บทที่ 1083 ปราณของผู้บงการ
ต่อให้ตอนนี้จะมีคนอีกหกคนของราชวงศ์จักรพรรดิแสเดินออกมาจากลำแสง แต่กลับไม่มีใครให้ความสนใจพวกเขาแล้ว แม้ว่านักพรตจากราชวงศ์จักรพรรดิแสเหล่านี้จะไม่ได้มีตบะเป็นเทียนจุน ทว่าในฐานะที่เป็นผู้แข็งแกร่งคนฟ้าและครึ่งเทพ เดิมทีการปรากฏตัวของคนเหล่านี้ก็ควรจะดึงดูดความสนใจได้จากทุกคน
ทว่าตอนนี้ ทุกคนที่อยู่ที่นี่กลับเอาแต่เหม่อมองมายังป๋ายเสี่ยวฉุน มองท่าทางท้าตีท้าต่อยอย่างโอหังของเขา…
“มาสิ มาต่อยกันเลย!”
“หยวนเยาจื่อ ซื่อหลิงซ่างเหริน พวกเจ้าจะต่อยหรือไม่ต่อยข้ากันแน่ เร็วเข้าสิ ข้าพร้อมแล้ว มา มาต่อยข้า!” ป๋ายเสี่ยวฉุนยิ่งพูดก็ยิ่งฮึกเหิม ตะโกนเสียงดังไม่หยุด
สีหน้าของหยวนเยาจื่อไม่น่ามองอย่างยิ่ง ซื่อหลิงซ่างเหรินที่อยู่ข้างๆ ก็เป็นแบบเดียวกัน พวกเขาต่างก็เหมือนเทียนจุนจักษุไพศาลที่แม้อำนาจจิตจะถูกสกัดกั้น แต่ก็มองออกว่าบนร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนต้องมีสมบัติล้ำค่าบางอย่างอยู่แน่นอน และเกรงว่าสมบัติชิ้นนี้คงต้องใช้เวทคาถาแห่งเต๋าของเทียนจุนเท่านั้นถึงจะเปิดได้ วิชาอมคมทั่วไปมิอาจทำอะไรได้เลย
อีกทั้งแรงดีดสะท้อนกลับของสมบัติคุ้มกันกายชิ้นนี้ยังน่าตะลึงอย่างถึงที่สุด มองมือขวาที่ยังคงสั่นเทิ้มน้อยๆ ของเทียนจุนจักษุไพศาล รวมไปถึงเลือดสดตรงมุมปากของอีกฝ่าย สีหน้าหยวนเยาจื่อและซื่อหลิงซ่างเหรินก็ย่ำแย่อย่างถึงที่สุด พวกเขาไม่มีเรือนกายที่แข็งแกร่งอย่างเทียนจุนจักษุไพศาล หากลงมือแล้วถูกแรงสะท้อนกลับ เกรงว่าสภาพคงอนาถยิ่งกว่าอีกฝ่าย
ต่อให้จะไม่บาดเจ็บไปถึงกระดูกหรือเส้นเอ็น แต่จะอย่างไรซะการมาที่นี่คราวนี้ก็เพื่อหาโชควาสนา ก่อนหน้านี้เพราะเห็นว่าป๋ายเสี่ยวฉุนอ่อนแอจึงอยากจะสำแดงบารมีข่มขู่ดูสักหน่อย แต่นึกไม่ถึงเลยว่าไอ้หมอนี่จะรับมือได้ยากขนาดนี้ พวกเขาเองก็ไม่อยากทำอะไรบุ่มบ่าม คนทั้งสองจึงปวดหัวอย่างมาก
พวกเขาไม่เคยเจอเทียนจุนคนไหนร้องท้าทายให้คนอื่นไปต่อยอย่างนี้มาก่อนเลย…
“ไร้ยางอายเกินไปแล้ว!”
“บนร่างของเขามีสมบัติคุ้มกันกาย แต่ยังมีหน้ามาร้องท้าให้พวกเราไปต่อยอีก!!”
“เมื่อครู่นี้เขาจงใจ!”
ไม่เพียงแต่คนของราชวงศ์จักรพรรดิแสเท่านั้นที่ไม่สบอารมณ์ แม้แต่คนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งที่วางตัวภูมิฐานเสมอมาก็ยังรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างห้ามไม่ได้ โดยเฉพาะกู่เทียนจวินกลับซือหม่าอวิ๋นหัวที่เวลาหันมามองหน้ากันด้วยความรู้สึกเหมือนได้เปิดโลกทัศน์ใหม่
หากป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ได้เป็นเทียนจุนแล้วพวกเขาสัมผัสได้ถึงสมบัติอาคมชิ้นนี้ ต่อให้ไม่ได้เห็นสภาพที่แท้จริง พวกเขาก็คงมีใจคิดอยากครอบครอง แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนที่กลายมาเป็นเทียนจุนถือว่าได้เติบโตอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ต่อให้เป็นจักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งก็ต้องเห็นพ้องต้องกันเท่านั้น หาไม่แล้วเนื่องด้วยความกริ่งเกรงในกันและกัน ก็ย่อมไม่มีทางสร้างความลำบากใจให้เขาเกินไปนัก
เพราะอย่างไรซะ…ตลอดทั้งดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้ สามารถพูดได้ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนคือคนเดียวที่ไม่วางเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าไว้ในมือใคร แต่เก็บไว้กับตัวเอง มองดูแล้วอาจอันตราย แต่ในความเป็นจริงนี่กลับแสดงให้เห็นว่าเขามีอิสระในตัวเองอย่างเต็มที่!
ส่วนคนอื่นๆ ที่หากทรยศต่อราชวงศ์ของตัวเอง ก็จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยการที่เมล็ดพันธ์แห่งเต๋าส่วนหนึ่งถูกทำลาย!
ขณะที่ทุกคนยังรู้สึกซับซ้อนในใจ ความอวดดีของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังไม่จบลง
“จักษุไพศาล พวกเขาไม่ต่อยข้า เจ้าก็มาต่อยแทน มาๆๆ มือขวาของเจ้าใช้การไม่ได้แล้ว ข้าก็ไม่รังแกเจ้าหรอก เจ้าใช้มือซ้ายต่อยข้าได้เลย!” ป๋ายเสี่ยวฉุนตะโกนพูดเสียงดังด้วยความห้าวเหิม
เทียนจุนจักษุไพศาลหน้าเขียวคล้ำ แค่นเสียงหึในลำคอหนึ่งที แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ทว่าต้าจุนครึ่งเทพคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในกลุ่มคนกลับอดที่จะเย้ยหยันขึ้นมาไม่ไหว
“ป๋ายเทียนจุน เจ้าเป็นถึงเทียนจุนผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สูงศักดิ์ก็ควรวางตัวให้สมกับเป็นผู้สูงศักดิ์ มาร้องโหวกเหวกท้าตีท้าต่อยกับคนอื่นแบบนี้จะต่างจากแม่ค้าปากตลาดตรงไหน หากเจ้าแน่จริง กล้าถอดวัตถุป้องกันกายออกแล้วตะโกนประโยคเดิมอีกครั้งไหมล่ะ!” ครึ่งเทพที่พูดคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่เรือนกายใหญ่โตเหมือนกับเทียนจุนจักษุไพศาล ทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของอีกฝ่ายด้วย
“เจ้าเป็นใคร!” ป๋ายเสี่ยวฉุนเหล่ตามองครึ่งเทพคนที่พูดด้วยความระแวดระวัง รู้สึกว่าไอ้หมอนี่ฝีปากจัดไม่น้อย แม้จะเป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่โต แต่ฝีปากไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
“ข้าน้อยหลี่ตงฮั่น!”
“ได้ ข้าถอดสมบัติอาคมออกแล้ว มา หลี่ตงฮั่น เจ้ามาต่อยข้าสักหมัดสิ! ถ้าเจ้าไม่ต่อยข้า ข้าจะต่อยเจ้าแทนล่ะนะ” ป๋ายเสี่ยวฉุนถลึงตาใส่แล้วตอกกลับไปทันที คำพูดไร้ยางอายแบบนี้ ต่อให้เป็นพวกคนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งก็เริ่มจะทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้วเหมือนกัน…
นั่นเป็นเพราะเขาคือเทียนจุน
ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่มีวัตถุป้องกันกาย แต่เมื่อเตรียมพร้อมไว้แล้ว ครึ่งเทพปล่อยหมัดออกมา ด้วยพลังเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าของเทียนจุนก็ต้องดีดสะเทือนกลับทำให้หลี่ตงฮั่นได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี
นี่ก็คือหลักการเดียวกับการที่นักพรตสร้างรากฐานคนหนึ่งท้าให้คนธรรมดาต่อยตัวเอง
หลี่ตงฮั่นถูกคำพูดของป๋ายเสี่ยวฉุนปลุกระดมจนฮึกเหิม ทั้งยังเดือดดาลสุดขีด เตรียมจะเปิดปากโต้กลับ ทว่าเวลานี้เอง เมื่อลำแสงของราชวงศ์จักรพรรดิแสจางหายไปและนักพรตกลุ่มสุดท้ายถูกส่งตัวมาถึงบนพัด คนทั้งหมดมีจำนวนเกินสี่สิบเก้าคน…จู่ๆ ตลอดทั้งซากพัดก็คล้ายไปกระตุ้นโดนตราผนึกบางอย่าง ซี่พัดทั้งหมด หน้าพัดที่หลงเหลืออยู่ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นส่วนประกอบของพัดเล่มนี้ต่างพากันระเบิดแสงจ้าบาดตา!
ระดับความเจิดจ้าของแสงนี้ทำให้ในสมองของทุกคนมีเสียงดังอึงอล สติสัมปชัญญะทั้งหมดสูญสิ้น!
ต่อให้เป็นพวกป๋ายเสี่ยวฉุนที่เป็นถึงเทียนจุนก็ยังมิอาจหลบเลี่ยง ท่ามกลางแสงสว่างจ้า ร่างทั้งร่างของพวกเขาสั่นเทิ้ม ไร้เรี่ยวแรงให้ต้านทาน จิตสำนึกหายสิ้นไม่ต่างจากพวกคนฟ้าและครึ่งเทพ!
แสงสว่างนี้ทำให้ซากพัดคล้ายกลายมาเป็นดวงดาวที่จู่ๆ ก็ส่องสว่างเจิดจ้าท่ามกลางท้องฟ้ามืดมน
แสงดาวนี้สว่างมากจนกลบทับยักษ์ผู้บงการที่อยู่ข้างๆ ไปด้วย ทั้งยังทำให้นักพรตจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลเงยหน้าขึ้นร้องอุทานด้วยความตกใจ!
“นั่นมันแสงอะไร!”
“สวรรค์ นี่มัน…นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
“คือซากพัดเล่มนั้น มันส่องแสงเจิดจ้าได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ!!”
บนดินแดนเซียนทั้งห้าแห่งของราชวงศ์จักรพรรดิแส ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง ผู้คนที่มากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหวล้วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบนท้องฟ้า หัวใจของแต่ละคนสั่นสะเทือน
ขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ด้วยว่าบนซากพัดที่สว่างจ้าราวดวงดาวกำลังมีปราณยิ่งใหญ่ไพศาลไร้คำบรรยายขุมหนึ่งแผ่มืดฟ้ามัวดินลดลงมาปกคลุมทั่วทั้งดินแดนเซียนนิรันดร์กาล!
เมื่อเทียนจุนอย่างพวกเฉินซู กงซุนหว่านเอ๋อร์ที่ยังอยู่บนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลสัมผัสได้ถึงปราณนี้ หัวใจของพวกเขาก็พลันเกิดคลื่นยักษ์ถาโถมขึ้นมาทันใด
“ปราณนี้…เหนือกว่าบุพกาล!”
โลกทั้งใบครึกโครมเลือนลั่น ฟ้าดินเปลี่ยนสี ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง ราชวงศ์จักรพรรดิแสตะลึงพรึงเพริดกันไปหมด โดยเฉพาะจักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสสองคนที่พอสัมผัสได้ถึงปราณนี้ก็รู้สึกเหมือนฟ้าถล่มดินทลาย สีหน้าของคนทั้งสองซีดเผือดไร้สีเลือด พลันหายตัวไปจากวังหลวงของตัวเอง เมื่อปรากฏกายอีกครั้งก็มาอยู่บนท้องฟ้านอกซากพัดนั้นแล้ว!
เผชิญหน้ากับแสงเจิดจ้าที่ทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาสั่นคลอน พวกเขามิอาจขยับเข้าไปใกล้ได้มากกว่านั้น นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่จะเหยียบเข้าไป และปราณที่แผ่ออกมาจากในแสงนี้ก็คือที่มาที่ทำให้พวกเขาหน้าเปลี่ยนสี!
“ปราณของผู้บงการ!!”
“สมควรตายนัก นี่ไม่ใช่สมบัติอาคมของบุพกาล นี่มันคือสมบัติล้ำค่าที่ผู้บงการท่านหนึ่งซึ่งตายไปแล้วทิ้งเอาไว้!!”
สมบัติของบุพกาลกับสมบัติของผู้บงการ นี่คือคำนิยามสองอย่างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ต้องรู้ว่าการปรากฏตัวของสมบัติบุพกาล แม้จักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งจะหวั่นไหว แต่กลับไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ทว่าหากเป็นสมบัติของผู้บงการ…มันถึงขั้นสามารถเป็นตัวชนวนที่ชักนำให้สองราชวงศ์ใหญ่เปิดศึกช่วงชิงเต็มกำลังได้เลย!
เพราะอย่างไรซะไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิแสหรือจักรพรรดิแสก็ล้วนหยุดชะงักอยู่ในขั้นบุพกาลมานานมากแล้ว คนทั้งสองต่างก็มองไม่เห็นหนทางเบื้องหน้า แต่เมื่อสมบัติล้ำค่าของผู้บงการชิ้นหนึ่งปรากฏตัว มันจะเป็นการนำความหวังและชี้แนวทางในการฝ่าทะลุขอบเขตที่แน่นอนให้กับพวกเขา
เมื่อเห็นว่าความหวังนั้นหายไปต่อหน้าต่อตาตัวเอง คนทั้งสองจึงเริ่มคลุ้มคลั่ง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะลงมืออย่างไรก็ล้วนไม่สามารถโจมตีให้แสงเจิดจ้านั้นแหลกสลาย และไม่อาจขยับเข้าไปใกล้ได้อีกแม้เพียงครึ่งก้าว!
ต่อให้เนิ่นนานหลังจากนั้นแสงสว่างนี้จะจางหายไป แต่มันกลับมีปราการไร้รูปลักษณ์ขัดขวางการเหยียบย่างเข้าไปของคนนอกทุกคนเข้ามาแทนที่ คนที่จะได้รับโชควาสนาไปจากสมบัติอาคมชิ้นนี้มีเพียงคนที่อยู่ข้างในซึ่งตอนนี้จักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งต่างก็ใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย…จับจ้องไปเท่านั้น!
ที่พอจะทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นมาได้บ้างก็คือคนที่เข้าไปครั้งนี้ล้วนเป็นเทียนจุนและครึ่งเทพที่พวกเขาต่างก็ให้ความสำคัญ หากมีคนฝ่าทะลุขั้นในนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขาเช่นกัน
“ป๋ายเสี่ยวฉุน สมควรตายนัก ข้าไม่น่าส่งเขาเข้าไปในนั้นเลย!” ทว่าตอนที่สายตาของจักรพรรดิเซิ่งมองไปยังป๋ายเสี่ยวฉุน เขากลับรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
และขณะที่จักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสทั้งรู้สึกซับซ้อนทั้งเสียดายอย่างถึงที่สุดนั้นเอง ทุกคนที่อยู่บนพัดก็ค่อยๆ มีสติกลับคืนมา แล้วพวกเขาก็ได้เห็นว่ารอบกายมีไอหมอกลอยอวล ตัดขาดการมองเห็นของพวกจักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งที่อยู่ด้านนอกอย่างรวดเร็ว!
และเมื่อทุกคนล้วนคืนสติ สายตาของพวกเขาต่างก็เต็มไปด้วยความตะลึงลาน ลมหายใจหอบถี่ ขณะเดียวกันเรือนกายก็สั่นสะท้านน้อยๆ สายตาตอนที่มองไปยังพัดฉายความกระตือรือร้นเร่าร้อนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ต่อให้เป็นเทียนจุนอย่างพวกกู่เทียนจวินก็ยังเป็นเช่นนี้ อีกทั้งเนื่องด้วยความแข็งแกร่งของตบะพวกเขาเป็นเหตุให้ความคาดหวังของเขารุนแรงยิ่งกว่าผู้ใด ความกระตือรือร้นนั้นจึงยิ่งพวยพุ่งเทียมฟ้า
ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อครู่นี้อาจมองดูเหมือนทุกคนจะขาดสติ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับมีปณิธานกลุ่มหนึ่งที่ทิ้งข้อมูลและคำตอบอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับพัดเล่มนี้ไว้ในสมองของทุกคน ทั้งหมดนี้ทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้าง แม้แต่ฝันเขาก็ยังคิดไม่ถึงว่า ซากพัดเล่มนี้จะ…แตกต่างไปจากที่ตัวเองวิเคราะห์ไว้อย่างสิ้นเชิง ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่มีอันตรายรอบด้านอะไรทั้งนั้น แต่ที่นี่…คือโชควาสนาล้ำโลกที่สามารถพูดได้เลยว่าสำหรับพวกเขาทุกคนแล้ว เกรงว่าทั้งชีวิตนี้คง…ยากจะพานพบได้สักครั้ง!
“กลายมาเป็น…นายของซากพัดเล่มนี้!!” หัวใจป๋ายเสี่ยวฉุนเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่เขายังคงหอบหายใจจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง ข้างกายเขากลับมีเสียงลมพัดวูบผ่านไป ครั้นจึงเห็นว่านั่นคือเงาร่างมากมายที่ต่างก็พุ่งไปยังซี่พัดต่างๆ แล้วเลือกกันคนละซี่อย่างรีบร้อน!