Skip to content

A World Worth Protecting 308

บทที่ 308 ออกไปให้พ้นนะ

ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้าไปในสนามประลอง ทุกคนเห็นเรือบินของสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาเข้าเทียบท่า หลายคนโดยเฉพาะพวกที่เดินเท้ามาที่สนามต่างได้เห็นประกาศยิ่งใหญ่เร้าอารมณ์ของหวังเป่าเล่อบนหน้าจอวิญญาณ

ทุกคนเริ่มคุยกันว่างานประลองนัดกระชับมิตรนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การท้าสู้ระหว่างหลีอู๋เฉินและหวังเป่าเล่อไม่ใช่เรื่องลับแต่อย่างใด คนส่วนมากรู้เรื่องนี้     ขณะที่ข่าวการประลองแพร่ไปทั่วนคร

การที่เรื่องนี้เป็นที่โจษจันขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชื่อเสียงโด่งดังของทั้งสองสำนักศึกษา แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทั้งหวังเป่าเล่อและหลี่อู๋เฉิน ชาวดาวอังคารคิดว่าทั้งสองเป็นผู้ฝึกตนชื่อดังที่น่าสนใจและจะประเมินพวกเขาต่ำไม่ได้เด็ดขาด

หลี่อู๋เฉินเป็นศิษย์เอกของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนทุกคนก็ต่างให้ความสนใจอย่างเสียมิได้ หวังเป่าเล่อเองก็เช่นกัน แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้มีพื้นเพยิ่งใหญ่เหมือนหลี่อู๋เฉิน แต่เขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่วอาณาจักรและเพียบพร้อมด้วยรายการความสำเร็จมากมายในการยุทธ์ อีกทั้งยังได้สร้างชื่อเสียงให้ตนเองในการต่อสู้ในเขตจันทราเวทด้วย

หลังจากเหตุการณ์ในเขตจันทราเวท กลุ่มอำนาจทุกภาคส่วนก็จับตามองความเคลื่อนไหวของหวังเป่าเล่อ ทุกคนรู้ว่าจะมองข้ามเขาไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจาก  ผู้ฝึกตนระดับรากฐานตั้งมั่นมากมายต้องเสียชีวิตลงด้วยน้ำมือของชายหนุ่มผู้นี้

พรสวรรค์ในการหลอมอาวุธเวทของหวังเป่าเล่อก็เป็นที่จับตามองเช่นกัน สหพันธรัฐพยายามเก็บเรื่องที่เขาคิดค้นประคำหมอกรอยเวทไว้เป็นความลับ          แต่กลุ่มอำนาจต่างๆ ก็ไปสืบค้นมาจนได้ ทุกคนตระหนักดีว่าประคำหมอกรอยเวท    จะเปลี่ยนแปลงดวงจันทร์ได้มากเพียงใด

หลายคนเฝ้าจับตามองการที่หวังเป่าเล่อและหลี่อู๋เฉินถูกย้ายมาประจำที่        ดาวอังคาร ทั้งสองคนได้ตำแหน่งเดียวกันและยังถูกส่งมาประจำที่สำนักศึกษาซึ่งเป็นคู่แข่งกันด้วย ความไม่ลงรอยของทั้งสองส่งผลให้เกิดการประลองกระชับมิตรขึ้น     การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโฆษณามากมาย รวมถึงจำนวนผู้ที่จะเข้าชมการประลองซึ่งมีล้นหลาม ทำให้ข่าวงานประลองกระจายไปทั่วดาวอังคารก่อนที่ประกาศอย่างเป็นทางการจะออกเสียอีก

สื่อของสหพันธรัฐก็เล่นข่าวนี้เช่นกันและรีบรุดมายังดาวอังคารเพื่อถ่ายทอดสด แต่สื่อหลักบนดาวอังคารก็ได้รับสิทธิ์ไปตามระเบียบ สื่อบนดาวอังคารเหล่านี้ติดต่อหลินเทียนหาว จ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามกฎหมายและได้รับสิทธิ์การถ่ายทอดสดไปครอง

นี่ทำให้หวังเป่าเล่อเกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมา ชายหนุ่มสั่งหลินเทียนหาวให้ทำบางอย่างที่หลินเทียนหาวเองไม่อยากทำ แต่เขาก็กัดฟันและเริ่มดำเนินการหาผู้สนับสนุนและเงินบริจาค ป้ายโฆษณามากมายห้อยเรียงรายอยู่ทั่วสนามประลอง สีสันฉูดฉาดของป้ายส่งเสริมบรรยากาศความมีชีวิตชีวาให้งานประลองเป็นอย่างดี

บุคคลสำคัญและคนดังของดาวอังคารมากกว่าครึ่งจากทุกก๊กทุกเหล่าต่างเข้าร่วมชมการประลองนี้ กองทัพเองก็มีส่วนเช่นกันโดยมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในสนามประลอง ขนาดของงานโตขึ้นจนยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคาดคิด ทั้งในเรื่องจำนวนผู้เข้าชมและความสนใจที่แต่ละกลุ่มอำนาจบนดาวอังคารให้ความสำคัญกับงาน

ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนที่การประลองจะเริ่มต้นขึ้น เรือบินสีแดงเข้มพร้อมเรือบิน    สีดำราวเจ็ดถึงแปดลำซึ่งเป็นผู้ติดตามก็พุ่งตรงมายังสนามจากระยะไกล ฝูงชนเริ่ม   ส่งเสียงไชโยโห่ร้อง

เรือบินสีแดงนั้นสร้างจากวัสดุพิเศษซึ่งปล่อยความร้อนระอุออกมาแต่ไกล ขณะที่เข้าใกล้สนามประลองความร้อนนี้ก็ทวีคูณขึ้นทุกทีจนราวกับเป็นไฟร้อนแรงที่เผาไหม้ทุกสิ่งที่มันเคลื่อนผ่าน ภาพนี้น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอันมาก

“ท่านเจ้านคร!”

“ท่านเจ้านครมาดูงานประลองนี้ด้วยตนเองเลยหรือนี่!”

ทุกคนบนสนามลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความเคารพต่อเรือบินสีแดงที่กำลังคืบเข้ามาใกล้ เมื่อเรือบินลอยอยู่เหนือสนาม ร่างสองร่างก็กระโจนตามกันมา ทุกคนตะโกนแสดงความเคารพเสียงดังกึกก้องราวสายฟ้าฟาด

“ยินดีต้อนรับท่านเจ้านคร! ยินดีต้อนรับท่านรองเจ้านคร!”

ผู้มาใหม่สองคนนี้เป็นคู่ชายหญิง ผู้หญิงนั้นอยู่ในวัยกลางคนแต่กลับดูเด็กกว่าอายุจริงอยู่โข ใบหน้าของนางงดงาม ดวงตาแหลมคมทำให้ดูขึงขังอยู่ตลอดเวลา  หญิงผู้นี้มีพลังปราณที่คะเนยาก และชุดคลุมสีแดงเข้มของนางก็โบกสะบัดพัดเอาความร้อนระอุไปทุกทิศทาง

หญิงผู้นี้คือ เจ้านครดาวอังคาร!

ผู้ติดตามของท่านคือชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำ เขาคือท่านรองเจ้านครดาวอังคาร ต้นไม้ยักษ์ในคราบมนุษย์!

รอยยิ้มบางแต้มอยู่บนใบหน้าขึงขังของคนทั้งสองขณะลงมาถึงสนามประลอง ต้นไม้ยักษ์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว พร้อมโค้งคำนับและทำท่าเชิญให้ท่านเจ้านคร        เดินนำหน้าไปก่อน ท่านเจ้านครในชุดคลุมสีแดงเข้มยิ้มรับ นางพยักหน้าและลดตัว  ลงนั่งบนที่นั่งซึ่งเตรียมไว้บนพื้นยกสูง

ต้นไม้ยักษ์ตามนางมาและนั่งลงข้างกาย ทำเอาเหล่าเจ้าพนักงานประจำ        ดาวอังคารกระฉับกระเฉงขึ้นมาตามๆ กัน คนที่มีบุตรลงแข่งในงานนี้ต่างส่งข้อความไปให้บุตรตน เพื่อบอกให้แสดงฝีมืออย่างถึงที่สุดในการประลอง

เพราะว่านี่เป็นโอกาสทองซึ่งหาได้ยากยิ่งในการแสดงความสามารถให้เจ้านครเห็น

บรรยากาศรอบสนามประลองพุ่งขึ้นถึงขีดสุดเมื่อเจ้านครและรองเจ้านครเดินทางมาถึง ในที่สุดการประลองประชับมิตรก็เริ่มต้นขึ้น หลินเทียนหาวแสดงความสามารถในการกำกับดูแลงานอย่างเต็มที่จนทำให้สาธารณชนต่างหันมาให้ความสนใจอย่างเต็มเปี่ยม หลังจากที่หารือกับสำนักศึกษาเปลววิญญาณ ชายหนุ่มก็จัดการว่าจ้างผู้ประกาศสองคนให้มาบรรยายประกอบการประลอง…

ผู้ประกาศสองคนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังบนดาวอังคาร สองชายหญิงยืนอยู่กลางลานจัตุรัสกลาง และเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนานใต้ดวงตาที่จับจ้องนับแสนคู่           เสียงหัวเราะของพวกเขาดังก้องไปในอากาศ

“เอาละ เรามาเลิกคุยสัพเพเหระกันดีกว่า ที่ขวามือของข้า กลุ่มศิษย์จาก     สำนักศึกษาเปลววิญญาณจะทำการเปิดตัว ณ บัดนี้!”

ทันทีที่ผู้ประกาศชายพูดจบ สายตาทุกคู่ก็มองไปทางด้านขวา หลี่อู๋เฉินเดินนำทัพออกมาตามระเบียงในชุดคลุมแบบเต๋าด้วยท่าทีสงบนิ่งเหมือนมาจากอีกโลกหนึ่ง เบื้องหลังเขามีศิษย์หนึ่งร้อยคนในชุดเครื่องแบบ ทุกคนดูโอ่อ่าน่าประทับใจ

“ผู้นำทัพของสำนักศึกษาเปลววิญญาณคือรองเจ้าสำนักหลี่อู๋เฉิน ทุกคนคงรู้จักนามของเขาเป็นอย่างดี อาจารย์ของเขาคือประธานสหพันธรัฐคนก่อนหน้า!

“ศิษย์แห่งเต๋าหลี่ผู้นี้บรรลุปราณขั้นรากฐานตั้งมั่นขณะที่อายุยังน้อย ช่างเป็นชาย     ที่เก่งกาจเหนือธรรมชาติเสียจริง ศิษย์ของเขาก็คงได้รับการถ่ายทอดความยอดเยี่ยมนี้มาไม่แพ้กัน ดูสิขอรับ ทุกคนช่างตัวสูงโปร่งสง่างาม คนจากดาวอื่นมักบอกว่า        ชาวดาวอังคารนี้เกิดมาหน้าตาดีกันหมด ข้าไม่เคยสังเกตเห็นความจริงข้อนี้           มาก่อนเลย แต่พอมาคิดดูแล้วก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วยนะขอรับ”

ขณะที่ผู้ประกาศพูดคุยเจื้อยแจ้วนั้น ผู้ชมทุกคนก็ยิ้มออกมา สื่อของทั้งดาวอังคารและสหพันธรัฐต่างจับภาพไปที่หลี่อู๋เฉินและศิษย์ของเขา

บิดามารดาของศิษย์จากสำนักศึกษาเปลววิญญาณเริ่มหัวเราะ ทุกคนยินดีกับภาพที่เห็นและภูมิใจในตัวบุตรเป็นอันมาก ในทางตรงข้ามบิดามารดาของศิษย์แห่งสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาเริ่มรู้สึกปวดหัวตุบ จึงไม่ได้พูดอันใดออกมา

เจ้านครมองกลุ่มศิษย์ตรงหน้าและพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม นางหันไปพูดเสียงแผ่วสองสามคำกับรองเจ้านครที่อยู่ข้างกาย

ภาพนี้เป็นที่จับจ้องของทั่วทั้งดาวอังคาร รวมถึงหลายคนที่เปิดดูจากทั่วสหพันธรัฐด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งศิษย์ประจำสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ หลิวต้าวปินจัดการอะไรเล็กน้อยให้หลายคนเข้าไปดูการแข่งขันนี้ได้ผ่านเครือข่ายวิญญาณ

“มาที่ทางด้านซ้ายของข้า ขอเชิญศิษย์แห่งสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาปรากฏกาย!” ผู้ประกาศหญิงนั้นมีรูปลักษณ์ที่สวยงามชวนฝัน รอยยิ้มบนใบหน้าของนางส่งประกายความงามและเสน่ห์จับใจผู้ชม ทันทีที่นางพูดจบ เสียงคำรามกู่ก้องก็ดังออกมาจากทางระเบียงด้านซ้าย

“ชัยชนะ!”

“ชัยชนะ!”

เสียงตะโกนนี้ดังกึกก้องเหมือนสายฟ้าฟาดและอัดแน่นไปด้วยความกระหายเลือด หากเป็นแค่เสียงของเหล่าศิษย์คงไม่เป็นไร แต่เสียงคำรามนั้นกลับมีหวังเป่าเล่อเข้าผสมโรงด้วย ผลก็คือเสียงประกาศชัยตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งนั้นดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงฟ้าถึงสวรรค์ จนกลบเอาเสียงของผู้ประกาศหญิงเสียมิด นางตัวแข็งทื่อก่อนจะเริ่มพูดต่อด้วยเสียงที่ดังขึ้น

“ผู้นำของศิษย์จากสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาคือ…” แต่ก่อนที่หญิงสาวจะพูดจบ พื้นดินก็พาลสั่นสะเทือน วินาทีต่อมาภาพกลุ่มศิษย์อ้วนจำนวนมากที่หลั่งไหลออกมาจากระเบียงด้านซ้ายก็ทำให้ทั้งผู้ประกาศและผู้ชมต่างตกตะลึง

ผู้นำของกลุ่มคือ จินตั้วจื่อและโจวเหมย ทั้งสองทั้งอ้วนและบึกบึนด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ รังสีความน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกจากร่างคนทั้งคู่ขณะที่กำลังพุ่งเข้าไปยังลานประลอง

พวกเขาทั้งดุร้ายและทรงพลังเหลือล้น ความยโสโอหังในความสามารถของตนแผ่จากกลุ่มศิษย์จนทำให้ทุกคนที่ดูอยู่ล้วนอึ้งไป

ศิษย์อีกราวเก้าสิบกว่าคนที่ตามมานั้นไม่ได้อ้วนท้วนบึกบึนเท่า แต่ก็ยังถือว่าตัวใหญ่กว่าศิษย์จากสำนักศึกษาเปลววิญญาณมาก เส้นรอบวงของแขนพวกเขานั้นกว้างกว่ารอบเอวของศิษย์จากสำนักศึกษาเปลววิญญาณเสียอีก…

ศิษย์ทั้งหมดวิ่งเข้าสนามจนมาหยุดอยู่ที่ลานจัตุรัสกลาง ผู้ประกาศทั้งสองตกใจจนอ้าปากค้าง ขณะที่เสียงพูดคุยดังลั่นปะทุขึ้นในหมู่ผู้ชม

“เกิดอะไรขึ้นกันนี่”

“สวรรค์เป็นพยาน เด็กอ้วนเหล่านี้มาจากสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาหรือนี่”

“นั่นมันลูกของตาเฒ่าจิ๋นไม่ใช่หรือ ให้ตายเถิด เขาไม่ได้ดูเป็นเช่นนั้นตอนที่ข้าเจอเมื่อครึ่งปีก่อนนี่!”

“การประลองจะดำเนินไปในรูปแบบใดกันนะ… เจ้าอ้วนพวกนี้กินอะไรเข้าไป     ดูทรงแล้วอย่างกับม้าศึกอย่างไรอย่างนั้น!”

เสียงพูดคุยดังกึกก้องไปทั่วสนาม แม้แต่เจ้านครเองยังไม่คาดคิด ต้นไม้ยักษ์มองภาพตรงหน้าไม่กะพริบตา ส่วนผู้ชมจากสหพันธรัฐที่กำลังดูถ่ายทอดสดอยู่นั้นก็ตกใจไม่แพ้กัน

ในความเป็นจริงแล้ว… ทุกอย่างคงดูไม่แปลกแยกมากนักหากไม่ได้มีอะไรมาเทียบ เมื่อศิษย์ทั้งสองกลุ่มยืนอยู่ข้างกัน ดูจากโลกยังบอกได้ไม่ยากว่าใครแข็งแกร่ง         ใครอ่อนแอ… ศิษย์จากสำนักศึกษาเปลววิญญาณที่ยืนอยู่ข้างๆ กลุ่มศิษย์อ้วนบึกบึนจากสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขานั้นดูเหมือนกิ่งไม้เปราะๆ ที่ทนไม่ได้แม้แต่แรงลมแผ่วเบา

ศิษย์หลายคนจากสำนักศึกษาเปลววิญญาณตกใจเมื่อได้เห็นบรรดาอริที่กำลังพุ่งเข้าใส่ตน พวกเขาถอยร่นไปข้างหลังตามสัญชาตญาณและรีบตะโกนอย่างรวดเร็ว

“ออกไปให้พ้น!”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ การต่อสู้ยังไม่เริ่มเสียหน่อย…”

“สวรรค์ช่วย พวกนี้มันตัวใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไรกัน แล้วเราจะสู้มันไหวหรือ ข้าว่าคนเดียวคงต่อกรกับพวกเราร้อยคนได้เลยกระมัง…”

ความวุ่นวายอุบัติขึ้นทั่วทั้งลานประลองและในหมู่ผู้ชมเสียแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!