Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 477

I Shall Seal The Heaven Chapter 477

ตอนที่ 477

ดวงจันทร์…

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวปรากฎกายขึ้น ทุกคนที่อยู่บนยอดเขาก็มองเห็น ทันใดนั้น หัวหน้าเผ่าอูปิงก็เริ่มสั่นไปทั้งร่าง และแววตื่นเต้นก็สาดประกายออกมาจากดวงตา

ผู้เชี่ยวชาญอันแข็งแกร่งคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างมันก็เป็นเช่นเดียวกัน สำหรับพวกมัน การปรากฎกายขึ้นของเมิ่งฮ่าว ในที่สุดก็ทำให้พวกมันมีความหวังขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

ถ้าคนเหล่านี้แสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงความสิ้นหวังในจิตใจของกลุ่มคนของเผ่าที่ทันใดนั้นก็ถูกกวาดออกไปด้วยความตื่นเต้นได้อย่างไร

“เซิ่งจู่!” (บรรพบุรุษศักดิ์สิทธิ์)

“เซิ่งจู่ต้าเหรินกลับมาแล้ว!!”

“เซิ่งจู่ต้าเหริน พวกเราขอต้อนรับการกลับมาของท่าน!!”

เสียงของผู้คนมากกว่าหนึ่งพันตะโกนออกมา ดูเหมือนว่าพวกมันรู้สึกโล่งใจ จากแรงกดดันที่กดทับลงมา กลายเป็นเสียงกระหึ่มกึกก้องขนาดใหญ่ ราวกับได้ยินออกมาจากปากของผู้คนนับหมื่น ต้าเหมา และสัตว์ปีศาจอื่นๆ ทั้งหมด ต่างก็มีความยินดี หลังจากที่ได้เห็นเมิ่งฮ่าว พวกมันก็แหงนหน้าขึ้นไปในท้องฟ้า และส่งเสียงเห่าหอนแผดร้องคำรามออกมาด้วยความตื่นเต้น เสียงของพวกมันทั้งหมดทำให้สวรรค์สะท้านปฐพีสะเทือน

สีหน้าอี้เฉินจื่อทันใดนั้นก็ซีดขาวไร้สีเลือด มันจ้องมายังเมิ่งฮ่าวด้วยความงุนงง จิตใจสั่นสะท้าน จากนั้นก็แผดร้องออกมาขณะที่มันพุ่งถอยไปด้านหลัง มันไม่ได้สังเกตเห็นว่านกแก้วกำลังเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม

เมื่อนกแก้วพุ่งทะลวงเข้าไปในก้นของมัน เสียงแผดร้องจนโลหิตแทบจะแข็งตัวก็ดังเต็มอยู่ในอากาศ มันรู้สึกเจ็บปวด…เป็นความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่มันไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้, ไม่อาจจะลืมเลือนไปได้…นอกจากความเจ็บปวดแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกน่าละอายที่ทำให้อี้เฉินจื่อต้องเงยหน้าขึ้นและส่งเสียงกรีดร้องออกมา

ในขณะที่เสียงกรีดร้องของมันดังก้องออกมา นกแก้วก็พุ่งกลับเข้าไปอีกครั้งด้วยความตื่นเต้น อี้เฉินจื่อหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด ทันใดนั้นก็กลายเป็นกลุ่มควันสีเขียว ขณะที่มันเตรียมตัวจะหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ยากที่จะอธิบายออกมาได้ว่า มันรู้สึกเสียใจมากแค่ไหนที่มายังสถานที่แห่งนี้ เป็นความเสียใจอย่างลึกล้ำ มันจะคาดคิดได้อย่างไรว่าเผ่าเล็กๆ เช่นนี้ จริงๆ แล้วก็…เต็มไปด้วยพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน!?

“บัดซบ, บัดซบ…ที่แห่งนี้มีเถาวัลย์อันชั่วร้าย, สัตว์ปีศาจมากมาย, นกแก้วโรคจิต, เทียนฟางที่น่ากลัว และที่น่าตกใจมากที่สุดก็คือปรมาจารย์หน้าโลหิต!” จิตใจมันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าจนถึงจุดที่มันอยากจะร้องไห้ออกมา มันตัดสินใจว่าจะหลบหนีออกไปจากที่แห่งนี้ และจะไม่เหยียบเข้ามาในเขตทางเหนือ ของทะเลทรายตะวันตกอีกแม้แต่ครึ่งก้าวตลอดชั่วชีวิตของมัน

แต่ในขณะที่ร่างของมันกลายเป็นกลุ่มควันสีเขียว เมื่อมันกำลังจะหลบหนีจากไป เมิ่งฮ่าวก็ยกมือขวาขึ้นมา ทันใดนั้น สายลมอันเย็นยะเยียบก็พุ่งขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วยพลังของดินยะเยียบ ฉับพลันนั้นอี้เฉินจื่อที่อยู่ในกลุ่มควันสีเขียว ก็ถูกแช่แข็งนิ่งอยู่กลางอากาศในทันที

จากนั้นร่างของมันก็ถูกบังคับให้ออกมาจากกลุ่มควัน ความประหลาดใจและไม่อยากจะเชื่อ ปรากฎขึ้นบนสีหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน ขณะที่สงสัยว่าศัตรูของมันมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในช่วงเวลาสั้นๆ ได้อย่างไร แม้แต่วิชาหลบหนีของมัน เขาก็ยังสามารถลบล้างไปได้

ขณะที่ร่างของมันถูกบังคับให้ออกมาจากกลุ่มควัน สีหน้าเย็นชาของเมิ่งฮ่าวก็เปล่งรังสีสังหารอันเย็นเยียบออกมา เขาพุ่งตรงมา กำหมัดต่อยเข้าไปที่หน้าอกอี้เฉินจื่อเต็มแรง

อี้เฉินจื่อไม่มีทางที่จะหลบเลี่ยงได้ โลหิตพ่นกระจายออกมาจากปาก เสียงของกระดูกแตกหักก็ได้ยินมาจากหน้าอกของมัน พร้อมกับเสียงแผดร้องโหยหวน มันลอยละลิ่วไปด้านหลัง

“มันแข็งแกร่งมากขึ้นเช่นนี้ได้อย่างไร!?!?” อี้เฉินจื่อเกิดความหวาดกลัวจากส่วนลึกของจิตใจ เสียงหึ่งๆ ดังเต็มอยู่ในร่าง ขณะที่เสียงอันเย็นชาของเมิ่งฮ่าวทันใดนั้นก็ดังขึ้น

“ก่อนหน้านี้ เจ้ากล้ามาขโมยสิ่งของที่เป็นของข้า ข้าปล่อยเจ้าให้หลบหนีไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วจะให้เจ้าทำเช่นนั้นอีกครั้งในวันนี้ได้อย่างไร?” ทันใดนั้นเขาก็พุ่งเข้าไปหาอี้เฉินจื่ออีกครั้ง และต่อยหมัดออกไปเป็นครั้งที่สอง

เสียงระเบิดได้ยินออกมา อี้เฉินจื่อกระอักโลหิตออกมามากขึ้น สีหน้ามันซีดขาว ก่อนที่มันจะทันได้พูดจาใดๆ หมัดของเมิ่งฮ่าวก็กระแทกเข้าไปในร่างมันอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ร่างกายมันจะได้รับบาดเจ็บเท่านั้น แต่วิญญาณแรกก่อตั้งของมันก็ได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน แม้แต่รอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์ของมันก็เกือบจะพังทลายลงไปได้ทุกเมื่อ

ในช่วงวิกฤตนี้ อี้เฉินจื่อก็ส่งเสียงกู่ร้องแหลมเล็กออกมา ฉับพลันนั้นจิตสัมผัสของมันก็กระจายออกไป และเวทปีศาจที่อยู่ในร่างมันก็เริ่มโคจรหมุนเวียน ทันใดนั้นดวงจันทร์สีดำก็ปรากฎขึ้นบนหน้าผากของมัน ทันทีที่ดวงจันทร์ปรากฎขึ้น จิตสัมผัสของมันก็ไปรวมตัวเข้ากับดวงจันทร์สีดำ ทำให้เริ่มหมุนเป็นวงกลม อย่างน่าตกใจ ก็มีภาพสะท้อนของดวงจันทร์สีดำไปปรากฎขึ้นที่หน้าผากของเมิ่งฮ่าวเช่นเดียวกัน

อี้เฉินจื่อกระอักโลหิตออกมาจากปาก จากนั้นก็ตะโกนขึ้น “จิตสังหาร!”

เมื่อคำพูดหลุดออกมาจากปากของมัน ภาพกลับด้านของดวงจันทร์ที่อยู่บนหน้าผากเมิ่งฮ่าวก็แตกกระจายออก และพลังอันรุนแรงก็ซึมเข้าไปในจิตใจเขา เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชาออกมา นี่เป็นพลังที่ดุร้าย และเห็นได้ชัดว่าเป็นไพ่ไม้ตายสุดท้ายของอี้เฉินจื่อ ถ้าเมิ่งฮ่าวไม่ได้มีรอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์ธาตุดิน จิตใจเขาก็คงจะหมุนคว้างไปแล้วในตอนนี้

แต่เขาก็ฟื้นกลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว จิตสัมผัสของเขาทรงพลังมากกว่าของอี้เฉินจื่อมากนัก รวมกับพลังของสี่ในห้าธาตุที่หนุนหลังอยู่ เขาจึงสามารถขจัดการโจมตีของอี้เฉินจื่อไปได้อย่างง่ายดาย

อีกหนึ่งหมัดกระแทกลงไป ร่างอี้เฉินจื่อก็ระเบิดออกกลายเป็นเศษชิ้นเนื้อและโลหิต วิญญาณแรกก่อตั้งที่กำลังตกใจของมันบินออกมา ล้อมรอบด้วยการป้องกันจากดวงจันทร์สีดำ

“ทำไมมันถึงได้แข็งแกร่งเช่นนี้! ทำไม? ทำไม?! บัดซบ, มันต้องได้รับวาสนาบางอย่างในอาณาจักรแห่งซากสะพานอย่างแน่นอน” ขณะที่วิญญาณแรกก่อตั้งซึ่งกำลังหวาดกลัวของมันพยายามจะหลบหนีไปด้วยความเร็วสูงสุด เมิ่งฮ่าวก็คว้าจับซากศพของอี้เฉินจื่อไว้ และเก็บเข้าไปในถุงสมบัติ

ขณะที่วิญญาณแรกก่อตั้งของอี้เฉินจื่อพยายามจะหลบหนี สัตว์อสูรเทียมสวรรค์ก็มาถึง เสียงระเบิดดังเต็มอยู่ในอากาศขณะที่มันพุ่งออกมา วิญญาณแรกก่อตั้งของอี้เฉินจื่อส่งเสียงแผดร้อง และจากนั้นก็พ่นปราณชีวิตของวิญญาณแรกก่อตั้งออกมา ตัววิญญาณแรกก่อตั้งเองดูเลือนลางลงและอ่อนแออย่างถึงที่สุด เกราะป้องกันดวงจันทร์สีดำแตกกระจาย และของวิเศษที่ช่วยปกป้องซึ่งมันได้ดึงออกมาใช้เมื่อก่อนหน้านี้ก็ถูกทำลายไปด้วยเช่นเดียวกัน

“น่ารังเกียจนัก!” อี้เฉินจื่อแผดร้องออกมา “พวกเจ้าน่ารังเกียจยิ่ง! ข้าขอให้ต่อสู้กันตัวต่อตัว!!” สีหน้ามันบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว ขณะที่ถูกห้อมล้อมไว้ทั้งสามด้าน โดยมีสัตว์อสูรเทียมสวรรค์, นกแก้ว และเมิ่งฮ่าว

“ต่อสู้กันตัวต่อตัว? เจ้าสารเลว! อู่เหยียมักจะเอาชนะศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าอยู่เสมอ ใครจะไปต่อสู้ตัวต่อตัวกับเจ้า สารเลว! ทำไมเจ้าถึงได้ไร้เดียงสาเช่นนี้?” นกแก้วด่าทอออกมาขณะที่มันพุ่งตรงไปโจมตีอีกครั้ง สัตว์อสูรเทียมสวรรค์ส่งเสียงคำราม และพุ่งออกไป ขณะที่เมิ่งฮ่าว เขาไม่ทำอะไร นอกจากปิดเส้นทางหลบหนีของอี้เฉินจื่อไว้ ด้วยสายลมอันเย็นเยียบทุกครั้งที่มันพยายามจะหลบหนีออกไป

ในตอนนี้เองที่ผีโต้งทันใดนั้นก็ร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นออกมา “อย่าสังหารมัน! ข้าต้องเปลี่ยนแปลงมัน! ข้ามองหาใครบางคนที่เป็นปีศาจเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว! ข้าชอบความท้าทายเช่นนี้เสมอมา!” ดวงตาผีโต้งสาดประกายเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“เจ้ามีนามว่าอะไร? ไม่ต้องหวาดกลัว! มา มา บอกนามเจ้าให้ซานเหยียฟัง”

เสียงระเบิดดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่สัตว์อสูรเทียมสวรรค์พุ่งออกไปอีกครั้ง วิญญาณแรกก่อตั้งของอี้เฉินจื่อได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง ปราณชีวิตพ่นออกมาจากปากมันมากขึ้น ในตอนนี้วิญญาณแรกก่อตั้งอ่อนแออย่างน่าเหลือเชื่อ ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พร้อมกับเสียงแผดร้องด้วยโทสะ มันพยายามจะใช้การเคลื่อนย้ายทางไกลย่อย แต่ขณะที่ทำเช่นนั้น อากาศรอบๆ ตัวมันก็เย็นลงจนกลายเป็นน้ำแข็ง ปิดกั้นการเคลื่อนย้ายทางไกลย่อยของมันไป จากนั้น นกแก้วก็พุ่งเข้ามาหามัน

เสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจก็ดังขึ้นไปในท้องฟ้า ภาพที่เห็นนี้น่าอนาถจนไม่อาจจะเปรียบเปรยได้ แม้แต่กลุ่มคนของเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน

“ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าผิดไปแล้ว! ปล่อยข้าออกไป…”

ตูม! สัตว์อสูรเทียมสวรรค์ กระแทกเข้าไปเต็มแรง

“โปรดให้โอกาสข้า, ข้าจะ…อา…”

นกแก้ว ซึ่งเป็นลูกผู้ชายอันแข็งแกร่ง พุ่งทะลวงเข้าไป

“ข้า…”

“เจ้ามีนามว่าอะไร? อี๋? เจ้าไม่ยอมตอบข้า! เจ้ากำลังดูถูกข้า, หือ? รังเกียจข้า? เจ้า, เจ้า, เจ้า, เจ้ามันเป็นปีศาจอันชั่วร้ายจริงๆ! เจ้ามันไร้ศีลธรรมด้วยเช่นกัน! ข้าต้องเปลี่ยนแปลงเจ้า! ข้าจะเปลี่ยนเจ้า ทำไมเจ้าถึงไม่พูดอะไรออกมาบ้าง…?” ผีโต้งพูดพล่ามติดต่อกันไปอย่างต่อเนื่อง

ภายในช่วงเวลาสูดลมหายใจเข้าออกสิบครั้ง วิญญาณแรกก่อตั้งของอี้เฉินจื่อก็ส่งเสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจและสิ้นหวังออกมา นกแก้วและสนมรักของมัน และผีโต้ง กำลังทรมานมัน จนกระทั่งมันเกือบจะพังทลายลง

ในที่สุด อี้เฉินจื่อก็ส่งเสียงแผดร้องอย่างมีโทสะออกมา และเลือกที่จะระเบิดตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในตอนที่ก่อนมันจะระเบิด สัตว์อสูรเทียมสวรรค์ก็อ้าปากขึ้น และกลืนมันลงไป เสียงระเบิดอย่างเลือนลางก็ได้ยินออกมา หลังจากที่สัตว์อสูรเทียมสวรรค์อ้าปากขึ้น กลุ่มควันก็ลอยออกมา

นี่เป็นวิธีที่อี้เฉินจื่อถูกสังหารไปในที่สุด มันไม่ได้ถูกจัดการโดยเมิ่งฮ่าว แต่กลายเป็นของเล่นจนถึงแก่ความตายไปของนกแก้ว, สัตว์อสูรเทียมสวรรค์ และผีโต้ง

“อา? มันตายไปแล้ว?” นกแก้วดูเหมือนจะคิดว่ามันน่าสงสารนัก

“อ้าย ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่า มันจะตายก่อนที่ข้าจะได้เปลี่ยนแปลงมัน” ผีโต้งมีสีหน้าเจ็บปวดใจขณะที่มันถอนหายใจออกมา

สัตว์อสูรเทียมสวรรค์มีสีหน้าแปลกๆ ขณะที่มันมองกลับไปกลับมาระหว่างผีโต้งและนกแก้ว ไม่พูดอะไรออกมา

เมิ่งฮ่าวหันหลัง และมุ่งหน้าตรงไปยังยอดเขา ฝูงสัตว์ปีศาจเข้ามาห้อมล้อม เขาโบกสะบัดมือ ทันใดนั้นพลังชีวิตภาพศักดิ์สิทธิ์ก็ลอยออกไปทั่วทุกทิศทาง หลอมรวมเข้าไปในฝูงสัตว์ปีศาจ รวมถึงต้นเถาวัลย์

พวกมันเริ่มฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติในทันที ขณะที่เป็นเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็หยิบเอาเม็ดยาจำนวนมากมายออกมา ไม่เพียงเพื่อรักษาบาดแผลของสัตว์ปีศาจเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของคนในเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ที่อ่อนแอลงอยู่ด้วย ทำให้พวกมันดูกระปรี้กระเปร่าเพิ่มมากขึ้น

“ขอคารวะเซิ่งจู่ต้าเหริน!” คนในเผ่ามากกว่าหนึ่งพันคนทั้งหมด เริ่มคุกเข่าลงและโขกศีรษะให้กับเมิ่งฮ่าว แม้แต่หัวหน้าเผ่าอูปิงก็คุกเข่าลงโขกศีรษะ เมื่อพวกมันเงยหน้าขึ้น สีหน้าก็เต็มไปด้วยความมุ่งหวัง พวกมันรู้ดีถึงเป้าหมายของเมิ่งฮ่าว ที่เข้าไปในอาณาจักรแห่งซากสะพาน และตอนนี้ พวกมันทั้งหมดต่างก็มองดูเขาด้วยความกระตือรือร้น

“ข้าได้นำความหวังกลับมาด้วย” เขากล่าว มองไปรอบๆ ยังพวกมัน “พวกเราจะอพยพ…ไปยังดินแดนสีดำ!” กลุ่มคนในเผ่าที่อยู่รอบๆ หอบหายใจและเริ่มตัวสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาไหลลงมาจากใบหน้า และพวกมันก็ร้องตะโกนออกมาจากส่วนลึกของจิตใจด้วยความดีใจ

ไม่กี่วันหลังจากนั้น การอพยพเพื่อเอาชีวิตรอดของเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มขึ้น

ด้วยการตกลงมาของฝนม่วง พลังชีวิตได้ถูกกำจัดไป และประตูเคลื่อนย้ายทางไกลก็หยุดทำงาน พลังลมปราณก็ลดน้อยลง ทำให้เผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ต้องเดินทางไปด้วยเท้า ไม่มีทางที่พวกมันจะบินฝ่าอากาศไป

ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีสมาชิกของเผ่าที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ซึ่งไม่มีพื้นฐานฝึกตน ทำให้ยากที่จะเดินทางไปด้วยความรวดเร็ว

สำหรับผู้ฝึกตนที่บินจากเขตทางเหนือของทะเลทรายตะวันตก ไปยังดินแดนสีดำในเขตทางใต้ ต้องใช้เวลาหลายปี เมื่อต้องเดิน…ก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งพันปี ไม่มีเวลาสำหรับการกระทำเช่นนี้ มีทางเดียวที่จะอพยพไปได้สำเร็จ…ก็คือต้องมียานบินซึ่งสามารถนำผู้คนทั้งหนึ่งพันคนไปพร้อมกันได้

พวกเขาต้องการยานบินที่สามารถใช้หินลมปราณเป็นพลังขับเคลื่อน ไม่ใช่พลังลมปราณของสวรรค์และปฐพี มีแต่ยานบินขนาดใหญ่เช่นนั้น ถึงจะช่วยให้การอพยพเป็นจริงขึ้นมาได้

ก่อนที่จะออกเดินทาง เมิ่งฮ่าวมองกลับไปยังภูเขา หลังจากที่กลับมา เขาไม่เห็นค้างคาวดำ จากที่กู่ลาได้บอกมา มันได้หายตัวไปหลังจากที่เขาเข้าไปในอาณาจักรแห่งซากสะพานเพียงไม่กี่วัน การที่มันจะไปไหน ไม่มีใครรู้

“เจ้าหลบหนีไปโดยที่ไม่ได้รับความยินยอมจากข้า ถึงเจ้าจะอยู่ห่างออกไปไกล ข้าก็สามารถหาเจ้าพบได้” เมิ่งฮ่าวมองไปยังเทือกเขา ดวงตาสาดประกาย จากนั้นก็หันหลังและเดินหายลับตาไปพร้อมกับเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: