I shall seal the heaven Chapter 1242

ตอนที่ 1242

ตะวันสีฟ้า

ด้วยความช่วยเหลือจากพลังชีวิตของผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋า ทำให้เมิ่งฮ่าวที่ถูกตันหลางยึดร่างสั่นสะท้านขึ้น จู่ๆ แสงอันเจิดจ้าก็เริ่มสาดประกายออกมาจากหน้าผาก ถึงแม้ว่าผลเนี่ยผานลูกที่สี่ยังไม่ถูกดูดซับเข้าไปจนหมดสิ้น แต่ก็เห็นได้ชัดว่าบรรลุถึงระดับหนึ่งแล้ว!

เกิดเป็นเสียงกระหึ่มขึ้น ขณะที่ผลเนี่ยผานลูกที่สี่เริ่มหมุนวนไปมาอยู่กับที่อย่างช้าๆ นอกเหนือจากการดูดซับพลังชีวิตเข้าไป จากนั้นผลเนี่ยผานลูกที่สาม รวมทั้งลูกที่สอง และในที่สุดก็ลูกที่หนึ่ง ต่างก็หมุนวนไปมาโดยพร้อมเพรียงกัน ทำให้กลิ่นอายอันเก่าแก่โบราณปะทุออกมาจากร่างเมิ่งฮ่าว กลิ่นอายอันน่ากลัวนั้นพุ่งกระจายออกไป ทำให้ทั่วทั้งเขตสุสานสั่นสะเทือน

กลิ่นอายนั้นไม่ได้เป็นของตันหลาง แต่มาจากผลเนี่ยผานลูกที่สี่!

เมื่อผลเนี่ยผานหมุนวนไปมา และกลิ่นอายกระจายออกไป พลังแห่งเซียนเต๋าทุกชั้นฟ้าก็เริ่มหมุนวนไปมาตรงด้านบนของมันด้วยเช่นกัน อย่างช้าๆ ระลอกคลื่นแห่งอาณาจักรโบราณเริ่มกระจายออกมาจากร่างเมิ่งฮ่าว

เครื่องหมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นอยู่บนผิวหนัง เห็นได้ชัดว่าเป็นเครื่องหมายที่ถูกซ่อนไว้อยู่ในสายโลหิตของเขา ตอนนี้เมื่อพวกมันทั้งหมดปรากฏขึ้นมา ก็ทำให้กลิ่นอายอันน่ากลัวและเก่าแก่โบราณพุ่งกระจายออกไป

ตันหลางกำลังสั่นสะท้านขึ้นด้วยความตื่นเต้น

“คุ้มค่านัก ช่างคุ้มค่าจริงๆ ร่างนี้คือของวิเศษอันยิ่งใหญ่! ด้วยร่างกายเช่นนี้ ข้ามั่นใจว่าจะสามารถบรรลุถึงการเยียบย่ำสวรรค์ได้ในที่สุด!!”

“ข้าอาจจะยังดูดซับผลไม้เต๋าได้ไม่สมบูรณ์ แต่คงอีกไม่นานแล้ว!”

“กายเนื้อเทียบได้กับอาณาจักรเต๋า และพื้นฐานฝึกตนก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม! อีกไม่นานร่างนี้ก็จะ…ปลดปล่อยพลังที่ไม่ธรรมดาออกมาได้โดยสิ้นเชิง!”

ตันหลางสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ตอนนี้มันเหลือแก่นแท้พลังชีวิตอยู่แค่สามในสิบส่วนเท่านั้น แต่สำหรับมันแล้วทั้งหมดนี้ช่างคุ้มค่านัก!

“สะพานนั่น สายโลหิตนี้ กายเนื้อที่แข็งแกร่ง และพื้นฐานฝึกตนที่ไร้ขีดจำกัด ช่างคุ้มค่าจริงๆ!” ตันหลางเลียริมฝีปาก จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นและหัวเราะออกมา

“เมื่อไหร่ที่ข้าออกไปจากที่แห่งนี้ ข้าจะไปค้นหาโลหิตเทพเพื่อให้แข็งแกร่งมากขึ้น และจากนั้นใครก็ตามที่สร้างความอัปยศให้ข้าเมื่อในอดีตก็จะพบว่าข้า

ตันหลาง…กลับมาแล้ว!” ตันหลางหัวเราะออกมาและขณะที่ทำเช่นนั้น เงาร่างในชุดสีขาวจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในจิตใจ เงาร่างนั้นมักจะทำให้มันรู้สึกไม่พอใจเมื่อคิดไปถึง

“รอให้ข้าบรรลุเหยียบย่ำสวรรค์ก่อนเถอะ!” ตันหลางพุ่งตัวออกไปในเขตสุสานด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวาอย่างรวดเร็ว ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปตรึง…เสวียนเต้าจื่อไว้!

อีกเส้นทางหนึ่งของเขตสุสาน ดวงตาเสวียนเต้าจื่อเบิกกว้างขึ้น และรู้สึกไม่สบายใจ มันรับรู้ได้ถึงความผันผวนที่อยู่ห่างไกลออกไป ทำให้รู้สึกอึดอัดใจไปโดยสิ้นเชิง พึมพำกับตนเอง เพิ่มความเร็วขึ้นขณะที่ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ม้วนกวาดออกไปยังห้องโถง ที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของเขตสุสานตรงด้านหน้าขึ้นไป

ตอนนี้ผู้ฝึกตนที่เข้ามาในเขตสุสานนี้ตกตายไปเกือบเก้าในสิบส่วนแล้ว พวกมันส่วนใหญ่ตายไปภายใต้เงื้อมมือของตันหลาง บางคนก็ได้รับบาดเจ็บก่อนที่จะเข้ามา หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นอายแห่งความตายในสถานที่แห่งนี้ ทำให้พวกมันไปอยู่ตรงประตูแห่งความตายแล้วในตอนนี้

เมิ่งเฉินคือหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น ตอนนี้มันนอนอยู่บนพื้น ม่านตากำลังมืดมิดลงไป สีหน้าว่างเปล่า กลิ่นอายเริ่มอ่อนแอลง ใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน ขณะที่กลิ่นอายแห่งความตายทำให้อวัยวะภายในของมันเริ่มเน่าเปื่อยลงไปอย่างช้าๆ โลหิตสีดำไหลซึมออกมาจากปากเป็นระยะ

แม้แต่ผิวกายของมันก็กำลังเน่าเปื่อยอยู่ ตอนนี้แม้แต่ผู้ฝึกตนอาณาจักรเต๋าก็ไม่อาจจะช่วยมันได้ เหตุผลก็คือว่าวิญญาณของมันกำลังกระจัดกระจายออกไปแล้ว กลิ่นอายแห่งความตายค่อยๆ กัดกร่อนวิญญาณของมันไป เมื่อวิญญาณจางหายไปจนหมดสิ้น มันก็จะตกตายไป

มันกำลังจะตายไป แต่ก็รู้สึกไม่ยินยอมเป็นอย่างยิ่ง ยังมีอีกหลายเรื่องที่มันต้องการจะทำให้สำเร็จ มันคือสมาชิกเพียงคนเดียวของสายโลหิตตนเองที่เคยออกมาผจญภัยในโลกภายนอกเมื่อไม่กี่ปีมานี้ และมีแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ มันต้องการจะนำกลุ่มคนสายโลหิตของตนเองให้มีชื่อเสียงกลับขึ้นมาใหม่ ต้องการฟื้นฟูสายโลหิตของมันให้มีความรุ่งเรืองเหมือนเดิม

แต่ตอนนี้ มันมีแต่ความเสียใจเท่านั้น

จู่ๆ ริมฝีปากของมันก็สั่นสะท้านขึ้น ขณะที่กล่าวว่า “เตีย…เหนียง…ข้าเป็นบุตรที่ไม่ได้เรื่องนัก…”

ความคิดของมันค่อนข้างจะสับสนยุ่งเหยิง และในตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมองเห็นกลุ่มคนในสายโลหิต และการดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยความยากลำบากของพวกมัน

มันคิดไปถึงเรื่องราวมากมาย คิดไปถึงความตื่นเต้นของคนทั้งหมดเมื่อพบว่ามันมีความสามารถในการฝึกตน คิดไปถึงคำสาบานที่เคยเปล่งออกมาเมื่อตอนเยาว์วัย และครั้งแรกที่มันออกมาจากดินแดนแห่งบรรพบุรุษ

เมื่อมันเดินทางไปกับเรือสินค้าและรับคำสั่งจากเต๋อเสาจู่ (นายน้อยเต๋อ) มันต้องกัดฟันแน่นและปฏิบัติตาม ยินดีที่จะทำทุกอย่างเพื่อสายโลหิตและความปรารถนาของตนเอง

แต่ตอนนี้ ความปรารถนาและความตั้งใจอันแน่วแน่ทั้งปวงของมัน กลายเป็นแค่ความทรงจำเท่านั้น…

“ถ้าข้าตายไป ตี้ตี่เม่ยเหม่ย (น้องชายน้องสาว) ของข้าจะเป็นอย่างไร…? ญาติคนอื่นๆ ของข้าจะทำอย่างไร…?” เมิ่งเฉินพึมพำ ม่านตาเริ่มสลัวเลือนรางลง ผิวกายมันกำลังเน่าเปื่อยลงไปมากขึ้น และส่วนใหญ่แล้วก็ถูกพื้นดินดูดซับเข้าไป

ตำแหน่งที่มันอยู่ในตอนนี้ไม่ห่างไกลจากสถานที่ที่เมิ่งฮ่าวซึ่งถูกตันหลางยึดร่าง พุ่งตรงไปยังเสวียนเต้าจื่อมากนัก

หลังจากที่ผ่านไปสิบลมหายใจ ตลอดช่วงเวลานั้นตันหลางเข้ามาใกล้

เสวียนเต้าจื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนที่ตันหลางพุ่งผ่านห้องแห่งหนึ่ง จู่ๆ มันก็หยุดลงและมองเข้าไปข้างใน ที่กำลังใกล้เข้ามายังทิศทางของมันคือหานชิงเหลย ซึ่งทันใดนั้นก็มองมายังมันด้วยสีหน้ายินดี

“เมิ่งฮ่าว!” ความวิตกกังวลของหานชิงเหลยลดน้อยลงอย่างฉับพลัน เมื่อมันมองเห็นเมิ่งฮ่าว ก็รีบพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเดินมาได้แค่สามถึงสี่ก้าวก็หยุดชะงักนิ่งในทันที ม่านตาหรี่เล็กลง

“เมิ่งฮ่าว เกิดอะไรขึ้น?” หานชิงเหลยรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งแปลกๆ ไป ในแววตาเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมเย็นชาและความละโมบ ซึ่งแตกต่างไปจากเมิ่งฮ่าวที่มันเคยรู้จัก

ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวผู้นี้และเมิ่งฮ่าวอีกคนจะดูเหมือนกัน และมีกลิ่นอายเช่นเดียวกัน แต่แววตาที่แตกต่างกันออกไปของคนผู้นี้ ก็ทำให้หานชิงเหลยต้องเริ่มถอยไปทางด้านหลังในทันที

ตันหลางที่ยึดร่างเมิ่งฮ่าวมองไปยังหานชิงเหลยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จากนั้นก็ยิ้มอย่างโหดเหี้ยมออกมา “คาดไม่ถึงว่าจะมีร่างที่ยอดเยี่ยมอยู่อีก…”

“ถึงแม้ว่าจะไม่ดีเท่าร่างที่ข้ามีอยู่แล้ว แต่คงไม่ดีนักถ้าจะต้องสูญเสียมันไป มีพลังชีวิตอยู่มากมายที่ต้องดูดมา” ตันหลางยิ้มด้วยความยินดี พุ่งตรงไปยังหานชิงเหลย

สีหน้าหานชิงเหลยสลดลง มันเป็นคนฉลาด สามารถจะตรวจพบร่องรอยที่น่าสงสัยได้อย่างเพียงพอ จากนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของตันหลาง ก็ทำให้มันเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ในทันที

“ยึดครอง!” หานชิงเหลยกล่าว สูดหายใจเข้าลึกๆ รีบหลบหนีไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ขยับสองมือร่ายเวททำให้กระถางสีเขียวก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เกิดเป็นเสียงกระหึ่มขึ้นขณะที่มันล่าถอยไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ตันหลางยิ้มอย่างโหดเหี้ยม พุ่งมือขวาตรงไปจนกลายเป็นภาพเลือนรางสีเทา ขณะที่ทำท่าคว้าจับไปยังหานชิงเหลย

สีหน้าหานชิงเหลยเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง จากระดับพื้นฐานการฝึกตนของมัน จึงไม่อาจจะเทียบกับของตันหลางได้แม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม ในตอนที่มือของตันหลางได้กลายเป็นภาพเลือนรางสีเทา และกำลังจะยื่นไปคว้าจับหานชิงเหลยไว้ ทันใดนั้นเองมันก็หยุดเคลื่อนไหว ราวกับว่ากำลังต่อสู้กลับไปยังความรู้สึกตัวของเมิ่งฮ่าว

สีหน้าตันหลางสลดลง และพุ่งถอยไปทางด้านหลัง ใช้มือซ้ายคว้าจับมือขวาไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและสงสัย จากนั้นดวงตามันก็สาดประกายขึ้นขณะที่ทำการตรวจสอบร่างกาย แต่ก็ไม่พบร่องรอยของวิญญาณไร้ร่างใดๆ ทำให้มันได้ข้อสรุปออกมาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“บัดซบ ต้องมีเศษชิ้นส่วนวิญญาณของมันหลงเหลืออยู่อย่างแน่นอน!!”

“แต่การต่อต้านนี้ก็อ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง และเศษชิ้นส่วนวิญญาณก็กระทำไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น ดูเหมือนว่าเมิ่งฮ่าวและคนผู้นี้จะเป็นสหายกัน…”

พร้อมกับเสียงแค่นเย็นชา มันทำให้ปราณและโลหิตภายในร่างเริ่มลุกไหม้ขึ้นมา และยังได้ส่งเปลวไฟสายฟ้าออกมาจากกระถางสายฟ้าเพื่อปกคลุมไปรอบๆ ตัว เผาไหม้ตัวเองจากด้านนอกเข้ามาด้านใน และจากด้านในไปด้านนอกเช่นเดียวกัน

หลังจากที่ผ่านไปสิบอึดใจ เปลวไฟก็กระจายหายไป ตันหลางหยุดการเผาไหม้ปราณและโลหิต รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก มองไปยังทิศทางที่หานชิงเหลยหลบหนีจากไป มันกำลังจะไล่ล่าติดตามไป แต่ทันใดนั้นพลังจากผลเนี่ยผานลูกที่สี่ก็รุนแรงมากขึ้น ราวกับว่าตั้งใจที่จะทำการหลอมรวมเข้าไปอย่างสมบูรณ์

ตันหลางลังเลอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็ยกเลิกความคิดที่จะไล่ล่าหานชิงเหลย แต่บินตรงไปยังทิศทางของเสวียนเต้าจื่อแทน

ตอนนี้สิ่งสำคัญมากที่สุดก็คือ หลอมรวมผลไม้เต๋าในหน้าผากของมันให้สมบูรณ์ และมันก็เชื่อมั่นว่าหลังจากที่ดูดกลืนเสวียนเต้าจื่อได้แล้ว คงจะได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงนั้นแล้ว

ขณะที่เสวียนเต้าจื่อและตันหลางพุ่งร่างไป คนทั้งสองค่อยๆ เข้ามาใกล้ในบริเวณเดียวกัน!

บริเวณนั้นคือวิหารขนาดใหญ่ตรงจุดศูนย์กลางของสุสานแห่งนี้!

สุสานนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดกว้างใหญ่ ทั้งหมดนั้นถูกสร้างขึ้นมาอยู่รอบๆ วิหารที่ตรงจุดศูนย์กลาง มีห้องอยู่มากมายหลายสิบห้อง ทั้งหมดนั้นถูกเชื่อมต่อกันด้วยอุโมงค์ โครงสร้างทั้งหมดถูกออกแบบมาจนดูคล้ายกับเป็นค่ายกลเวท

ตอนนี้เสวียนเต้าจื่อเพิ่งจะพุ่งผ่านหนึ่งในปากทางเข้าสิบกว่าแห่งของวิหารกลาง พุ่งฝ่าอากาศไปคล้ายประกายสายฟ้า

ในทันทีที่มันผ่านเข้าไป ก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันน่ากลัวจนทำให้ต้องสั่นสะท้านขึ้นมา มันสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และมองไปรอบๆ ในทันทีที่เห็นว่าตนเองอยู่ที่ไหน ม่านตาก็หรี่เล็กลง

วิหารกลางมีแท่นศิลาขนาดใหญ่อยู่เก้าแท่น ซึ่งดูคล้ายกับเป็นหอกที่ถูกปักลงไปในพื้นดิน ตรงจุดกึ่งกลางของแท่นศิลาทั้งเก้าเหล่านั้นเป็นเวทีที่ยกขึ้นมาจนสามารถจะมองเห็น…เงาร่างในชุดสีฟ้ากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้น!

มันเป็นซากศพที่แห้งกรัง กระจายกลิ่นอายที่เก่าแก่โบราณอย่างไร้จุดสิ้นสุดออกมา ราวกับว่ามันคงอยู่มานานหลายปีจนนับไม่ถ้วน ไร้พลังชีวิตใดๆ ให้รู้สึกได้จากซากศพนี้ มันตายมานานมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม…ก็มองเห็นได้ว่าบนหน้าผากของมันมีเปลวไฟประหลาดสีฟ้าอยู่ ถ้ามองมาจากที่ห่างไกลก็ดูคล้ายกับเป็นดวงตะวัน ที่กำลังลอยอยู่ภายในเป็นใบหน้าซึ่งหลับตาอยู่ และน่าตกใจยิ่ง…ที่ดูเหมือนกับใบหน้าของซากศพนั้นเป็นอย่างมาก

ที่เชื่อมต่อซากศพนั้นกับแท่นเวทีเป็นโซ่เหล็กจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเสาขนาดยักษ์ที่ลุกโชนขึ้นด้วยเปลวไฟจนดูเหมือนว่ากำลังจะกลั่นสกัดซากศพนั้นอยู่อีกด้วย!

บนผนังกำแพงที่อยู่ด้านหลังซากศพเป็นภาพวาดภาพหนึ่ง อย่างน่าตกใจยิ่ง มันถูกวาดเป็น…ดวงตะวันสีฟ้า!

ดวงตะวันสีฟ้านั้นดูเหมือนของจริงอย่างน่าเหลือเชื่อ ถ้ามองไปยังดวงตะวันนั้นเป็นเวลานานพอ ก็จะทำให้รู้สึกราวกับว่ากำลังถูกย่างไปทั้งเป็น

ภายในบริเวณของเสาทั้งเก้าเหล่านั้น ตรงด้านซ้ายมือของซากศพ มองเห็นโล่ขนาดเล็กวางอยู่บนพื้น เป็นสีฟ้าด้วยเช่นกัน และกระจายแสงระยิบระยับออกมาอย่างเลือนราง

ตรงด้านขวามือของซากศพเป็นกระดิ่งใบหนึ่ง มีขนาดเล็กและเป็นสีดำ ดูไม่ค่อยน่าประทับใจมากนัก ที่กระจัดกระจายอยู่รอบๆ เป็นของวิเศษอื่นๆ อีกมากมาย แต่เนื่องจากกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป ทำให้พวกมันชำรุดเสียหายไปเกือบหมด บางชิ้นก็เห็นได้ชัดว่ายังคงใช้ได้ แต่ก็ไม่มีชิ้นไหนที่จะดึงดูดความสนใจของราชันเต๋าเสวียนเต้าจื่อได้

สิ่งที่ดึงดูดสายตาของมันคือ…ดวงตะวันสีฟ้าบนหน้าผากของซากศพ รวมทั้งโล่และกระดิ่ง

ในตอนนี้เองที่ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงหวีดหวิวแหวกฝ่าอากาศดังมาจากประตูทางเข้าที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น เงาร่างเมิ่งฮ่าวปรากฎขึ้นมาในทันที

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น