ่านไปนานก็รู้สึกตัวแล้วถามว่า “ไม่ดีหรือ?”
สตรีตอบเสียงแผ่ว “ในที่สุดเวลานี้ข้าเข้าใจเสียทีว่า……เหตุใดจึงมีคนที่พลังแข็งแกร่งกว่าเจ้าโผล่ขึ้นมาเสมอ!”
คนฟังพยักหน้า
เดิมทีชายหนุ่มเคยคิดว่าตนเองอาจมีคู่แข่งที่เป็นคนหนุ่มคนสาวอยู่บ้าง ทว่าภายหลังจากที่ได้ปะทะกับโม่เยี่ย ตนเองประจักษ์ว่าที่แท้แล้วในกระบวนคนหนุ่มสาว คนเหล่านี้ฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย!
และคนที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะยอดฝีมือที่น่าตกตะลึงแห่งนครอานุภาพไม่มีทางอ่อนด้อยกว่าเขาและโม่เยี่ยอย่างแน่นอน
ตามธรรมดาเรื่องนี้นับว่าส่งผลดีกับตัวเอง!
ยอดฝีมือที่แท้จริงย่อมไม่หวั่นเกรงต่อศัตรูที่ฝีมือร้ายกาจ หากสิ่งที่พวกเขากลัวคือศัตรูที่ขาดความแกร่งกล้ามากพอ!
ถ้ามีใครสักคนใช้เต๋าแห่งกระบี่ไล่บดขยี้ ตัวเขาคงจะรู้สึกดีมากทีเดียว!
ถ้าไม่หัดแพ้เสียบ้าง……ก็จะไม่รู้ข้อบกพร่องของตัวเอง!
พลันเสียงของเหลียนว่านลี่พูดขึ้นทันทีว่า “ข้าจะไปหาคนมาประมือด้วย!”
ต่อมาคนพูดหันหลังกลับเดินจากไป
ตอนนั้นเองเยี่ยฉวนรีบถามอีกฝ่ายว่า “เยี่ยหลิงและคนอื่นอยู่ที่ใดกัน?”
เหลียนว่านลี่ตอบโดยไม่หันไปมอง “ตอนนี้ทุกคนกำลังยุ่งจึงมาไม่ได้! เมื่อเสร็จธุระแล้ว เจ้าแวะไปหาพวกเขาที่สถาบันฝึกยุทธ์ก็แล้วกัน!”
จากนั้นคนพูดหายวับไปปรากฏยังสถานที่ไกลออกไปจนสุดขอบฟ้า
สถาบันฝึกยุทธ์!
เยี่ยฉวนพยักหน้าช้าๆ ในตอนนั้นชายชราเดินเข้ามาใกล้พลางบอกทันทีว่า “ถ้าเจ้าเข้าร่วมกับสำนักกระบี่……ทางที่ดีอย่าไปที่สถาบันฝึกยุทธ์นั่น!”
ชายหนุ่มหันไปมองอีกฝ่าย สีหน้าแสดงความข้องใจนัก “ทำไมเล่าขอรับ?”
คนถูกถามตอบเสียงอ่อย “เจ้าจะถูกคนที่นั่นบดขยี้จนหนีหัวซุกหัวซุน!”
เยี่ยฉวนขมวดคิ้วพลางถาม “สำนักกระบี่ไม่ลงรอยกันกับสถาบันฝึกยุทธ์งั้นหรือ?”
ชายชราส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่เชิง ทว่าเราทั้งสองฝ่ายมักประชันขันแข่งซึ่งกันและกัน หลายปีก่อนการแข่งขันนี้มีเพื่อเสริมสร้างพลานามัย ทว่ามันกลับค่อยๆ เปลี่ยนไป! ถึงอย่างไรคนสถาบันฝึกยุทธ์คิดว่าผู้ฝึกกระบี่เป็นรองพวกเขา ขณะเดียวที่เราก็คิดว่าพวกเขาเป็นรอง……ดังนั้นทุกปีทั้งสองฝ่ายจะมีการแข่งขันประลองฝีมือครั้งใหญ่เกิดขึ้น จากนั้นความสัมพันธ์ของสองฝ่ายจึงเลวร้ายลงเรื่อยๆ”
เยี่ยฉวนฟังพลางสีหน้าหม่นหมอง
เยี่ยหลิงกับอันหลานซิ่วทั้งคู่อยู่ที่สถาบันฝึกยุทธ์ เหลียนว่านลี่ก็อยู่ที่นั่นด้วย เขาควรจะไปที่สถาบันฝึกยุทธ์หรือไม่?
เหมือนชายชราจะอ่านใจออกว่าเยี่ยฉวนกำลังคิดอะไร ฝ่ายนั้นจึงรีบถามดักคอทันที “เจ้าหนุ่ม คงไม่ไปสถาบันฝึกยุทธ์แล้วสินะ……ใช่ไหม?”
ชายหนุ่มนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะผงกศีรษะน้อยๆ “น้องสาวและสหายของข้าทุกคนอยู่ที่นั่น!”
การพูดดังนั้นแสดงว่าชายหนุ่มตัดสินใจแล้วที่จะไปสถาบันฝึกยุทธ์!
ในภายหน้า เขาไม่อยากกลายเป็นศัตรูของน้องสาวกับอันหลานซิ่ว!
เข้าสำนักกระบี่งั้นหรือ? ช่างหัวมันปะไร……น้องสาวสำคัญที่สุด!
คิดได้ดังนั้น เยี่ยฉวนหันกลับเดินจากไป
เขากำลังจะไปสถาบันฝึกยุทธ์!
ทันใดนั้นจู่ๆ ชายชราปรากฏตัวขวางเบื้องหน้า
ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ ชายชราคนนี้เคลื่อนไหวว่องไวนัก!
ชายชราจ้องมองคนตรงหน้า “ตอนนี้ถือว่าเจ้าเป็นคนของสำนักกระบี่แล้ว!”
เยี่ยฉวนกล่าวแย้ง “ผู้อาวุโส ข้ายังไม่เคยเข้าสำนักท่านสักหน่อย……จริงไหม?”
พลันชายชราใช้ฝ่ามือตบลงไปบนบ่าของเยี่ยฉวนทันที ทันใดนั้นปรากฏสัญลักษณ์สีดำขึ้นที่บ่าข้างนั้น……เป็นกระบี่!
เสียงชายชราบอกให้เบาๆ “ตอนนี้เจ้าเป็นแล้ว!”
อีกฝ่ายถึงกับเงียบเสียงเป็นครู่ “ผู้อาวุโส ท่านใช้วิธีนี้บังคับข้าให้เข้าสำนักงั้นหรือ?”
ชายชราถามเสียงเย็น “สำนักกระบี่ไม่คู่ควรกับเจ้าหรือไง?”
เยี่ยฉวนรีบตอบ “มิได้ เพียงแต่น้องสาวอยู่ที่สถาบันฝึกยุทธ์ เพราะฉะนั้นข้าต้องไปที่นั่น……โปรดยอมให้ไปเถอะนะ”
อีกฝ่ายสั่นหน้าปฏิเสธ “เวลานี้เจ้าถือว่าเป็นคนของสำนักกระบี่เรา ถ้ายังยืนยันที่จะไปสถาบันฝึกยุทธ์ นอกจากพวกเขาจะไม่ยอมรับมิหนำซ้ำจะดูหมิ่นดูแคลนด้วย! คิดเอาเองก็แล้วกัน!”
เยี่ยฉวน “…”
เสียงชายชราเอ่ยขึ้นมาว่า “อย่าห่วงเลย! สำนักกระบี่เราจะตอบแทนให้เจ้าอย่างคุ้มค่าแน่นอน!”
ชายหนุ่มมองไปรอบๆ และกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ถ้าข้ายืนกรานว่าจะไปจริง เกรงว่าท่านคงขวางไม่ได้!”



