I shall seal the heaven Chapter 1182

ตอนที่ 1182

ต้าถัง ทุกชั้นฟ้า

“เตีย…” เมิ่งฮ่าวกล่าว มองกลับไปยังฟางซิ่วเฟิง จริงๆ แล้วเขามีความกังวลกว่าฟางซิ่วเฟิงมากนัก

“ไม่จำเป็นต้องกังวลไป ด้วยการมีปรมาจารย์โส่วเต้าและปรมาจารย์เหยียนซวีคอยช่วยเหลือ ถ้ายังล้มเหลวอีก การฝึกตนในหลายปีที่ผ่านมาทั้งหมดของเว่ยฟู่ (บิดา) ช่างสูญเปล่านัก!” ฟางซิ่วเฟิงหัวเราะเป็นเสียงดัง แต่จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นกล่าวว่า

“เว่ยฟู่คือผู้ฝึกตน ชั่วชีวิตนี้…ตั้งตารอคอยที่จะก้าวเข้าไปในเต๋า!”

“จากอาณาจักรวิญญาณถึงอาณาจักรเซียน จากอาณาจักรเซียนถึงอาณาจักรโบราณ จากอาณาจักรโบราณถึงอาณาจักรเต๋า ยิ่งใช้เวลานาน เจ้าก็จะยิ่งทำได้สำเร็จน้อยลง แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องหลีกเลี่ยงอันตราย หรือว่าแก้ตัวที่จะไม่เดินไปเป็นก้าวสุดท้าย!”

“เว่ยฟู่เอาชนะทัณฑ์แห่งอาณาจักรโบราณ ทำการดับตะเกียงวิญญาณไปได้ทีละดวง แล้วทัณฑ์แห่งเต๋านี้จะนับเป็นอะไรได้? ถ้าล้มเหลว อย่างน้อยเว่ยฟู่ก็ยังมีอายุขัยเหลืออยู่อีกหนึ่งร้อยปี สามารถที่จะช่วยปกป้องเจ้าและพี่สาวได้ ความเสียใจเพียงอย่างเดียวก็คือว่า…ไม่อาจจะปฏิบัติได้ตามสัญญาที่จะเป็นผู้พิทักษ์ไปหนึ่งแสนปี!” ด้วยเช่นนั้นร่องรอยความวิตกกังวล ในการก้าวเข้าไปในเต๋าของฟางซิ่วเฟิงก็มองไม่เห็นอีกต่อไป

ท่านสามารถจะเลือกกระทำเช่นเดียวกับเทียนอวิ๋นซ่างเหริน ที่ไม่ยอมก้าวเข้าไปในเต๋า ท่านสามารถระมัดระวังตัวและมีชีวิตอยู่ได้อย่างยาวนานต่อไป ถ้าไม่มีทัณฑ์เหล่านั้น ชีวิตของท่านก็ไร้ความเสี่ยงใดๆ และสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย

อันที่จริง นอกเหนือจากอันตรายของทัณฑ์เหล่านั้นแล้ว หนึ่งในเหตุผลหลักที่ผู้ฝึกตนมากมายเลือกที่จะอยู่ในวงจรอันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรโบราณ เป็นเพราะว่าพวกมันไม่อาจจะระงับความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยได้

“เตีย ท่านน่าจะทำได้สำเร็จ!” เมิ่งฮ่าวกล่าวอย่างแข็งขัน คำพูดเหล่านี้ไม่ได้เปล่งออกมาจากจุดยืนที่เป็นบุตรชาย แต่เป็น…ศักดิ์ฐานะของราชันแห่งอาณาจักรขุนเขาทะเลในอนาคต

ฟางซิ่วเฟิงยิ้มออกมา ในเวลาเดียวกันนั้นเมิ่งลี่และฟางอวี๋ก็บินขึ้นมาจากด้านล่าง พร้อมกับซุนไห่ กลุ่มคนทั้งหมดลอยตัวอยู่กลางอากาศ ไม่อาจจะปกปิดแววตาวิตกกังวลไว้ได้ในขณะที่มองมายังฟางซิ่วเฟิง

“ไม่เป็นไร พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องมาด้วย มีฮ่าวเอ๋อร์ก็พอแล้ว” ฟางซิ่วเฟิงกล่าว ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับภรรยาและบุตรี

เมิ่งลี่มองไปยังฟางซิ่วเฟิงและพยักหน้าให้ กล่าวเป็นเสียงแผ่วเบา

“ข้าจะรอท่านกลับมา”

“ข้าจะกลับมาอย่างแน่นอน!” ฟางซิ่วเฟิงกล่าวตอบพร้อมกับหัวเราะออกมา จากนั้นก็หันหลังบินออกไปยังที่ห่างไกลพร้อมกับฟางโส่วเต้าและฟางเหยียนซวี

เมิ่งลี่มองดูสามีจากไป และกล่าวขึ้นด้วยสุ้มเสียงที่สั่นเครือ “เมิ่งฮ่าว ดูแลบิดาเจ้าให้ดี เหนียง…ขอส่งมอบให้กับเจ้าแล้ว”

“เหนียงวางใจได้ เตียต้องทำได้สำเร็จอย่างแน่นอน!” เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว มองไปยังฟางอวี๋และซุนไห่ พยักหน้าให้ จากนั้นก็ติดตามฟางซิ่วเฟิงและคนอื่นๆ ไป

“เตีย, หนี่ว์เอ๋อร์ (บุตรี) ขออวยพรให้ท่านก้าวเข้าไปในเต๋าได้สำเร็จ!” ฟางอวี๋พึมพำ กัดริมฝีปาก ไม่อาจสะกดข่มความวิตกกังวลได้อีกต่อไป

เสียงหัวเราะของฟางซิ่วเฟิงดังก้องออกมาจากที่ห่างไกล เต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่น

ผู้ฝึกตนตระกูลฟางทั้งสี่ต่างก็พุ่งตรงไปยังทิศทางของ…ราชวังต้องห้ามแห่งต้าถัง!!

เมิ่งฮ่าวไม่เคยให้ความสนใจเกี่ยวกับต้าถังมากนัก แต่ในปีที่เขาเคยเห็นจักรพรรดิถังในเมืองหลวง ก็ตระหนักว่าท่านมีพื้นฐานฝึกตนที่ลึกล้ำ ซึ่งแทบจะใกล้เคียงกับบิดาของตนเอง เขาตระหนักว่าต้าถังช่างลึกลับอย่างแท้จริง

“พวกเรากำลังไปยังต้าถัง!” เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง ขณะที่มองเห็นเมืองหลวงแห่งต้าถังใกล้เข้ามา มีมนุษย์ธรรมดาอยู่ที่นั่นนับไม่ถ้วน และเป็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรือง ยามราตรีกำลังปกคลุมลงมา แต่แสงอันเจิดจ้าจากโคมไฟหลากสีนับไม่ถ้วนส่องประกายออกมา ทำให้เกิดเป็นภาพที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของราชวังต้องห้ามเอง ดูเหมือนกับเป็นสัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่กำลังหลับใหลอยู่!

ขณะที่คนทั้งหมดเข้าไปใกล้ เมิ่งฮ่าวก็มองเห็นเงาร่างร่างหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร สวมใส่ชุดจักรพรรดิ เฝ้ามองดูคนทั้งสี่เข้ามาใกล้

ขณะที่เมิ่งฮ่าวเพ่งดูเมืองหลวงแห่งต้าถัง ฟางโส่วเต้าก็มองมายังเขา พร้อมกับรอยยิ้มที่เมตตาและถามว่า “ฮ่าวเอ๋อร์ เจ้ารู้สึกแปลกๆ?”

“คาดไม่ถึงจริงๆ ทำไมพวกเราถึงต้องมายังต้าถัง? มันมีความลับอะไรซุกซ่อนอยู่?” เมิ่งฮ่าวถามกลับไป

“ฮ่าวเอ๋อร์ ตระกูลฟางเมื่อในอดีตคือตระกูลทุกชั้นฟ้า” ฟางโส่วเต้าอธิบายช้าๆ “ท่านปรมาจารย์รุ่นแรกของพวกเรา คือสมาชิกสายโลหิตคนสุดท้ายของตระกูลนั้น หลังจากนั้นท่านก็เป็นผู้ก่อตั้งตระกูลฟางที่พวกเรารู้จักกันดีในทุกวันนี้ ซึ่งเป็นตระกูลที่มีบทบาทสำคัญในขุนเขาทะเลที่เก้า” เรื่องบางอย่างเหล่านี้เมิ่งฮ่าวเคยรู้มาก่อนแล้ว ด้วยศักดิ์ฐานะของเขาในตอนนี้ จึงไม่จำเป็นต้องปกปิดไว้เป็นความลับอีกต่อไป

“มีอีกหลายเรื่องที่ถึงเวลาต้องบอกกับเจ้าแล้ว เหตุผลที่ตระกูลฟางในยุคปัจจุบันนี้คือตระกูลทุกชั้นฟ้า เป็นเพราะว่าเจ้าได้ปลุกสายโลหิตของพวกเราขึ้นมา จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเจ้าถึงได้เป็นหย่งเหิงจู่ (ปรมาจารย์ตราบนิรันดร์) ของพวกเรา!”

“ยิ่งเจ้ามีความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าใด ขั้นตอนการตื่นขึ้นมาก็จะยิ่งรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น หลังจากที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ พลังทุกชั้นฟ้าก็จะถูกปลดปล่อยออกไปด้วยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น!”

“ถ้าเจ้าสามารถจะก้าวเข้าไปในอาณาจักรเต๋า ตระกูลฟางก็จะมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างแท้จริง และจะกลับไปสู่ความรุ่งเรืองเมื่อในอดีต!” แสงแห่งความมุ่งหวังสาดประกายขึ้นมาในดวงตาฟางโส่วเต้า ถึงแม้ว่าปกติแล้วฟางเหยียนซวีจะเงียบขรึมเป็นอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ก็มีสีหน้าที่ตื่นเต้นและมุ่งหวังด้วยเช่นกัน และเมื่อท่านมองมายังเมิ่งฮ่าว สายตาก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเมตตา

“บางทีเจ้าอาจจะรู้แล้วว่าตระกูลทุกชั้นฟ้า…เกิดขึ้นอยู่ในโลกแห่งเซียน ก่อนที่อาณาจักรขุนเขาทะเลจะถูกก่อตั้งขึ้นมา ในอาณาจักรเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ตระกูลทุกชั้นฟ้าคือตระกูลที่มีความรุ่งเรืองมากที่สุดในท่ามกลางตระกูลทั้งปวง แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังต้องปฏิบัติต่อพวกมันด้วยความเคารพ”

“ดังนั้น ตระกูลฟางจึงไม่ใช่ตระกูลทุกชั้นฟ้าแค่ตระกูลเดียวเท่านั้น แต่มีทั้งหมดเก้าตระกูล!” ฟางโส่วเต้ากล่าวอธิบายอย่างช้าๆ

“แน่นอนว่าตระกูลทุกชั้นฟ้าทั้งเก้าต่างก็ตกต่ำลงในช่วงสงครามใหญ่ และผู้คนของพวกมันต่างก็ถูกสังหารไปนับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างเช่น ตระกูลฟางเกือบทั้งหมดถูกกวาดล้างออกไปในสงครามครั้งนั้น สำหรับสายโลหิตที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงคนเดียว ก็ต้องใช้เวลานานหลายปี ก่อนที่ท่านปรมาจารย์รุ่นแรกจะปรากฏขึ้นในขุนเขาทะเลที่เก้าแห่งนี้”

“ทุกวันนี้ ลูกหลานของตระกูลทั้งเก้าเหล่านั้น ต่างก็กระจัดกระจายออกไปทั่วทั้งเก้าขุนเขาทะเล บ้างก็เหมือนกับตระกูลฟางของพวกเรา ที่สามารถจะฟื้นคืนกลับมาได้ใหม่ บ้างก็หายสาบสูญไปในหน้าประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง”

“เจ้าควรจะรู้ว่าตระกูลฟาง ไม่ใช่ตระกูลทุกชั้นฟ้าเพียงแค่ตระกูลเดียวในขุนเขาทะเลที่เก้า ยังมีตระกูลเช่นนั้นอีก…ในที่แห่งนี้! และตระกูลนั้นก็คือ…ต้าถัง!!” เมื่อได้ยินเช่นนี้ จิตใจเมิ่งฮ่าวก็เริ่มเต้นรัว

ดูเหมือนว่าฟางซิ่วเฟิงจะไม่รู้สึกประหลาดใจ ช่วงไม่กี่วันมานี้ท่านเคยปรึกษาหารือกับฟางโส่วเต้ามาบ้างแล้ว และรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตระกูลทุกชั้นฟ้ามาแล้วทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากท่านเป็นผู้พิทักษ์บนดาวหนานเทียน จึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับต้าถังเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน

“ต้าถังจริงๆ แล้วคือตระกูลหลี่ แต่ก็ไม่ใช่ตระกูลหลี่ที่คงอยุ่ในขุนเขาทะเลที่เก้าปัจจุบันนี้!”

“อันที่จริง จากตระกูลทุกชั้นฟ้าทั้งเก้า พวกมันเป็นตระกูลที่รอดมาได้จากการไม่ถูกแตะต้องมากที่สุด ตั้งแต่ตอนที่สงครามเริ่มขึ้นจนกระทั่งสิ้นสุดลง เมื่ออาณาจักรขุนเขาทะเลถูกก่อตั้งขึ้นมา ตระกูลทั้งหมดของพวกมันยังคงครบถ้วนสมบูรณ์ นั่นเป็นเพราะว่าพวกมันได้รับมอบหมายด้วยภารกิจที่พิเศษเฉพาะ พวกมันจะใช้พลังของตระกูลทุกชั้นฟ้าทำการปกป้องอาณาจักรขุนเขาทะเล”

“แต่ในช่วงเริ่มต้นของอาณาจักรขุนเขาทะเล ก็ยังคงมีสงครามอยู่ ในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ได้เกิดเป็นช่องว่างขึ้น ทำให้อาณาจักรขุนเขาทะเลแยกออกจากกัน ถ้าช่องว่างนั้นฉีกขาดออกโดยสมบูรณ์ อาณาจักรขุนเขาทะเลก็จะ…ไม่คงอยู่อีกต่อไป”

“ในช่วงวิกฤตนั้นเอง ตระกูลทุกชั้นฟ้าตระกูลสุดท้าย ซึ่งก็คือตระกูลหลี่ เลือกที่จะยอมเสียสละโลหิตของตระกูล สมาชิกของตระกูลทั้งหมด ทั้งบุรุษและสตรี ชราและเยาว์วัย ต่างก็ยอมเสียสละตนเองเพื่อสร้างเป็นประตูขึ้นมา

ประตูนั้นช่วยปิดช่องว่างนั้นไป ป้องกันไม่ให้กองกำลังจากชนเผ่านอกคอกผ่านเข้ามาได้ และจบสงครามที่ใช้เวลานับหมื่นปีลง!”

“ช่องว่างที่อยู่ในขุนเขาทะเลที่เก้านั้น อยู่ด้านหลังดาวหนานเทียน!”

“นับจากนั้นเป็นต้นมา ดาวหนานเทียนจึงกลายเป็นดาวที่พิเศษมากๆ ในอาณาจักรขุนเขาทะเล และถูกเรียกว่าหนานเทียนเหมิน (ประตูสวรรค์ทิศใต้) ด้วยเช่นกัน!”

“ตั้งแต่นั้นมา ก็มีอาณาจักรใหม่เกิดขึ้นบนดาวหนานเทียน ถูกเรียกว่าต้าถัง ตระกูลหลี่ทั้งหมดต่างก็เสียสละตนเองเพื่อปกป้องอาณาจักรขุนเขาทะเล เหลือสมาชิกของตระกูลไว้เพียงแค่คนเดียว เพื่อคอยดูแลรักษาของวิเศษของบรรพบุรุษและป้องกันไม่ให้ชนเผ่านอกคอกบุกรุกเข้ามา มันเป็นภารกิจของตระกูล ถึงแม้ว่าจะมีเหลืออยู่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะยังคงรักษาภารกิจนี้ไว้ และนั่น…คือสิ่งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจวบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้” เรื่องราวทั้งหมดนี้ถูกฟางโส่วเต้าเปิดเผยออกมา หลังจากที่ท่านไปเยี่ยมร่างจำแลงของปรมาจารย์รุ่นแรกมาเมื่อเร็วๆ นี้

“บิดาเจ้าคอยเฝ้าพิทักษ์ดาวหนานเทียน และตระกูลหลี่คอยเฝ้าพิทักษ์หนานเทียนเหมิน!”

“เนื่องจากธรรมชาติที่พิเศษเฉพาะของดาวหนานเทียน ทำให้ผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าไม่อาจจะผ่านเข้ามาได้ มีแต่ต้องสะกดข่มพื้นฐานฝึกตนให้ลงไปยังวงจรอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโบราณเท่านั้นถึงจะเข้ามาได้ มิเช่นนั้น…ดาวหนานเทียนจะมองว่าพวกเราคือศัตรู และกำจัดไป!”

“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิงที่จะมีผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋าในที่แห่งนี้ สำหรับผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋าที่จะคงอยู่ในที่แห่งนี้ ต้องได้รับการรับรองจากดาวหนานเทียน ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลที่จะทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้ก็คือ…ต้าถัง, ตระกูลหลี่!”

เมื่อเมิ่งฮ่าวได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้ จิตใจก็สั่นสะท้าน ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ความลับเหล่านี้มาแล้วมากมาย แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่เขาไม่เคยยินมา และไม่ค่อยจะเข้าใจจากประสบการณ์ที่พบเห็นมาด้วยตนเอง ด้วยเช่นนั้นทำให้ความเข้าใจของเขาไม่สมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น เขาเพิ่งจะรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวตนของต้าถังได้อย่างสมบูรณ์ในตอนนี้เอง

เมิ่งฮ่าวสามารถจะคาดคิดได้ว่า หลายปีก่อนโน้นที่ตระกูลหลี่มองเห็นตระกูลทุกชั้นฟ้าตระกูลแล้วตระกูลเล่าถูกกำจัดไป ในขณะที่พวกมัน เพื่อที่จะทำภารกิจของตนเองให้สำเร็จ พวกมันต้องบังคับให้ตนเองอดออมกองกำลังไว้ ไม่ไปเข้าร่วมการต่อสู้ พวกมันต้องรู้สึกปวดร้าวเสียใจ และในเวลาเดียวกันนั้นก็เห็นได้ชัดถึงความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของพวกมัน

เมื่อเกิดช่องว่างขึ้นในอาณาจักรขุนเขาทะเล พวกมันจึงไม่ลังเลที่จะเสียสละโลหิตของตระกูลทั้งหมด เพื่อสร้างเป็นประตูแห่งสวรรค์ทิศใต้ พวกมันผนึกช่องว่างนั้นไว้ ทำภารกิจของตระกูลได้สำเร็จ ช่างเป็นความเสียสละที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง!

ตอนนี้เมิ่งฮ่าวเข้าใจแล้วว่าทำไม เมื่อเขาเผชิญหน้ากับจักรพรรดิถังในตอนแรกเมื่อหลายปีก่อนโน้น เขาจึงรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างของคนผู้นั้น ท่านคือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของสายโลหิตทั้งหมดของท่าน การเสียสละของพวกมันคล้ายกับเป็นคำสาปแช่งสำหรับท่าน มีคนรุ่นเดียวกับท่านอยู่มากมาย สามารถจะกลายเป็นจักรพรรดิแห่งต้าถัง แต่ทั้งหมดนั้นต่างก็ยินยอมที่จะเสียสละตนเองเพื่อภารกิจนั้น พวกมันจะปกป้องอาณาจักรขุนเขาทะเล ด้วยการคอยเฝ้าพิทักษ์หนานเทียนเหมินไปตราบชั่วนิรันดร์

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความเคารพนับถือ ขณะที่ติดตามบิดา, ฟางโส่วเต้าและฟางเหยียนซวีไป คนทั้งหมดบินเข้าไปในเมืองหลวงของต้าถัง ตรงไปยังราชวังต้องห้าม ดวงตะวันเพิ่งจะลาลับฟ้า

และทันใดนั้นเองเมิ่งฮ่าวก็นึกไปถึงสิ่งที่ฟางโส่วเต้าเพิ่งจะเอ่ยขึ้น เกี่ยวกับผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋า ที่ไม่สามารถจะผ่านเข้ามาบนดาวหนานเทียนนี้ได้ จากนั้นก็คิดไปถึงยักษ์ที่เขาต่อสู้ด้วย รวมทั้งใบหน้าวานรนั้น

“ถ้าไม่รับรอง อาณาจักรเต๋าจะถูกกำจัดไป?” จู่ๆ เมิ่งฮ่าวก็ถามขึ้น

“โดยไม่มีข้อยกเว้น” ฟางโส่วเต้าตอบกลับมา

จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน และเริ่มสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนักหน่วง คลื่นแห่งความตกใจพุ่งขึ้นมา เช่นเดียวกับความสงสัย ตราบเท่าที่เขาสามารถจะบอกได้ มีคำอธิบายเพียงแค่สามอย่างเท่านั้น

คำอธิบายแรกคือ ยักษ์และวานรนั่นต่างก็ได้รับคำรับรองจากตระกูลหลี่ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ คำอธิบายที่สองคือ โลกแห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ค่อนข้างจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง คำอธิบายที่สาม….ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องสั่นสะท้านมากยิ่งขึ้น บางทียักษ์และวานรนั้นอาจจะอยู่ในอาณาจักรเต๋า แต่เนื่องจากพวกมันอยู่ภายในโลกแห่งเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์…ทำให้พวกมันไม่อยู่ในอาณาจักรเต๋าที่แท้จริง!

ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้เมิ่งฮ่าวสามารถจะสังหารผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋าที่มีแก่นแท้ไม่เกินสองชนิดได้ แต่เนื่องจากว่าตัวเขาเองไม่อยู่ในอาณาจักรเต๋า ทำให้ไม่ถูกดาวหนานเทียนกำจัดไป

ถึงแม้คำอธิบายที่สามจะดูเหมือนว่าแปลกประหลาดไปบ้าง แต่เมิ่งฮ่าวก็ต้องสรุปว่ามันอาจจะเป็นไปได้มากที่สุดอย่างช่วยไม่ได้

——————–

หมายเหตุ:

  1. 1. เมิ่งฮ่าวเคยพบกับจักรพรรดิถังในตอนที่ 802: เหรียญเต๋าเซียนโบราณ!
  2. 2. แซ่หลี่ของจีน เป็นแซ่ที่พบเห็นได้ทั่วไป คนที่แซ่หลี่แต่ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันมีอยู่มากมาย ดังนั้นตระกูลหลี่ของหลี่หลิงเอ๋อร์ และตระกูลหลี่ที่เป็นตระกูลทุกชั้นฟ้าของต้าถัง จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันตามที่ฟางโส่วเต้าบอกไว้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น