I shall seal the heaven Chapter 1161

ตอนที่ 1161

จิ้งจอกชรา

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย หยุดไล่ล่าเทียนอวิ๋นซ่างเหริน ประสานมือและโค้งตัวลงให้กับปรมาจารย์ฟางโส่วเต้าด้วยท่าทางที่น่าเอ็นดูและบริสุทธ์ใจ

“ผู้เยาว์ขอน้อมพบท่านปรมาจารย์” เขากล่าวพร้อมกับกระแอมไอออกมา ราวกับว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย และอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่งว่าฟางโส่วเต้าจะแก้ไขเหตุการณ์นี้อย่างไร

สิ่งที่เขาต้องการรู้อย่างแท้จริงก็คือว่า…ตนเองจะมีความสำคัญต่อตระกูลฟาง และต่อฟางโส่วเต้ามากน้อยแค่ไหน

เขาต้องการอยากรู้ว่าตำแหน่งนายน้อย…จะมีค่าจริงหรือไม่! บางทีมันอาจจะเป็นแค่ตำแหน่ง และไม่มีค่าแต่อย่างใด ท่าทีของเมิ่งฮ่าวก็จะขึ้นอยู่กับคำตอบของคำถามนี้

ถ้าตระกูลฟางจัดการสถานการณ์โดยที่ไม่ให้ความสำคัญกับตนเอง เขาก็จะโจมตีไป เขาจะแสดงให้ตระกูลฟางเห็นว่า ความหมายที่แท้จริงของปรมาจารย์ตระกูลทุกชั้นฟ้าคืออะไร!

ฟางโส่วเต้าจ้องมองไปยังทิศทางเมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าที่ดุร้าย แต่ไม่นานต่อมา ดวงตามันก็เบิกกว้างขึ้นจนแทบไม่อาจจะมองเห็นได้ ด้านหลังมันเป็นผู้อาวุโสของตระกูลห้าถึงหกคน รวมทั้งผู้เฒ่าสูงสุดฟางตงเทียน คนทั้งหมดได้ยินคำพูดอย่างมีโทสะของเทียนอวิ๋นซ่างเหริน ขณะที่เดินออกมาจากประตูเคลื่อนย้ายทางไกล

อีกครั้งที่เทียนอวิ๋นซ่างเหรินกล่าวว่า “ผู้อาวุโสโส่วเต้า ได้โปรดให้ความเป็นธรรมด้วย!”

ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้ฝึกตนชุดม่วงแดงในตลาดต่างก็ประสานมือตรงไปยังฟางโส่วเต้ากันทั้งหมด และประสานเสียงกล่าวขึ้นโดยพร้อมเพรียงกันว่า “ผู้อาวุโสโส่วเต้า ได้โปรดให้ความเป็นธรรมด้วย!”

เสียงที่พูดโดยพร้อมเพรียงกันของพวกมันดังก้องออกไปคล้ายกับเป็นระลอกคลื่น ทำให้สีหน้าของฟางโส่วเต้าดูน่าเกลียดขึ้น ภายในใจมันรู้สึกสงสัยเล็กน้อยเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ จนต้องมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมขึ้นอีกครั้ง

หลังจากที่ผ่านไปสักพัก มันก็แค่นเสียงเย็นชาและกล่าวว่า “ฟางตงเทียน เจ้าและผู้อาวุโสคนอื่นๆ มาแก้ไขสถานการณ์นี้”

ฟางตงเทียนมองกลับมาที่มันด้วยความตกตะลึง ขณะที่ยืนลังเลอยู่ตรงนั้น หนึ่งในผู้อาวุโสคนอื่นของตระกูลฟางก็ก้าวเท้าตรงไป ประสานมือและโค้งตัวลงให้กับเทียนอวิ๋นซ่างเหริน

“สหายเต๋าเทียนอวิ๋น ได้โปรดระงับโทสะ นี่เป็นความผิดพลาดของตระกูลฟางอย่างแท้จริง พวกเราสามารถอธิบายได้” เมิ่งฮ่าวเคยเห็นชายชราผู้นี้มาก่อน มันคือผู้อาวุโสจากสายโลหิตที่เป็นกลาง ขณะที่มันพูดจบ สีหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงสงบนิ่งโดยสิ้นเชิง แต่ดวงตาเริ่มเย็นชาราวน้ำแข็ง

“เมิ่งฮ่าว ขอโทษเทียนอวิ๋นซ่างเหรินเดี๋ยวนี้ และส่งมอบสิ่งที่เจ้าขโมยกลับคืนไปด้วย!” ผู้อาวุโสกล่าวอย่างกราดเกรี้ยว “ในฐานะที่เป็นนายน้อย เจ้าต้องทำตัวเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ! สิ่งที่เจ้าทำในที่แห่งนี้ช่างอุกอาจเป็นอย่างยิ่ง!”

มีอยู่สองเหตุผลที่ผู้อาวุโสนี้รีบพูดขึ้นมาก่อน เหตุผลแรกคือมันรู้สึกว่าท่านปรมาจารย์โส่วเต้าไม่พอใจต่อเหตุการณ์นี้ เหตุผลที่สองคือมันมีความสัมพันธ์กับตลาดเมฆาสวรรค์ และอยากจะให้สถานการณ์นี้ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากมุมมองของมัน การตัดสินใจที่จะไม่เข้าข้างเมิ่งฮ่าวเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะเหมาะสม นอกจากนั้นตระกูลฟางก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปเป็นศัตรูกับผู้คนมากมายได้ แม้แต่จะเพื่อนายน้อยก็ตามที

ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะเคยช่วยเหลือตระกูลมาอย่างมากมาย แต่เรื่องของส่วนบุคคลไม่ควรจะอยู่เหนือเรื่องของส่วนรวม บางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องยอมอ่อนข้อให้บ้าง

ไม่ใช่มันเพียงคนเดียวที่มีความคิดเช่นนี้ ผู้อาวุโสคนอื่นๆ แม้แต่อีกสองคนที่เป็นสมาชิกในสายโลหิตเดียวกับเมิ่งฮ่าว ต่างก็รู้สึกว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ก็คือดุด่าเมิ่งฮ่าว

ผู้อาวุโสเริ่มพูดแทรกขึ้นมาทีละคน

“ฮ่าวเอ๋อร์ เจ้าไม่ควรจะสังหารคนในที่แห่งนี้ ยังไม่ขอโทษอีก! สหายเต๋าเทียนอวิ๋น นายน้อยตระกูลฟางแค่กระทำไปด้วยความหุนหันพลันแล่น จบกันแค่นี้ดีหรือไม่?”

“ถูกแล้ว ฮ่าวเอ๋อร์ เจ้ามาทำอะไรที่นี่? รีบขอโทษเร็วเข้า!”

ขณะที่ผู้อาวุโสคนแล้วคนเล่าพูดขึ้นมา เทียนอวิ๋นซ่างเหรินก็เริ่มหัวเราะเป็นเสียงดังก้องด้วยความเย็นชา และแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาด้วยเช่นกัน ที่กลุ่มคนของตระกูลฟางเป็นผู้ที่มีเหตุผล

ในความคิดของมัน หลังจากที่เมิ่งฮ่าวขอโทษ มันก็จะไม่เอาเรื่องอีกต่อไป สำหรับเหรียญหยก มันสามารถจะขายให้กับตระกูลฟางด้วยราคาที่สูงกว่าเดิม ที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือมันคิดว่าด้วยวิธีนี้คงทำให้เมิ่งฮ่าวไม่พอใจอย่างแน่นอน

มันมั่นใจว่าตระกูลฟางไม่ยินดีที่จะเป็นศัตรูกับคนเช่นมันอย่างง่ายดาย นอกจากนี้พื้นฐานฝึกตนของมันก็อยู่ในจุดที่สามารถจะทะลวงผ่านออกไปได้ทุกเมื่อ และมันสามารถจะเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งต่อสำนักหรือตระกูลใดๆ ก็ได้

เมื่อไหร่ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ถ้าพวกมันไม่ยอมทุ่มออกมาจนสุดกำลังเพื่อสังหารมันไป มันก็สามารถจะสร้างปัญหาอย่างไม่รู้จักจบสิ้นได้ในอนาคต

ในทำนองเดียวกัน มันก็ไม่กล้าที่จะไปมีเรื่องกับตระกูลที่แข็งแกร่งใดๆ อย่างแท้จริง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมมันถึงมักจะพยายามรักษาระดับความโอหังไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง ไม่กระทำอย่างเกินเลยจนเกินไปนัก แต่มันก็ไม่ยอมที่จะกลายเป็นผู้แพ้

ในทันทีที่มันได้ยินสิ่งที่ผู้อาวุโสกล่าวมา สีหน้ามันก็ผ่อนคลายมากขึ้น ประสานมือและโค้งตัวลงให้กับผู้อาวุโสตระกูลฟาง

“เมื่อนี่คือเรื่องเข้าใจผิด เหล่าฟูก็จะปล่อยไป” มันกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมา “ได้แต่ต้องตำหนิศิษย์น้องของเหล่าฟูที่หยาบคายมากเกินไป ทำให้มันโชคร้ายต้องมาตายไปอย่างน่ากลัว…สำหรับสิ่งของที่ขโมยไป เมื่อนายน้อยแห่งตระกูลฟางชอบมัน ก็ได้โปรดเก็บไว้ อันที่จริงเหล่าฟูก็ไม่คิดที่จะรับมันคืนมา แค่หวังว่าตระกูลฟาง…จะไม่สังหารจนสิ้นซากก็พอใจแล้ว!” ถึงแม้ว่ามันจะยิ้มอย่างขมขื่นออกมา แต่จิตใจก็เต็มไปด้วยพิษร้าย ในสถานการณ์เช่นนี้ มันกำลังใช้กลยุทธ์ล่าถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า อ่อนชนะแข็ง มันไม่ได้เรียกร้องให้เพิกถอนตำแหน่งของเมิ่งฮ่าว แต่ก็มั่นใจว่าพวกมันจะลงโทษเขา มันไม่เพียงแต่จะทำให้เขาต้องมีบาดแผลเท่านั้น แต่มันจะแทงเข้าไปในกระดูกของเขา!

นอกจากนี้มันยังมองว่าตนเองเป็นผู้ที่มีเหตุผล คนที่ตายไปคือคนจากตลาดเมฆาสวรรค์ เมิ่งฮ่าวไม่เพียงแต่จะสังหารพวกมันไปเท่านั้น เขายังได้ขโมยสิ่งของของพวกมันไปอีกด้วย เทียนอวิ๋นซ่างเหรินกำลังชั่งน้ำหนักในข้อเรียกร้องของมัน

สุดท้ายก็ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะตรงกับที่มันคาดคิดไว้ เพื่อตอบรับกับคำพูดของเทียนอวิ๋นซ่างเหริน กลุ่มผู้อาวุโสของตระกูลฟางขมวดคิ้ว และเริ่มดุด่าเมิ่งฮ่าวด้วยความเกรี้ยวกราดมากยิ่งขึ้น

“ฮ่าวเอ๋อร์ ช่างทำเรื่องโง่เขลานัก!”

“ฮ่าวเอ๋อร์ ยังไม่รีบขอโทษอีก! เจ้าต้องการให้ตระกูลได้รับความอัปยศเพียงเพราะเรื่องส่วนตัวของเจ้าจริงๆ!?”

“ฮ่าวเอ๋อร์ คุกเข่าลง!” ประโยคสุดท้ายเปล่งออกมาจากปากของผู้อาวุโสคนแรกที่เริ่มพูดขึ้นมาเมื่อครู่นี้ ซึ่งเป็นคนในสายโลหิตที่เป็นกลาง

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่กล่าวคำอธิบายใดๆ แต่เลือกที่จะยืนอยู่ที่นั่นจ้องมองไปยังกลุ่มคนอื่นๆ ของตระกูลฟางด้วยสายตาที่เย็นชา สำหรับผู้ฝึกตนอื่นๆ ทั้งหมดที่กำลังเฝ้ามองมา ต่างก็รู้สึกว่าเมิ่งฮ่าวถือตัวจนแสดงให้เห็นว่าแม้แต่กลุ่มผู้อาวุโสของตระกูล ก็ยังไม่คู่ควรที่จะมาพูดจากับเขา

แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินผู้อาวุโสผู้นั้นกล่าวคำว่า ‘คุกเข่าลง’ ดวงตาเขาก็สาดประกายเย็นเยียบขึ้นกล่าวว่า

“เจ้าเรียกว่าฟางอะไร? ข้าลืมนามของเจ้าไปแล้ว แต่ถ้าเจ้ากล้าที่จะพูดว่าให้ข้าคุกเข่าลงไปอีกครั้ง ก็ลองดู!”

ดวงตาของผู้อาวุโสแวบขึ้นด้วยโทสะ และกำลังจะพูดอะไรออกมา แต่…

“พอได้แล้ว!” ผู้เฒ่าสูงสุดฟางตงเทียนกล่าวขึ้น ใบหน้ามันบึ้งตึง เกิดเป็นเสียงดังก้องออกไปในทั่วทุกทิศทาง ถึงแม้ว่าพื้นฐานฝึกตของมันจะไม่สูงเท่าเทียนอวิ๋นซ่างเหริน แต่ก็ยังคงสูงพอที่จะทำให้เทียนอวิ๋นซ่างเหรินไม่กล้าที่จะดูแคลนมันได้

“ผู้อาวุโสฟางสุ่ยต้าน ที่ท่านกล่าวไปเมื่อครู่นี้ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง” มันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังกระหึ่มราวกับเป็นเสียงฟ้าร้อง “ท่านลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่า ท่านก็แซ่ฟางด้วยเช่นกัน?!”

“สำหรับท่าน สหายเต๋าเทียนอวิ๋น อย่าได้พยายามจะได้ชุ่นจะเอาฉื่อ เมิ่งฮ่าวคือนายน้อยแห่งตระกูลฟาง ท่านกล่าวหาว่ามันสังหารผู้คน? ต่อให้มันสังหารไปทั้งตลาดเมฆาสวรรค์ แล้วจะอย่างไร?!”

“ท่านกล่าวหาว่ามันขโมยของบางสิ่งไปจากท่าน? ช่างไร้สาระนัก! ตระกูลฟางมีครบทุกอย่าง! พวกเราไม่จำเป็นต้องไปขโมยสิ่งของของผู้ใด! นอกจากนี้เมิ่งฮ่าวคือนายน้อยของพวกเรา ซึ่งจะเป็นผู้นำตระกูลในอนาคต!

ถ้ามันขโมยสิ่งของของท่านไปจริงๆ…ก็น่าจะคิดว่าเป็นเกียรติของท่านแล้ว!”

ดวงตาของผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นทั้งหมดเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของฟางตงเทียน ดวงตาของเทียนอวิ๋นซ่างเหรินสาดประกายเจิดจ้าขึ้น ขณะที่จ้องมองกลับไปยังฟางตงเทียน

“อย่าได้สร้างปัญหาขึ้นมาอีก” ฟางตงเทียนกล่าวต่อ ดวงตาสาดประกายขึ้นด้วยรังสีสังหาร “และอย่าได้เข้าใจผิดว่า ถ้านายน้อยแห่งตระกูลฟางขอโทษท่าน จะทำให้ท่านได้หน้าขึ้นมา ลืมเรื่องนี้ไปได้เลย ถ้าท่านไม่ยอมรับ…ก็ให้พูดออกมา แล้วดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น!” ถึงแม้ว่าฟางตงเทียนไม่อาจจะสู้กับเทียนอวิ๋นซ่างเหรินได้ แต่ศักดิ์ฐานะในตระกูลฟางของมันก็สามารถจะพูดจาข่มขู่เทียนอวิ๋นซ่างเหรินได้อย่างง่ายดาย

คำพูดตำหนิของฟางตงเทียน ทำให้ผู้อาวุโสตระกูลฟางคนอื่นๆ ต้องจ้องมองมาด้วยความตกตะลึง ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นยิ่งมีความประหลาดใจมากกว่า

แม้แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังต้องมองไปยังฟางตงเทียนด้วยสายตาแปลกๆ ถ้าเขาจำไม่ผิด ฟางตงเทียนถูกลงโทษให้กักขังตัวเองอยู่ในการเข้าฌานตามลำพัง เนื่องจากความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนดาวตงเซิ่งในตอนที่มันเป็นผู้ดูแลตระกูล การที่มันมาปรากฏกายขึ้นในตอนนี้ก็เป็นการบ่งบอกว่ามันต้องได้รับการอภัยโทษแล้ว

เทียนอวิ๋นซ่างเหรินจ้องมองไปยังฟางตงเทียน จากนั้นก็เริ่มหัวเราะออกมาด้วยโทสะ มันไม่เคยคาดคิดว่าผู้เฒ่าสูงสุดแห่งตระกูลฟาง จะกล้ามาพูดจากับมันเช่นนี้ ไร้ความเคารพจนแทบจะดูเหมือนว่าไม่ได้ให้ความสนใจต่อเทียนอวิ๋นซ่างเหรินแม้แต่น้อย

มันฝึกฝนตนเองมานานหลายปี และดูแลควบคุมตลาดเมฆาสวรรค์มาไม่น้อย เคยติดต่อกับสำนักใหญ่และตระกูลหลักมามากมาย พวกมันมักจะมีอัธยาศัยอันดี และไม่เคยที่จะมาหาเรื่องหรือทำตัวเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน

พวกมันมักจะพูดจากับมันด้วยความสุภาพเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นนี่คือครั้งแรกที่มันเคยได้ยินผู้คนจากสำนักหรือตระกูลใดๆ มาพูดจากับมันเช่นนี้

ขณะที่เสียงหัวเราะด้วยโทสะของมันดังก้องออกมา ดูเหมือนว่าเทียนอวิ๋นซ่างเหรินจะพยายามดิ้นรนควบคุมตัวเองอยู่ มันสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และจากนั้นก็ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำให้กับฟางโส่วเต้า

มันกัดฟันแน่นกล่าวขึ้นด้วยโทสะว่า “ผู้อาวุโสโส่วเต้า นี่คือท่าทีของตระกูลฟางที่มีต่อเรื่องนี้? พวกท่านสังหารศิษย์และขโมยสิ่งของของข้าไป ท่านต้องการจะไล่ต้อนข้าให้เข้าไปสู่มุมอับ?!?!”

“ผู้อาวุโสโส่วเต้า ข้าขอให้ท่านได้โปรดช่วย…” ก่อนที่เทียนอวิ๋นซ่างเหรินจะทันได้พูดจบ ฟางโส่วเต้าก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อออกไปในทันที

“หุบปาก!” ท่านกล่าวขึ้นด้วยสุ้มเสียงที่ดังกระหึ่มราวกับเป็นเสียงฟ้าคำราม สนามดวงดาวทั้งหมดสั่นสะเทือน และตลาดเมฆาสวรรค์ก็สั่นสะท้านจนแทบจะพังทลายลงไป

ผู้ฝึกตนจำนวนมากที่อยู่ในบริเวณนั้นกระอักโลหิตออกมา และเทียนอวิ๋นซ่างเหรินก็ถอยโซเซไปทางด้านหลัง โลหิตพ่นกระจายออกมาจากปาก ดวงตามันสาดประกายขึ้นด้วยความตกใจและไม่อยากจะเชื่อ

ไม่ใช่ว่ามันไม่เคยเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋ามาก่อน แต่กลับกันมันมักจะพบปะกับคนเหล่านั้นอยู่เนืองๆ ด้วยศักดิ์ฐานะและพื้นฐานฝึกตนของมัน ผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋ามักจะปฏิบัติต่อมันด้วยความเคารพและเมตตาเป็นอย่างยิ่ง

นี่เป็นครั้งแรกที่ใครบางคนในอาณาจักรเต๋า ไม่ให้ความแยแสสนใจมันเช่นนี้

เมื่อฟางตงเทียนเห็นโทสะที่ระเบิดออกมาของฟางโส่วเต้า ดวงตามันก็แวบขึ้น แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา อย่างไรก็ตามสีหน้าของผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็สลดลง และจิตใจพวกมันก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวในทันที

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อาวุโสที่ไปกล่าวตำหนิเมิ่งฮ่าว และบอกให้เขาคุกเข่าลง จิตใจของคนผู้นั้นเริ่มเต้นรัวด้วยความสับสน จากมุมมองของมัน ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะเคยช่วยเหลือตระกูล ถึงแม้ว่าจะเป็นนายน้อย เป็นผู้สืบทอดสายโลหิตหลักของตระกูลฟาง แต่ก็น่าจะถูกบังคับให้ต้องยอมจำนนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตระกูลทั้งหมดไว้ แต่…ดูเหมือนว่าท่าทีของตระกูลฟางจะตรงกันข้ามกับความคิดของมัน

ทันใดนั้นฟางโส่วเต้าก็หันหน้าไปมองยังสมาชิกของตระกูลที่รับผิดชอบดูแลประตูเคลื่อนย้ายทางไกล “ข้าขอถามพวกเจ้า เมื่อฮ่าวเอ๋อร์ฝากคำพูดมาให้พวกเรา สิ่งที่มันบอกให้พวกเจ้าพูดคืออะไร?”

สมาชิกของตระกูลเริ่มสั่นสะท้านขึ้นมาในทันที และหนึ่งในพวกมันก็กล่าวตอบว่า “นายน้อย…กล่าวว่า…ให้ไปถามท่านปรมาจารย์ว่า ต้องการเปลี่ยนชื่อตลาดเมฆาสวรรค์เป็นตลาดตระกูลฟางหรือไม่…”

ฟางโส่วเต้า หยุดคิดอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็มองขึ้นไปและกล่าวออกมา ด้วยคำพูดที่ระเบิดขึ้นดังก้องออกไปทั่วทั้งสนามดวงดาว และยังดังก้องออกไปแม้แต่ในความว่างเปล่าที่อยู่ห่างไกลออกไป “ตลาดเมฆาสวรรค์สมรู้ร่วมคิดกับศัตรูของตระกูล! พวกมันวางแผนใส่ร้ายนายน้อยแห่งตระกูลฟาง เพื่อจะสร้างเป็นสงครามกลางเมืองในขุนเขาทะเลที่เก้า พวกมันกล่าวหาว่านายน้อยของพวกเราขโมยสิ่งของของพวกมัน ทั้งหมดนั้นก็เพื่อที่จะหาเรื่องพวกเรา ความผิดนี้ไม่อาจจะให้อภัยได้! ส่งคำสั่งไปยังตระกูลฟางทั้งหมด ให้กวาดล้างตลาดเมฆาสวรรค์ อย่าปล่อยให้ใครมีชีวิตรอดจากไป! นับจากบัดนี้เป็นต้นไป สถานที่แห่งนี้จะถูกเรียกว่า…ตลาดตระกูลฟาง!”

จิตใจเทียนอวิ๋นซ่างเหรินหมุนคว้าง และสีหน้าก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ “ผู้อาวุโสโส่วเต้า!!” มันร้องอุทานออกมา

หมายเหตุ: 得寸进尺 (เต๋อชุ่นจิ้นฉื่อ) แปลตรงตัวว่า ได้ชุ่นจะเอาฉื่อ (1 ชุ่น ยาวประมาณ 1 นิ้ว, 1 ฉื่อ ยาวประมาณ 1 ฟุต) หมายถึง ได้คืบจะเอาศอก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น