Skip to content

A Will Eternal 1153

บทที่ 1153 ทำลายค่ายกล

เสียงร้องโหยหวนนี้ไม่เหมือนเสียงที่ออกมาจากปากของคนเลย เพราะมันมีพลังแห่งการทะลุทะลวงที่รุนแรงประหนึ่งเสียงคำรามสุดท้ายแห่งชีวิตของสัตว์ร้ายตนหนึ่งที่พบวิกฤตถึงตายจึงถูกบีบให้ต้องแผดเสียงออกมา

ลำพังเพียงแค่พลังแห่งการทะลุทะลวงนี้ก็ทำให้ค่ายกลหมอกควันบิดเบือนในฉับพลัน แม้แต่ใบหน้าใหญ่ยักษ์ที่จำแลงมาจากใบหน้าของพวกเทียนจุนปฐพีพินาศสามคนก็ยังไม่มั่นคง

“คือร่างแยกผู้บงการนั่น!”

“สมควรตายนัก พวกเขาคงใกล้จะทำสำเร็จแล้ว!”

กู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวหน้าเปลี่ยนสี คนทั้งสองตรงเข้าโจมตีค่ายกลหมอกควันด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม พริบตานั้นปราณกระบี่ของกู่เทียนจวินก็พลันพวยพุ่งขึ้นเทียมฟ้า แสงกระบี่แหลมคมคล้ายจะแหวกผ่าโลกทั้งใบ ผ่านที่ใดความว่างเปล่าก็แหลกมลายสิ้น

ส่วนซือหม่าอวิ๋นหัวนั้นก็ทำมุทรา แยกร่างออกมาเป็นเก้าร่าง แต่ละร่างที่พุ่งเข้ากระแทกชนร่วมกับร่างจริงล้วนสำแดงพลังการต่อสู้ของเทียนจุนอันน่าตกตะลึง

ยังไม่สิ้นสุด เทียนจุนวิเศษกาลนานก็ร่ายพลังอย่างเต็มที่ พุ่งผ่านที่ใด ห้าแสงสิบสีก็ล้วนกลายมาเป็นกฎเกณฑ์แห่งการสิ้นราบพนาสูร ทุกสรรพสิ่งหม่นมัว ทุกอย่างพินาศพังภินท์!

ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาบ้างเหมือนกัน หากร่างแยกผู้บงการถูกฆ่าจริงๆ ทุกคนของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่มีจำนวนได้เปรียบกว่าก็จะได้ศพไปครองโดยที่เทียนจุนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งจะไม่มีทางแย่งเอามาได้เลย

โอกาสเดียวก็คือต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ร่างแยกผู้บงการยังไม่ตายเท่านั้น ถึงจะยังพอมีความเป็นไปได้

“ร่างแยกผู้บงการนี้อ่อนแอเกินไปหน่อยแล้ว!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่มีเวลามามัวคิดมาก เขารีบตวัดฟันกระบี่ใหญ่สายเหนือที่อยู่ในมือลงไปร่วมมือกับพวกกู่เทียนจวินสามคน คนทั้งสี่ที่ร่วมมือกันจึงเหมือนกลายมาเป็นพายุร้ายแรงลูกหนึ่งที่กระแทกลงบนค่ายกลหมอกควันพร้อมเสียงอึกทึกกึกก้อง

ฟ้าดินสั่นสะเทือนไปแปดทิศประดุจฟ้าถูกผ่าแผ่นดินถูกแหวก พายุระห่ำที่มองดูเหมือนจะสามารถฉีกทึ้งทุกอย่างให้แหลกลาญพุ่งเข้าไปชนค่ายกลหมอกควันให้กลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ยักษ์อย่างจัง

เดิมทีการร่วมมือกันของคนทั้งสี่คงไม่ราบรื่นขนาดนี้ แต่นี่เป็นเพราะว่าเสียงร้องคำรามที่ดังมาจากร่างแยกผู้บงการในค่ายกลหมอกควันก่อนหน้านี้ได้ทำให้ภายในค่ายกลเกิดความมั่นคงแล้ว ดังนั้นเมื่อคนทั้งสี่ร่วมใจกัน ทั้งยังโจมตีอย่างรุนแรง ค่ายกลถึงได้ถูกผ่าออก

ทว่าการที่ก่อนหน้านี้เทียนจุนปฐพีพินาศ นักพรตทงเทียนและหยวนเหยาจื่อไม่ได้เข้าร่วมการสังหารในหมอกควัน แต่รั้งรออยู่ข้างนอกก็เพราะหวังขัดขวางพวกกู่เทียนจวิน เมื่อเห็นว่าค่ายกลถูกตีแตก คนทั้งสามจึงรีบลงมือเต็มกำลัง อาศัยการปลุกเสกค่ายกลทำให้ค่ายกลส่งเสียงอื้ออึงสนั่นหวั่นไหว หมอกควันก็ยิ่งกลิ้งซัดตลบอบอวล ก่อนจะกลายร่างมาเป็นมือยักษ์หลายสิบมือที่ตรงเข้ามาคว้าพวกกู่เทียนจวินสี่คนเอาไว้!

มือใหญ่หลายสิบมือประกอบเข้ากับค่ายกลและตบะของพวกปฐพีพินาศสามคนก็ถึงกับระเบิดพลังการต่อสู้ที่เทียบเคียงได้กับเทียนจุนช่วงกลาง ซึ่งครึ่งหนึ่งตรงเข้าไปคว้ากู่เทียนจวิน ส่วนหนึ่งขัดขวางเทียนจุนวิเศษกาลนาน

ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนและซือหม่าอวิ๋นหัวต่างก็เจอกับมือใหญ่คนละสามข้าง

แม้ว่ามือพวกนี้จะมีพลังของเทียนจุน แต่ก็ไม่ได้หมายจะปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ เพียงแต่เพิ่มระดับการป้องกันและพยายามรั้งตัวเอาไว้เท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของพวกเทียนจุนปฐพีพินาศสามคนก็ถือถ่วงเวลาพวกป๋ายเสี่ยวฉุน เพื่อช่วงชิงเวลาที่มากพอให้แก่เทียนจุนจักษุไพศาลและเทียนจุนคนอื่นๆ ของราชวงศ์จักรพรรดิแส

เสียงเกริกก้องดังกังวานไปสี่ทิศ กระบี่ใหญ่ในมือป๋ายเสี่ยวฉุนเปล่งแสงวาบแล้วตวัดกวาดเป็นแนวนอนตัดมือใหญ่ข้างหนึ่งให้ขาดครึ่ง ทว่ามือใหญ่อีกสองข้างที่ทะยานเข้ามาก็ยังทำให้เขาจำต้องถอยหลบอยู่ดี

ไม่ว่าจะเป็นเทียนจุนวิเศษกาลนานก็ดีหรือกู่เทียนจวินก็ช่าง พวกเขาทุกคนต่างเป็นเช่นเดียวกัน แม้การลงมือของคนทั้งสี่จะเฉียบคมฉับไว แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถหาช่องโหว่ทำลายเวทอาคมของอีกฝ่ายได้ในเวลาสั้นๆ เพราะอย่างไรซะเดิมทีค่ายกลนี้ก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ซ้ำยังมีเทียนจุนเฝ้าบัญชาการณ์ถึงสามท่าน หากไม่มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็เกรงว่าคงต้องโรมรันกันอยู่อย่างนี้หลายชั่วยาม

ทว่าเวลานี้เอง จู่ๆ ในค่ายกลหมอกควันก็มีเสียงแผดร้องโหยหวนดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ดังกัมปนาทยิ่งกว่าเก่า และพลังการทะลุแทรกซอนก็รุนแรงยิ่งกว่า พริบตาเดียวก็แผ่กระจายไปทั่วสี่ทิศ หมอกควันที่เนื่องจากถูกโจมตีจากภายนอก ซ้ำยังเกิดความไม่มั่นคงภายใน ภายใต้สภาพการณ์ที่เดิมทีก็ไม่มั่นคงอยู่แล้ว เวลานี้จึงยิ่งบิดเบือนรุนแรง

ซ้ำยังมีอยู่หลายจุดที่เห็นได้ชัดว่าหมอกควันเริ่มบางลง ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นประกายวาววับ ปราณกระบี่ของกระบี่ใหญ่สายเหนือพลันระเบิดปะทุ

พวกกู่เทียนจวินเองก็รีบคว้าโอกาสเอาไว้ แต่ละคนต่างระเบิดท่าไม้ตายให้กลายมาเป็นวิชาอภินิหารอันน่าตะลึงที่ตรงดิ่งเข้าหามือใหญ่พวกนั้น

ปฐพีพินาศ นักพรตทงเทียนและหยวนเยาจื่อต่างก็ตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี รู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาอันเป็นกุญแจสำคัญ พวกเขาสามคนจึงกัดฟัน ต่างคนต่างกัดปลายลิ้นของตัวเองแล้วถ่มเลือดออกมาปลุกเสกค่ายกล ทำให้ตบะขยายขอบเขตจากเดิมเป็นวงกว้าง พยายามจะรักษาค่ายกลให้มั่นคงเข้าไว้

การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองฝ่ายพลันปะทุขึ้นตรงใจกลางค่ายกล ทันใดนั้นเสียงอึกทึกก็ดังสะเทือนไปทั้งฟ้าดิน

ทว่าค่ายกลนี้ไม่ธรรมดาอย่างถึงที่สุด ทั้งปฐพีพินาศสามคนยังลงแรงเต็มกำลัง ทั้งๆ ที่โยกคลอนอย่างรุนแรง มาบัดนี้กลับค่อยๆ เริ่มสงบลง ป๋ายเสี่ยวฉุนสี่คนแม้จะฟันให้มือใหญ่จำนวนมากพังทลายจนเข้าไปในจุดลึกของหมอกควันได้ แต่รอบกายของพวกเขากลับมีแขนจำนวนมากกว่าเดิมและพลังการขัดขวางอีกหลายชั้นปรากฎขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

เมื่ออยู่ภายใต้แรงขัดขวางนี้ ทั้งสี่คนจึงต้องเผชิญกับแรงผลักดันขับไล่ที่รุนแรงจากสี่ทิศอยู่ทุกเวลานาที

“สมควรตายนัก นี่มันค่ายกลอะไรกัน!!”

“หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ภายในเวลาสั้นๆ นี้พวกเราคงไม่อาจเข้าไปได้เลย!”

“ต่อให้เข้าไปไม่ได้ ก็ต้องคิดหาวิธีขัดขวางไม่ให้พวกเขาทำสำเร็จ!”

พวกกู่เทียนจวินสามคนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนโชนแสงลุกเรือง แม้เขาจะไม่เอ่ยอะไรมาตั้งแต่ต้น ทว่าในความเป็นจริงแล้วดวงตาของเขากลับคอยเหลือบมองไปยังค่ายกลหมอกควันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในใจยังครุ่นคิดด้วยว่าจะลองเสี่ยงดูสักหน่อยดีไหม

เขาเชื่อว่าผนึกมิวางวายของตนอาจจะไม่ถึงขั้นลอดทะลวงไปทั่วหมอกควันได้ แต่อย่างน้อยการที่จะพาตนเข้าไปปรากฎตัวอยู่บนสนามรบภายใน ก็น่าจะพอเป็นไปได้

เพียงแต่ว่าหากเขาพาใครเข้าไปด้วย คงต้องเปลืองพลังมหาศาล อีกทั้งยังยากที่จะทำได้สำเร็จ นี่ก็คือสาเหตุที่ป๋ายเสี่ยวฉุนยังคิดไม่ตก ยามนี้ขณะที่โบกตวัดกระบี่สายเหนือในมือ ในใจก็ชั่งน้ำหนักถึงผลได้ผลเสียไปพลาง แต่แล้วทันใดนั้นข้างหลังของพวกเขาก็มีเสียงบินทะยานดังขึ้นมาเป็นระลอก

จุดที่ห่างออกไปไกลมีสายรุ้งยาวแซมสีขาวเส้นหนึ่งกำลังพุ่งบึ่งเข้ามา ในรุ้งยาวมีผู้เฒ่าสวมชุดเต๋า แผ่กลิ่นอายแห่งความเป็นเซียนอยู่คนหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือเฉินซู!

เพราะว่าอยู่ห่างเกินไป เขาจึงตามมาถึงหลังสุด แล้วก็เพราะข้อความเสียงเร่งร้อนจากพวกู่เทียนจวิน เฉินซูถึงได้ยอมสละเวทแห่งเต๋าอันเป็นดั่งเลือดเนื้อและจิตใจของตัวเองเพื่อหายตัวมาอย่างไม่เสียดาย นั่นถึงทำให้เขามาถึงก่อนกำหนด

การปรากฏตัวของเขาทำให้พวกกู่เทียนจวินสีหน้าฮึกเหิม แล้วก็ทำให้พวกปฐพีพินาศสามคนที่ควบคุมค่ายกลหน้าเปลี่ยนสีกันไปอีกครั้ง!

เพราะว่าถึงแม้การเผชิญหน้ากับเทียนจุนทั้งสี่ท่านจะทำให้พวกเขาสามคนเปลืองแรงอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอจะถ่วงเวลาไปได้อย่างกล้อมแกล้ม แต่หากเป็นเทียนจุนห้าคนแล้วค่ายกลสมบูรณ์แบบไร้ความเสียหาย พวกเขาก็ยังพอจะขัดขวางเอาไว้ได้ แต่ตอนนี้ค่ายกลไม่มั่นคง ทุกครั้งที่ร่างแยกผู้บงการในค่ายกลร้องคำรามก็ล้วนทำให้ค่ายกลบิดเบือนหนึ่งครั้ง พอเป็นเช่นนี้ คิดจะขัดขวางจึงไม่มีทางเป็นไปได้เลย

และวินาทีที่ปฐพีพินาศสามคนหน้าเปลี่ยนสีนั้นเอง เฉินซูนพลันทะยานเข้ามาใกล้แล้วพุ่งเข้าไปในช่องโหว่ที่พวกป๋ายเสี่ยวฉุนแหวกไว้อย่างไม่มัวชักช้า พอเข้ามาถึงมือทั้งคู่ของเขาก็ทำมุทรา ทันใดนั้นสายฟ้าสีทองหลายเส้นก็พลันระเบิดปะทุ กลายมาเป็นลูกสายฟ้าที่เชื่อมต่อกันเป็นเส้น ไม่ว่าลูกไหนก็ล้วนมีพลังแห่งการทำลายฟ้าดิน ซึ่งบวกเข้าไปร่วมทำลายค่ายกลพร้อมกับคนทั้งสี่

ทันใดนั้นเสียงกัมปนาทสะเทือนฟ้ารุนแรงก็ทำให้พวกปฐพีพินาศสามคนหน้าเปลี่ยนสีไม่หยุด หมอกควันในค่ายกลยิ่งซัดตลบดุเดือดยิ่งกว่าเก่า ส่วนพายุระห่ำที่เกิดจากวิชาอภินิหารของพวกป๋ายเสี่ยวฉุนสามคนก็ยิ่งขยับเข้าไปลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่เห็นได้ชัด

“บัดซบ!!” ดวงตาทั้งคู่ของหยวนเยาจื่อแดงก่ำ เขาแผดเสียงร้องคำรามแหบห้าว มือทั้งคู่ทำมุทรา ปากพ่นลมอันเป็นต้นกำเนิดของตัวเองออกมา ปฐพีพินาศและนักพรตทงเทียนสองคนก็ทำเช่นเดียวกัน ทว่าชั่วขณะที่สามคนพยายามจะทำให้ค่ายกลกลับมามั่นคงอีกครั้งนั้นเอง จู่ๆ …ในค่ายกลก็มีเสียงคำรามเสียงที่สามของร่างแยกผู้บงการดังลอยมา

เสียงคำรามนี้ดังเกินกว่าครั้งก่อนๆ ราวกับว่าครั้งนี้ต่างหากถึงจะเป็นเสียงคำรามสุดท้ายของชีวิตอย่างแท้จริง อานุภาพก็ยิ่งน่าตะลึง ตอนที่ดังแว่วมา ค่ายกลถึงกับสั่นสะเทือน หลายตำแหน่งพังทลาย ขณะเดียวกันค่ายกลนี้ก็โยกคลอนแกว่งเพยิบเหมือนจะแหลกสลายลงมา

“โอกาส!” ดวงตาของกู่เทียนจวินเป็นประกายวาบ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความ ป๋ายเสี่ยวฉุน เฉินซู วิเศษกาลนานและซือหม่าอวิ๋นหัวต่างก็รีบลงมือทันที ตบะรอบด้านระเบิดปะทุ วิชาอภินิหารหลากหลายประเภทรวมตัวกันขึ้นมาเป็นพายุระห่ำที่คล้ายจะจำแลงมาเป็นมังกรยักษ์ตัวหนึ่งที่ร้องคำรามเผ่นโผนเข้าสู่ค่ายกล ครั้นจึงกระแทกชนลงไปอย่างแรง!

ตูมๆๆ!!

เมื่อเสียงกัมปนาทดังสะเทือนแก้วหูกึกก้องไปรอบทิศ ค่ายกลล้ำโลกที่เดิมทีทนทานมิอาจทำลายก็ถูกมังกรยักษ์ตัวนั้นพุ่งชนจนเกิดโพรงมหึมา และเมื่อช่องโพรงเกิดขึ้น ค่ายกลทั้งหลังก็พังครืนลงมา!

ปฐพีพินาศ นักพรตทงเทียนและหยวนเยาจื่อต่างก็กระอักเลือด ถอยกรูดไปด้านหลัง แต่ยังไม่ทันรอให้พวกกู่เทียนจวินเผยความปิติยินดีออกมาทางสีหน้า เวลานี้เอง เมื่อหมอกควันแผ่กระจาย เมื่อสนามรบเผยตัวให้เห็น…การเปลี่ยนแปลงกะทันหันที่ไม่มีใครคาดคิดก็พลันเกิดขึ้น!

อันดับแรกที่ดังออกมาก็คือเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เสียงนี้ไม่ใช่เสียงของร่างแยกผู้บงการ แต่เป็นเสียงของหญิงชราหนึ่งในเทียนจุนเจ็ดท่านของราชวงศ์แสที่ป๋ายเสี่ยวฉุนเพิ่งเคยเจอเมื่อตอนอยู่ข้างนอกก่อนหน้านี้!

หญิงชราผู้นี้มีตบะเป็นเทียนจุนช่วงกลางขั้นสูงสุด เมื่อเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ร่างของนางก็พลันถูกกระชากขาดออกเป็นสองท่อน ร่างครึ่งบนที่โชกไปด้วยเลือดสดเผ่นพรวดออกมา ใบหน้าฉายความตะลึงลานและหวาดกลัว!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!